<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซเชียลมีเดียหนุน &#039;พาณิชย์&#039;เผยสถิติตั้งธุรกิจโฆษณาใหม่ครึ่งปีแรกพุ่ง 557 ราย ขยายตัว 26.59%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ส.ค. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ในช่วง 6 เดือนปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) ธุรกิจโฆษณามีจำนวนการจดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 557 ราย เพิ่มขึ้น 26.59% มีทุนจดทะเบียน 893.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.39% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีของธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านดิจิทัล เพราะผลจากการแพร่ระบาดของโควิด9-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการทำงานที่บ้านและเรียนออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การใช้งานระบบออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดีย และการรับชมทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การโฆษณาผ่านช่องทางเหล่านี้ จึงโตตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนธุรกิจโฆษณาดิจิทัลให้มีอัตราการเติบโต คือ ภาคธุรกิจสามารถเลือกช่องทางการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น มีแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว และการมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับให้ผู้บริโภคเปิดรับสื่อได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีการเติบโตของการลงเงินโฆษณาถึง 20% โดยสื่อดิจิทัลที่มีเม็ดเงินลงทุน ได้แก่ Facebook ร้อยละ 32 , YouTube ร้อยละ 23 และ TikTok มีแนวโน้มการเติบโตสูงอยู่ที่ร้อยละ 21 โดยการลงทุนในแต่ละสื่อมีมูลค่าเม็ดเงินสูงถึงพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการโฆษณาทางโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มีความเหมาะสมกับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็วและใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก แต่ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นลำดับแรก การเลือกช่องทางการสื่อสาร การเลือกช่วงเวลา และความถี่ที่เหมาะสม รวมทั้งการคิดนอกกรอบในการสร้างสรรค์สื่อโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายเข้าใจในคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของลูกค้าได้อย่างแท้จริง จะทำให้ธุรกิจโฆษณาสามารถอยู่รอดในตลาดและสามารถแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีธุรกิจโฆษณาที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 10,293 ราย คิดเป็น 1.28% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินกิจการอยู่ และมูลค่าทุนรวม 52,668.81 ล้านบาท คิดเป็น 0.27% ของมูลค่าทุนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 8,868 ราย คิดเป็น 86.15% มูลค่าทุนรวม 43,541.39 ล้านบาท คิดเป็น 82.67% โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 6,365 ราย คิดเป็น 61.84% รองลงมา คือ ภาคกลาง 1,990 ราย คิดเป็น 19.33% ภาคเหนือ 598 ราย คิดเป็น 5.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 435 ราย คิดเป็น 4.23% ภาคใต้ 426 ราย คิดเป็น 4.14% ภาคตะวันออก 368 ราย คิดเป็น 3.58% และภาคตะวันตก 111 ราย คิดเป็น 1.08% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโฆษณาในไทย มีมูลค่าการลงทุนจำนวน 3,804.31 ล้านบาท คิดเป็น 7.23% ของการลงทุนในธุรกิจโฆษณา โดยสัญชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกัน 1,689.05 ล้านบาท คิดเป็น 3.21% จีน 408.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.78% และเยอรมัน 345.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือของผู้ใช้งานอายุระหว่าง 16-64 ปี ในประเทศไทย พบว่า มีการใช้งานเฉลี่ย 5.07 ชั่วโมงต่อวัน มากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และหากนับรวมการใช้อินเทอร์เน็ตทั้งระบบ คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 41% ของการใช้เวลาภายใน 1 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญและหันมาประกอบธุรกิจ ทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ปี 2563 ของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่ภาคธุรกิจมีการใช้งบประมาณซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 21,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2562 (19,555 ล้านบาท) และข้อมูลของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด รายงานว่า ช่วงครึ่งปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางรวมแล้วจำนวน 53,640 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโฆษณา, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b488b755f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด 19 สะเทือนวงเงินโฆษณาคาดปีนี้เหลือแค่ 7.7หมื่นล้านแย่สุดเป็นประวัติการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2563 นายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด&amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ส่งผลให้ประชาชนต้องอยู่บ้านกันจำนวนมากนั้น ทำให้ในส่วนของอุตสาหกรรมโฆษณาก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน คาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จะติดลบอย่างน้อย&amp;nbsp;15%&amp;nbsp;หรือมีมูลค่าประมาณ&amp;nbsp;7.7&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นสถานการณ์ที่แย่สุดเป็นประวัติการณ์&amp;nbsp;หากเทียบกับเมื่อช่วงหลายปีในอดีตก่อนออนไลน์ได้รับความนิยมจะเห็นได้ว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมฯ จะอยู่ที่นับแสนล้านบาท

&amp;ldquo;สถานการณ์ของโควิด-19&amp;nbsp;ไม่ได้เข้าดิสรัปฯ เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโฆษณาระยะหลังก็มีความยากมาตลอด ตอนนี้โควิด-19&amp;nbsp;เป็นตัวเข้ามาเร่งและซ้ำเติมให้หลายๆ อย่างเกิดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปีข้างหน้า ในไตรมาสแรกมีหลายหมวดสินค้าที่ลดการใช้จ่ายลงไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรถยนต์หรือเครื่องดื่มคาร์บอเนตที่ปกติจะใช้เม็ดเงินเยอะในช่วงซัมเมอร์ ส่วนตัวมองว่าการตลาดจากนี้จะเน้นความคุ้มค่าและราคา มากกว่าการสร้างแบรนด์ เนื่องจากต้องการดึงยอดขายในช่วงกำลังซื้อน้อยลง การทำกิจกรรมและอีเว้นท์ต่างๆ แทบจะพับไปเลย หรือในไตรมาส&amp;nbsp;2 -3&amp;nbsp;จะไม่มีการทำออนกราวด์แน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายภวัต กล่าว

สำหรับแนวโน้มของสื่อนอกบ้านเดิมทีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะมีการเติบโตดีหรือติดท็อป&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แต่ในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีผลกระทบโดยตรงจากสถานกาณณ์ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า 30% ในแง่ของเม็ดเงิน เหลือประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;8,000&amp;nbsp;ล้านบาท จาก 1.2 หมื่นล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันบริษัทฯมองว่าจากความเป็นเมืองมากที่มากขึ้น จึงประเมินว่าสื่อนอกบ้านจะฟื้นตัวและมีบทบาทสอดคล้องกับนโยบายอันล็อคจากภาครัฐ น่าจะเห็นตัวเลขฟื้นตัวกลางเดือน พ.ค. 2563&amp;nbsp;นี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะเดียวกันสื่อโรงภาพยนตร์ก็เป็นอีกกลุ่มที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบหนัก หลังจากต้องปิดไปตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563&amp;nbsp;ที่ผ่านมา เบื้องต้นน่าจะติดลบไม่ต่ำกว่า 40% และหากสามารถเปิดให้บริการได้ ก็อาจต้องเปิดขายที่นั่งแบบเว้นระยะ โดยปัจจัยเรื่องของภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายก็มีส่วน เพราะภาพยนตร์อาจเลื่อนฉายไปปีหน้าแทน รวมถึงผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์โรงหนังและได้ทดลองใช้สตรีมมิ่ง หลังจากได้อยู่บ้านเป็นเวลานาน ก็มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนสนใจการรับชมโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นมากกว่าการเข้าโรงภาพยนตร์อีกด้วย

นายภวัต&amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงที่ประชาชนอยู่บ้านก็ทำให้คนกลับมาดูทีวีมากขึ้น&amp;nbsp;15%&amp;nbsp;เนื่องจากต้องการติดตามคอนเทนต์ประเภทข่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้สัดส่วนทีวีจะยังคงอยู่&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ในอุตสาหกรรมฯ จากเดิมก่อนเกิดสถานการณ์มองกันว่าจะลดลงต่ำกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;รวมถึงสื่อออนไลน์มีการใช้งานมากขึ้น&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;โดยปัจจุบันอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตคนไทยอยู่ที่&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;แต่ในช่วงที่ผ่านมาทำให้คนที่ไม่ได้เล่นออนไลน์เข้ามามากขึ้น มองว่าหากจบวิกฤติไปแล้วสัดส่วนจะมีการเพิ่มขึ้นเป็น&amp;nbsp;80%&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือจาก&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านคน เป็น&amp;nbsp;55&amp;nbsp;ล้านคน ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์เป็นหลัก เพราะเดิมทีกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตมากนัก แต่ในช่วงนี้มีความจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้น
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64581</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโฆษณา, ภวัต  เรืองเดชวรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa780224c9c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัจจัยลบเพียบ!คาดเม็ดเงินโฆษณาโตแค่ 0.93%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2562 นายภวัต &amp;nbsp;เรืองเดชวรชัย &amp;nbsp;ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อิเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI เปิดเผยว่า ในช่วง 4-5 เดือนที่เหลือของปี 2562 นี้ มองว่ายังไม่มีปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณามีการเติบโต โดยมีทั้งปัจจัยลบในประเทศเรื่องของกำลังซื้อ ย่อมมีผลต่อการจับจ่ายของผู้บริโภคและยอดขายของแบรนด์ ส่งผลให้มีการใช้งบประมาณกันค่อนข้างจำกัด รวมถึงปัจจัยลบภายนอกอย่างเศรษฐกิจยุโรปที่ตกต่ำ ,สงครามการค้าจีน-อเมริกา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยหดตัว &amp;nbsp;คาดว่าจะมีผลต่อุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้เติบโตเหลือเพียง 0.93% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.5% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้งบการตลาดช่วงที่ผ่านมา จากงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้หลายแบรนด์มุ่งไปทำการตลาดในดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าออนไลน์กำลังมาแรงและพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตก็ขยายตัวมากขึ้นทุกปี โดยบางแบรนด์เลือกจะทำแคมเปญและสื่อสารทางการตลาดเพียงแค่ดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายมากนัก เพราะในความเป็นจริงแล้วออนไลน์จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาผสมผสานการทำตลาดมากกว่าแทนที่จะเป็นเพียงช่องทางเดียว หลายกลุ่มธุรกิจเริ่มกลับมาใช้ออฟไลน์กันมากขึ้น อาทิ โทรศัพท์ รถยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากบางผลิตภัณฑ์ยังคงต้องเข้าถึงกลุ่มแมส ซึ่งแน่นอนว่าสื่อทีวีสามารถขยายสู่วงกว้างได้ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภวัต &amp;nbsp;กล่าวว่า แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่มีสื่อไหนมีความได้เปรียบไปมากกว่าออนไลน์ในทุกวันนี้ เบื้องต้นคาดการณ์ว่าสัดส่วนของเม็ดเงินโฆษณาในดิจิทัลแพลตฟอร์มในปี 2562 จะขยับขึ้นมาเป็น 21.9 และมองว่าจะยังได้รับความสนใจต่อเนื่องในปี 2563 หรือมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 28.2 โดยยังมีปัจจัยส่งเสริมในเรื่องการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซของประเทศไทยที่จะมากกว่าเดิม เพราะมาร์เก็ตเพลสได้ขยายฟังก์ชั่นการขายไปยังหลายกลุ่มสินค้าครอบคลุมยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ การเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็เชื่อว่าจะส่งผลให้สื่อนอกบ้านมีการขยายตัวที่ดีตามไปด้วย เพราะเป็นสื่อที่ถูกบังคับให้อยู่ในจุดเดิม และกลุ่มเป้าหมายจะต้องเห็น อย่างเช่นหากอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าก็จะเป็นกลุ่มคนทำงานหรือคนเมือง แต่หากอยากจับกลุ่มมหาวิทยาลัย ก็ลงสื่อนอกบ้านในมหาลัยได้อย่างตรงจุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43492</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโฆษณา, ภวัต  เรืองเดชวรชัย, เงินโฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa780224c9c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
