<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.เอกชนยักษ์ใหญ่ มองหลังโควิดธุรกิจรพ.ไทย มีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้น และมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหัวใจหลักแข่งขัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 มี.ค.64 -โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัดสัมภาษณ์พิเศษ ในหัวข้อ &amp;quot;การ Transform ธุรกิจโรงพยาบาลในยุคโควิด-19 กับก้าวต่อไปของบำรุงราษฎร์&amp;quot; สะท้อนมุมมองการดูแล รักษาผู้ป่วยทั้งในการดูแลและเชิงป้องกัน เพื่อช่วยเสริมให้ประสิทธิภาพการรักษา วิทยาการทางการแพทย์ให้มีมาตรสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ทวีสิน ตันประยูร ประธานปฏิบัติการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้โรงพยาบาลในหลายแห่งต้องมีการปรับตัว และเปลี่ยนแปลงระบบในการดูแลคนไข้ให้มีความปลอดภัย ซึ่งทางรพ.บำรุงราษฎร์เอง ก็ต้องมีการเปลี่ยนไปตามเทรนด์ แต่ยังคงเน้นในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาที่ดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ และจุดแข็งที่รักษาโรคซับซ้อนและวิกฤต รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการรักษา เพราะไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ ผู้ป่วยสูงวัยจึงไม่ได้มีแค่ 1 โรค จึงเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมในการดูแลรักษา รวมไปถึงแพทย์ผู้ชำนาญการในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันพิจารณาถึงการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ในราคาที่สมเหตุสมผลคุ้มค่ากับการรักษาเช่น รักษาหาย และไม่ต้องกลับมารักษาซ้ำ หรือไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรามีประสบการณ์และองค์ความรู้ จากการแพทย์ทั่วโลกตลอด 40 ปี หรือเรียกว่า Bumrungrad Rich Heritage ถูกจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของไทย ด้วยคะแนน 92.05% และ Global Top 200 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกในปี 2564 หรือWorld&amp;#39;s Best Hospitals 2021 จาก2,000โรงพยาบาลใน 25 ประเทศที่สำรวจโดย NewSweek ร่วมกับ Statista Inc บริษัท วิจัยข้อมูลระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในการเปิดเผยโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก โดยเกณฑ์การให้คะแนนพิจารณาจาก 3 ส่วน คือ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ใน 25 ประเทศ, ผลจากการสำรวจความพึงพอใจของผู้ป่วย และ KPI ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เช่น ข้อมูลคุณภาพการรักษา และมาตรการด้านสุขอนามัย เป็นต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในทิศทางการดำเนินงานทางด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในปี 2564 นพ.ทวีสิน กล่าวว่ายังคงขับเคลื่อนการให้บริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลก ด้วยนวัตกรรม (World-class hotistic healthcare with nnovation) ในจุดแข็ง 3 ประการหลัก ประกอบด้วย 1. Critical Care การรักษาผู้ป่วยภาวะวิกฤต2.Complicated disease การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อนหลายโรค หรือเป็นผู้ป่วยที่อ่อนแอ มีโอกาสทรุดหนักหรือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงโดยมี Center of Excellence และ 3.Cutting-edge technology การรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงรวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้นอาทิหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด da Vinc ช่วยศัลยแพทย์ผ่าตัด, MAKO แขนกลหุ่นยนต์เปลี่ยนข้อเทียม, คอมพิวเตอร์นำวิถี ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ในอนาคตอุตสาหกรรมทางการแพทย์จะเป็นหนึ่งใน megatrend ที่มีแนวโน้มเติบโต รวมถึงธุรกิจโรงพยาบาล จะถูกยกระดับความสำคัญและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;และการพัฒนาด้านคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย จะเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะสร้างความมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้มาใช้บริการ และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศให้เกิดระบบนิเวศที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เช่นกัน&amp;rdquo; นพ. ทวีสินกลาว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองประธานอาวุโสปฏิบัติการด้านการแพทย์ (Medical Quality &amp;amp; Affairs &amp;amp; Informatics &amp;amp; Human Resources) รพ.บำรุงราษฎร์และผู้บัญชาการศูนย์โควิด -19 ของโรงพยาบาลฯ กล่าวก้าวต่อไปของบำรุงราษฎร์ &amp;nbsp;มีแผนในการพัฒนาและขยายศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Centerof Excellence) มุ่งเน้นดูแลรักษาโรคเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกันการวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ ปัจจุบันโรงพยาบาลฯ มีการยกระดับ Center of Excellenceต่างๆ อาทิ ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit), ศูนย์มะเร็งฮอไรซัน (Horizon Reginal Cancer Center),ศูนย์ปลูกถ่ายเนื้อเยื่อและอวัยวะ (Tissue &amp;amp;amp; Organ Transplantation Center), ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ (UrologyCenter), ศูนย์ทางเดินอาหาร-ตับ (Digestive Diseases GI Center), ศูนย์ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก(Colorectal Surgery Center), สถาบันกระดูกสันหลัง (Spine Institute), ศูนย์โรคระบบประสาท (NeurologyCenter), ศูนย์หัวใจ (Cardiology Center) โดยแผนการขยายศูนย์ฯ ส่วนหนึ่งจะดำเนินการผ่านโมเดลธุรกิจBumrungrad Health Network ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรกว่า 60 แห่งทั่วประเทศเพื่อขยายการเข้าถึงการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานบำรุงราษฎร์ในกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่อาศัยอยู่ในเขตปริมณฑลและตามภูมิภาคต่างๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95873</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รพ.บำรุงราษฎร์, ธุรกิจโรงพยาบาล, ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์, รศ.นพ.ทวีสิน ตันประยูร, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604b48333b5e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2018 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2018 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กันตพร หาญพาณิชย์  ทายาทรุ่น 2 กับภารกิจขยายธุรกิจกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ คุยนอกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับแต่ปี 2527 จุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ซึ่งเป็นสาขาแรกที่ก่อตั้งโดย &amp;ldquo;นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์&amp;rdquo; กระทั่งในปัจจุบันได้เข้าสู่เจเนอเรชั่น 2 ที่จะเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว สำหรับในวันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ &amp;ldquo;กันตพร หาญพาณิชย์&amp;rdquo; ผู้บริหารหนุ่มด้วยวัยเพียง 31 ปี ตอนนี้เขานั่งอยู่ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และยังเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล อีกด้วย

&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเริ่มเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวตอนอายุประมาณ 27 ปี ตอนนี้ก็กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว จริงๆ นับจากโรงพยาบาลแห่งแรกที่เปิดให้บริการ ก็ต้องบอกว่ามีอายุมากกว่าตัวผมอีก เลยทำให้เติบโตมากับธุรกิจนี้ เรารู้ว่าต้องเข้ามาสานต่ออย่างแน่นอน ปัจจุบันก็มาช่วยมาดูแลเรื่องการตลาดให้กับโรงพยาบาลทั้งหมด 12 แห่ง&amp;rdquo;

สำหรับโจทย์แรกหลังจากต้องเข้ารับหน้าที่การตลาดของโรงพยาบาล &amp;ldquo;กันตพร&amp;rdquo; ระบุว่า ในช่วงแรกมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากโจทย์คือการสร้างแบรนด์โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลให้เป็นที่รู้จักอย่างวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งในตอนนั้นได้เปิดให้บริการมา 3 ปีแล้ว เป็นแบรนด์ใหม่ในตลาด แต่จากผลสำรวจทำให้พบว่า แม้กระทั่งคนในพื้นที่ก็จำชื่อโรงพยาบาลไม่ได้

&amp;nbsp;จากปัญหาเรื่องของแบรนด์ข้างต้น ทำให้ผู้บริหารหนุ่มต้องประชุมทีมและคิดแผนงานกันอยู่หลายรอบ จนกระทั่งเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมาก็สร้างความฮือฮาในหน้าสื่อได้อยู่ไม่ใช่น้อย กับการประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งผู้สำรวจความสุขคนไข้&amp;rdquo; ที่มี เงินเดือนสูงถึง 1 ล้านบาท จากโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

&amp;ldquo;เราเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานการให้บริการและการรักษาระดับสูง ผมคิดว่าการสื่อสารสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการรู้จักแบรนด์จะมีผลต่อการตัดสินใจเข้าใช้บริการ หากเขาไม่รู้จักก็คงไม่เข้ามารักษา ผมจึงต้องกลับมาดูในเรื่องของวิธีการ ว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพสูงสุด แบบดั้งเดิมไมว่าจะเป็นบิลบอร์ดหรือลงสื่อแบบปกติก็อาจจะทำได้ แต่การทำอะไรที่นอกกรอบจะมีอิมแพ็คมากกว่านั้น เราก็พอใจกับผลลัพธ์ระดับหนึ่ง ตรงตามที่คิด เกิดการับรู้ภายในงบประมาณที่จำกัด พยายามจะสร้างชื่อให้คนอื่นเขาได้ยิน หลังจาก 3 ปีทำแล้วเฟล มีเวลาแค่ปีกว่าแต่ต้องทำให้เท่ากับ 3 ปีที่ผ่านมา และต้องประสบความสำเร็จ&amp;rdquo;

&amp;nbsp;ภายหลังจากการพยายามเปิดแบรนด์ใหม่ที่นอกเหนือจากเกษมราษฎร์ ทำให้ธุรกิจในเครือมีโรงพยาบาลตอบโจทย์การักษาครอบคลุมทุกกลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล เน้นให้บริการกลุ่มลูกค้าระดับบน และลูกค้าต่างประเทศ 2. กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ให้บริการลูกค้าระดับกลางและประกันสังคม 3. กลุ่มโรงพยาบาลการุญเวช เน้นบริการกลุ่มลูกค้าประกันสังคมเป็นหลัก

ส่วนสถานการณ์ของกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ผู้บริหารหนุ่มยังฉายภาพให้เห็นเพิ่มเติมว่า มีการแข่งขันสูงไม่แพ้กับธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะใจเขตกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างรุนแรงเป็นพิเศษ ทำให้แผนงานของบริษัทในช่วง 3-5 ปีนี้ จะไม่ขยายธุรกิจในกรุงเทพฯ แต่จะไปตามตะเข็บชายแดน เพราะไทยมีชื่อเสียงทางด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาล จึงได้เริ่มเปิดคลินิกเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ สาขาอำเภอแม่สาย ผลคือไม่คิดว่าลูกค้าจากเมียนมาจะข้ามฝั่งมารักษากันเยอะ จากคลินิกกลายเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก จากการเปิดสาขาที่แม่สาย ทำให้มองเห็นโอกาสที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับการขยายสาขาภายในระยะเวลา 2-3 ปีนับจากนี้ จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายใต้เงินลงทุนประมาณ 2,000-2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง&amp;nbsp; 2.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สระแก้ว 3.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ปราจีนบุรี 4.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เชียงของ&amp;nbsp; และ5.โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563 นับเป็นก้าวใหม่ของบริษัท ที่ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายการลงทุนมีความชัดเจน และมีพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่ค่อนข้างดี

กันตพร ยังเสริมเกี่ยวกับคติที่ยึดเป็นหลักในการทำงานอีกว่า ผมมักบอกกับทุกคนเสมอว่าเราต้องรักในสิ่งที่ทำก่อน เพราะถ้าเกิดจากใจที่รักแล้ว จะทำสิ่งไหนก็ทำได้ดี ทำอาชีพอะไรแล้วไม่ชอบ ย่อมออกมาไม่ดี ทำงานแบบไม่มีความสุข หากมีความสุข เราจะทุ่มเทแล้วผลงานก็จะออกมาดี ซึ่งทำให้ผมไม่รู้สึกเหมือนว่าเป็นการทำงาน แต่อยู่กับสิ่งที่รักในชีวิตตลอดทุกวัน

&amp;ldquo;อีกประการสำคัญสำหรับผม คงเป็นเรื่องระดับความอาวุโสไม่ว่าคนในองค์กรจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นล้วนแต่มีวัยวุฒิที่ต้องให้ความเคารพ ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นรุ่นแรก มักบอกเสมอว่าคนเราจะชนะกันเรื่องความเก่งนั่นเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้องขยัน ถ้าไม่ขยันจะไม่ชนะคนอื่น เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ผมจึงขยันเสมอต้นเสมอปลายในการทำงานมาตลอด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11943</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยนอกรอบ, ธุรกิจโรงพยาบาล, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180623/image_big_5b2d9e4e6e1ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2018 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรงพยาบาลธนบุรีทุ่มงบ 800 ล้านสร้างตึกใหม่รองรับผู้ป่วยเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลธนบุรี ทุ่มงบขยายอาคารใหม่ รองรับผู้ป่วยขยายตัวเพิ่ม เล็งใช้เทคโนโลยีเข้ามายกระดับบริการ ชี้ภาพรวมตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง หลังพบปัจจัยหนุนเพียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธนบุรี เปิดเผยกับ &amp;ldquo;ไทยโพสต์&amp;rdquo; ว่า ยังคงลงทุนเพื่อยกระดับการรักษาคนไข้อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นเตรียมงบประมาณไว้กว่า 800 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ เพื่อรองรับผู้ป่วยนอกให้มากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,600 คนต่อวัน นับว่าสูงมาก จึงต้องขยายพื้นที่ใหม่เพิ่ม คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2563 ส่งผลให้รองรับเพิ่มเป็น 2,000 คนต่อวัน &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยในช่วงปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังมองเห็นแนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีทางด้านเทเลเมดิซีน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการผู้ป่วย โดยจะมีแพทย์เป็นที่ปรึกษากับผู้ป่วย ซึ่งไม่ต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล หรือหลังจากได้รับการเข้าตรวจและรักษาเพื่อติดตามผล ก็สามาถใช้เทเลเมดิซีนเข้ามาช่วยได้ ในส่วนนี้น่าจะใช้เงินลงทุนหลัก 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุทธิชัย กล่าวว่า นอกเหนือจากกลุ่มตลาดคนไทยแล้ว ในช่วงที่ผ่านมายังขยายไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย ขณะนี้คิดเป็นสัดส่วน 2% แม้ยังไม่สูงมาก แต่ยังมีโอกาสอยู่ โดยเฉพาะทางแถบเพื่อนบ้านที่โรงพยาบาลธนบุรีค่อนข้างมีผลตอบรับดี ผ่านกลยุทธ์ปากต่อปาก หลังจากผู้ป่วยจากประเทศกัมพูชาเข้ามาใช้บริการแล้วเกิดการบอกต่อ กลุ่มผู้ป่วยต่างต่างชาติน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า หรือปี 2561 คาดว่าจะโตขึ้น 10-20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีอำนาจซื้อสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และรายได้ของประชากรโดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลาง ที่จะหนุนความต้องการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาอัตราการใช้จ่าย ด้านการรักษาพยาบาลต่อจีดีพีของคนไทยยังอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก เมื่อผนวกกับชนชั้นกลางในกลุ่มอาเซียน สะท้อนโอกาสในการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยยังมีอยู่อีกมาก โดยการขยายตัวของชุมชนเมือง องค์กรสหประชาชาติ คาดว่าระดับความเป็นเมืองของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 50.4% ปี 2558 เป็น 60.4% ในปี 2568 เพิ่มโอกาสในการขยายการให้บริการทางการแพทย์ไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้นในอนาคตเมื่อเทียบกับความต้องการใช้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ค่อนข้างอิ่มตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะหนุนความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย สศช.คาดว่า จำนวนผู้สูงอายุหรือผู้มีอายนุมากกว่า 60 ปี จะเพิ่มขึ้นจาก 9.1 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 10.3 ล้านคนในปี 2562 ขณะที่ทางการประเมินว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 6.3 หมื่นล้านบาทในปี 2553(2.1% ของ GDP) เป็น 22.8 หมื่นล้านบาท(2.8% ของ GDP) ในปี 2565(จากแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9517</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงพยาบาล, สุทธิชัย โชคกิจชัย, โรงพยาบาลธนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff68caa1363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.นครธน ประกาศตัวขอเป็นเบอร์1 ย่านพระราม 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลนครธน เตรียมรุกสร้างแบรด์หนักขึ้น หวังครองแชมป์ย่านพระราม 2 ล่าสุดเปิดตัว &amp;ldquo;นครธน แฟมิลี่ คลับ&amp;rdquo; ดึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมทำตลาดชาวต่างชาติ เชื่อจบปี 2561 ดันรายได้แตะ 1,550 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวเพ็ญศิริ ทองสิมา รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลนครธน เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในอีก 5 ปีนับจากนี้ ต้องการมุ่งเน้นสร้างแบรนด์ของโรงพยาบาลให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าประชาชนในย่านพระราม 2 หรือบริเวณใกล้เคียง หากต้องการใช้บริการโรงพยาบาล จะนึกถึงโรงพยาบาลนครธนเป็นแห่งแรก ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลากว่า 22 ปีที่ผ่านมา อาจยังไม่มีการประชาสัมพันธ์และสื่อสารเกี่ยวกับศักยภาพด้านการรักษาโรคต่างๆ ของโรงพยาบาลฯ &amp;nbsp;มากนัก คงต้องทำการตลาดเชิงรุกมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนึ่งกลยุทธ์หลักของการสร้างแบรนด์ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เกิดขึ้น คงเป็นการปิดรับสมัครสมาชิกบัตรนครธน แฟมิลี่ คลับ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ ส่วนลดค่าห้องพัก ค่ายา เอกซเรย์แลป การตรวจสุขภาพ รวมถึงจัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าใกล้เคียง พร้อมกับแทรกข้อมูลเรื่องสุขภาพและศักยภาพการรักษาด้านต่างๆ ให้แก่สมาชิกได้รับรู้ โดยบัตรจะมีอายุ 2 ปี จากนั้นโรงพยาบาลจะต่อให้อัตโนมัติหากมีการเข้ามาใช้บริการซ้ำตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีเป้าหมายภายในปี 2562 จะมีผู้ถือบัตรจำนว 1 หมื่นราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้สื่อสารออกไปว่ามีความสามารถทางด้านการรักษาโรคอะไรบ้าง เป็นเพียงการบอกปากต่อปากเท่านั้น หลายคนอาจผ่านโรงพยาบาลของเราไปแล้วเลือกใช้บริการในเมือง ซึ่งจริงๆแล้วมีศูนย์เฉพาะทางหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ศัลยกรรม หรือแม้แต่กระดูและข้อ รวมถึงศูนย์สมองและระบบประสาทที่กำลังจะเปิดในปี 2561 ส่วนเรื่องการดูแลก็ครบวงจรเช่นเดียวกัน&amp;rdquo; นางสาวเพ็ญศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ เพื่อยกระดับและเตรียมความพร้อมการขยายตัวของผู้เข้าใช้บริการ ในปีนี้ยังมีการลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงแผนกผู้ป่วยนอกชั้น 1 ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการซื้ออุปกรณ์ผ่าตัดเพิ่มเติม ครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ในส่วนของศูนย์ที่เตรียมเปิดให้บริการอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเพ็ญศิริ กล่าวว่า การขยายฐานลูกค้าในกลุ่มชาวต่างชาติได้เริ่มเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ส่วนมากเป็นชาวเมียนมาระดับบนหรือคิดเป็น 5% ของผู้เข้าใช้บริการทั้งหมด วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 10% มาจากการทำตลาดกับกลุ่มเดิมอย่างประเทศเมียนมา และชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงกัมพูชาที่จะเน้นหนักมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หลังจากโรงพยบาลนครธนเริ่มบุกหนักเรื่องการสร้างแบรนด์ ให้ความรู้เรื่องการรักษาและสุขภาพแก่ประชาชนมากขึ้น บวกกับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกทำให้ผลประกอบการปี 2561 มีอัตราการเติบโต 10% หรือคิดเป็น 1,550 ล้านบาท จากปี 2560 ปิดไป 1,400 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7532</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงพยาบาล, นครธน, นครธน แฟมิลี่ คลับ, พระราม2, โรงพยาบาล, โรงพยาบาลนครธน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180421/image_big_5adaa34d15df0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
