<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.เตรียมงบปรับโรงไฟฟ้าเก่ารองรับพลังงานทดแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ.เตรียมงบอัปเกรดระบบควบคุมโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เทคโนโลยีเก่า ให้ยืดหยุ่นรองรับการใช้ไฟจากโซลาร์ที่เพิ่มขึ้น ตั้งเป็นแผนระยะ 3-5 ปี ชี้เริ่มเปิดประมูลผู้เข้ามาดำเนินการปี 62 คาดใ้ช้งบ มากกว่า 100 ล้านบาท ต่อ 1 ยูนิต

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยภายหลังราวเสวนาเปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ &amp;quot;IEEE PES GTD ASIA 2019 : Big Shift in Power and Energy in Thailand&amp;quot; ว่า กฟผ.กำลังศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ที่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพแต่ยังเป็นเทคโนโลยีเก่า เพื่อให้มีการรองรับการเข้ามาของไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะแสงอาทิตย์(โซลาร์) ที่ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ไม่สามารถรองรับความต้องการได้ 24 ชั่วโมง ซึ่ง กฟผ. ยังต้องเดินเครื่องเพื่อรองรับการใช้ไฟในช่วงที่พลังงานทดอทนผลิตไม่ได้อยู่ ซึ่งจากเดิมยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะลดกำลังการผลิตมาให้ต่ำสุดได้จึงต้องเดินเครื่องอย่างเต็มที่ ทำให้เสียต้นทุนการผลิตไปในช่วงที่ไม่มีการใช้ไฟ

ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อควบคุมระบบการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าให้ลดลงมาต่ำสุดได้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กฟผ. จะต้องพิจารณาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีกำลังการผลิตมากกว่า 300 เมกะวัตต์ขึ้นไป ซึ่งมีโรงไฟฟ้าที่เข้าข่าย อาทิ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.อยุธยา , โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา , โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง , โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.กรุงเทพ โดยคาดว่าการปรับเปลี่ยนจะต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านบาทต่อ 1 ยูนิต โดยเป็นการใช้เทคโนโลยีของต่างชาติ ซึ่งจะเริ่มเปิดประมูลได้ภายในปี 2562

&amp;quot;เราต้องใช้เทคโนโลยีของบริษัทต่างชาติ แบบโออีเอ็ม อาทิ ซีเมนส์ มิตซูบิชิ หรือจีอี ให้เข้ามาประมูลเนื่องจากโครงการนี้มีมูลค่าสูง ทั้งนี้แผนดังกล่าวเป็นแผน 3-5 ปี โดยเทคโนโลยีที่นำเข้ามายังสามารถปรับใช้กับโรงไฟฟ้าที่อื่น ๆ ได้ด้วย เพิ่มลดต้นทุนของ กฟผ. และรองรับการเข้ามาของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน&amp;quot;นายบุญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15638</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ธุรกิจโรงไฟฟ้า, พลังงานทดแทน, โซลาร์รูฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab70fcc551c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.ชงกฎหมาย!ดูแลโรงไฟฟ้าเล็ก เล็งเก็บเงินเข้ากองทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ. ชง &amp;ldquo;พลังงาน&amp;rdquo; ยกร่างกฤษฎีกา กำหนดโรงไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เควีขึ้นไปต้องขอใบอนุญาต ปิ๊งไอเดียเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า ฟากคณะเอสอีเอขอใช้เงิน 50 ล้านจ้างที่ปรึกษาศึกษาผลกระทบโรงไฟถ่านหินกระบี่ ชี้ยังรอศึกษาคำขอ ยืนยันต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ หวั่นอนุมัติแล้วผิดกฎหมาย

นางปัจฉิมา ธนสันติ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า กกพ. ได้มีการเสนอให้ยกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทขนาดและลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ... ให้กับกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาให้โรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 200 กิโลวัตต์(เควี) จนถึง 1 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน มาเป็นต้องมีใบอนุญาตฯ เพื่อเป็นเสมือนการเก็บข้อมูลเข้าระบบทั้งผู้ผลิตไฟใช้เองและขายคืนระบบ

ทั้งนี้มีแนวคิดที่จะเก็บเงินสำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟขนาดตั้งแต่ 200 เควี ถึง 1 เมกะวัตต์ ที่ขายเข้าระบบเท่านั้นเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า โดยจะมีอัตราที่แตกต่างกันตามรูปแบบการผลิต ซึ่งจะมีการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อเห็นชอบต่อไป

โดยหลังจากที่มีมติของคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) ที่ดำเนินการศึกษาผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่าจะใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า จำนวน 50 ล้านบาทว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการ เบื้องต้นได้รับหนังสือชี้แจงจากคณะกรรมการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 61 และอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ โดยต้องยอมรับว่าจากคำชี้แจงดังกล่าวยังไม่มีการแนบตัวโครงการศึกษามาด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในฐานะที่ กกพ. เป็นผู้ดูแลกองทุน จึงยังไม่สามารถนำข้อเสนอเข้าที่ประชุมได้ โดยการประเมินเงื่อนไขการใช้เงินกองทุนต้องดูตามกฎระเบียบที่ยื่นข้อเสนอมา ถ้าตรงวัตถุประสงค์ก็สามารถอนุมัติใช้เงินได้ทั้ง 50 ล้านบาท แต่หากไม่ตรงกับกฎระเบียบก็ไม่สามารถให้ใช้เงินได้ เนื่องจากผิดข้อกฎหมาย ซึ่งปกติแล้วการยื่นขอใช้เงินกองทุนจะเป็นไปตามมาตรา 97 ที่ระบุว่าใช้เพื่อสร้างความรู้และความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ในเรื่องของโรงไฟฟ้า&amp;rdquo;นางปัจฉิมา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12905</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กพช., ธุรกิจโรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าถ่านหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b150b64c25a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชบุรีโชว์ไตรมาสแรกรายได้พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชบุรีโฮลดิ้ง กำไร 1,161 ล้านบาทก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมทุนเพิ่มขึ้น 61%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
15พ.ค. 61- นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. &amp;nbsp;ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2561 มีกำไรก่อนผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 1,160.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปี 2560 และมีกำไรหลังผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงิน 817 ล้านบาท ลดลง 40% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รายได้ส่วนแบ่งกำไรกิจการร่วมค้าในไตรมาสนี้ เป็นจำนวน 846 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 61% &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าหงสาที่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น สำหรับกำลังผลิตเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้ บริษัทฯ จะรับรู้เพิ่มขึ้นรวม 222.95 เมกะวัตต์ จากโครงการพลังงานลมเมาท์เอเมอรัลด์ กำลังผลิตติดตั้ง 180.45 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คอลลินสวิลล์ กำลังผลิตติดตั้ง 42.5 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในออสเตรเลียทั้งสองแห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายกิจจา กล่าวว่า ราชบุรี &amp;nbsp;กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมายังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าหงสา ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องได้ถึง 91% ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 83% โดยรายได้ส่วนแบ่งกำไรที่รับรู้จากโรงไฟฟ้าแห่งนี้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัทฯ ปรับลดลงตามอัตราค่าความพร้อมจ่ายต่อหน่วยไฟฟ้าที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าให้สามารถผลิตไฟฟ้าจำหน่ายได้ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า พร้อมทั้งบริหารต้นทุนการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และติดตามโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างให้สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนดเป้าหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายกำลังผลิตให้ได้ 850 เมกะวัตต์ โดยในประเทศได้มุ่งเน้นที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้า ส่วนต่างประเทศ มุ่งเน้นที่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งโครงการประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทดแทน ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้าและพลังงานอื่นๆ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมเงินเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ไว้ราว 15,000 ล้านบาท&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังผลิตตามสัดส่วนรวม 7,552.4 เมกะวัตต์เทียบเท่า ประกอบด้วย กำลังผลิตที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 6,624.19 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา รวม 928.21 เมกะวัตต์เทียบเท่า จากฐานการลงทุนใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย 5,187.21 เมกะวัตต์เทียบเท่า สปป.ลาว 1,121.81 เมกะวัตต์ ออสเตรเลีย 866.35 เมกะวัตต์ จีน 236 เมกะวัตต์ และอินโดนีเซีย 141.03 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงไฟฟ้า, ผลประกอบการ, โรงไฟฟ้าราชบุรี, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afa92d40f287.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
