<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน&quot;ปรับยุทธวิธี สู้โควิด-19 เร่งค้นหาติดเชื้อเร็วที่สุด เปิดกว้าง คัดกรองผู้เข้าเกณฑ์เสี่ยง โดยมี &quot;หมอเลี๊ยบ&quot;เช้าช่วยนั่งประธาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย.63 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สธ. ได้ปรับยุทธวิธีการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 โดยมีนโยบายเร่งรัดให้มุ่งเน้นการตรวจคัดกรองเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งหัวใจสำคัญของการควบคุมโรคระบาดคือ &amp;ldquo;ค้นหาผู้มีความเสี่ยงรับเชื้อให้เร็วที่สุด&amp;rdquo; ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไป ตนขอเชิญชวนประชาชนไทยทุกคนที่มีความเสี่ยงและมีอาการเข้าข่ายสงสัยติดเชื้อโรคโควิด-19 &amp;nbsp; ตามหลักเกณฑ์ผู้สงสัยติดเชื้อ &amp;nbsp;ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค หรือ PUI ซึ่งย่อมาจาก Patient &amp;nbsp;Under &amp;nbsp;Investigation &amp;nbsp;ของกรมควบคุมโรค &amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ได้ปรับปรุงฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. &amp;nbsp;2563 คือ มีไข้ 37.5 องศาขึ้นไป &amp;nbsp;หรือมีประวัติมีไข้ร่วมกับอาการของระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ ไอ, น้ำมูก, เจ็บคอ, หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก หรือผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ และมีปัจจัยเสี่ยง สามารถเข้ารับคัดกรองได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;เพื่อเร่งควบคุมการระบาดโดยเร็ว ตามหลักการค้นหาผู้ป่วยเจอเร็ว รักษาเร็ว อัตราเสียชีวิตต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการไปใช้บริการตรวจคัดกรองนั้น ประชาชนที่สงสัยว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการสงสัยป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;นายอนุทิน กล่าวว่า สธ. &amp;nbsp;กำหนด ข้าไปรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง ซึ่งโรงพยาบาลจะทำการตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองเบื้องต้นแล้วพบว่ามีอาการตรงกับเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ก็จะได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ขอย้ำว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการตามที่ระบุแล้วไปคัดกรองที่โรงพยาบาลจะเข้าข่ายผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคหรือ PUI ทุกคน &amp;nbsp;แต่จะต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคัดกรองอีกครั้งก่อน เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์แล้ว โรงพยาบาลจะเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ &amp;nbsp; เมื่อผลการตรวจพบว่าติดเชื้อ ก็จะเข้าสู่การรักษาตามกระบวนการมาตรฐานของ สธ. &amp;nbsp;โดยค่าใช้จ่ายการคัดกรองนั้น ทางสถานพยาบาลจะเบิกจ่ายจากกองทุนบัตรทอง &amp;nbsp; บริการตรวจคัดกรองนี้ใช้ได้กับโรงพยาบาลทุกแห่งและประชาชนทุกสิทธิ์ที่มีอาการเข้าเกณฑ์ และสำหรับโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งสิทธิประกันสังคม และบัตรทอง &amp;nbsp;สามารถเข้าไปรับการตรวจคัดกรองตามขั้นตอนได้เลย &amp;nbsp;ขณะนี้เริ่มมีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนที่มีอาการสงสัยเข้าไปตรวจคัดกรองแล้ว&amp;quot;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนั้นในบางจังหวัดก็ได้เริ่มต้นการค้นหาผู้สัมผัสเชิงรุก เช่นที่ จ.ภูเก็ตที่ได้ประเดิมปฏิบัติการ &amp;ldquo;ปูพรมค้นหาผู้สัมผัสเชื้อเชิงรุก&amp;rdquo; (Active cases finding : ACF) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยการสแกนพื้นที่ ตามความเสี่ยง สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง-สีเขียว ขณะที่กรุงเทพมหานครก็ได้เริ่มปฏิบัติการ BKKCOVID19 หรือระบบคัดกรอง-ให้ความรู้-ช่วยเหลือ ผู้เสี่ยงติดเชื้อโควิด19 โดยให้ประชาชน เข้าไปแล้วกรอกข้อมูลจริง http://bkkcovid19.bangkok.go.th ระบบนี้จะช่วยคัดกรองว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ หลังจากนั้นให้ความรู้ คำแนะนำ หากเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง จะมีการช่วยเหลือผู้ที่มีความเสี่ยง โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อไปสอบสวนโรคเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับการรักษาต่อไป &amp;nbsp;ส่วนหากเป็นกรณีฉุกเฉินจะมีรถพยาบาลไปรับโดยเร็วที่สุดเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของความพร้อมของห้องปฏิบัติการนั้น ผมได้มอบหมายให้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์นโยบายเชิงรุกในการจัดการการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;1 จังหวัด-1 แลป-100 ห้องปฏิบัติการ&amp;rdquo; เพื่อเร่งตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่และให้รายงานผลได้ภายใน 24 ชั่วโมงแล้ว&amp;quot;นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากนายอนุทิน ได้มอบหมายนโยบายเร่งด่วนดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกัน อาทิ สำนักงานปลัด สธ. &amp;nbsp;กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ สปสช. โดยมี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยบริการตรวจปฏิบัติการทางการแพทย์ (Lab) ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ ZOOM Conference เพื่อจัดทำแนวทางบริหารจัดการบริการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การประชุมครั้งนี้เพื่อระดมทรัพยากรทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และชี้แจงขั้นตอนการคัดกรองผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ซึ่งขณะนี้ สปสช.ได้บรรจุ &amp;ldquo;การคัดกรองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;rdquo; เป็นสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ครอบคลุมดูแลคนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา พร้อมจ่ายชดเชยค่าบริการเพิ่มเติมให้กับหน่วยบริการจากระบบปกติแล้ว&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62540</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #สปสช., การตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, นายอนุทิน- ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8d9c0bc1b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เสี่ยไก่&#039;หนุนไอเดีย&#039;หมอเลี้ยบ&#039;สู้โควิดหาอุปกรณ์ป้องกันให้บุคลากรการแพทย์และประชาชนให้เพียงพอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
27 มี.ค.63 - นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Watana Muangsook&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐบาลใช้อำนาจตาม พรก. ฉุกเฉิน ออกมาตรการที่เรียกว่าล็อกดาวน์ประเทศ หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของประชาชน เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing) ให้เกิดผลต่อการสกัดการแพร่เชื้อนั้น อาจจะเป็นความเหมาะสมในช่วงที่ประชาชนยังขาดการรับรู้และความพร้อมในการป้องกันตนเองอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลดีทางด้านการป้องกันและควบคุมโรคในระยะดังกล่าว แต่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศที่จะพังจนกู่ไม่กลับ หากไม่มีการปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับสถานการณ์อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงเห็นด้วยกับแนวความคิดของคุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ที่เห็นว่าเราสามารถควบคุมโรคและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกันได้ เพราะโควิด-19 ผู้รู้หลายท่านให้ข้อสังเกตว่าน่าจะจบลงภายใน 6 เดือนหรือไม่เกินหนึ่งปี แต่หากปล่อยให้เศรษฐกิจพังจะใช้เวลาพลิกฟื้นเกิน 10 ปีแน่นอนและจะมีคนอดตายมากกว่าเสียชีวิตเพราะติดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหมอสุรพงษ์ให้ความรู้ว่าโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ 3 ทางเท่านั้น คือตา จมูกและปาก หากเรามีเครื่องป้องกันการเข้าสู่ร่างกายครบทั้ง 3 ทางดังกล่าวโควิด-19 ก็จะไม่สามารถทำอะไรมนุษย์ได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำคือเตรียมความพร้อมทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาประชาชน หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อไม่ให้ติดเชื้อเสียเอง หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับประชาชนได้แก่ หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ให้เพียงพอที่ประชาชนจะเข้าถึงเพื่อใช้ป้องกันตัว ป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าจำเป็นจนขึ้นราคาทำให้ประชาชนเดือดร้อน และสร้างความตระหนักว่าผู้สูงวัยคือกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จากนั้นรัฐบาลก็สามารถผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าฉวยโอกาสปิดประเทศเกินกำหนดจนเศรษฐกิจพินาศเพื่อเอามาแก้ตัวว่าโควิด-19 เป็นต้นเหตุ เพราะคนไทยต้องฆ่าตัวตายหนีพิษเศรษฐกิจมาก่อนจะเกิดโควิด-19 แล้ว การปรับยุทธศาสตร์ให้เท่าทันสถานการณ์คือหัวใจแห่งการอยู่รอดของประชาชน ทั้งจากโรคภัยและความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนา เมืองสุข
27 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/100002802810387/posts/2308508552585883/?d=n&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61091</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, นายวัฒนา เมืองสุข, บุคลากรทางการแพทย์, ป้องกันไวรัสโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dcc21bdc3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 06:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ต้องขี่ช้างจับตั๊กแตน&#039;หมอเลี้ยบ&#039;แนะวิธีเอาชนะโควิดง่ายๆด้วยFace Shieldingจากสูงสุดคืนสู่สามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 มี.ค.63 - นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี๊ยบ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เอาชนะโควิดด้วย Face Shielding :จากสูงสุดคืนสู่สามัญ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) วันแรกหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีมาตรการหลากหลายแตกต่างกันไปทั่วประเทศ บางแห่งประกาศเคอร์ฟิว บางแห่งตั้งด่านตรวจบนเส้นทางระหว่างจังหวัด ทั้งๆที่มาตรการเหล่านั้นไม่มีผลต่อการควบคุมโรคโควิดได้จริง
.
เป็นการ &amp;quot;ขี่ช้างจับตั๊กแตน&amp;quot; หรือถ้าเป็นภาษายุคใหม่ก็เป็นการ &amp;quot;เล่นใหญ่ไฟกระพริบ&amp;quot;
.
2) ลองตั้งสติก่อนดีไหมครับ ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจมากกว่านี้
.
3) การรับมือกับโรคโควิด เราแบ่งได้ 3 ขั้นตอนคือ
.
ก. การป้องกันโรค ได้แก่ Social Distancing, ใส่หน้ากาก, ล้างมือ, กินร้อน ช้อนประจำตัว และวัคซีน (ถ้ามี)
.
ข. การควบคุมโรค ได้แก่ ตรวจกรองหาผู้ป่วย, การกักกันตัวผู้เสี่ยงติดโรค 14 วัน
.
ค. การรักษา ได้แก่ การรักษาประคับประคอง, การให้ยาต้านไวรัส หรือ Hydroxychloroquine+Azithromycin และการรักษาผู้ป่วยหนักใน ICU
.
4) ในทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนการป้องกันโรค หากทำได้จริงจัง จะได้ผลดีมาก ลดอัตราป่วยได้รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรน้อย
.
5) ทราบหรือไม่ว่า เมื่อ 39 ปีที่แล้ว มนุษย์เผชิญกับโรคติดต่อจากไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงวันนี้ประมาณ 32 ล้านคน ผู้รับเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้ในระหว่างที่ไม่มีอาการ ช่วงแรกของการระบาด สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก ไม่ต่างจากโรคโควิดในวันนี้
.
แต่ผ่านมา 39 ปี เราอยู่กับโรคนี้อย่างมั่นใจว่า เราสามารถป้องกันได้ แม้ไม่มีวัคซีนก็ตาม
.
6) โรคที่รุนแรงและมีลักษณะคล้ายโควิดเช่นนี้ คือโรคอะไร และอะไรทำให้เราไม่กลัวโรคนี้อีกต่อไป ผมจะเล่าให้ฟัง
.
7) โรคดังกล่าวคือ โรค HIV/AIDS ที่เริ่มต้นมาจากลิงสู่คน แล้วแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์และเข็มฉีดยา ไม่มีทางทราบได้ว่า ผู้แพร่เชื้อเป็นโรคนี้จากสภาพร่างกายภายนอกในระยะแรก
.
ช่วงเริ่มต้น ไม่มียารักษา ผู้เป็นโรคนี้เสียชีวิตทั้งหมด ปัจจุบันมียาต้านไวรัสแล้ว แต่เรายังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ
.
8)มนุษย์อยู่ร่วมกับเอดส์ มาได้ตลอด 39 ปี อย่างสันติด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า &amp;quot;ถุงยางอนามัย&amp;quot; ซึ่งคิดค้นมาใช้เพื่อคุมกำเนิด แต่ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อกรกับไวรัสเอดส์
.
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์คนแรก เป็นคนนำเสนอนโยบายการใช้ถุงยางอนามัย 100%ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ ต่อมากลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับเอดส์ไปตลอดกาล เพราะทำให้มนุษย์มีเวลาพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้ผล ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาวขึ้น
.
9) แล้วเราได้ข้อคิดจากเรื่องถุงยางอนามัยอย่างไร
.
จากถุงยางอนามัยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อคุมกำเนิด แต่กลับมีคุณอนันต์ในการป้องกันโรคเอดส์
.
10) จากการประมวลความรู้ในวันนี้ โรคโควิดติดต่อเข้าร่างกายผ่านทาง ตา จมูก และปาก โดยมีมือเป็นส่วนสำคัญในการป้อนไวรัสเข้าสู่ทั้งสามช่องทาง
.
ดังนั้น ถ้าเราไม่ยอมให้ไวรัสเข้าไปทาง ตา จมูก และปาก เหมือนกับ เราไม่ยอมให้ไวรัสเอดส์เข้าไปในเลือด ผ่านทางแผลถลอกเล็กน้อยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้ เราก็ควรป้องกันโรคโควิดได้...มิใช่หรือ
.
ในเมื่อ.....
เราใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไวรัสเอดส์
เราสวมรองเท้าเพื่อป้องกันพยาธิปากขอ
เรานอนในมุ้งเพื่อป้องกันไข้เลือดออก
เราไม่กินปลาดิบเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ
เราต้มน้ำก่อนดื่มเสมอเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค
.
การป้องกันโรคติดต่อโดยสร้างเกราะป้องกัน ง่ายๆอย่างนี้นี่เอง
.
แล้วทำไมเราป้องกันโรคโควิดไม่ได้ดีนัก ทั้งๆที่เรารู้ช่องทางขาเข้าของไวรัส
.
ทำไมเล่า...หน้ากากอนามัย หรือการล้างมือ เราจึงไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า &amp;quot;ใช้ป้องกันโรคโควิดได้&amp;quot; จนเราต้องใช้วิธีการ Social Distancing และ Lockdown เป็นมาตรการสำคัญ
.
11) ทั้งนี้เป็นเพราะหน้ากากอนามัยใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยขยับตลอดเวลา จนนักวิชาการต่างประเทศบางคนบอกว่า ยิ่งใส่หน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
.
อีกทั้งหน้ากากอนามัยไม่ได้ป้องกันดวงตา สารคัดหลั่งจึงกระจายเข้าไปในดวงตาได้ บางครั้งเราก็เผลอขยี้ตาทั้งๆที่ไม่ได้ล้างมือ
.
12) เรามีถุงยางอนามัยสำหรับโรคเอดส์ แล้วโรคโควิดล่ะ เราจะมีอาวุธอะไร
.
ผมขอเสนอให้ใช้ Face Shield ซึ่งใช้กันอยู่แล้วในวงการอุตสาหกรรมว่า เหมาะที่สุดในการป้องกันโรคโควิด เพราะ
.
- ป้องกันได้ทั้ง ตา จมูก และปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ไม่อึดอัดเหมือนใส่หน้ากาก หายใจได้สบายกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้มือที่มีไวรัสมาสัมผัส ตา จมูก และปาก ผมเคยเห็นรายงานที่ระบุว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้มือสัมผัสใบหน้ากว่า 90 ครั้งโดยไม่รู้ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แผ่นพลาสติกด้านหน้าใช้กันสารคัดหลั่งได้ ดี เพราะสารคัดหลั่งที่ออกมาจากผู้ติดเชื้อ พุ่งเป็นแนวโค้งในรูปละอองฝอยไม่เกิน 2 เมตร แรงโน้ม่ถ่วงย่อมทำให้ละอองฝอยเหล่านั้นตกพื้น ไม่ย้อนขึ้นผ่านใต้คาง และไม่ย้อนหันหลังกลับมาที่ใบหน้าเมื่อพุ่งผ่านใบหูไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ไม่จำเป็นต้องโค้งแนบชิดกับใบหน้า เพราะเราไม่ได้ป้องกันฝุ่น เช่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆและน้ำหนักเบา แต่ใช้ป้องกันสารคัดหลั่งซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่า (ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งทำงานในห้องผู้ป่วยที่เป็นระบบปิด เสี่ยงที่จะพบการกระจายของไวรัสมากกว่า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- อายุการใช้งานนาน สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำสบู่
.
13) เราสามารถทำ Face Shield เองได้อย่างง่ายดาย ด้วยต้นทุนวัสดุเพียง 7 บาท และเปิดดูขั้นตอนการทำได้ใน Youtube ซึ่งมีคลิปสอนวิธีทำเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
.
14) เราสามารถทำ Face Shield ให้สวยงามเป็นแฟชั่นก็ได้ เพราะมี Makers เก่งๆไม่น้อยที่ช่วยสร้างสรรค์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
.
13) ในกรณีของโรคเอดส์ จะป้องกันโรคได้ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง 100% แต่ในกรณีของโรคโควิด ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยในการกระจายของเชื้อ (R0) เท่ากับ 1.4-3.9 ถ้ามีผู้ใส่ Face Shield เพียง 29-74% ของประชากร ก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว
.
แต่ถ้าประชาชนทุกคนใส่ Face Shield ยิ่งป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิดได้ชะงัด
.
14) ฟังดูง่ายดายไปหน่อยไหม ทำไมไม่มีใครคิดมาก่อน
ลองทบทวนเรื่องถุงยางอนามัยกับโรคเอดส์อีกครั้ง
ทำไมง่ายดายอย่างนั้น ทำไมไม่มีใครคิดมาก่อนคุณหมอวิวัฒน์
.
15) ช่วยกันรณรงค์ใส่ Face Shield กันให้มากๆจนถึง 100% ยิ่งดี
เราจะได้ไม่ต้องทำ Social Distancing กันไม่รู้จบ
แต่หันมาทำ Face Shielding ซึ่งทำได้ง่ายกว่าแทน
.
16) แล้วการขี่ช้างจับตั๊กแตน จะสิ้นสุดโดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61089</URL_LINK>
                <HASHTAG>Face Shielding, social distancing, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, ป้องกันไวรัสโควิด, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d3fc091775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเลี๊ยบ&#039;ชำแหละ&#039;เพื่อไทย&#039;ไร้หัว&#039;ส้มหวาน&#039;โชว์เดี่ยวไม่มีทางสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.63- นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แนะนำว่า เพื่อไทยต้องการการปฏิรูปใหญ่ (อดีต) อนาคตใหม่ต้องการยุทธศาสตร์ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเดินทางมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อของหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สะสมพลังของความขัดแย้งคุกรุ่นมากว่า 13 ปี เมื่อเกิดพลังของนักเรียนนักศึกษาลุกขึ้นอย่างฉับพลัน ผสานกับแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจของโลกและไทยจาก &amp;quot;ไวรัสโควิด-19&amp;quot; ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองของเรานับจากนี้เกินที่จะคาดเดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเตรียมพร้อมรับมืออย่างเอาจริงเอาจังในสถานการณ์ที่เกินคาดเดาจึงสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อผมสังเกตท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ราวกับไม่เฉลียวใจเลยว่า สถานการณ์ใหญ่กำลังมาถึง และทุกคนต้องช่วยกันผลักช่วยกันดัน มิฉะนั้น จะจมปลักกับฤดูหนาวต่อไปอีกยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้พลังของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา คือความหวังที่ผุดขึ้นมาอย่างเจิดจ้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทในรัฐสภาของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง
.
การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไป สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในพรรคเพื่อไทยว่า ขาดภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการอ่อนด้อย กระบวนการตัดสินใจสับสนและไม่ทันกลอุบายทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในคืนสุดท้ายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้านหลักเกิดขึ้นจากปัญหา &amp;quot;การนำและการจัดการ&amp;quot; ภายในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำขอโทษที่ดีที่สุดจากพรรคเพื่อไทยจึงไม่ใช่เพียงเอ่ยปากขอโทษประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่คำขอโทษที่หนักแน่นและจริงใจที่สุด คือ การปฏิรูปตนเองครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่า แกนนำของพรรคเพื่อไทยรู้ว่า ปัญหาอยู่ที่ไหน แก้อย่างไร แต่ทอดเวลามาเนิ่นนาน ยังไม่ลงมือแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ เวลานี้ สถานการณ์ใหม่มาถึงแล้ว ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาของ (อดีต) พรรคอนาคตใหม่แตกต่างออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลงานในการอภิปรายไม่ไว้วางใจดีงามตามความคาดหวังของผู้สนับสนุนและศรัทธา แกนนำพรรคต่างทุ่มเทเชิงรุก จึงตั้งเป้าสูง เล็งผลเลิศ เพื่อสร้างพรรคให้เติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตั้งเป้าสูงเป็นสิ่งที่พึงกระทำตามแนวทางการบริหารสมัยใหม่แบบ OKRs แต่องค์กรการเมืองไม่ใช่องค์กรธุรกิจ ยิ่งเป็นการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ย่อมซับซ้อน ไม่ง่าย และมีปัจจัยหลากหลายที่มีส่วนกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องประชาธิปไตย อาศัยการขับเคลื่อนโดยพรรคการเมืองเดียว ไม่มีวันสำเร็จ แต่ต้องมีแนวร่วมที่กว้างขวาง และประชาชนจำนวนมากสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างแนวร่วมจึงสำคัญ ต้องมีการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง, มองภาพรวมเป็นหลัก ไม่ชิงดีชิงเด่น แนวร่วมจึงจะมั่นคง ยากที่ใครยุแหย่และทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเก่งมีน้อย แต่คนทำงานแนวร่วมเก่งยิ่งมีน้อยกว่า เพราะคนทำงานแนวร่วมเก่ง ไม่เพียงเก่งเฉพาะตัว แต่ต้องเก่งในการทำให้ทั้งขบวนเดินไปอย่างประสานสอดคล้อง เป็นเอกภาพ คนทำงานแนวร่วมเก่งเห็นประโยชน์ของทั้งขบวน มากกว่าประโยชน์ของตนและพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์ที่เรียกร้องการรวมพลังของฝ่ายประชาธิปไตย ยุทธศาสตร์ของ (อดีต) พรรคอนาคตใหม่จึงต้องการยุทธศาสตร์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่ายุทธศาสตร์ของพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือ ยุทธศาสตร์แนวร่วมประชาธิปไตย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58536</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, พรรคเพื่อไทย-อนาคตใหม่, หมอเลี้ยบ, ไทยรักไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200301/image_big_5e5b26f1e07fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2019 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเลี๊ยบ&quot;เผย &quot;หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&quot; รัฐบาลทักษิณ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญของมวลมนุษยชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 08.00 น.วันที่ 6 ต.ค.62 ที่ ประวัติศาสตร์&amp;quot;ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย&amp;quot; มหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานรำลึก&amp;quot;ครบรอบ 43&amp;quot; ปี 6 ตุลาคม 2519 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และไว้อาลัยต่อวีรชนผู้สูญเสีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานอาทิ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง &amp;nbsp;&amp;ldquo;6 ตุลา พ.ศ. 2519&amp;rdquo; อดีตรองนายกรัฐมนตรี นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงค์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตัวแทนจากพรรคไทยรักไทย&amp;nbsp;
รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีผู้แทนองค์กรต่างๆเข้าร่วมมหาลัยธรรมศาสตร์ ,มูลนิธิปรีดีพนมยงค์,คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลาคม,สมาคมญาติและวีรชน 14 ตุลาคม,การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม,ชมรมโดมรวมใจผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพและสหพันธ์แรงงานสมัชชาคน,จนมูลนิธินิคมจันทรวิทุรทูล, เครือข่ายเดือนตุลาคมในที่ 14 ตุลาคม,คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาคม 35&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานรำลึก 43 ปี 6 ต.ค.ช่วงเช้ามีการตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ต่อด้วยการ อ่านรายชื่อผู้วายชนม์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และพิธีวางพวงมาลาและดอกไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า แม้เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จะผ่านมาแล้ว 43 ปีแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลายๆระดับ ซึ่งมหาลัยธรรมศาสตร์ ตระหนักดีถึงความสำคัญและยอมรับความจริงในบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ การสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะร่วมกันจดจำรำลึกสืบทอดวัฒนธรรมคุณความดีและจิตวิญญาณของผู้วายชนม์เหล่านี้ไว้ร่วมกับแปลความสูญเสียความโศกเศร้าให้เป็นพลังสร้างสรรค์และร่วมกันจุดความสว่างไสวให้กับสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; รองศาสตราจารย์เกศินีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์เกศินี กล่าวต่ออีกว่า นับตั้งแต่สถาปนามหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบัน ธรรมศาสตร์มีบทบาท ในการประสิทธิ์ประสาทปัญญาชนคนยุคใหม่ให้เป็นผู้นำทางสังคมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของสายธารประชาธิปไตยผ่านเหตุการณ์สำคัญและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายยุคหลายสมัย ทั้งนี้การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจึงนับเป็นหนึ่งในภารกิจของธรรมศาสตร์ โดยที่ผ่านมามีการดำเนินการจัดสร้างชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นในปี 2543 เพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ซึ่งจะถ่ายทอดและสะท้อนความทรงจำ 6 ตุลา ให้แทรกอยู่ในทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.พ.สุรพงษ์ อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง&amp;quot;6 ตุลา พ.ศ.2519&amp;quot; ได้กล่าวปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ชีวิตหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงเป็นหลายคน ซึ่งผมก็เช่นเดียวกัน เช้าวันที่ 5 ตุลาคม ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ เมื่อกลับมาจากมหาลัยมหิดลมาที่ท้องสนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้คนยืนมุงดูอยู่ประมาณ 100 คน ได้กลิ่นไหม้ของยางรถยนต์ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้องเมินหน้าหนี พบร่าง 2-3 รายอยู่ที่กองยางรถยนต์ มองไปไกลอีกเล็กน้อยพบร่างถูกแขวนไว้ที่ใต้ต้นมะขาม โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูอยู่ไม่ห่าง เวลา 15 นาทีที่สนามหลวงวันนั้นผมไม่เคยลืมจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นได้กลับต่างจังหวัดหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเดือน ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปพยายามติดตามข่าวของผู้ร่วมชุมนุมแต่ก็ถูกปิดกั้นทั้งทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ มีแต่ข่าวพบอาวุธและอุโมงค์ที่ธรรมศาสตร์ และการติดตามจับกุมนิสิตนักศึกษา ต้นเดือนพฤศจิกายนมหาลัยเปิดแต่บรรยากาศในมหาลัยไม่เหมือนเดิม หม่นหมองเงียบเหงา แต่ละวันผ่านไปยังซึมเศร้า นักศึกษาเรียนเสร็จรีบกลับบ้านไม่มีการจับกลุ่มพูดคุยกันอีก หลังจากนั้นมีรุ่นพี่มาติดต่อว่าอยู่ที่เมืองไม่ปลอดภัยไปหลบที่ป่าดีไหม จึงตัดสินใจว่าการเป็นอยู่ในป่าเป็นหนทางเดียว จึงเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมความคิด ให้พร้อมเสมอเมื่อได้รับการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งได้รับแจ้งให้ออกเดินทางไปพร้อมเพื่อนนักศึกษาแพทย์อีกคนหนึ่ง แต่เมื่อถึงวันเดินทาง ผมละอายใจตัดสินใจไม่ร่วมเดินทางไปกับเขา ในใจยอมรับคำการวิจารณ์ แต่ผิดพลาด เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ขออย่างเดียว อย่าลืมเพื่อนของเราที่เสียชีวิตในวันที่ 6 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำตามความฝันอย่างมุ่งมั่น หยุดซึมเศร้าและก้าวต่อไป ผู้ที่อยู่ในเมืองก็ทำตามเงื่อนไขของผู้ที่อยู่ในเมือง ผมนัดพบพูดคุยกับเพื่อน ที่อยู่ในเมือง มหาวิทยาลัย หรือไปตามบ้านของเพื่อน เริ่มเผยแพร่ความจริง 6 ตุลา และข้อเขียนของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทำหนังสือพิมพ์เผยแพร่ ให้กำลังใจกับผู้ต้องหาคดี 6 ตุลาคม เมื่อสถานการณ์ เริ่มผ่อนคลาย หลังรัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เริ่มพบปะพูดคุยฟื้นบทบาท ของสโมสรนักศึกษา ติดต่อนัดหมายระหว่างเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยท่ามกลางกระแสข่าวขัดแย้งของผู้ที่อยู่ในป่าเขา กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ส่งต่อกันมา แต่เราไม่ได้สนใจ เพราะความใฝ่ฝันของพวกผมจะทำอย่างไรกลุ่มเพื่อนๆ จะได้กินดีอยู่ดีมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารของประเทศด้วยตัวเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากจบการศึกษาผมผ่านประสบการณ์หลากหลาย ไปเป็นแพทย์ ชนบท เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ชีวิตมีขึ้นมีลงหลายครั้ง สูงสุดคืนสู่สามัญ แต่ผมไม่เคยลืมภาพจำวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกครั้งที่มีความทุกข์ความเศร้าเข้ามาเกาะกุมหัวใจ ผมไม่เคยท้อนึกถึงเพื่อนนึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว จากชีวิตสุขสบายไปอยู่ป่าเขา บางคนไม่ได้กลับมา จึงบอกกับตัวเองว่าต้องลุกขึ้นและก้าวต่อไป อย่างมีสติ และมีปัญญารู้เท่าทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ่านมาถึงวันนี้หลังจากการก้าวเดิน สรุปบทเรียน ได้ 6 ประการ 1. ไม่มีใครอยากตาย แต่มีบางคนพร้อมเผชิญหน้ากับความตาย เพื่อแลกกับอุดมการณ์ที่ตนใฝ่ฝัน 2. จงมีความสุขที่ได้ทำตามความฝัน และอยากให้ทุกคนยกย่องและจดชื่อจดจำตัวตนของเรา คนอาจจำได้ในสิ่งที่เราทำ โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าใครทำ มีเรื่องราวอีกมากมายในบันทึกนี้โลกใบนี้ที่จดจำไม่หมดเพราะอีก 100ปี 1,000 ปีข้างหน้าก็จะไม่มีใครจดจำรายละเอียดนี้ได้ 3. ฝันที่ยิ่งใหญ่เดินไปทีละก้าว ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขทำตามความฝันไปเรื่อยๆไม่หยุดเหนื่อยก็พักหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาใหม่ ใครคิดเก่งช่วยคิด ใครพูดเก่งช่วยพูด ใครมีแรงก็ช่วยแรง ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ไม่สำเร็จไม่เป็นไรเดี๋ยวคนรุ่นหลังก็มาช่วยทำอีก &amp;nbsp;4.คำถามว่า โลกพระศรีอาริย์หรือยูโทเปียเป็นอย่างไร แล้วเป็นไปได้จริงหรือ ไม่มีผลต่อการไฝ่ฝันของผม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการบางคนเคยบอกว่าประวัติศาสตร์สิ้นสุดแล้ว เรามีการเมืองประชาธิปไตยแล้ว เรามีสังคมอุดมคติแล้ว มาวันนี้นักวิชาการบางคนบอกว่า ประชาธิปไตยตายแล้ว เสรีนิยมล้มเหลว โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจนิยม หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์พลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีมากมายกำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเรา แต่สำหรับผม ไม่ว่าการพลิกผันมากเพียงใด เมื่อคิดย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น ขอให้เพื่อนร่วมสังคมกินดีอยู่ดีมีชีวิตเท่าเทียมกันมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารประเทศด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นผมจึงเปิดใจกว้างรับทฤษฎีใหม่ๆ ไม่จำกัดเฉพาะความรู้ดังเดิมของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง 6 ต.ค. พ.ศ.2519 เผยต่อว่า 5.สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจังทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อทุกอย่างพร้อมการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น เช่นตัวอย่างเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่คือเรื่อง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า วันที่ 6 มกราคม 2544 ด้วยปัจจัย 5 อย่างที่สะสมมาทีละเล็กทีละน้อยจนมาครบถ้วนในวันนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระบบสาธารณสุข ที่ทะเยอทะยานครั้งหนึ่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ ปัจจัยที่ 1 ผู้ศึกษาเรื่องประกันสุขภาพ ช่วยสร้างระบบประกันสังคมสุขภาพตั้งแต่ปี 2535 ปัจจัยที่ 2 รัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ 2540 นำไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็งรัฐบาลเข้มแข็ง ปัจจัยที่ 3 มีการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยหัวหน้าพรรคไทยรักไทยทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังจากการปรับเปลี่ยนพรรคพลังธรรม จึงสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่และเขามีภาวะผู้นำที่สั่งสมมาจาก ธุรกิจ ปัจจัยที่ 4 ระบบมาตรฐานในกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลูกรากฐานมา 3 ทษวรรต บุคลากรส่วนใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขมีอุดมการณ์ เพื่อผู้ป่วยและณ.เวลานั้นมีปลัดกระทรวงคือนายแพทย์มงคล ณ.สงขลา มีการเปลี่ยนแปลงสาธารณสุขครั้งใหญ่ก่อนการเกษียณอายุ ปัจจัยที่ 5 อาจารย์ใจอึ้งภากรณ์ สานต่อความฝัน ของบิดา ด้วยการเตรียมพัฒนารณรงค์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้มาบรรจบวันที่ 6 มกราคม 2544 แล้วนำไปสู่จุดที่ตัดที่สำคัญ คือเสียงของประชาชน ที่มาเลือกตั้งในระบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งถึง 248 ที่นั่ง มากเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของการเมืองไทย และได้รับฉันทานุมัติ ในการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้น วันที่ 6 มกราคม 2544 การสาธารณสุขไทยและการเมืองไทย ก็เปลี่ยนไปไม่มีวันจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจังการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ดังนั้นผมสรุปกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ทำไปเรื่อยๆทำไม่หยุด ณ.จุดตัดของกาลเวลาการแข่งขันของเราย่อมเป็นจริง 6.เรียนรู้จักสุภาษิตของทิเบตที่กล่าวว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้าไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน วันนี้เรายังยังลืมตาอยู่แต่วันพรุ่งนี้เราอาจจะหลับไปตลอดกาล วันนี้เราจะอยู่อย่างมีสติ &amp;nbsp;เวลา 43 ปี อาจจะยาวนานสำหรับบางคนแต่พวกเราผมเชื่อว่าเหมือนผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เราเสียใจเพื่อนอุดมการณ์ต้องจากไปก่อนวัยอันสมควรเราขอคาระวะความกล้าหาญ การเสียสละของเพื่อนที่จากไป ให้เพื่อนรับรู้ว่าเพื่อนยังอยู่ในใจของเรา ทำให้พวกเราก้าวมาถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกัน ในงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีมอบรางวัล จารุพงษ์ทองสินธุ์เพื่อประชาธิปไตย ให้กลับ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนมีคดีติดตัวอยู่หลายคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47425</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, งานรำลึก&quot;ครบรอบ 43&quot; ปี 6 ตุลาคม 2519, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, สรุปบทเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191006/image_big_5d9969cc8f759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
