<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ปรับเป้าฉีดวัคซีนเพิ่มป็น 60 ล้านคน หรือราว 90% ของประชากร  คาดสิ้นปีทำได้  119 ล้านโดส เด็ก3-11ปีไดัฉีดปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 64 &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์วัคซีนโควิด 19 และการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กนักเรียนโดย นพ.โอภาส การ์ยกวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์การฉีดวัคซีน หากตามแผนเดิมที่วางไว้ คือ ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2564 ตั้งเป้าไว้ที่ 40 ล้านโดส โดยในวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้ได้รับวัคซีนแล้วทั้งหมด 55 ล้านโดส ซึ่งนับว่าได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ แยกเป็นเข็มที่1 จำนวน 33 ล้านคน หรือ 46% &amp;nbsp;เข็มที่ 2 จำนวน 20 ล้านคน หรือ 28.7% และเข็มที่3 จำนวน 1.4 ล้านคน หรือ 2% โดยจะเร่งฉีดเข็มที่ 1ภายใน 3 เดือนให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2564 ได้มีการปรับเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 119 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 60 ล้านโดส เข็มที่ 2 จำนวน 52 ล้านโดส เข็มที่ 3 จำนวน 7 ล้านโดส และในปี 2565 ตั้งเป้าการฉีดอีก 86 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มที่1 กลุ่มคนที่ตกค้าง ในปี 2564 โดยเฉพาะในเด็กอายุ 3-11 ปี จำนวน 6 ล้านคน ที่มีการยื่นข้อมูลให้กับทางอย. เพื่อรับรองคุณภาพและความปลอดภัยในเด็ก คาดว่าไปเกินปีหน้าจะมีวัคซีนฉีดในเด็กกลุ่มนี้ ส่วนเข็มที่ 2 &amp;nbsp;จำนวน 14 ล้านคน และในเข็มที่ 3 จำนวน 66 ล้านคน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือ ปวช./ปวส. ทั้งในสังกัดรัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนต่างชาติ นักเรียน Home School แต่ในระยะแรกจะเป็นกลุ่มมัธยมศึกษาปีที่4-6 และจะมีการฉีดในพื้นที่ของโรงเรียน เป็นวัคซีนไฟเวอร์ที่จัดสรรมาจากการบริจาคล็อตแรก ซึ่งหลังจากเริ่มฉีดวัคซีนวันแรกที่รร.พิบูลอุปถัมภ์ สถานการณ์โดยรวมผ่านไปด้วยดี โดยขณะนี้ก็มีการรายงานการฉีดวัคซีนในชั่วโมงแรกเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งในจังหวัดกรุงเทพฯ พัทลุง พะเยา ขอนแก่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สุรินทร์ อำนาจเจริญ รวม 943 คน คาดว่าจะมีวัคซีนไฟเซอร์กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆจากการสั่งซื้อจำนวน 30 ล้านโดส และในอีก 2 สัปดาห์จะมีวัคซีนเข้าประเทศอีก 3 ล้านโดส&amp;rdquo; นพ.โอภาส ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส กล่าต่อว่า โดยทั่วไปจะมีการพบผู้ที่กล้ามเนื้อหรือเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบอยู่ที่ 10-20 คนต่อ1 แสนคนต่อปี แต่การฉีดวัคซีนชนิด &amp;nbsp;mRNA ทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นา พบอาการข้างเคียงคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบเพิ่มมากขึ้นในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอายุ 12-17 ปี ประมาณ 6 คนต่อ 1 แสนคน ซึ่งในไทยหลังจากที่มีการฉีดวัคซีนให้เด็กในพื้นที่สีแดงเข้มจำนวน 1.3 แสนคน พบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 4 คน โดยเฉพาะในเข็มที่ 2 หลังจากฉีดไปแล้ว 2-5 วัน &amp;nbsp;แต่ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงหายเองได้ แต่ก็มีที่ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งจะมีอาการที่บ่งบอกคือ แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย ใจสั่น บางรายอาการหนักก็จะหมดสติหรือหัวใจวายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการรับฟังคำแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ว่าในเด็กผู้หญิงให้ฉีด 2 เข็ม ส่วนในเด็กผู้ชายให้ฉีด 1 เข็มก่อน เนื่องจากข้อมูลทางระบาดในต่างประเทศระบุว่าผลข้างค้างเคียง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะพบในเด็กผู้ชายมากกว่า ในเบื้องต้นในช่วงสัปดาห์ที่เว้นระยะฉีดเข็มที่2 อาจจะมีการรวบรวมข้อมูลกันอีกครั้ง แต่ในเด็กผู้หญิงฉีดปกติ 2 เข็ม ซึ่งในภาพรวมคณะผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าประโยชน์ของการฉีดวัคซีนจะมีมากกว่าผลข้างเคียง เพื่อป้องกันโควิด19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีการปิดโรงเรียนแล้วจะทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดหรือติดเชื้อเพิ่มขึ้น นพ.โอภาส กล่าวว่า โรงเรียนนับว่าเป็นอีกจุดที่อาจจะเกิดการติดเชื้อ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดมาตรการ เช่น การจัดสถานศึกษาให้อากาศถ่ายเท เว้นระยะห่าง การกำหนดตรวจ ATK รวมไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 100% ซึ่งในขณะนี้ตัวเลขอยู่ 80% นักเรียนที่ได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันการป่วยรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถานการณ์โควิด19 นพ.โอภาส กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อวันนี้จำนวน &amp;nbsp;9,930 คน ผู้เสียชีวิตจำนวน 97 คน และผู้หายป่วยอยู่ที่ 12,336 คน ในขณะที่ผู้ป่วยหนักมีจำนวน 700 คน ซึ่งมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑลที่มีผู้ป่วยลดลงอย่างต่อเนื่องพบผู้ติดเชื้อในวันนี้เพียง 1,000 คน ส่วนในต่างจังหวัดภาพรวมผู้ป่วยก็มีจำนวนลดลงไปอย่างช้าๆ แต่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงพบผู้ติดเชื้อถึง 1,968 คน หรือ 21% ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ โดยมีการวางมาตรการดูแลและเร่งการฉีดวัคซีนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งนี้ &amp;nbsp;แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังคงต้องรักษามาตรส่วนส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118739</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615ac62674ed0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ลงนามเซ็นสัญญาสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 10 ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ส.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์เกียรติภูมิ&amp;nbsp; วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นสักขีพยานการลงนามในสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์ ระหว่างนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ Ms. Deborah Seifert ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทยและอินโดไชนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลไทย มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข จัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เพื่อฉีดให้กับประชากรที่อยู่ในประเทศไทยตามความสมัครใจ ในวันนี้ กรมควบคุมโรคและบริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์ เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในความพยายามที่จะลดการติดเชื้อโรคโควิด 19 ในประเทศ โดยจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมจำนวน 10 ล้านโดส&amp;nbsp; จากที่ได้ลงนามจัดซื้อจำนวน&amp;nbsp; 20 ล้านโดสไปแล้วเมื่อวัน 20 กรกฎาคม 2564 รวมวัคซีนไฟเซอร์ที่จะเข้ามา ในประเทศไทยจำนวน 30 ล้านโดส ทยอยจัดส่งได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้เป็นต้นไป เพื่อเสริมแผนกระจายวัคซีนของประเทศ ซึ่งจะทำให้มีวัคซีนฉีดให้กับประชากรในประเทศไทย 100 ล้านโดส ภายในปี 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอขอบคุณ Ms. Deborah Seifert และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้ช่วยให้การจัดหาวัคซีนครั้งนี้สำเร็จ ด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือในการจัดหาวัคซีนเช่นนี้ต่อไป&amp;rdquo; อนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113951</URL_LINK>
                <HASHTAG>Ms. Deborah Seifert, ซื้อวัคซีนไฟเซอร์10ล้านโดส, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์, นายอนุทิน ชาญวีรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f3a305ed4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 8 จังหวัดฉีดวัคซีนโควิดให้ผู้สูงอายุเกิน 50% เร่งฉีดกลุ่มเสี่ยงลดป่วยและเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ส.ค.64 - นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากรายงานความก้าวหน้าผลการฉีดวัคซีนในระบบ MOPH Immunization Center (MOPH-IC) ของกระทรวงสาธารณสุข มี 8 จังหวัดที่ฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ได้ครอบคลุมเกินร้อยละ 50&amp;nbsp; ดังนี้ ปทุมธานี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ พังงา ภูเก็ต ระนอง และกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; และยังขอให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะ 29 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เร่งดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ เนื่องจากขณะนี้การติดเชื้อในพื้นที่ต่างจังหวัดอยู่ที่ร้อยละ 56 ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 44&amp;nbsp; ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 จึงเป็นมาตรการสำคัญช่วยลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับรายงานการฉีดวัคซีนยอดรวมทั่วประเทศวันนี้ (20 สิงหาคม) ทั้งหมด 25,818,666 โดส แบ่งเป็นเข็มแรกจำนวน 19,586,009 โดส เข็มที่สองจำนวน 5,705,200 โดส และเข็มที่สามจำนวน 527,457โดส อัตราการฉีดวานนี้ (19 สิงหาคม) อยู่ที่ 651,606 โดส&amp;nbsp; แบ่งเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 261,495 โดส&amp;nbsp; ซิโนแวค 257,780 โดส และ ไฟเซอร์ 24,120 โดส และซิโนฟาร์ม 108,211 โดส เพื่อให้บรรลุเป้าหมายฉีดครอบคลุมประชากรกว่าร้อยละ 70 ภายในสิ้นปีนี้ได้นั้น ต้องเร่งรัดการฉีดให้ได้กว่า 5 แสนโดสต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ศบค. ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมในไตรมาส 4 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของแผนการส่งมอบวัคซีนของวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson &amp;amp; Johnson) ที่เจรจาไว้ ไม่สามารถจัดส่งให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสามารถส่งมอบได้ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน อย่างไรก็ตาม สำหรับวัคซีนที่พร้อมจัดส่งได้แก่ ไฟเซอร์ 10 ล้านโดส และซิโนแวค 12 ล้านโดส และวัคซีนอื่นๆ ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกอีก 10 ล้านโดส&amp;quot; นพ.โอภาส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113945</URL_LINK>
                <HASHTAG>7กลุ่มเสี่ยง, ฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118d730d4c11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอโอภาส&quot;สั่งคกก.โรคติดต่อจังหวัดตรวจสอบด่วน กรณี&quot;ไฟเซอร์ &quot;ฉีดนอกกลุ่มหมอ พยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ส.ค.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุขมีการจัดสรรวัคซีน Pfizer ล็อต 1.5 ล้านโดส ที่สหรัฐอเมริกาบริจาคให้ไทย ไปยังพื้นที่ต่างๆตามกลุ่มเป้าหมาย กลับพบว่า ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ มีการจัดสรรวัคซีนให้นอกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นสายงาน Back office &amp;nbsp;ทำหน้าที่ด้านเอกสารได้รับวัคซีนก่อนบุคลากรด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโควิด 19 โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจง กรณีนี้ว่า &amp;nbsp; กรมควบคุมโรคมีการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ เป็นไปตามจำนวนที่มีการสำรวจ และจัดสรรให้กับกลุ่มเป้าหมายตามที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อจัดส่งให้กับพื้นที่ต่างๆ พื้นที่เหล่านั้น ต้องดำเนินการตามนโยบาย ให้บริการวัคซีนไฟเซอร์กับกลุ่มเป้าหมายก่อน &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อมีข้อร้องเรียนว่าว่ามีการฉีดให้คนนอกกลุ่มนอกเป้าหมาย จึงได้ให้ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ไม่ว่าจังหวัดใดก็ตามหากมีเรื่องลักษณะนี้ ให้เร่งลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตรวจสอบแล้ว ขอให้รวบรวมข้อมูลส่งเรื่องเข้ามาที่ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง จะมีคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 &amp;nbsp;กรณีวัคซีนไฟเซอร์ &amp;nbsp;จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป &amp;nbsp;เนื่องจาก ตามนโยบายการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ล็อตนี้ต้องเป็นไปตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด &amp;nbsp;โดยต้องเน้นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโควิดก่อน และกลุ่มเสี่ยง&amp;rdquo; นพ.โอภาส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.โอภาส กล่าวว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิดในประเทศไทย ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ถึงวันที่ 14 ส.ค.2564 เวลา 18.00 น. มีผู้รับบริการฉีดวัคซีนไปแล้วจำนวน 23,476,869 โดส หากแยกรายละเอียดเข็มที่ 1 จำนวน 17,879,206 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ &amp;nbsp;24.8 &amp;nbsp;ส่วนผู้รับบริการที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มมีจำนวน &amp;nbsp;5,073,672 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 7 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนไฟเซอร์จะฉีดให้กับ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19 &amp;nbsp; 2.ผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรังอายุ 12 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป &amp;nbsp; 3.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย เน้นผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง &amp;nbsp;4.ผู้ที่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไฟเซอร์ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา นักกีฬา นักการทูต &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113380</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไฟเซอร์, คกก.โรคติดต่อ, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c4497b709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งจุดตรวจโควิดครบวงจร ที่อาคาร EnCo Terminal ตั้งเป้าวันละ 1,000 คน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค.64 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคได้สนับสนุนทีมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ 13 แห่ง คือ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1-12 และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมืองหรือ สปคม. เพื่อดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 &amp;nbsp;ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เพื่อยุติการแพร่ระบาดได้โดยเร็วที่สุด ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังมีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ จำนวนมาก ได้มอบหมายให้สถาบันป้องกันควบคุมโรคในเขตเมือง เป็นแกนหลักในการดำเนินการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและเจ้าหน้าที่ และเครื่องมือในการตรวจคัดกรอง เฝ้าระวังการติดเชื้อ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;โดยขณะนี้ได้ร่วมกับกลุ่ม ปตท.และ รพ.ปิยะเวท ในโครงการลมหายใจเดียวกัน จัดบริการตรวจคัดกรองและรักษาครบวงจรเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว ที่อาคาร EnCo Terminal หรือศูนย์ลูกเรือการบินไทยเดิม เยื้องสนามบินดอนเมือง ตั้งแต่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยได้จัดรถตรวจชีวนิรภัยพระราชทาน จำนวน 5 คัน ตรวจหาเชื้อด้วยชุดทดสอบเอทีเค (Antigen Test Kit : ATK) และตรวจขั้นยืนยันด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ (RT- PCR) ก่อนส่งผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา ผลการตรวจที่ผ่านมาพบติดเชื้อประมาณร้อยละ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กล่าวว่า ในโครงการลมหายใจเดียวกัน ตั้งเป้าหมายตรวจคัดกรองประชาชนที่มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อวันละ 1,000 คน ให้บริการฟรี เชื่อมต่อระหว่างการค้นหา คัดกรองผู้ติดเชื้อ กับการดูแลรักษาต่อเนื่อง โดยรพ.ปิยะเวทจะดำเนินการเอ็กซเรย์ปอด เพื่อคัดกรองเข้าสู่การดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเปิดลงทะเบียนออนไลน์เพื่อจองคิวตรวจล่วงหน้า 1 วัน ผ่านระบบคิวคิว (QueQ) ลดความแออัดระหว่างการเข้าตรวจตามมาตรการป้องกันโรค และเป็นการสร้างจุดเชื่อมต่อความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมควบคุมโรคระบาด ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครร่วมโครงการลมหายใจเดียวกันของ ปตท.ได้เลยในขณะนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113369</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดตรวจโควิด, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์, อาคาร Enco Terminal</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118d730d4c11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หายป่วยโควิด ครบ 14 วัน พ้นระยะแพร่เชื้อ ไม่จำเป็นต้องแยกกักตัว  แต่ต้องปฎิบัติป้องกันตัวต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64- นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด 19 ว่า โรคยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่อง ต้องเร่งค้นหาผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้สัมผัสเชื้อที่อยู่ในบ้านและชุมชน เพื่อนำเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา ป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเชื้อ สำหรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่ได้รับการรักษาจนหายป่วยแล้ว และแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล กลับไปพักฟื้นหรือกักตัวต่อที่บ้านตามหลักเกณฑ์ของกรมการแพทย์ ขณะนี้มีวันละกว่า 20,000 รายทั่วประเทศ โดยยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 - 13 สิงหาคม 2564 มีผู้หายป่วยจากโรคโควิด 19 รวม 640,130 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า ผู้ที่หายป่วยและได้ออกจากโรงพยาบาลหลังเข้ารับการรักษาจนครบ 14 วัน หรือกลับมากักตัวที่บ้านจนครบ 14 วัน จัดว่าเป็นผู้ที่พ้นระยะการแพร่เชื้อ และอยู่ในระยะที่ร่างกายฟื้นตัว ไม่จำเป็นต้องแยกกักตัวหรือแยกจากคนอื่นแล้ว สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งผู้ที่เคยติดเชื้อจะมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลัง 3 เดือนไปแล้ว จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนในภายหลังด้วย อย่างไรก็ตามขอให้ยังคงต้องปฏิบัติดูแลสุขอนามัยตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะยุติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. &amp;nbsp;สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เว้นระยะห่างทางสังคม
2. &amp;nbsp;ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ 70% ถูมือให้ทั่วถึง ก่อนรับประทานอาหาร และภายหลังเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม หรือหยิบจับสิ่งของต่างๆ
&amp;nbsp;3. ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารและแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น
&amp;nbsp;4. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ สะอาด ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แต่หากมีอาการท้องเสียหรืออาเจียนให้ งด อาหารย่อยยากและอาหารประเภทนมหรือผลไม้สด
&amp;nbsp; 5. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หรือยาเสพติดทุกชนิด เพื่อลดการทำลายอวัยวะภายใน ทำให้สุขภาพอ่อนแอลงได้
นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อไปอีกว่า ระหว่างที่พักฟื้นอยู่บ้าน ขอให้สังเกตตนเอง &amp;nbsp;หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่ เช่น มีไข้สูง ไอมาก มีอาการเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร เป็นต้น อาการที่กล่าวมาอาจเกิดมาจากหลายสาเหตุ ทั้งอาจเป็นเชื้อไวรัสโควิด 19 หรือติดเชื้อชนิดอื่นๆ ได้ ขอให้รีบติดต่อที่สถานพยาบาลเดิมที่เคยรักษา หรือโทรปรึกษาสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 และหากต้องไปสถานพยาบาล ให้สวมหน้ากากอนามัยระหว่างเดินทางตลอดเวลา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113273</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์, หายป่วยโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210814/image_big_61178577a1127.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งไฟเซอร์7แสน ครบ77จว.14สค. ยันไม่มีสต๊อกไว้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมควบคุมโรคเผยจัดส่ง &amp;quot;วัคซีนไฟเซอร์&amp;quot; รอบ 2 ครบ 7 แสนโดส คาดถึงทุกพื้นที่ครอบคลุม 77 จังหวัด 14 ส.ค.นี้ ยันไม่มีการสต๊อกไว้ &amp;nbsp;กรมการแพทย์แจงฉีดไฟเซอร์ให้บุคลากรด่านหน้าตามหลักเกณฑ์ สธ. ขณะที่หลายพื้นจัดกิจกรรมฉีดวัคซีนเนื่องในวันแม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ เพื่อฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ว่าการจัดสรรโควตาวัคซีนไฟเซอร์ 7 แสนโดส สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าในพื้นที่ 77 จังหวัด ได้มีการจัดส่งวัคซีนแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกจัดส่งระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม จำนวน 442,800 โดส รอบที่สองทยอยจัดส่งตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม จำนวน 257,200 โดส และคาดว่าจะถึงทุกพื้นที่ไม่เกินวันที่ 14 ส.ค.64 นี้ ส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ 7 แสนโดส อ้างอิงมาจากฐานข้อมูลระบบกระทรวงสาธารณสุข (MOPH-IC) ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนซิโนแวค ในช่วงวันที่ 28 ก.พ.-22 มิ.ย.64 เนื่องจากวัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนหลักที่ฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงแรก และเป็นจำนวนบุคลากรทั้งหมดโดยไม่แยกว่าเป็นด่านหน้าหรือกลุ่มสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.พ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับการจัดส่งวัคซีนไปในพื้นที่ทั้ง 2 รอบ โดยห่างกัน 1 สัปดาห์ ซึ่งรอบแรกมีหลักเกณฑ์โดยให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำรวจผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มกระตุ้น และให้ส่งข้อมูลกลับมาภายในวันที่ 30 ก.ค.64 ซึ่งพบว่าข้อมูลที่สำรวจมีความหลากหลาย เช่น ไม่สอดคล้องกับจำนวนบุคลากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคในฐานข้อมูล และหลายจังหวัดส่งข้อมูลกลับมาเลยเวลาที่กำหนด อีกทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 2 แสนราย ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มกระตุ้นไปแล้ว นอกจากนี้เมื่อเก็บวัคซีนไฟเซอร์ในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส จะมีอายุได้ 1 เดือน หากต้องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่สอง จะต้องฉีดห่างจากเข็มแรก 3 สัปดาห์ ก่อนวัคซีนจะเสื่อมสภาพ ดังนั้นการจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ในรอบแรก จึงต้องส่งให้ครบตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดสรรจากโรงพยาบาลจังหวัด สสจ.จะจัดสรรไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ถือเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ยืนยันว่าไม่มีการสต๊อกวัคซีนไว้ที่กรมควบคุมโรค และไม่มีการเลือกฉีดให้กับเคสวีไอพีใดๆ ทั้งสิ้น หากพบเบาะแสการนำวัคซีนไปฉีดผิดกลุ่มเป้าหมาย ขอให้แจ้งกระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์บริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์กระทรวงสาธารณสุข โทร.0-2590-2876-7&amp;quot; นพ.โอภาสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกรมการแพทย์ชี้แจงผ่านเฟสบุ๊กกรมการแพทย์ กรณีที่มีการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ Pfizer ให้แก่บุคลากรส่วนกลางที่ปฏิบัติงานส่วนงานสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ว่า ยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเป็นไปตามเงื่อนไขความจำเป็นและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการควบคุมป้องกันโรค ซึ่งมีโอกาสและมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อจากการปฏิบัติงานทั้งสิ้น ดังนั้นหากผู้ปฏิบัติงานได้รับวัคซีนแล้วจะสามารถป้องกันการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์ว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2564 ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนซิโนฟาร์ม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 12-16 สิงหาคม 2564 ผ่านทาง LINE Official รพ.จุฬาภรณ์ https://bit.ly/MomForm2 ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะส่งข้อความ SMS ถึงคุณแม่ที่ลงทะเบียนเข้ามาทุกท่านให้เข้ามาดำเนินการทำแบบคัดกรองและใบยินยอม และนัดหมายการเข้ารับวัคซีนต่อไป เงื่อนไขการเข้ารับสิทธิ์ 1.คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป 2.เข้ารับบริการที่ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) อาคาร 9 (ทีโอทีเดิม) ถนนแจ้งวัฒนะเท่านั้น 3.ในวันฉีดวัคซีนกรุณานำเอกสารการฝากครรภ์ และบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อแสดงเป็นหลักฐานในการเข้ารับบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันในพื้นที่จังหวัดต่างๆ มีการจัดกิจกรรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตรัง นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เป็นประธานร่วมกิจกรรมฉีดวัคซีนแพ็กคู่ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ซึ่งทางโรงพยาบาลตรังจัดขึ้น โดยจัดกิจกรรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แพ็กคู่ โดยแบ่งเป็นคู่แม่ลูก โดยแม่ต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรืออยู่ใน 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และลูกหรือคนที่พาแม่มารับวัคซีนจะต้องมีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป โดยได้รับการฉีดวัคซีนทั้งแม่และลูก หรือคนพามา นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนให้กับคู่สามีภรรยาที่ตั้งครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผ่านการให้คำแนะนำของคลินิกฝากครรภ์ของโรงพยาบาลตรังมาแล้ว โดยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกอำเภอใน จ.ตรัง ลงทะเบียน ซึ่งรับจำนวนจำกัด 888 คู่ มีประชาชนสนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลเบตง จ.ยะลา จัดฉีดวัคซีนโควิดพระราชทานซิโนฟาร์ม &amp;nbsp;เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือวันแม่แห่งชาติ ให้บริการ Walk-In จำนวน 1,200 คน เพื่อรับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม เข็มที่ 1 และเข็มที่ 1 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ณ จุดบริการวัคซีนโควิด-19 หน้าอาคารตึกอุบัติเหตุโรงพยาบาลเบตง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เรือนจำอำเภอเบตง นพ.สวรรค์ กาญจนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบตง พร้อมด้วยทีมแพทย์ ร่วมมอบวัคซีนพระราชทาน &amp;ldquo;ซิโนฟาร์ม&amp;rdquo; จากราชวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ให้กับผู้ต้องขังเรือนจำอำเภอเบตง และในวันนี้ 12 ส.ค. ทำการฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังรวม 254 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังชาย 217 คน ผู้ต้องขังหญิง 37 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สมุทรสาคร นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย นางสาวศุภมิตา เรืองสิริวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลสมุทรสาคร และคณะเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมุทรสาคร กับ อบจ.สมุทรสาคร ได้ร่วมกันลงพื้นที่นำหน่วยบริการชุมชนเคลื่อนที่จัดฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเปราะบาง อำเภอเมืองสมุทรสาคร ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงตามโครงการฉีด &amp;ldquo;วัคซีนฟาร์มสุข&amp;rdquo; นำร่องวันแม่แห่งชาติ ซึ่งได้ลงทะเบียนจองวัคซีนซิโนฟาร์ม ผ่านทาง www.สาครรวมใจ.com ระยะที่ 1. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113120</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แจงฉีดไฟเซอร์ให้บุคลากรด่านหน้าตามหลักเกณฑ์, น.พ.โอภาส การย์กวินพงศ์, วัคซีนไฟเซอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมควบคุมโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d4dc808588.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
