<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยแนะจับตา2เรื่องใหญ่แก้‘รัฐธรรมนูญ-CPTPP’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564 &amp;ndash; น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่าในวันที่ 24 มิ.ย.มี 2 วาระใหญ่ของประเทศที่ประชาชนต้องจับตาดูความจริงใจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด คือ การแก้รัฐธรรมนูญยกที่ 2 ซึ่งปรากฎว่าประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้แก้ไข มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. เพื่อรื้อกติกาเผด็จการและสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงขอให้ประธานรัฐสภาได้ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชนถึงเหตุผลการไม่บรรจุร่างด้วย เนื่องจากการยื่นญัตตินี้พรรคเพื่อไทยได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาทุกประการ ทั้งนี้หากรัฐบาลมีความจริงใจและเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติจะต้องร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.ที่ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนถูกบิดเบือน ตามที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทยได้เสนอในรายมาตรา นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่ถูกข่าวการแก้รัฐธรรมนูญกลบไปคือ กรณีที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาผลการศึกษาความตกลง CPTPP ของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และจะมีมติว่าไทยควรเจรจาเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยได้เคยเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ก่อนที่จะนำผลการศึกษา CPTPP เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อเคาะเป็นนโยบาย ขอให้รัฐบาลได้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดเผยผลการศึกษาของภาครัฐที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงข้อมูลจากภาคประชาสังคมจากหลากหลายแหล่ง ให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะประชาชนคือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงต่อความตกลงระหว่างประเทศฉบับนี้ แต่ปรากฎว่าที่ผ่านมา ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับเน้นการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นกับสื่อมวลชน ซึ่งมีเพียงหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนนักวิชาการเป็นผู้ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความตกลง CPTPP มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความไม่จริงใจของรัฐบาลในการดำเนินการ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญถูกเตะถ่วงและเบี่ยงเบนประเด็นทั้งๆ ที่เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ ในขณะที่การดำเนินการเกี่ยวกับ CPTPP มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ทำให้ประชาชนแคลงใจในข้อมูลของรัฐบาลมาโดยตลอด หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อประชาชนและมั่นใจว่าความตกลง CPTPP มีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ก็ขอให้ดำเนินการเปิดเผยผลการศึกษาของ กนศ. ร่วมกับข้อมูลจากภาคประชาสังคมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่าควรจะเข้าร่วมการเจรจาความตกลงนี้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด&amp;rdquo;น.ส.จิราพรกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107350</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, น.ส.จิราพร สินธุไพร, พท., พรรคเพื่อไทย, รัฐธรรมนูญ, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2bc91bdcd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมัดต่อหมัด&#039;จิราพร&#039;ซัดค่าโง่เหมืองทอง2.2หมื่นล้าน&#039;ประยุทธ์&#039;สวนกลับหนี้จำนำข้าว7แสนล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง โดยมีระเบียบวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี จำนวน 10 คน เป็นวันที่สอง น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า สืบเนื่องจากนายกฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัทบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ต้องยุติกิจการ รวมทั้งเป็นเหตุให้บริษัทบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่ตัดสินใจฟ้องราชอาณาจักรไทย โดยมีการประเมินว่าคดีนี้ไทยอาจจะแพ้ได้และต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,500 ล้านบาท นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร กล่าวว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. 62 ในการประชุมร่วมรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ชี้แจงแทนว่ารัฐบาลไทยมีโอกาสชนะ เพราะจากการตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า บริษัทดังกล่าวทำผิดเงื่อนไข คือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทไม่สามารถดูแลความเรียบร้อยและทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ จึงเป็นเหตุให้ต้องสั่งปิดเหมืองแร่ แต่คำชี้แจงไม่เห็นความจริง เพราะเมื่อปี 58 พล.อ.ประยุทธ์ ให้ 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทดังกล่าว และมีการตั้งคณะทำงานขึ้นหลายคณะ เพื่อตรวจสอบแล้วเสร็จ ผลปรากฏว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องแนวทางแก้ไขผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า &amp;nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการทำเหมืองแร่ทองคำดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จริงหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร กล่าวอีกว่า ปี 2559 กรมอุตสาหกรรมและกรมเหมืองแร่ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 การปิดเหมืองแร่ว่าหากการใช้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจนจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและไม่เห็นด้วยกับการนำมาตรา 44 มาบังคับใช้กับกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ &amp;nbsp;ได้มีการส่งผลการประชุมดังกล่าวไปยังพล.อ.ประยุทธ์ โดยได้แนบสองแนวทาง คือ 1.การใช้กฎหมายตามปกติและดำเนินตามขั้นตอน และ2.การใช้อำนาจมาตรา 44 ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ทั้งนี้ แม้จะมีหน่วยงานคัดค้าน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้มาตรา 44 และการที่นำหลักฐานมาแสดงไม่ใช่เพื่อปกป้องบริษัทคิงส์เกต ฯ แต่ต้องการให้เห็นถึงความชอบธรรมการใช้อำนาจที่ไร้จิตสำนึกความรับผิดชอบร้ายแรงต่อประเทศ และนำมาสู่การฟ้องร้อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร กล่าวต่อว่า มีกระแสข่าวในช่วงเดือนกันยายน 63 ที่รัฐบาลจะให้บริษัทอัคราฯได้รับอนุญาตให้นำผงทองคำและเงินออกมาจำหน่าย รวมถึงได้อาชญาบัตรพิเศษในการสำรวจแร่ทองคำเพิ่มอีก 44 แปลง และพล.อ.ประยุทธ์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาแก้ข่าวในเรื่องนี้ว่าเป็นคำขอเดิมของบริษัทอัคราฯในปี 2546 เมื่อไทยมีพ.ร.บ.เหมืองแร่ฉบับใหม่ จึงดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ในข้อมูลเอกสารที่ตนมีชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่การดำเนินการที่ปกติ แต่เป็นประโยชน์ที่ประเทศไทยให้บริษัทคิงส์เกตฯ เพื่อให้ดำเนินการถอนฟ้อง ทั้งนี้ ในการประชุมครม.เดือนมิถุนายน 63 มีมติปรากฏในเอกสารลับที่สุดของรายงานคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัทคิงส์เกตฯ โดยไฮไลท์ในหนังสือเขียนไว้ว่าหากตกลงกันได้บริษัทคิงส์เกตฯต้องถอนคดีจากอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเอกสารนี้ชี้ชัดว่าพล.อ.ประยุทธ์ รับทราบรู้เห็นเป็นใจว่าไทยแพ้คดีและมอบหมายให้หน่วยงานเจรจาเพื่อยอมความ มอบนโยบายให้เอาทรัพยากรของประเทศประเคนให้เพื่อให้เขายอมถอน อย่างไรก็ตาม หากจะสู้คดีมีที่ไหนจะต้องยอมความ ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการย้อนแย้งกับที่ได้ลั่นวาจาไว้ได้สั่งการไปแล้วว่าภายในสิ้นปี 2559 จะไม่มีการทำเหมืองแร่อีกต่อไป และต้องไม่มีเหมืองทองอีกต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าไทยต้องแพ้คดีและจ่ายค่าโง่ ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จดจำไว้ในมโนสำนึกว่ากำลังทำลายอนาคตของลูกหลานและคนไทยทั้งประเทศเพียงเพราะการลุแก่อำนาจ จะเป็นบทเรียนราคาแพงและเจ็บปวดของประเทศ ท่านปัดความรับผิดชอบครั้งนี้ไม่ได้ ต้องตอบให้ได้ว่าจะสู้คดีให้ถึงที่สุดแบบไปตายเอาดาบหน้าหรือจะยอมเอาทรัพยากรของประเทศประเคนให้ต่างชาติเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ถ้าท่านเดินหน้าต่อสู้คดีจนถึงที่สุดแล้วแพ้ อยากถามว่าจะเอาเงินส่วนใดไปจ่าย จะเอางบแผ่นดินหรือเงินส่วนตัว และถ้าท่านเลือกใช้วิธีการเจรจาต่อรองเอาผลประโยชน์ของประเทศ แผ่นดินไปยกให้บริษัทเอกชน ขอเรียนว่าพรรคเพื่อไทยจะจับตาประเด็นนี้ เพราะแนวโน้มไทยมีโอกาสแพ้คดี 100 เปอร์เซ็นต์ บทสรุปของคดีนี้ประเทศไทยต้องจ่ายค่าโง่อย่างไม่มีทางเลือกหรือหลีกเลี่ยง ต้องเอาเงินมหาศาลไปแลกเพื่อคนๆเดียว เอาความผิดออกจากตัวเองและโยนภาระบาปให้ประเทศและประชาชนต้องรับผิดชอบแทน เป็นใบเสร็จความเสียหายชิ้นสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์คดีเหมืองทองอัคราฯ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นด้วยตัวเอง ออกคำสั่งทำลายประเทศจนย่อยยับ สร้างตราบาปให้ประเทศ กำลังทำลายโอกาสประเทศชาติและประชาชนอย่างไม่มีชิ้นดี&amp;rdquo; ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากนั้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำจำนวน 44 แปลงที่น.ส.จิราพร บอกว่าเป็นจำนวน 2 แสน-4 แสนไร่นั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการดำเนินการเพื่อแลกเปลี่ยนกับการถอนฟ้องของอนุญาโตตุลาการกับบริษัทแต่อย่างใด &amp;nbsp;เนื่องจากได้มีการยื่นมาตั้งแต่ปี 2546 และ2548 แค่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในขณะนั้น มีมติให้ชะลอการพิจารณาการอนุญาตสำรวจแร่ทองคำไว้ก่อน เนื่องจากห่วงใยเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน โดยได้มีการให้สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปศึกษาและจัดทำนโยบายแร่ทองคำ ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2552 &amp;nbsp;ต่อมาครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2552 ให้กระทรวงอุตสาหกรรม นำความคิดเห็นดังกล่าว ไปพิจารณา ในเดือน พ.ค.2554 &amp;nbsp;กระทรวงอุตฯ ได้พิจารณาประกอบกับความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ และจัดทำประกาศนโยบายทองคำแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่จัดทำนโยบายและเสนอครม.มีการยุบสภาเสียก่อน ทางสำนักงานเลขาธิการ ครม.จึงส่งเรื่องคืนมาที่กระทรวงอุตฯ หลังจากนั้นกระทรวงอุตฯ ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับนโยบายแร่ทองคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ในช่วงปี 2557 มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทอัคราฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ และประชาชนได้ยื่นข้อเรียกร้องไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ดังนั้นเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 ทางพล.อ.ประยุทธ์ จึงได้มีการออกคำสั่ง มาตรา44 ให้ผู้ประกอบการทองคำทุกรายทั่วประเทศ ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำเป็นการชั่วคราว ซึ่งตนคิดว่าในขณะนั้นใครก็แล้วแต่ที่อยู่ในฐานะนายกฯหรือหัวหน้าคสช. เมื่อมีการร้องเรียนของประชาชนและมีผลกระทบต่อสุขภาพมาตลอด และมีการขัดแย้งในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน การที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งมาตรา 44 นั้น คิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็ให้นโยบายคณะกรรมการแร่แห่งชาติ &amp;nbsp;และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.)ไปจัดทำนโยบายทองคำเพื่อให้การทำเหมืองแร่ทองคำสามารถดูแลสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนให้ได้ เพื่อให้เสนอต่อ ครม. ต่อมาครม.ก็เห็นชอบในเดือน ส.ค.2560 และคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ ได้มีมติให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขออนุญาตและกลับมาประกอบการภายใต้นโยบายทองคำได้ ดังนั้น บริษัทอัคราฯจึงได้กลับมาเดินเรื่องขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจจำนวน 44 แปลง ที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2546 และ2548 ดังนั้น การมาเดินเรื่องคำขออนุญาตดังกล่าว และทางกระทรวงอุตฯได้อนุญาตไปนั้น จึงเป็นไปตามมติของคณะกรรมการแร่แห่งชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเพื่อการถอนฟ้องแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนที่ระบุว่าบริษัทคิงส์เกตได้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 22,500 ล้านบาท และบอกว่ารัฐบาลไทยแพ้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอบอกว่าถ้ารัฐบาลไทยแพ้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางคิงส์เกต เขาคงไม่มาเจรจา เขาได้เงิน 22,500 ล้านบาท ก็เก็บใส่กระเป๋าทันที ทำไมจะเอามาแลกกับการขออาชญาบัตร เพราะกว่าจะลงทุนทำกำไลได้ ที่ผ่านมาระยะเวลา 15-20 ปี &amp;nbsp;บริษัทอัคราฯมาลงทุนในเมืองไทยกำไลคิดว่าไม่เกิน 5 พันล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเอาจำนวนครบต้องอีก 25 ปี ถึงจะได้มา 22,500 ล้านบาท &amp;nbsp;ดังนั้น ขอยืนยันว่าการที่คิงส์เกตกลับมาเจรจานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องทางรัฐบาลจะไปเอื้อประโยชน์ให้เขา แต่การเขาจะกลับมาดำเนินกิจการต่อ เพราะคิดว่าราคาทองคำเป็นราคาที่ขึ้นมาพอสมควร&amp;rdquo; รมว.อุตฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า สิ่งสำคัญที่อาจกระทบต่อการพิจารณาคดีคือ เอาเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลเอาออกมาพูดภายนอก และฝ่ายค้านได้นำมาอภิปรายให้ข่าวกับสื่อหลายครั้ง ซึ่งปรากฏว่าเป็นการคาดการณ์เอาเองทั้งสิ้น เป็นการนำตัวเลข จากข้อมูลที่เป็นข้อเสนอ หรือคำให้การแต่ละฝ่ายที่ไม่เป็นทางการ ยังไม่ได้ข้อยุติซึ่งเป็นอันตราย ดังนั้น ยังไม่ปรากฏเป็นความจริง เรื่องยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงขั้นตอนการเจรจาหารือของผู้พิพาท ไม่สามารถไปชี้นำได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่กล่าวหาว่าใช้อำนาจมาตรา 44 นั้น คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่ไปปิดเหมือง แต่เป็นเรื่องการต่อสัมปทานซึ่งมีคำสั่งทุกเหมืองในประเทศไทย ในการต่อสัมปทานอาชญาบัตร จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากข้อสงสัยของประชาชนที่เรียกร้องมา ถึงแม้ไม่มีข้อยุติอย่างชัดเจน แต่มีหลักฐานจากโรงเรียน ครู จำเป็นต้องตรวจสอบ เราไม่ได้ปิดเหมืองแร่อัคราฯแต่เพียงเหมืองเดียว แต่การจะต่ออาชญาบัตรต้องแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็ว และบริษัทไหนที่แก้ได้ตามนั้นก็เปิดเป็นปกติการที่เขาจะได้หรือไม่ได้ อยู่ที่การเจรจาพูดคุย ไม่ได้เสนอประโยชน์ เราต้องคำนึงถึงประโยชน์ชาติและประชาชน วันนี้เรามีพ.ร.บ.แร่ ปี2560 ออกมาแล้ว เราสามารถถลุงแร่ ส่งออกแร่เองได้ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศมากขึ้น ถ้าเราสำรวจแร่พบ อาจเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตแร่ทองคำ เพราะที่ผ่านมาเรานำไปถลุงแร่ที่ต่างประเทศทั้งสิ้น ซึ่งกฎหมายใหม่ให้มีการถลุงแร่ทองอย่างเดียวที่บอกว่าขอบริษัทอัครา ฯ ขอที่เป็นแสนไร่เป็นแค่การขอสำรวจ แต่การขอดำเนินการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำรวจเจอตรงไหนก็ต้องดูว่าจะอนุญาตได้หรือไม่ ประชาชนจะยอมหรือไม่ วันนี้นำหลักการสิทธิมนุษยชนในการประกอบการธุรกิจมาประกอบ เท่าที่ทราบบริษัทเขาปรับตัวแล้ว ถ้าที่ไหนที่ประชาชนไม่อยากได้เขาก็หลีกเลี่ยงให้อยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้รับผิดชอบในฐานะนายกฯ &amp;nbsp;ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยอำนาจ ด้วยคำสั่ง มีการหารือปรึกษาทั้งฝ่ายกฎหมาย ราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยราชการ เพื่อทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะสุขภาพประชาชน มันต้องมีคนเดือดร้อน แต่ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนทั้งสิ้น แต่ต้องจำเป็นในบางอย่าง หลายอย่างเกิดก่อนหน้าผม ทำไมรัฐบาลนี้ต้องมาแก้ ทำไมไม่แก้ให้เสร็จเรียบร้อย ทำไมมาถึงตอนนี้ ถ้าสนใจสักหน่อย ประชาชนต้องการปัญหาอะไรก็แก้ปัญหาให้เขา พร้อมทำอะไรใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยบ้างโดยเฉพาะทำอย่างไรจะมีรายได้ให้มากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้เรามีภาระที่จะต้องจ่ายในเรื่องผลการขาดทุนจากการดำเนินการที่เสียหายของโครงการรับจำนำข้าว โครงการนี้ได้ชดเชยไปแล้ว 7.05 แสนล้านบาท วันนี้เหลือหนี้จำนำข้าว อยู่ที่ปี 63 ประมาณ 2.8 แสนล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยอีก 800 ล้านบาท และยังต้องตั้งงบประมาณชดเชยแบบไม่ได้อะไรเลย ปีละ 20,000 ล้านบาท และต้องตั้งไปอีก &amp;nbsp;12 ปี ตนก็เสียดาย นอกจากนี้ยังมีภาระหนี้จากโครงการบ้านเอื้ออาทร ทิ้งหนี้ให้กับการเคหะกว่า 20,000 ล้านบาท มีบ้านที่สร้างเสร็จแล้วขายไม่ได้อีกหลายหมื่นยูนิต สิบปีที่ผ่านมาการเคหะแบกรับโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ล้มเหลวยอดความเสียหาย 10 ล้านบาทไม่รวมหนี้เน่าและภาระดอกเบี้ยที่กู้มา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลพยายามทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้แก้ไขปัญหาทุกประเด็นที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลไม่ต้องการขึ้นภาษีกับใคร เห็นหรือไม่ว่ายังไม่ได้ขึ้นภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่รายได้ประเทศตอนนี้ลดลง ฉะนั้นการที่บอกว่าให้คนนั้นคนนี้น้อยไปมากไป ลองคิดให้ละเอียดไม่ต้องถึงกับเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็ได้&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น น.ส.จิราพร ลุกขึ้นกล่าวว่า ขอบคุณนายกฯและนายสุริยะ ที่ชี้แจง แต่ฟังแล้วผิดหวัง แสดงว่าไม่ได้ฟังการอภิปรายของตนเลย เพราะคำตอบที่ตอบนั้นเป็นการอ่านตามโพยที่หน่วยงานเขียนให้ ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ได้อัปเดตข้อมูล และไม่ได้ตอบคำถามของตนแม้แต่คำถามเดียว และการที่รมว.อุตสาหกรรม บอกว่าประชาชนเดือดร้อนเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องไปจัดการ ประเด็นนี้ตนไม่เถียงที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแล แต่ประเด็นคือรัฐบาลไม่ใช้กฎหมายปกติเข้าไปจัดการ แต่ใช้มาตรา 44 ที่ต่างประเทศไม่ยอมรับ เข้าไปจัดการโดยที่ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เตือนแล้วว่าอย่าทำแบบนั้น เพราะจะถูกฟ้องร้อง แต่รัฐบาลไม่ฟังแล้ววันนี้ไทยก็ถูกฟ้องร้องอาจจะต้องแพ้คดี ตอนนี้ใบเสร็จก็ออกมาแล้วว่ามีค่าใช้จ่าย 600 ล้านบาทที่ใช้ต่อสู้คดีในอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ด้วย เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ตนขอถามว่าถึงวันนี้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขแล้วหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่าการให้ 44 แปลงและเปิดทางให้ขายผงเงิน ผงทองคำนั้นเป็นเรื่องปกติ ขอถามกลับว่าถ้าเป็นปกติ ทำไมไปอยู่ในข้อต่อรองระหว่างไทยกับคิงส์เกตฯ เพราะมีจดหมายที่คิงส์เกตฯเขียนมาขอบคุณประเทศไทยด้วย และมีการเขียนจดหมายไปแจ้งต่ออนุญาโตตุลาการว่าข้อตกลงนี้ได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;การที่นายสุริยะระบุว่าคิงส์เกตฯจะชนะ ถ้าจะชนะจริงทำไมคิงส์เกตฯถึงมาเจรจากับไทย ขอถามกลับว่าถ้ารัฐบาลไทยมั่นใจว่าคิงส์เกตฯจะชนะคดีแล้วไปเจรจาต่อรองเขาทำไม แล้วการต่อรองมีแต่ไทยให้คิงส์เกตฯโดยที่คิงส์เกตไม่ได้ให้อะไรเลย นอกจากความหวังลมๆแล้งๆว่าจะถอนฟ้อง ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมขณะนี้คณะอนุญาโตตุลาการยังไม่มีออกมาแต่เปิดให้สำรวจแล้วโดยอ้างว่าเป็นการสำรวจไม่ได้ทำ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูให้ทำเหมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดิฉันผิดหวังการตอบคำถามของพล.อ.ประยุทธ์ ท่านอ่านตามที่หน่วยงานเขียนโพยมาให้ ถ้าทานทำอย่างนั้น ท่านถ่ายเอกสารที่อยู่ในมือส่งแจกสมาชิกอ่านเอาเองก็ได้ เพราะไม่ได้ตอบคำถามในเนื้อหาสาระที่ดิฉันได้ถามไปเลย &amp;ldquo;น.ส.จิราพร กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93333</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายกรัฐมนตรี, พท., พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602cad7cf282b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาเปิดอภิปรายแล้วประเดิมซักฟอก’เหมืองทองอัครา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.2564 &amp;ndash; เมื่อเวลา 09.00 น. สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมเป็นวันที่สองต่อเนื่อง ในการพิจารณาญัตติด่วนการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 10 ราย ซึ่งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านกับคณะ 208 คน โดยผู้อภิปรายคนแรกคือ &amp;nbsp;น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยได้ประเดิมด้วยการอภิปรายในกรณีเหมืองทองอัครา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93309</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.จิราพร สินธุไพร, พท., พรรคเพื่อไทย, ส.ส.ร้อยเอ็ด, เหมืองทองอัครา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5efef21862191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยโวยรัฐบาลแจกเงินประชาชน&#039;คนละครึ่ง&#039;ต้องแย่งกันแต่ต้องแบกภาระหนี้ร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค.63- &amp;nbsp;น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงโครงการ คนละครึ่ง ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการระยะสั้นที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่มาตรการที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่กำลังจะถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์แก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยการแจกเงินมาโดยตลอด รวมถึงโครงการ คนละครึ่ง ที่แม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปบ้างแต่ยังเป็นการแจกเงินที่ไม่แตกต่างกับนโยบายก่อนหน้านี้ของรัฐบาล มิหนำซ้ำยังเปิดสิทธิให้ลงทะเบียนอย่างจำกัด ทำให้ประชาชนต้องแย่งชิงกัน ทั้งๆ ที่เงินที่เอามาแจกนั้นเป็นเงินที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ร่วมกัน ซึ่งทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขควรจะมีสิทธิลงทะเบียนได้อย่างเท่าเทียม ไม่ควรทำเหมือนโปรโมชั่นส่งเสริมการขายตามห้างสรรพสินค้าที่ต้องจัดนาทีทองให้ประชาชนแย่งชิงกันเพื่อสร้างความนิยม และนำมาอวดอ้างภายหลังว่าโครงการประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 รัฐบาลได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติการออกพ.ร.ก.เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้ผ่านมาเกือบ 7 เดือนแล้ว ปรากฏว่าในส่วนเงินสำหรับใช้ฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 400,000 ล้านบาท ขณะนี้มีการอนุมัติไปแค่ราว 120,000 ล้านบาท แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ รัฐบาล Very กู้ ที่กู้โดยไม่มีแผนรองรับอย่างเป็นระบบ ทำให้ออกมาตรการล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพรกล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง ได้ให้สิทธิ 3,500 บาท ต่อคน ต่อ 3 เดือน หรือเฉลี่ย 38.8 บาท ต่อคนต่อวัน รวมทั้ง 2 เฟสใช้วงเงินงบประมาณราว 61,250 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินของประชาชนอีกครึ่งหนึ่งคือ 61,250 ล้านบาท จะมีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจประมาณ 125,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่า GDP ของประเทศไทยจำนวน 15.6 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นเพียงโครงการเสริมระยะสั้นไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาคนตกงาน โดยปัจจุบันมีคนว่างงานอยู่เกือบ 800,000 คน และมีอีกไม่น้อยที่เสี่ยงจะตกงานจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งยังมีบัณฑิตจบใหม่ที่จะหางานยากหรืออาจจะหาไม่ได้เลยอีกเกือบ 600,000 คน นอกจากนี้ การแจกเงินในลักษณะยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กอยู่ได้ และไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ มาตรการเสริมระยะสั้นเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบได้ หากยังเน้นเพียงมาตรการเสริมแบบนี้ เมื่อมีโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่อีก รัฐบาลก็ต้องแจกไม่มีที่สิ้นสุด ถึงวันหนึ่งรัฐบาลจะไม่มีเงินพอที่จะออกมาตรการเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และหนี้จำนวน 1 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ&amp;rdquo; นางสาวจิราพร กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88277</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, น.ส.จิราพร สินธุไพร, รองโฆษกเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db51d9141368.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.โวยรัฐบาลคุกคามผู้ชุมนุม ยิ่งซ้ำเติมปมสหรัฐตัดสิทธิGSPไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2 พ.ย. 63 - น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะคณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP กับสินค้าไทยเพิ่มอีก 231 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 18,000 ล้านบาท มีผลวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ว่า เดิมสหรัฐฯ เคยตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยไปแล้วจำนวน 573 รายการ เมื่อเดือนเมษายน 2563 จึงเท่ากับว่าสหรัฐ ตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยไปทั้งสิ้น 804 รายการ รวมมูลค่าราว 58,000 ล้านบาท โดยการถูกสหรัฐ ประกาศตัดสิทธิ GSP ติดกันถึงสองครั้งในห้วงเวลาห่างกันไม่นาน สะท้อนว่ารัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากการทำรัฐประหารไม่มีเครดิตในการเจรจาการค้าในเวทีต่างประเทศ และยิ่งตอกย้ำว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และทีมเศรษฐกิจ ไม่มีพลังการในการเจรจาต่อรอง เสมือนเป็นเบี้ยตัวเล็กไม่มีความสำคัญในสายตาสหรัฐ เหมือนที่เคยอวดอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐบาลให้หน่วยงานรัฐออกมาอ้างว่า การตัดสิทธิ GSP ครั้งล่าสุดนี้กระทบเพียงแค่ภาษีนำเข้าที่ไทยต้องจ่ายเพิ่มเพียง 600 กว่าล้านบาทนั้น เป็นการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะการคำนวณความเสียหายเพียงเฉพาะภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มไม่สะท้อนต่อสภาพความเสียหายทางการค้าของไทยในอนาคต การถูกตัด GSP จะทำให้ราคาสินค้าของไทยในตลาดสหรัฐ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อศักยภาพทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ในระยะยาว นอกจากนี้การอ้างจำนวนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการคำนวณจากสินค้าเพียงไม่กี่รายการ ทั้งๆ ที่มีสินค้าอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าของผู้ประกอบการ SME เช่น ผลิตภัณฑ์เซรามิก เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้ สัปปะรดกระป๋อง น้ำมันพืช ส่วนประกอบรถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่มูลค่าและจำนวนสินค้าที่ถูกตัดสิทธิเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องตรวจสอบด้วยว่าสินค้าอะไรและผู้ประกอบการ SME รายใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ และต้องคำนวณรวมกับความเสียหายที่เกิดจากการที่ไทยถูกสหรัฐตัดสิทธิ GSP ไปก่อนหน้านี้ด้วย การที่รัฐบาลอ้างว่าการตัดสิทธิครั้งนี้ส่งผลกระทบไม่มาก แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจในการดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และการค้าของไทยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครั้งไทยถูกสหรัฐตัดสิทธิ GSP ในเดือนเมษายน 2563 รัฐบาลก็ชี้แจงไม่ตรงกัน พลเอกประยุทธ์อ้างว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยโตเร็ว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอ้างว่า เป็นเพราะไทยพ้นขีดความยากจนแล้ว ในขณะที่หน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงว่าเป็นเพราะการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินเพดาน มาวันนี้ถูกประกาศตัดสิทธิ GSP อีกครั้งก็อ้างว่าเกิดจากสาเหตุที่ไทยไม่ยอมเปิดตลาดสุกรให้กับสหรัฐ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลปัดความผิดออกจากตัวเองตลอด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลผลประโยชน์ทางการค้าของไทย ทั้งนี้ นอกเหนือจากความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลไทยในการเจรจาต่อรอง GSP แล้ว ในห้วงการบริหารของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ยังมีสินค้าไทยที่ถูกประเทศคู่ค้าห้ามนำเข้าหรือยอดการส่งออกตกต่ำหลายรายการ เช่น กะทิ มะพร้าว&amp;nbsp; ผัก ผลไม้ ข้าว และสินค้าเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ทราบถึงแนวโน้มที่สหรัฐ จะตัดสิทธิ GSP ไทยมาตั้งแต่หลังการทำรัฐประหารในปี 2557 แต่ก็ปล่อยปละละเลยมาโดยตลอด ไม่สามารถเจรจาเพื่อแก้ปัญหาได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาจากการทำรัฐประหารและสืบทอดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ไม่มีเครดิตในการเจรจาต่อรองในเวทีต่างประเทศและไม่เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้นำประเทศคู่ค้า หนำซ้ำตอนนี้สถานการณ์ประชาธิปไตยของประเทศก็เลวร้ายจากการที่รัฐบาลเข้าจับกุมคุมขังนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยอย่างสันติ ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยในขณะนี้เป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ซึ่งจะส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุนในอนาคตอีกด้วย&amp;rdquo; น.ส.จิราพร ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82541</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดสิทธิGSP, น.ส.จิราพร สินธุไพร, บิ๊กตู่, พท., ม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db51d9141368.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยข้องใจสารพัดนโยบายประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.2563 &amp;ndash; น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายผ่านโครงการต่างๆอย่างผิดพลาดว่า โครงการตลาดประชารัฐใช้งบประมาณกว่า 562ล้านบาท เพื่อจะสร้างตลาดประชารัฐ 471 แห่ง แต่จนถึงวันนี้กลายเป็นตลาดประชาร้าง ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ นอกจากนี้ในโครงการเน็ตประชารัฐ ที่หวังจะให้หมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 7 หมื่นหมู่บ้าน แม้ กสทช.ได้ไปตั้งเสาสัญญาณหลายพื้นที่ มีการใช้งบประมาณไปแล้วหลายพันล้านบาท ก็เป็นการใช้งบสูงเกินจริง แต่ทุกวันนี้กลายเป็นอนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้านไปแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน มีการใช้งบประมาณไปร่วมแสนล้านบาท แต่ สตง.ได้ระบุในรายงาน ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐได้ ทั้งที่มีการใช้เงินไปแล้วเกือบแสนล้านบาท กลับตรวจสอบไม่ได้ ขาดความโปร่งใส ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงต่อสภาฯ ตั้งแต่ตั้งโครงการดังกล่าว ได้ใช้เงินไปเท่าไหร่ ทำไมถึงไม่มีบัญชีรายงานต่อส ตง. เป็นการใช้เงินตามวินัยการเงิน การคลังหรือไม่ รวมทั้งเมื่อมีโครงการนี้ขึ้นมา ประชาชนกลับยากลำบากยิ่งขึ้น ต่างจากเจ้าสัว จึงมีคนพูดว่า แท้จริงแล้วโครงการดังกล่าวเป็นการผันเงินจากคนจนไปสู่คนบางกลุ่มหรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพรอภิปรายอีกว่า ไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แต่ในวันนี้เราอาจกลายเป็นเต่าเอเชีย รอให้ประเทศอื่นคลานแซงไป ในช่วงที่ประเทศต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ แต่กลับได้ผู้นำ ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจเลย และสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน แม้หลายคนได้กลิ่นรัฐประหาร แต่เชื่อว่าทำได้ไม่ง่าย ประชาชน นิสิตนักศึกษาตื่นรู้หมดแล้ว ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือประกาศต่อหน้าสภาฯ ตนได้เตรียมหนังสือลาออกไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแค่ท่านลงนาม ก็จะพาประเทศพ้นวิกฤติบ้านเมืองครั้งนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76918</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.จิราพร สินธุไพร, ประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, มาตรา 152, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5efef21862191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;ติงรัฐบาลทำงานพลาดสหรัฐตัด จีเอสพี กระทบเอกชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.2562 น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลสหรัฐ ประกาศระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP กับสินค้าของไทยคิดเป็นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 40,000 ล้านบาทว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ รับทราบถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะถูกระงับสิทธิ GSP นี้ ตั้งแต่เป็นรัฐบาล คสช. และได้รับการแจ้งเตือนมาเป็นระยะ แต่กลับไม่มีการแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบอย่างทั่วถึง ไม่มีการศึกษาผลกระทบและจัดเตรียมมาตรการที่จะช่วยบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จนสหรัฐฯ ประกาศระงับสิทธิดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายยังคงงุนงงต่อกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าภาคเอกชนจะมีเวลาในการปรับตัวเพียงแค่ 6 เดือนก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การถูกระงับสิทธิ GSP ในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพและไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติเหมือนที่เคยอวดอ้าง ที่ผ่านมามีกรอบการประชุมในหลายระดับซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สามารถใช้ในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้ แต่กลับล้มเหลวทั้งหมด ทำให้เข้าใจได้ว่า ผลงานเดียวที่รัฐบาลสามารถเจรจาสำเร็จคือ การสั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ การส่งออกของไทยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาติดลบอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกภายใต้สิทธิ GSP สูงเป็นอันดับ 1 การถูกระงับสิทธิ GSP จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง เพราะสินค้าไทยหลายรายการอาจถูกประเทศที่ยังได้รับสิทธินี้ใช้ความได้เปรียบในแง่ของราคาเข้ามาแย่งตลาด หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้จะกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นส.จิราพรกล่าวว่า อยากฝากให้รัฐบาลเลิกทำตัวอุ้ยอ้ายทำอะไรก็ไม่เคยทันการ โดยขอให้เร่งออกมาตรการเยียวยาและลดผลกระทบที่สามารถดำเนินการได้จริง ไม่ใช่เพียงมาตรการที่เคยตั้งไว้แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถทำได้สำเร็จเหมือนหลายกรณีที่ผ่านมา ที่สำคัญรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่า มีความสามารถในการบริหารประเทศไม่ได้ถนัดแค่สั่งซื้ออาวุธเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48935</URL_LINK>
                <HASHTAG>GSP, ตัดสิทธิ์ GSP, น.ส.จิราพร สินธุไพร, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db51d9141368.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
