<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทิพานัน’ยกรธน.อธิบายชัด‘ประยุทธ์’เป็นนายกฯไม่ถึง8ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) และฝ่ายค้านพยายามอ้างมาตรา 158 วรรค 4 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี มาปลุกปั่นกระแสสังคมเพื่อลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านถนัดและดิ้นรนจะทำ เพราะไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ จึงต้องไปเอากฎหมายมาตีความกระท่อนกระแท่น เอามาบางส่วนในแต่ละมาตรามาโจมตีนายกฯ เพราะถ้าอ่านมาตรา 158 และมาตรา 264 ทั้งมาตราก็จะเข้าใจได้อย่างเป็นปกติว่า การนับอายุดำรงตำแหน่งนายกฯ เริ่มขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่บุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้รับความเห็นชอบจากสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า บทบัญญัติของมาตรา 158 ทั้งมาตราที่มี 4 วรรค คือ วรรคหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน วรรคสอง นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และวรรคสี่ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ต้องพิจารณาคือมาตรา 158 วรรค 2 ระบุว่า &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 และเมื่อประกอบมาตรา 272 แล้วต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ดังนั้นความมุ่งหมายของมาตรา 158 ทั้งมาตราเป็นการบัญญัติพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ซึ่งในการนับเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญนี้ &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเป็นนายกฯ ที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่ต้องผ่านขั้นตอนการเสนอชื่อโดยกระบวนการตั้งแต่ประชาชนตามมาตรา 159 ซึ่งรัฐธรรมนูญปีไหนก็ยังไม่มี &amp;nbsp;เมื่อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ก็ต้องอ่านทั้งมาตรา จะเอาวรรค 4 วรรคเดียวมาอ้างแบบกระท่อนกระแท่นบางส่วนไม่ได้ การนับเวลา 8 ปีตามมาตรา 158 วรรค 4 ต้องนับจากนายกรัฐมนตรีที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนมาตรา 264 วรรค 1 ที่บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่... ก็มีความหมายตามตัวบทคือ ครม.ก่อนหน้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่ ครม.ตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่ง ครม.ก็ต้องรวมถึงนายกฯ ด้วย แสดงว่านายกฯ คนปัจจุบันก็เพิ่งมีสถานะเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และหากพิจารณาตามเจตนารมณ์นั้น เมื่อดูจากหนังสือความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หน้า 483 ก็บอกความมุ่งหมายของมาตรานี้ทั้งมาตราชัดเจนว่า เป็นเพียงการบัญญัติกำหนดให้ ครม. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่ เพื่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามบทหลักของรัฐธรรมนูญ ยกเว้นลักษณะต้องห้ามบางประการอันเป็นกรณีที่ใช้บังคับแก่ ครม. ซึ่งมีที่มาตามรัฐธรรมนูญนี้เป็นการเฉพาะเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า การตีความมาตรา 264 วรรค 1 ไม่ได้เป็นไปตามที่นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พยายามบิดเบือนว่าเป็นมาตราที่ให้นับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี 2557 เพราะไม่ได้เป็นมาตราที่พูดถึงการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งเลย ไม่มีตรงไหนบัญญัติเรื่องการให้นับระยะเวลาดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเลย ดังนั้นจะมาอ้างว่ามาตรา 264 กำหนดไว้ชัดเจนให้นับย้อนตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ไม่ได้ &amp;nbsp;จึงอยากให้นายธีรัจชัยและฝ่ายค้านหยุดบิดเบือนการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อปลุกปั่นกระแสสังคมและลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ อย่าลดมาตรฐานการทำงานตรวจสอบของฝ่ายค้านจนทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถึงขนาดต้องจนตรอกบิดเบือนกฎหมายจนสังคมสับสน
&amp;nbsp;
&amp;quot;ไม่ว่าการสับสนครั้งนี้ จะนำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตีความอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การคาดการณ์มาตรา 158 แบบล่วงหน้าของฝ่ายค้านจนสังคมสับสนนั้นมีเหตุผลเดียวคือกลัว กลัวว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีประชาชนเลือกพรรคที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เป็น พล.อ.ประยุทธ์ใช่หรือไม่ &amp;nbsp;หากเป็นเช่นนั้น ก็อย่างเพิ่งกลัวไปก่อน เพราะไม่มีใครทราบว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร &amp;nbsp;สิ่งเดียวที่ฝ่ายค้านควรจะทำเสียตั้งแต่วันนี้คือ ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ใส่ร้ายป้ายสีคนทำงาน และต้องมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากใจจริงก็พอ เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามชี้นำประเด็น มาตรา 158 ก็ยังมาไม่ถึง จงทำปัจจุบันให้ที่สุดจะดีกว่า&amp;quot; น.ส.ทิพานัน กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118170</URL_LINK>
                <HASHTAG>8 ปี, ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, นายกรัฐมนตรี, พท., พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61512518ac1c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทิพานัน’ซัดฝ่ายค้านมาตรฐานต่ำใช้แค่ความเชื่อและมโนกล่าวหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 ก.ย.2564 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันแรกของการอภิปรายว่า รู้สึกผิดหวังกับฝ่ายค้านที่มาตรฐานต่ำกว่าที่คาดได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านประกาศจะยกระดับการอภิปรายเน้นที่พยานหลักฐานชัดเจนในระดับดำเนินคดีได้ แต่เท่าที่ดูมีแต่งานมโนกล่าวหาและจินตนาการ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถชี้แจงได้ชัดเจนทุกประเด็น โดยเฉพาะการใช้งบประมาณในการแก้ไขสถานการณ์โควิด ทำให้งบกลางเพิ่มสูงขึ้นเพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขสถานการณ์โควิด ดูแลสุขภาพประชาชนและพยุงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเพิ่มงบฯเป็นพิเศษ แต่เป็นการใช้จ่ายตามระเบียบของสำนักงบประมาณ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตเหมือนรัฐบาลก่อนๆ
&amp;nbsp;
อย่างเมื่อวานนี้ที่กรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางสิงหาคมนั้น เชื่อว่ามีการปั้นตัวเลข เพราะมีการตรวจน้อยลง ส่งผลให้พบผู้ติดเชื้อน้อยลงไปด้วยนั้น น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า จะเห็นว่า นพ.ชลน่าน ยอมรับเองว่า การอภิปรายมาจากพื้นฐานของความเชื่อ โดยไม่ได้มีข้อมูลหลักฐานและเอกสารใดๆ มายืนยันพิสูจน์ความเชื่อ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงคือการตรวจโควิดไม่ได้ลดน้อยลง เห็นได้ชัดเจนในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงเปิดให้บริการตรวจโควิดเชิงรุกประชาชนอย่างต่อเนื่อง และจากการที่ตนได้ลงพื้นที่มาตลอดและติดตามการตรวจเชิงรุกในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พบว่าสถิติว่าประชาชนเข้ารับบริการช่วงกรกฎาคม 100 คนจะพบผู้ติดเชื้อประมาณ 20-30 คน แต่ระยะหลังมานี้เข้ารับบริการตรวจ 100 คน พบผู้ติดเชื้อเพียง 10-15 คนเท่านั้น &amp;nbsp;และทุกการตรวจหากพบเชื้อศูนย์บริการสาธารณสุขต่างๆ จะรายงานยอดผู้ติดเชื้อเท่าจำนวนที่ตรวจเจอ ซึ่งช่วงหลังพบว่ายอดลดลงมาต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนติดเชื้อน้อยลง เป็นสัญญาณที่ดีตอบรับมาตรการของ ศบค. ดังนั้นจึงควรจะดีใจ ไม่ใช่กล่าวหาความเชื่อส่วนตัวว่าเพราะตรวจน้อยลง และที่สำคัญเรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงไว้ในการอภิปรายว่า การปกปิดยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยอดผู้เสียชีวิต ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องรายงานองค์กรต่างประเทศด้วย
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เท่าที่ติดตามฟังการอภิปรายของฝ่ายค้านแล้วไม่พบหลักฐานที่มีน้ำหนัก มีแต่สำนวนโวหารรุนแรงเพื่อความสะใจ และใช้เอกสารจากการพาดหัวข่าวมาเรียงแปะอภิปราย &amp;nbsp;มิได้มีข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากการปรักปรำที่ไร้หลักฐาน &amp;nbsp;ที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลว มีแต่ราคาคุย ที่อาศัยเนื้องานของสื่อมวลชนมาอภิปรายเท่านั้น ในขณะที่ผู้อภิปรายหลายคน ใช้ถ้อยคำหยาบคาย เสียดสีใส่ร้าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในฐานะผู้ทรงเกียรติอีกด้วย&amp;rdquo; น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามหวังว่าผู้นำฝ่ายค้านจะตระหนักในเรื่องนี้ &amp;nbsp;เร่งปรับปรุงแก้ไขให้การอภิปรายในวันนี้ และวันต่อๆ ไป ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของของสภาเสื่อมเสีย และกลับมาอยู่ในกรอบของการให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของพยานหลักฐานในการอภิปราย อย่าให้ประชาชนคิดว่าพฤติกรรมนี้เป็นการตีหัวเข้าบ้านของฝ่ายค้านอันธพาลเอาได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115238</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, พรรคฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610293e3e05ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ฟันแก๊งจัดฉากชักดิ้นข้างถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทิพานัน&amp;quot; แจ้งตรวจสอบแก๊งรับจ้างจัดฉากแกล้งตายบนถนน สร้างความตื่นตระหนกให้ ปชช. จี้เอาผิดถึงผู้อยู่เบื้องหลัง &amp;quot;ตร.&amp;quot; พบพิรุธหลายคลิปหน้าตารูปร่างคล้ายกัน เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ลั่นหากผิดจริงฟันไม่เลี้ยง &amp;quot;ดีอีเอส&amp;quot; ไฟเขียวตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพิ่มประสิทธิภาพปราบเฟกนิวส์ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยรัฐบาลได้ยินเสียงร้องสื่อผวาโดนคุกคาม สั่ง จนท.ระวังการบังคับใช้ กม. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ก.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการแชร์ภาพและคลิปวิดีโอคนเสียชีวิตบนท้องถนนเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลกระทบจากโควิด-19 ว่า เมื่อได้ประสานงานให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง พบบางกรณีน่าสงสัยเป็นการรับจ้างไปนอนล้มในสถานที่ต่างๆ เพื่อถ่ายภาพและส่งคลิป ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม ซ้ำเติมวิกฤติ ทำลายขวัญและกำลังใจของประชาชน เพิ่มภาระแก่เจ้าหน้าที่และเสียเวลาช่วยชีวิตผู้ป่วยที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงต้องเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ คือ ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง และผู้นำเข้าในหลายข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กลุ่มขบวนการเด็กเลี้ยงแกะที่สร้างภาพ สร้างสถานการณ์นั้น ขอให้คำนึงถึงความเป็นคน เลิกการกระทำดังกล่าวเสีย เพราะในสถานการณ์วิกฤติโควิดแบบนี้ ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอคอยความช่วยเหลือ หากเจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลากับการตรวจสอบเรื่องโกหกหรือข่าวปลอม หลายชีวิตอาจจะได้รับการช่วยเหลือไม่ทันเวลา ได้โปรดเห็นแก่ชีวิตมนุษย์&amp;rdquo; น.ส.ทิพานันกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตในหลายคลิปนั้นแต่งกายเหมือนกัน และมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน ซึ่งโพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกส่งต่อข้อมูลหรือแชร์ไปอย่างแพร่หลายในวงกว้าง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตื่นตระหนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงสถานการณ์ฉุกเฉินและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว รวมถึงตัวผู้ที่เกี่ยวของทุกราย หากพบว่าเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเป็นความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำดังกล่าวในลักษณะการผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอม หรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เกิดความสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2), (5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;quot; รองโฆษก ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ครั้งที่ 4/2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวุฒิกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมด้านการปกครอง ภาษี และสังคมอีกด้วย โดยคณะทำงานชุดนี้จะมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ในการทำมาตรการทางปกครอง มาตรการทางภาษีและมาตรการสังคมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ อีกทั้งสนับสนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และมีการประสานกับศูนย์ต่อต้านประจำแต่ละกระทรวงอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.2564 มีคำสั่งศาลให้ระงับข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสมแล้ว 8 คำสั่ง รวม 94 ยูอาร์แอล อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล 8 คำร้อง รวม 145 ยูอาร์แอล และมีการแจ้งความดำเนินคดีผู้กระทำความผิดนำเข้าข้อมูลไม่เหมาะสม รวม 54 ยูอาร์แอล/บัญชีรายชื่อ ส่วนศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ตรวจสอบการกระทำความผิด และดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง 35 ยูอาร์แอล&amp;quot; รมวดีอีเอสระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. กล่าวว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยตรวจพบข่าวปลอมอีก 2 กรณี คือ 1.นายกฯ เปลี่ยนแผนงด walk in สถานีกลางบางซื่อ ให้ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านแอปวัคซีนบางซื่อเท่านั้น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ 2.ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 3 ราย ถูกทหารปล่อยทิ้งกลางทาง เนื่องจากปลายทางมีระยะไกล ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกองบัญชาการกองทัพไทย พบเป็นข้อมูลบิดเบือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีองค์กรสื่อออกมาคัดค้านข้อกำหนด ศบค. ที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 เรื่องมาตรการเพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า สิ่งที่สมาคมสื่อออกมาเรียกร้องถือเป็นสิทธิ รัฐบาลรับฟังและระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีการเตือนให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แกล้งตายบนถนน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610293e3e05ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039;ห่วง&#039;ข่าวปลอมเรื่องวัคซีน&#039;ระบาดชุมชน ทำชาวบ้านกังวล  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค. 2564 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ที่หมู่บ้านโกลเด้นซิตี้ สาธร แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง เป็นชุมชนใหญ่ 3 หมู่บ้านเชื่อมต่อกัน 400 หลังคาเรือน ควบคู่ไปกับการณรงค์ป้องกันตนเองตามมาตรการด้านสาธารณสุข คือใส่หน้ากาก ล้างมือและเว้นระยะห่าง ทั้งนี้ได้มีพี่น้องประชาชนสอบถามถึงการขอรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าขณะนี้รัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนรับวัคซีนผ่านระบบ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ซึ่งมีโรงพยาบาลในระบบหลายโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชนและจุดบริการฉีดวัคซีนทั้ง 14 จุดในกรุงเทพมหานคร สามารถเลือกได้ตามความสะดวกของพี่น้องประชาชน หรือแม้แต่คนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถแจ้งได้ที่โรงพยาบาลที่มีสิทธิรักษา หรือผ่าน อสม. อสส. ต่างๆได้ และการรักษาอาการป่วยจากเชื้อโควิดหรือแพ้วัคซีน รัฐบาลก็รักษาให้ฟรี ขอให้ประชาชนอย่ากังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดโรงพยาบาลเอกชนไม่จัดซื้อและนำเข้าวัคซีนเองนั้น เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนจัดซื้อและนำเข้าได้ แต่ทางบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเองหลายบริษัทมีข้อกำหนดว่า การเจรจาซื้อขายวัคซีน จะต้องดำเนินการกับภาครัฐในแต่ละประเทศเท่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากปัจจุบันเป็นภาวะวิกฤติของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด จึงต้องเจรจากับภาครัฐของแต่ละแประเทศเพื่อนำไปกระจายให้กับประชาขนก่อน จึงขอย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นแต่ติดเงื่อนไขของบริษัทผู้ผลิตเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลของพี่น้องประชาชนว่าจะได้ฉีดวัคซีนหรือไม่เวลาใดนั้น น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันแน่นอนว่า พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจะได้ฉีดวัคซีนและจะทยอยฉีดวัคซีนไปเรื่อยๆ โดยในวันที่ 1 มิ.ย.นี้จะเริ่มระยะที่ 2 &amp;nbsp;ที่ลงทะเบียนไป และจะขยายไปยังกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ส่วนพี่น้องประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 &amp;ndash;59ปี จะได้ฉีดในระยะที่ 3 ในระยะถัดไป โดยตนยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลได้นำเข้าวัคซีนมาเพียงพอสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศแน่นอน ทั้งนี้การฉีดวัคซีนที่ภาครัฐดำเนินการนั้น เป็นการฉีดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย หากมีโรคประจำตัว หรือมีข้อกังวลใจ สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดได้&amp;rdquo;น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่น่ากังวลและน่ากลัวกว่าโควิด -19 คือข่าวปลอม จึงอยากจะฝากพี่น้องประชาชนว่าก่อนที่จะแชร์หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ได้รับนั้น ขอให้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงจากช่องทางของภาครัฐ ขอวิงวอนว่าอย่าแชร์ข่าวปลอมเพราะว่าจะทำให้เกิดความสับสนในข้อมูลและเกิดความเข้าใจผิดในสังคม ณ ตอนนี้พวกเราทุกคนต้องช่วยกันส่งต่อข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อจะได้ก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน ข่าวจริง รับมาแล้วส่งต่อถ้าข่าวไหนเป็นข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนอย่าส่งต่อ ให้ลบทิ้งไป&amp;rdquo; น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102258</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_607109fa2a2e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กพปชร.&#039;ชี้แค่เสริมอำนาจให้นายกฯชั่วคราวไม่ได้กินรวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ว่าเจตนารมณ์เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโอนอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีมาเป็นของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชาหรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย 31 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 พ.ร.บ.ยา 2510 และ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ 2561 เป็นต้น ซึ่งต้องขอบคุณรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ความร่วมมือมอบความไว้วางใจให้นายกฯ ในยามวิกฤติเช่นนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสถานการณ์มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวไม่ใช่เป็นการไปยึดอำนาจจากรัฐมนตรีมา แต่เป็นการเสริมอำนาจให้นายกฯ ให้สามารถสั่งการเฉพาะบางเรื่องได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีที่เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายแต่ละฉบับ ไม่ได้เป็นการตัดอำนาจรัฐมนตรี แต่เป็นการเสริมให้อำนาจนายกฯ สั่งการได้ด้วย ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว เป็นความมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตั้งใจเกาะติดการแก้ไขปัญหาด้วยลงรายละเอียดให้มีการบูรณาการแบบองค์รวม แทนที่จะสั่งการและบังคับบัญชารัฐมนตรีไปตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งอาจทำให้เสียเวลา ไม่ทันการณ์ การโอนอำนาจในครั้งนี้ทำให้นายกฯ สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง จะทำให้การแก้ไขปัญหามีเอกภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรม ใช้เวลารวดเร็วทันเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นการทำงานเชิงรุก และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการเร่งรัดสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ได้อย่างทันการณ์ สะท้อนภาวะผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ที่ลงมือทำ มากกว่าพูด แตกต่างจากนักการเมืองบางคนที่เป็นนายกฯโซเชียล ถนัดพูดขายฝันสวยหรูแต่ไม่ยอมลงมือทำ ดีแต่อ้างว่าไม่มีอำนาจรัฐ&amp;rdquo; น.ส.ทิพานัน กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100991</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, ราชกิจจานุเบกษา, อำนาจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_607109fa2a2e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039;ยกผลโพลรัฐบาลผลงานประจักษ์ไม่หวั่นศึกซักฟอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.2564 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ของนิด้าโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.13 ค่อนข้างพอใจกับการดำเนินการของรัฐบาลตั้งแต่ ธ.ค. 63 - 31 ม.ค. 64 ในการป้องกันการแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ เพราะมีการควบคุมที่ไม่เข้มงวดมากเกินไป ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ค่อยได้รับผลกระทบมาก ปิดเฉพาะจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก สามารถดำรงชีวิตตามปกติได้ ขณะที่อีกร้อยละ 27.60 ระบุว่า พอใจมาก เพราะ มีมาตรการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็ว มีการจัดแบ่งพื้นที่เสี่ยงได้ชัดเจน สามารถทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติกับพื้นที่ที่ไม่ได้คุมเข้ม ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้เห็นถึงผลงานความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปัญหาปากท้อง ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ควบคู่กันไป การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย &amp;nbsp;สะท้อนออกมาเป็นความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาไทยยังได้รับความชื่นชมในระดับโลกอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา จากการจัดอันดับของสถาบันโลวี (Lowy Institute) ของออสเตรเลียที่ยกให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ติดอันดับท็อป 5 ประเทศที่จัดการกับ Covid-19 ได้ดีที่สุดในโลก นี่ยิ่งทำให้เห็นถึงผลงานการดูแลชีวิตประชาชนได้อย่างดียิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ที่สำคัญที่ประชาชนเห็นว่า มีการผ่อนคลายมาตรการของรัฐที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ. 64 ก็พบว่าร้อยละ 43.57เห็นด้วยมาก เพราะทำให้ธุรกิจดำเนินกิจกรรมได้ เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้ดีขึ้น และสามารถกลับมาประกอบอาชีพ การเรียนการสอน หรือกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ ทำให้ตนไม่ห่วงในประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะผลการทำงานที่ผ่านมามีประสิทธิภาพ และโปร่งใสคาดว่าจะได้รับความไว้วางใจในการบริหารประเทศต่อไป &amp;nbsp;ดังที่จะเห็นได้จากผลสำรวจความเห็นของซูเปอร์โพล พบว่าประชาชน ร้อยละ 86.3 เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ละพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสามารถผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือ ผลสำรวจของซูเปอร์โพล ประชาชนร้อยละ 98.3 มองว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านเพื่อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าชาติ และร้อยละ 90.9 ของประชาชนคาดหวังข้อมูลของฝ่ายค้านน่าเชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนจึงอยากให้ฝ่ายค้านตระหนักในความคาดหวังของประชาชน ขอให้การบ้านอย่างรอบคอบรอบด้าน อย่าทำให้ผิดหวังในการทำหน้าที่ เช่นการนำข้อมูลเลื่อนลอยมาพูดในสภาอันทรงเกียรติ แล้วตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อฝ่ายค้านเองเหมือนอย่างที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าโชว์ซักฟอกรัฐบาลนอกสภาฯ ไปก่อนหน้านี้ด้วยข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือนตัดแปะ ปะติดปะต่อกับความมโนและเจตนาไม่สุจริต จนถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92254</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;การบินถึงการพรรคพปชร.&quot;, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f92ed02cf8bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทิพานัน’เคลียร์’น้องช่อ’7ประเด็นก่อนย้อนถามคำเดียว’คณะก้าวหน้า’เป็นคนไทยหรือเปล่า  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2564 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณี น.ส. พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้าได้เผยแพร่ข้อมูลเฟซบุ๊กและไลฟ์ในหัวข้อ &amp;ldquo;7 ประเด็นกระทรวงสาธารณสุขแถลงกรณีวัคซีนพระราชทาน เราอยากถามต่อ&amp;rdquo; ว่าเพราะยังล้าหลัง ทั้งข้อมูลและจิตใจ ทุกประเด็นที่ตั้งคำถามล้วนตั้งป้อมโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะทำงานทุกคน &amp;nbsp;บิดเบือน รวมถึงคนที่ตั้งใจทำงานแก้ปัญหาโควิด19 โดยเฉพาะบุคคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp;ที่ใช้ทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานตัดสินใจทั้งสิ้น เพื่อเป็นวิทยาทานให้คุณพรรณิการ์และคณะก้าวหน้า และเพื่อไม่ให้สังคมและผู้ติดตามเพจคณะก้าวหน้าสับสน จะขออธิบายซ้ำอีกครั้งในเบื้องต้นว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับเลือกจาก AstraZeneca โดยพิจารณาจากศักยภาพทั้งด้านความพร้อมของโรงงานและความสามารถของบุคคลากรที่มีมาตรฐานทั้ง PIC/S และ GMP และเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่มีศักยภาพด้านชีววัตถุ ส่วนเรื่องที่บริษัทไม่มีกำไรจากผลประกอบนั้นก็ไม่ใช่เกณฑ์ที่ AstraZeneca จะนำมาพิจารณา อีกทั้งทั้ง 2 บริษัทยังมีหลักการร่วมกันในการผลิตวัคซีนคือ No-profit และ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพเพราะที่ผ่านมาได้ผลิตยาคุณภาพเพื่อคนไทยในราคาที่ถูกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รัฐสนับสนุนทุนในการวิจัยและผลิตวัคซีน 595 ล้านบาทให้แก่ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ นั้นไม่ได้หมายความว่า บ. ไม่มีความพร้อมในการผลิตวัคซีน ศักยภาพความพร้อมในการผลิตวัคซีนที่ AstraZeneca พิจารณาไม่ได้ดูจากปัจจัยนี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้การที่รัฐบาลจะสนับสนุนใดๆ ต้องมั่นใจถึงความพร้อมของบริษัทนั้นๆ เพราะเงินล้วนเป็นภาษีประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.รัฐไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว รัฐสนับสนุนทุนในการวิจัยและผลิตวัคซีนโควิดให้กับหลายรายที่สนใจด้วย เช่น กระทรวงสาธารณสุขโดยองค์การเภสัชกรรม ลงนามความร่วมมือกับ บจก.ใบยา ไฟโตฟาร์ม สตาร์ทอัพโดยนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บจก.คินเจน ไบโอเทค ผนึกกำลังเป็นทีมไทยแลนด์ ในการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องโรคโควิด-19 จากใบพืช ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นตามที่คณะก้าวหน้ากล่าวหาว่า &amp;ldquo;เอาภาษีประชาชนแบกบริษัทเอกชนรายเดียวให้พร้อมผลิตวัคซีนให้ได้&amp;rdquo; และทุนวิจัยที่รัฐสนับสนุน บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ไม่ได้เป็นการให้เปล่า โดยจะต้องมีการคืนทุนให้เป็นวัคซีนในจำนวนที่เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.คณะก้าวหน้ากล่าวหาลอยๆ โดยไม่ได้แสดงข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ มีเพียงตารางภาพที่คณะก้าวหน้าจัดทำขึ้นและการกล่าวอ้างของ น.ส.พรรณิการ์ว่ามาข้อมูลมาจาก นสพ. เช่น The Economist โดยไม่ได้แสดงรายละเอียดเงื่อนไขการตกลงราคา เช่น ระยะเวลาจอง ช่วงเวลาที่ปลอดภัยในการนำมาใช้ ทุกอย่างล้วนสะท้อนถึงคุณภาพและราคา ดังนั้นการกล่าวหาว่าประเทศไทยซื้อวัคซีนแพงกว่าประเทศอื่นจึงเป็นการสรุปที่ไม่น่าเชื่อถือ เลื่อนลอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ไม่รีบและเน้นปลอดภัย คือ รัฐบาลไม่ได้รีบจองโดยยังไม่ทราบผลสำเร็จหรือผลข้างเคียง ซึ่งจะเป็นการเสี่ยงทั้งสุขภาพและงบประมาณของประเทศ บางประเทศที่ต้องการเริ่มฉีดวัคซีนเร็ว มีการตัดสินใจใช้วัคซีนที่อาจจะยังทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่ครบถ้วนเพราะสถานการณ์ติดเชื้อในประเทศเลวร้ายไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งประเทศไทยไม่ยอมรับความเสี่ยง ไม่ยอมให้รีบร้อนฉีดวัคซีนที่ยังทดสอบไม่ครบถ้วน และไม่ยอมเป็นประเทศทดลอง วัคซีนทั้งหมดจะต้องผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยา (อย.) ทั้งของไทยและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้วัคซีนเป็นวิธีการเสริมจากการป้องกันที่ไทยทำได้ดีอยู่แล้ว การได้รับวัคซีนจึงไม่ควรเร่งรีบเกินไป ทางที่ดีที่สุดต้องมีการสมดุลกับผลศึกษา ผลข้างเคียงให้ได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยโดยปกติใช้เวลา 1-2 ปี ซึ่งในปีหน้าตลาดวัคซีนจะเป็นของผู้ซื้อ เราจะยิ่งมีโอกาสที่จะเลือกซื้อวัคซีนที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด และราคาถูกที่สุด นี่คือความหมายของ &amp;ldquo;ไม่รีบและเน้นปลอดภัย&amp;rdquo; ที่ต่างจากที่คณะก้าวหน้าตีความ การฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบก่อนไม่ได้รับประกันความปลอดภัยจากผลข้างเคียง หากรีบฉีดให้ครบทุกคนโดยไม่รอผลการศึกษาตามที่คณะก้าวหน้าตั้งคำถามเชิงเสนอแนะนั้น ก็ขอย้อนถามว่า คณะก้าวหน้าจะรับผิดชอบความเสียหายที่จะเอาชีวิตคนไทยมาเสี่ยงอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.รัฐไม่ได้ผูกขาดวัคซีนจากรายเดียว ขณะนี้นอกจาก AstraZeneca และ SinoVac แล้ว ยังมีการเจรจากับอีก 4 บริษัท และยังมีการพัฒนาอีกหลายบริษัทภายในประเทศ ดังนั้นจึงไม่ควรเบี่ยงประเด็นโจมตี AstraZeneca เพื่อต้องการด้อยค่ารัฐบาลและ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งแม้ว่าในปีแรกจะมีการใช้วัคซีนของ AstraZeneca ประมาณ 88% ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการผูกขาดจากรายเดียวหรือทำให้ไม่มีความมั่นคงทางวัคซีน เพราะในปีถัดๆ ไปอาจมีการตกลงจัดซื้อวัคซีนจากบริษัทอื่นได้ โดยที่ในปีถัดๆ ไปตลาดวัคซีนจะเป็นของผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือกมากขึ้น ขอ
ย้อนถาม น.ส.พรรณิการ์กลับว่า การจัดหาวัคซีนที่ดีต้องเป็นการจัดซื้อจากทุกบริษัทในสัดส่วนที่เท่ากันหรือ? ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดแบบนี้ รัฐบาลควรรอเวลาและสั่งซื้อวัคซีนจากเอกชนทุกรายที่มีอยู่ให้มีสัดส่วนที่เท่ากันหรือ? ทำไมไม่พิจารณาที่คุณภาพ ความปลอดภัย ราคา ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสะดวกรวดเร็วในการจัดหาให้ทันกับสถานการณ์? และหากในอนาคตพบว่าวัคซีนจาก AstraZeneca ถูกสุด ดีสุด ปลอดภัยสุด รัฐก็ไม่ควรสั่งซื้อจาก AstraZeneca เพียงรายเดียวหรือย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคำว่า ความมั่นคงทางวัคซีนนั้นเหมือนว่า น.ส.พรรณิการ์จะเข้าใจไม่ถ่องแท้ ความมั่นคงทางวัคซีน หมายถึง การเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การดำเนินการให้มีปริมาณวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการ มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. รัฐบาลบริหารประเทศได้ดี สามารถรับมือโควิดได้ดี มีการบริหารจัดการงบประมาณให้ครอบคลุมทุกกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ได้รับพระราชทานอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงรถโมบายตรวจหาเชื้อนิรภัย ช่วยการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกได้อย่างรวดเร็วจากทรัพย์ส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 รวมกว่า 4 พันล้านบาทนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ทำให้ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการทำงานมากยิ่งขึ้น และยังเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้ง 7 ข้อ ล้วนเป็นคำถามมุ่งโจมตีมากกว่าตั้งคำถามเพื่อความก้าวหน้า ทั้งทีมแพทย์-สาธารณสุข นักรบเสื้อกราวน์ ขณะนี้ทุกคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำเร่งด่วนร่วมกันเพื่อให้ประเทศชาติพ้นวิกฤตโควิด ทุกคนกำลังทำงานหนักเพื่อรักษาชีวิตและสุขภาพของประชาชน เพื่อความหวังการรักษาโรค นักการเมืองที่ไม่ยอมลงมือช่วยทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ก็ขอให้หยุดทำตัวคล้ายๆคนถ่วงความเจริญของชาติเถอะ ทั้งนี้ &amp;quot;สังคมตั้งคำถามเดียวคือ บุคคลในคณะก้าวหน้าเป็นคนไทยหรือเปล่า จ้องแต่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทย และทำลายความหวังของคนไทยใช่หรือไม่&amp;quot; &amp;quot; น.ส. ทิพานัน กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90404</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ, น.ส.พรรณิการ์ วานิช, พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, แกนนำคณะก้าวหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_60079a96e2f03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
