<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกพ.ย.63 ฟื้นตัวต่อเนื่องออเดอร์สั่งซื้อเพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค. 2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนพ.ย.2563 มีมูลค่า 18,932.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.65% หดตัวต่ำสุดในรอบปี 2563 ที่การส่งออกเคยมีการติดลบมา ถือเป็นสัญญาณดีของการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,880.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.99% ซึ่งเห็นสัญญาณดีต่อการส่งออก เพราะมีการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพิ่มขึ้น โดยเกินดุลการค้า 52.59 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดรวมการส่งออก 11 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 211,385.69 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.92% การนำเข้ามีมูลค่า 187,872.73 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.74% เกินดุลการค้ามูลค่า 23,512.96 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ทำให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มีการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากการที่หลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีข่าวดีจากความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการผลิตและการบริโภค และยังได้รับผลดีจากกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวได้ดีใน 3 กลุ่มหลัก คือ อาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สินค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ก็ส่งออกได้ดีขึ้น ลดลงแค่ 2.4% มีสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นและลดลง โดยสินค้าที่เพิ่มขึ้น เช่น ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าวที่กลับมาส่งออกได้เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สิ่งปรุงรสอาหาร ผัก ผลไม้สดแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป และสินค้าที่ลดลง เช่น น้ำตาลทราย อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลด 2.9% สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และสินค้าที่ลดลง เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาสิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก มีการฟื้นตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยตลาดหลัก เพิ่ม 5.9% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 15.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 5.4% สหภาพยุโรป (อียู) 15 ประเทศ ลด 8.5% จากการล็อกดาวน์ในบางประเทศ ตลาดศักยภาพสูง ลด 11% โดยจีน ลด 8.9% อาเซียน 5 ประเทศ ลด 15% CLMV ลด 13% เอเชียใต้ ลด 1.5% โดยอินเดีย ลด 1.3% ตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 4.2% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 23.7% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 4.9% รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS เพิ่ม 20.8% แต่ตะวันออกกลาง ลด 12.1% และลาตินอเมริกา ลด 12.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า การส่งออกในเดือนธ.ค.2563 หากส่งออกได้มูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะติดลบ 6.86% มูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 6.6% และมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบเหลือ 6.45% ถือว่าต่ำกว่าที่ประมาณการณ์เอาไว้ว่าทั้งปีจะติดลบ 7% ถือว่าประเทศไทยทำได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปี 2564 เบื้องต้นประเมินว่าการส่งออกจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 4% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลก แม้จะมีการล็อกดาวน์เป็นจุดๆ แต่ไม่กระทบเศรษฐกิจรุนแรงเหมือนรอบแรก วัคซีนน่าจะออกมาแล้ว แม้จะยังฉีดไม่ได้ทุกคน แต่ก็สร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น ราคาน้ำมัน มีแนวโน้มฟื้นตัว หากโควิด-19 จำกัดได้ สินค้าไทยทั้งกลุ่มอาหาร ทำงานที่บ้าน และดูแลสุขภาพ ยังคงส่งออกได้ดี รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น เช่น รถยนต์ ส่วนปัจจัยที่ต้องระวัง คือ ค่าเงิน และนโยบายของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการส่งออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87821</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, ส่งออก พ.ย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2020 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยส่งออกฟื้นตัว 3เดือนติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ต.ค. 2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนก.ย.2563 มีมูลค่า 19,621.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.86% ติดลบน้อยลง ถือเป็นการฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยมิ.ย.ติดลบ 23.17% ก.ค.ติดลบ 11.37% และส.ค.ติดลบ 7.94% และยังเป็นสัญญาณดี เนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นมาจากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้า ไม่ใช่ได้ผลดีจากการส่งออกทองคำ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 17,391.20 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.08% เกินดุลการค้า 2,230.1 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกในช่วง 9 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 172,996.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.33% การนำเข้ามีมูลค่า 152,372.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.64% เกินดุลการค้า มูลค่า 20,623.7 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น มาจากการฟื้นตัวของสินค้าส่งออกหลายกลุ่ม ที่ส่งออกติดลบน้อยลง และหลายๆ ตัวเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้น โดยมีสินค้า 3 กลุ่มหลัก ที่ส่งออกเติบโตได้ดี คือ สินค้าอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง เครื่องดื่ม สิ่งปรุงรสอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้า และโซลาร์เซลล์ และสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น ถุงมือยาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สินค้าหลายตัวยังคงส่งออกได้ลดลง เช่น น้ำตาลทราย ข้าว ยางพารา ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยตลาดหลัก เพิ่ม 6.3% ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่ม 19.7% ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป 15 ประเทศ อัตราติดลบดีขึ้นโดยลดลงเพียง 1.9% และ 4.4% ตลาดศักยภาพสูง ลด 8.1% โดยอาเซียน 5 ประเทศ ลด 15.6% CLMV ลด 4.8% และเอเชียใต้ ลด 6.3% แต่จีนกลับมาขยายตัว เพิ่ม 6.9% และตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 10.1% โดยตะวันออกกลาง ลด 26.1% ลาตินอเมริกา ลด 14.5% รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ลด 31.5% ทวีปแอฟริกา ลด 15.3% แต่การส่งออกไปทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 2.1% เป็นบวกในรอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยถือว่าฟื้นตัวอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าติดลบน้อยลง โดยการส่งออกไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะส่งออกได้มูลค่า 56,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6% ทำให้ยอดรวมทั้งปี 2563 จะส่งออกได้มูลค่า 228,904 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบประมาณ 7% ไม่ติดลบถึง 2 หลัก อย่างที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือ การระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในเมียนมา ที่จะกระทบต่อการค้าชายแดนในระยะสั้น แต่ประเทศไกลๆ ไม่มีผลมากนัก เพราะสินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปแล้ว แต่จะไปมีผลในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 และยังต้องจับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังการเลือกตั้ง ที่จะต้องติดตามว่าสหรัฐฯ จะใช้วิธีไหนกับจีน เพราะไม่ว่าใครจะได้รับการเลือกตั้งระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายโจ ไบเดน ความขัดแย้งกับจีนก็จะยังคงมีอยู่ แต่วิธีการอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า ทรัมป์มีโจทย์ง่าย ทะเลาะโดยตรง แต่ไบเดน ต้องตีโจทย์ว่าจะทำอย่างไร ไม่เน้นทะเลาะตรงๆ เน้นการหาพวกมากดดัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องติดตามการมีวัคซีนโควิด-19 หากใครมีก่อน เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะฟื้นตัวแบบหัวกระสุนซินคันเซน เศรษฐกิจจะเทไปทางนั้น ไม่รู้ว่าฝั่งสหรัฐฯ ยุโรป หรือเอเชีย ที่จะเจอก่อน ส่วนปัญหาการเมืองในประเทศ ไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพราะเป็นเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศ แต่จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน โดยนักลงทุนจะใช้เป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณา ถ้านักลงทุนไม่มา การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ก็จะชะงัก และมีผลกระทบต่อการส่งออกในระยะยาว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81513</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, ส่งออกฟื้นตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เปิดตัวดัชนีวิเคราะห์ผู้บริโภคกลุ่มแรงงาน-ราคาปัจจัยสี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. 2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้จัดทำดัชนีราคาขึ้นใหม่ 2 ชุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้มากขึ้น ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มแรงงาน (CPI Worker) และดัชนีราคาค่าครองชีพพื้นฐาน (CPI-Basic ) หรือดัชนีราคาปัจจัยสี่ โดยดัชนีทั้ง 2 ชุด นอกจากจะใช้วัดความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าที่กลุ่มแรงงานบริโภค และสินค้าปัจจัยสี่แล้ว จะถูกนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายของรัฐในด้านการช่วยเหลือหรือกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาได้ตรงจุดและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดด้วย
สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มแรงงาน เป็นดัชนีเศรษฐกิจการค้าใหม่ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดทางเลือกในการสะท้อนภาวะค่าครองชีพของผู้บริโภคกลุ่มแรงงานโดยเฉพาะ จัดเก็บในระดับจังหวัด 73 จังหวัด กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการบูรณาการกระบวนการทำงานระหว่าง สนค. กับกระทรวงแรงงาน ในเรื่องการจัดเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มแรงงาน และจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำระดับประเทศและจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีราคาปัจจัยสี่ เป็นดัชนีที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถติดตามความเคลื่อนไหวราคาสินค้ากลุ่มที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าพลังงาน ค่าอาหาร ค่ายา และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซึ่งหากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ราคาขึ้นสูงไป ก็จะมีการเตือนการให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแลใกล้ชิด รวมทั้งอาจหามาตรการในการช่วยลดราคาหรือสนับสนุนการใช้จ่ายกลุ่มสินค้าและบริการดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มแรงงานที่ผ่านมา พบว่า ในช่วง 6 เดือนปี 2563 (ม.ค.&amp;ndash;มิ.ย.) ลดลง 0.81% โดยพบผู้บริโภคกลุ่มแรงงานมีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจากผู้บริโภคกลุ่มทั่วไป จะใช้เงินในการบริโภคหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสำเร็จรูป และหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า มากกว่าหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร กล่าวคือค่าใช้จ่ายในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด คิดเป็น 42.06% ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มทั่วไปมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายหมวดนี้ที่ 36.70% สำหรับหมวดที่ผู้บริโภคกลุ่มแรงงานมีการใช้จ่ายรองลงมา ได้แก่ หมวดเคหสถานและหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร คิดเป็น 20.41% และ 17.39% ตามลำดับ และหมวดอื่นๆ อีก 4 หมวด คือ หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษา และศาสนา และหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ มีค่าใช้จ่ายเพียง 20.14%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลสำรวจดัชนีราคาปัจจัยสี่ พบว่า ไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ลดลง 1.27% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) หดตัว 0.73% เมื่อจำแนกรายภาค พบว่า มีการลดลงในทุกภาค โดยภาคใต้ ลดลงมากที่สุด 2.25% รองลงมาได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลด 1.64% ภาคกลาง ลด 1.32% ภาคเหนือ ลด 1.07% กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงน้อยที่สุด 0.97% โดยมีปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีลดลงในทุกภาค จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าประปา ผลไม้ ในขณะที่ปัจจัยที่ทำให้สูงขึ้น ได้แก่ เนื้อสัตว์และไข่ และเครื่องประกอบอาหาร เป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีราคาปัจจัยสี่ จะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับเงินเฟ้อ แต่จะเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะสินค้าสำคัญในตะกร้าที่นำมาคำนวณมีการขึ้นลงแรงกว่า เช่น น้ำมัน อาหาร ทั้งนี้ สินค้าที่นำมาคำนวณในดัชนีราคาปัจจัยสี่ แบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดเคหสถาน หมวดยา ของใช้ และบริการส่วนบุคคล และหมวดการขนส่งและการสื่อสาร ประกอบด้วยรายการสินค้าและบริการ จำนวน 111 รายการ มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายประมาณ 66% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในตะกร้าเงินเฟ้อปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีทั้ง 2 ชุด จะมีการเผยแพร่เป็นรายไตรมาส โดยข้อมูลนำมาจากการสำรวจราคาทั่วประเทศจาก 44,804 แหล่งในแต่ละเดือน ที่ สนค. ดำเนินการอยู่ เพื่อจัดทำดัชนีเงินเฟ้ออยู่แล้ว โดยได้คัดเลือกรายการและตัวอย่างมาคำนวณและปรับน้ำหนักเพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการทำดัชนี เป็นการใช้ประโยชน์จาก Big Data ด้านราคาที่มีอยู่แล้วเพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80322</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีราคาค่าครองชีพพื้นฐาน, ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มแรงงาน, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปลื้ม&#039;TraceThai&#039;บล็อกเชนสินค้าเกษตรรุ่งชูเป็นประเทศแรกๆของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2563&amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันสินค้าข้าวอินทรีย์ใช้ระบบบล็อกเชนในการตรวจสอบย้อนกลับ ว่า ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการนำร่องจำนวน 7 ราย ได้แก่ เนเจอร์ฟู้ด จ.สุรินทร์ บ้านสวนข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี กรีนลิฟวิ่ง จ.นครปฐม ซองเดอร์ จ.สุพรรณบุรี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนบ้านน้ำอ้อม จ.ยโสธร ไร่ทองออร์แกนิกส์ฟาร์ม จ.ศรีษะเกษ และกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ข้าวชุมชนบ้านมะยาง จ.ศรีษะเกษ ที่ได้ทดลองใช้ระบบบล็อกเชนแล้ว และยังมีกลุ่มที่สนใจเพิ่มเติมอีก เช่น วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน จ.สุพรรณบุรี วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ข้าวคิดคิด จ.สุรินทร์ และวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองไผ่ บ้านลาวาเซาะตลุง จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในกลุ่มนำร่อง มีกลุ่มที่ทดลองติดสติ๊กเกอร์&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;กับสินค้าล็อตจริงแล้ว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ราย ได้แก่ บ้านสวนข้าวขวัญ ปลูก สี แพ็กข้าวอินทรีย์หลายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวกล้องหอมปทุมเทพ กรีนลิฟวิ่ง ปลูก สี แพ็กข้าวอินทรีย์หลายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอรี่ และซองเดอร์ ผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าวอินทรีย์ เช่น โจ๊กข้าวและผักอินทรีย์สำหรับเด็ก

&amp;ldquo;ผลจากการทดลองใช้ระบบ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งตัวเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์ และผู้ตรวจรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ที่เห็นตรงกันว่า&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;ทำให้ไทยเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงรายแรกๆ ของโลก ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวอินทรีย์ของไทยเหนือคู่แข่ง ส่วนผู้ซื้อ ผู้บริโภค ก็มีความมั่นใจ และรู้ว่าสินค้าที่ตัวเองซื้อมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครปลูก ใครผลิต ใครรับรอง&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สนค. จะเดินหน้าขยายผลให้มีกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์เข้าร่วมระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น และจะขยายผลไปยังสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)&amp;nbsp;สินค้าอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าประมง อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น รวมทั้งจะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในการต่อยอดระบบ เช่น การเชื่อมโยงเอกสารทางการค้าระหว่างประเทศ การดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วม เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ

ส่วนแผนการสร้างการรับรู้ เพื่อให้มีการใช้งานระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น สนค.จะผลักดันให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ต้องเข้าร่วมใช้ระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และจะช่วยทำตลาดให้กับสินค้าที่ได้เข้ามาใช้ระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;ทั้งการประชาสัมพันธ์แบรนด์&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;การนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เจรจาจับคู่ธุรกิจ เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร&amp;nbsp;THAIFEX&amp;nbsp;และงานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ&amp;nbsp;BioFach&amp;nbsp;เป็นต้น

ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์ประมาณ 1.7 หมื่นตัน มูลค่า 780 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.22%&amp;nbsp;ของปริมาณการส่งออก หรือสัดส่วน 0.6%&amp;nbsp;ของมูลค่าการส่งออกข้าวของไทย (ไทยส่งออกข้าว ปี 2562 ปริมาณ 7.58 ล้านตัน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท) โดยข้าวอินทรีย์ราคาประมาณ 47 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ข้าวทั่วไปราคา 13 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวหอมมะลิ มีราคา 34 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเห็นได้ว่าข้าวอินทรีย์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าข้าวทั่วไปประมาณ 3.5 เท่า และสูงกว่าข้าวหอมมะลิประมาณ 40%

สำหรับระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยบนบล็อกเชน นำร่องด้วยข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพในการส่งออก ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป จนถึงการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ รวมถึงทราบข้อมูลของผู้ประกอบการ ข้อมูลการผลิตสินค้า รวมทั้งข้อมูลมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ว่าสินค้านั้นผ่านมาตรฐานใด ได้รับการตรวจรับรองจากหน่วยงานรับรองมาตรฐาน ด้วยการสแกน&amp;nbsp;QR Code&amp;nbsp;หรือตรวจสอบจากเลขล็อตการผลิตบนฉลากสินค้ากับเว็บไซต์&amp;nbsp;TraceThai.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79497</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, บล็อกเชน, รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จดชื่อ TraceThai.com บล็อกเชนสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้มอบหมายให้ผู้แทนยื่นขอจดโดเมนเนม TraceThai.com เพื่อจะเป็นชื่อสำหรับระบบบล็อกเชน (Blockchain) ให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ สนค. กำลังดำเนินการอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งระบบนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้เกษตรกรและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสามารถขายและส่งออกได้ในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนบล็อกเชน สนค. ได้เลือกข้าวอินทรีย์เป็นสินค้านำร่อง เพราะเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง มีศักยภาพในการส่งออก มีขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานที่ชัดเจน การนำบล็อกเชนมาใช้จะทำให้สามารถตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและตลาดผู้นำเข้า ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้ว่าเป็นข้าวอินทรีย์จริงตามที่ได้รับรองมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนค. เห็นว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยควรมีระบบต้นแบบที่จะช่วยให้ประเทศคู่ค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของสินค้าเกษตรอาหารจากไทยได้ ซึ่งเทคโนโลยีบล็อคเชนมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นพื้นฐานของระบบการตรวจสอบดังกล่าว เพราะแก้ไขข้อมูลได้ยาก ระบบมีความโปร่งใส และคุ้มครองความลับทางการค้าและข้อมูลของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในระบบได้พร้อมๆ กัน จึงจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ตลอดจนต่อยอดไปยังเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าในอนาคตได้อีกมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับระบบบล็อคเชน TraceThai.com เป็นระบบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการต่างๆ ที่ผลิตและค้าขายส่งออกสินค้าข้าวอินทรีย์ โดยผู้ที่เข้ามาใช้ ต้องได้รับใบรับรองจากหน่วยงานที่เป็นผู้ดูแลมาตรฐานอินทรีย์ (Certifying Bodies: CB) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ใช่ระบบที่ไปออกใบรับรองให้พื้นที่ของเกษตรกร แต่หากท่านมีใบรับรอง ระบบก็จะช่วยในการส่งต่อและกระจายข้อมูลให้กับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในระบบให้ดำเนินการพิจารณาอนุญาตไปได้หลายๆ แห่งพร้อมกัน ไปจนถึงผู้นำเข้า ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการต่างๆ ได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบ TraceThai.com ไม่ได้ออกแบบให้ใช้เฉพาะกับข้าวอินทรีย์เท่านั้น แต่ในอนาคตสามารถนำไปใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ ได้ หรือแม้แต่สินค้าอะไรก็ได้ที่ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับ ถือเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับแรกของไทยสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารที่รัฐบาลช่วยตั้งขึ้น ส่วนที่เลือกทำข้าวอินทรีย์ก่อนในชั้นนี้ เป็นสินค้านำร่อง เพื่อดูความยากง่ายและจุดที่อาจเป็นปัญหาในการนำข้อมูลเข้าระบบบล็อกเชน และข้าวอินทรีย์ก็เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของความคืบหน้าโครงการ ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ ได้ดำเนินการในระยะแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ การศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบระบบต้นแบบบล็อกเชน การตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โรงสี สหกรณ์ ผู้ประกอบการทั้งผู้ค้าในประเทศ และผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์ รวมถึงหน่วยงานผู้ตรวจรับรองมาตรฐาน (Certified Body) และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในเดือนมิ.ย.2563 สนค. จะจัดงานสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางการพัฒนาระบบต้นแบบ โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดให้ทดลองใช้จริงได้ในเดือนต.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก ในปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปตลาดโลกรวม 675,136.03 ล้านบาท โดยมูลค่าสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 1 คือ ข้าว มีมูลค่าเท่ากับ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 19.34% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ซึ่งตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ เบนิน จีน แอฟริกาใต้ และแคเมอรูน ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าว 7.58 ล้านตัน ลดลง 32% มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ลดล 28% แต่การส่งออกข้าวอินทรีย์ส่งออกได้ 1.67 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 0.7% มูลค่า 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% หรือหากดูตัวเลขย้อนกลับไปถึงปี 2560 พบว่า การส่งออกข้าวอินทรีย์ขยายตัว 23% ในขณะที่การส่งออกข้าวโดยรวมลดลง 35% ส่วนมูลค่าเพิ่ม จากข้อมูลการส่งออกปี 2562 ข้าวมีราคาเฉลี่ย 17 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวอินทรีย์ราคาเฉลี่ย 47 บาทต่อกิโลกรัม หรือมีมูลค่าสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 3 เท่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66409</URL_LINK>
                <HASHTAG>TraceThai.com, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, บล็อกเชน, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffce580b27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”ตามติดสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าจีน หวังหาช่องให้สินค้าไทยเข้าแทนที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงการติดตามความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ ประกาศปรับแผนการขึ้นภาษีสินค้าจีน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 13 ส.ค.2562 ที่ผ่านมา ว่า สหรัฐฯ ได้ชะลอการขึ้นภาษีสินค้ากลุ่มนี้บางส่วนออกไป โดยแบ่งเป็น 2 ระลอก คือ รอบแรก 1 ก.ย.2562 ประมาณ 3,000 กว่ารายการ อาทิ อาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ถั่ว เนย เครื่องเทศ เครื่องดื่ม ยาสูบ หนังสือและสิ่งพิมพ์ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า อุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องประดับ และของเล่น ตลอดจนสินค้าอื่นๆ เช่น แร่ธาตุ เคมีภัณฑ์ เหล็ก อะลูมิเนียม และมอเตอร์ไซค์ และรอบสอง 15 ธ.ค.2562 &amp;nbsp;ประมาณ 500 รายการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แล็บท๊อปคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ โทรทัศน์ วิทยุ จอคอมพิวเตอร์ และสินค้าอื่นๆ เช่น นาฬิกา ของเล่น รองเท้าและเครื่องแต่งกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ให้เหตุผลว่าการปรับแผนขึ้นภาษีครั้งนี้ เป็นไปตามการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากธุรกิจและผู้เกี่ยวข้อง เมื่อเดือนมิ.ย.2562 ที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยังระบุว่าจะยกเว้นการขึ้นภาษีสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ ซึ่ง สนค. ประเมินว่า การชะลอการขึ้นภาษี ถือเป็นสัญญาณดีว่าสหรัฐฯ และจีนอาจหันหน้าเข้ามาเจรจากันอีกครั้ง โดยมีกำหนดการเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งหน้าในเดือนก.ย.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สำหรับโอกาสของไทย มีโอกาสผลักดันสินค้าศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าจีนในกลุ่มที่จะถูกขึ้นภาษี โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหาร เช่น เครื่องปรุงอาหาร และเครื่องดื่ม เครื่องแต่งกาย และของใช้ในบ้าน แต่ไทยต้องมีมาตรการรุกตลาดสหรัฐฯ และตลาดต่างๆ โดยเร็ว เพื่อแข่งกับประเทศอื่นที่คงจะหวังรุกตลาดสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน โดยสินค้าไทยยังมีจุดแข็งในด้านคุณภาพที่ดี เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งต้องเร่งเสริมความเชื่อมั่นตรงนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาและการขึ้นภาษีที่จะมีผลในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมการค้าโลก รวมถึงการส่งออกของไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังสภานักธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ (USABC) นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ เข้าพบ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2562 ว่า คณะนักธุรกิจสหรัฐฯ จำนวน 46 บริษัท 108 คน ซึ่งถือเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดที่ได้มีการรวมตัวกันไปพบกับผู้แทนของรัฐบาลประเทศต่างๆ โดยได้มาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายประเด็น และต้องการที่จะสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับไทยให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านการค้า การลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้แจ้งกับทางนักธุรกิจสหรัฐฯ ไปว่ารัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้นักธุรกิจทำธุรกิจได้ง่าย สะดวก เพื่อดึงดูดการลงทุนและการเข้ามาทำธุรกิจในไทย และยืนยันว่าไทยมีการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจทันสมัยควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกัน ได้ฝากให้นักธุรกิจสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนในไทย ได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ และที่สำคัญ ขอให้ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญาเพื่อช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าคุณภาพและให้ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่มีแนวโน้มจะสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปีนี้ และท่าทีของไทยต่อการเข้าร่วมความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งสหรัฐฯ อยากเห็นความก้าวหน้า เพราะเป็นผลดีต่อนักลงทุนสหรัฐฯ ที่จะขยายตลาดได้ใหญ่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทสหรัฐฯ 46 บริษัท ที่เดินทางมาพบกับนายจุรินทร์ในครั้งนี้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และส่วนใหญ่มีการลงทุนหรือทำธุรกิจในไทย เช่น 3เอ็ม , แอร์บีเอ็นบี , อเมซอน , เบเยอร์ , เพาเวอร์กรุ๊ป เอเชีย , คาร์กิลล์ , เซฟรอน , ซิกน่า , ซิสโก้ , ซิตี้ , โคโนโคฟิลลิปส์ , ดิอาจิโอ , ดาว , เอ็กซอนโมบิล , เฟดเอ็กซ์ ,ฟอร์ด , การ์เดี้ยน อินตัสตรี , ฮาเล่ เดวิดสัน , เฮอร์บาไลฟ์ , เอชพี , จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน , แมริออท , McLarty Associates , เน็ตฟลิก , ออราเคิล , เพย์พาว , เป๊บซี่โค , พีเอ็มไอ , พีแอนด์จี , ซีเกท , ทีอีคอนเน็คทิวิตี้ , ไทสัน , แอปเปิล , เอ็มเอสดี , เอ็กซ์พีเดีย , อโกดา , กูเกิล , ควอลคอมม์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางศิริพร ไชยสุต รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เชฟรอนเอเชียแปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทของสหรัฐฯ ที่เดินทางมาในครั้งนี้ กล่าวว่า เป็นการนำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ เข้าพบหน่วยงานระดับรัฐบาลเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 35 ปี และถือว่าใหญ่ที่สุด เพราะมีจำนวนมากถึง 46 บริษัท เยอะกว่าตอนไปมาเลเซียและเวียดนาม หรือที่ใดๆ ที่ผ่านมา โดยการลงทุนของสหรัฐฯ ในไทย มีมูลค่ามากกว่าการลงทุนในจีนและอินเดีย หรือทั้ง 2 ประเทศรวมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทที่มาทั้ง 46 บริษัท รวมถึงบริษัทที่ยังอยู่ในสหรัฐฯ อยากรู้นโยบายและการเป็นหุ้นส่วนกับไทย เพราะนักลงทุนสหรัฐฯ มีความรัก ความชอบไทยอยู่แล้ว และยิ่งผ่านการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น ก็อยากมากัน&amp;rdquo;นางศิริพรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43559</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), ภาษีสินค้าจีน, สหรัฐขึ้นภาษีจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d481e153c996.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”เผยส่งออกพ.ค.62 ติดลบมากที่สุดในรอบ 34เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนพ.ค.2562 การส่งออกมีมูลค่า 21,017.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.79% เทียบกับเดือนพ.ค.2561 ถือว่าขยายตัวติดลบสูงสุดในรอบ 34 เดือนนับจากเดือนก.ค.2559 ที่ติดลบถึง 6.27% และเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 663,647 ล้านบาท ลดลง 4.04% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 20,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.64% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 666,810.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 181.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทขาดดุล 3,163.3 ล้านบาท แต่เมื่อหักมูลค่าการส่งออกสินค้าทองคำและน้ำมัน ที่มีความผันผวนมากออก ทำให้เดือนพ.ค. การส่งออกติดลบเพียง 2.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกในช่วง 5 เดือน ของปี 2562 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่ารวม 101,561.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.70% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.204 ล้านล้านบาท ลดลง 2.31% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 100,830.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.99% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.229 ล้านล้านบาท ลดลง 0.45% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 731 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทขาดดุล 24,676.8 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออกเดือนพ.ค. ที่ลดลง ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว รวมถึงความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป การถอนตัวออกจากสภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรยังไม่ยุติ รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก แต่ยังดีที่การส่งออกไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ที่ส่วนใหญ่ติดลบมากกว่า 10% เช่น สิงคโปร์ ติดลบสูงถึง 17% และการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดีในหลายตลาด ทั้งตลาดเดิม อย่างสหรัฐฯ และอินเดีย และตลาดดาวรุ่งใหม่ เช่น แคนาดา รัสเซียและซีไอเอส โดยสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มออาหารและเครื่องดื่มยังขยายตัวได้ดีมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ในเดือนพ.ค. ผลกระทบของสงครามการค้า ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยหายไป 135 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.64% ของมูลค่าการส่งออกเดือนพ.ค. เพราะทำให้มูลค่าส่งออกสินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีนลดลงมากถึง 281 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 4.3% จากการลดลงของแผงวงจร เครื่องจักรและส่วนประกอบ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงมูลค่าส่งออกสินค้าที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการเซฟการ์ดขึ้นภาษีนำเข้า ทั้งแผงโซลาเซลล์ และเครื่องซักผ้า ลดลงมาก แม้สินค้าบางรายการที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจีน มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 126.8 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเดือนพ.ค.2562 ที่มูลค่าส่งออกลดลงมาก มาจากหมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลง 1.4% สินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น น้ำตาลราย ข้าว ยางพารา ทูน่ากระป๋อง และสินค้าอุตสาหกรรม ลดลง 3% สินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ทองคำ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่ตลาดส่งออกของไทย ที่ยังขยายตัวได้ดี เช่น สหรัฐฯ บรูไน อินเดีย เป็นต้น ส่วนตลาดที่หดตัว เช่น ญี่ปุ่น อียู อาเซียน จีน ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ต้องการเสนอให้รัฐบาลใหม่ เร่งเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะอียู ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบการแข่งขันส่งออกกับประเทศคู่แข่ง รวมถึงผลักดันการส่งออกภาคบริการอย่างจริงจัง และดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ไม่เช่นนั้น สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของไทยจะล้าสมัย และเสียศักยภาพด้านการแข่งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้จัดทำแผน และกิจกรรมผลักดันการส่งออกแบบลงลึกในแต่ละภูมิภาคเสร็จแล้ว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยจะเริ่มเห็นผลสำเร็จได้ตั้งแต่เดือนก.ค.2562 เป็นต้นไป และหวังว่าจะทำให้มูลค่าส่งออกตั้งแต่เดือนก.ค.เป็นต้นไป ทำได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะทำให้มูลค่าส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 3% คิดเป็นมูลค่า 260,184 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ยังเตรียมเสนอแผนการส่งออกในช่วงหลังของปี 2562 ให้รัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณา โดยเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และผลักดันทำเอฟทีเอ , การเจาะตลาดใหม่ , การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า , ส่งเสริมการค้าออนไลน์ , ประชาสัมพันธ์สินค้าไทยผ่านผู้มีอิทธิพลในสื่อโซเชียล อย่างบล็อกเกอร์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39171</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, การส่งออกเดือน พ.ค., ติดลบสูงสุดในรอบ 34 เดือน, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cd9388a5a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
