<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ส้มอมพิษ&quot;ผลไม้ใกล้ตัว การบริโภคที่ต้องระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องให้&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ที่ขายมีการติดคิวอาร์โค้ด&amp;nbsp; เพื่อสืบย้อนไปถึงที่มาของแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส้ม&amp;rdquo; เป็นผลไม้ยอดฮิต เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการทำให้ต้องมีติดบ้านไว้อยู่เสมอแล้ว &amp;nbsp;&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ยังเป็นผลไม้มงคล ถูกนำมาใช้ในแทบทุกเทศกาล และธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ออกมากสุดในช่วงเดือนธันวาคม &amp;ndash; มีนาคม หรือที่เรียกว่าเป็นช่วง&amp;quot;หน้าส้ม&amp;quot;มีผลผลิตมากที่สุดของปี ราคาไม่แพงเชิญชวนให้บริโภค ยิ่งมาใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็เหมือนมารองรับพอดี เพราะส้มถือว่าเป็นผลไม้มงคลของเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่จะขาดไม่ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เป็นที่รับรู้กันมาระยะหนึ่งแล้วว่า &amp;quot;ส้ม&amp;quot;เป็นผลไม้อุดมไปด้วยสารเคมี เคยมีคำเตือนจากฝ่ายวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าผู้ปลูกนำยายาปฏิชีวนะอะม็อกซีซิลลินมาฉีดในต้นส้มเพื่อรักษาอาการกรีนนิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งยาชนิดนี้ จะตกค้างในส้ม เมื่อคนบริโภคเข้าไปก็เหมือนได้รับยาตัวนี้ไปด้วย ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการดื้อยาปฎิชีวนะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว มีข้อมูลยืนยันจากการสำรวจโดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) มาช่วยตอกย้ำให้ระมัดระวังการบริโภคส้มอีกว่า โดยพบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด โดยเฉลี่ยถึง *0.364 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยเป็นสารเคมีตกค้างชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด ซึ่งจากการสุ่มตรวจในหลายๆ ครั้ง ก็ยังพบว่าเกินมาตรฐาน แต่กลับยังคงวางขายกันปกติ เป็นเพราะยังไม่เคยเกิดการบังคับใช้มาตรฐานอาหารปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2563 ที่ผ่านมา เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอ็อกแฟมประเทศไทย (Oxfam) ภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;ผู้บริโภคที่รัก (Dear Consumers)&amp;rdquo; จึงได้จัดกิจกรรม &amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; ร่วมกันรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักว่าส้มมีกระบวนการผลิตที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการตกค้างของสารเคมีซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเชิญชวนให้ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้กลไกลตลาดผลักดันให้กระบวนการผลิตส้มปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยร่วมกันลงนามเรียกร้องให้ผู้จำหน่ายส้ม โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตหรือโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ โดยติด QR Code เพื่อพิสูจน์ว่าส้มที่ขายไม่มีสารพิษ ได้ที่ www.dearconsumers.com/th/petition&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรม &amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; การรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักว่าส้มมีกระบวนการผลิตที่เป็นอันตรายต่องส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นเมือปลายปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคมเปญนี้ เรียกร้องให้ซูเปอร์มาร์เก็ต เริ่มจากเจ้าใหญ่ๆ &amp;nbsp;มีป้ายแสดงรายละเอียด ณ จุดขาย และติด QR Code ที่ผู้ซื้อสามารถสแกนตรวจสอบแหล่งที่มาของส้มที่นำมาขาย โดยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสวนส้ม วิธีปลูกส้ม รายการสารเคมีที่ใช้ และกระบวนการคัดกรอง&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกับ รณรงค์ให้ผู้บริโภค ร่วม #หยุดส้มอมพิษ ผ่านทาง www.dearconsumers.com/th/petition&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในเวทีรณรงค์&amp;ldquo;Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนจากเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ให้ข้อมูลว่า ส้มเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ อยู่คู่กับชีวิตคนไทยในทุกรูปแบบ แต่จากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) พบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด โดยเฉลี่ยถึง *0.364 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยสารเคมีตกค้างเป็นชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด อาทิ คาร์เบนดาซิม (Carbendazim) ส่งผลให้พิการแต่กำเนิดและภาวะเจริญพันธุ์เสื่อม, สารคาร์โบฟูราน (Carbofuran) เป็นพิษต่อเซลล์สมองและฮอร์โมนเพศ, สารอะเซตามิพริด (Acetamiprid) มีผลกระทบต่อสมองและระบบประสาท เป็นต้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงเรื่องสารพิษตกค้างมากมาย แต่จากการสุ่มตรวจส้มจากซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่า 100% ของส้มที่นำมาตรวจมีการตกค้างของสารเคมีที่เกินกว่าปริมาณสูงสุดที่กฎหมายกำหนด แม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่อ้างว่ามีระบบตรวจสอบแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นสถานที่ค้าปลีกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไว้วางใจในเรื่องของความสะอาดและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม &amp;ndash; มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นส้มในฤดูกาล แต่ด้วยอุปสงค์ของตลาดที่มีความต้องการส้มตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติเพื่อให้สามารถผลิตส้มได้ตามความต้องการของตลาด ตั้งแต่ระยะติดดอก ระยะติดผลตุ่มเท่าหัวไม้ขีด ช่วงลูกปิงปอง ช่วงเลี้ยงผิวสวยไปถึงช่วงเก็บผลผลิต โดยสารเคมีที่ใช้ตลอดช่วงอายุมักเป็นชนิดดูดซึม (Systemic) ซึ่งจะกระจายในลำต้นไปจนถึงเนื้อในของผลส้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพตัวอย่างการรณรรงค์ สแกนคิวอารโค้ด ส้มที่มีการจำหน่ายตามที่ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝั่งซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่าง นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ให้ข้อมูลว่า แม็คโคร (Makro) มีการจำหน่ายส้ม 8 ตันต่อปี มีการใส่ใจในเรื่องของคุณภาพของส้มเป็นพิเศษ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนจัดทำโครงการ ส้มปลอดภัยคนไทยยิ้มได้ (Safe orange make Thai people smile) ตั้งแต่ปี 2557 และยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีความยั่งยืน มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้เกษตรกรใช้ได้ฟรี เรียกว่า Makro iTrace ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าย้อนกลับได้จนถึงฟาร์มด้วย QR Code โดยตรวจสอบตั้งแต่ระดับแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทางด้าน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้จำหน่ายรายใหญ่อีกราย นางอารยา เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประกันคุณภาพ &amp;nbsp;เล่าว่า ท็อปส์ (Tops) วางนโนบายเรื่องของคุณภาพไว้อย่างชัดเจน ว่าผู้บริโภคจะต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและแหล่งที่มาของอาหารได้ &amp;nbsp;และทางห้างฯยังดูแลตั้งแต่ฟาร์มผลิต เพื่อรับรู้เรื่องการใช้สารเคมี และก่อนสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่าย ก็ต้องผ่านการรับรองตั้งแต่ในฟาร์มอย่างน้อยต้องมีการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) ปัจจุบันมีการออกกฎหมายให้ส้มเป็นผลไม้ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ &amp;nbsp;ซึ่งทางซูเปอร์มาร์เก็ต ได้ร่วมมือกับทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติในเรื่องของการจัดทำ QR Code บนผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมการตรวจสอบย้อนกลับกว่า 100 ราย และสำหรับผู้ผลิตที่ไม่ได้ร่วมทำการตรวจสอบย้อนกลับนี้ก็จะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าที่ท็อปส์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับได้ว่า&amp;quot;ส้ม&amp;quot;ซึ่งเป็นผลไม้ใกล้ตัว ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยว กินแล้วชื่นใจ ทำให้คนชื่นชอบในการบริโภค &amp;nbsp;แต่ปลูกโดยใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้&amp;quot;ส้ม&amp;quot;กลายเป็นอาหารที่กัดกร่อนสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง &amp;nbsp; และแม้ว่าจะมีการรณรงค์ เปิดเผยช้อมูลเรื่องสารพิษ ที่ใช้กับส้มไปแล้ว หรือแม้กระทั่งทางฝั่งผู้จำหน่ายเอง ก็มีความพยายามที่กลั่นกรอง เลือกส้มที่ปลอดภัยมาจำหน่าย แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ เพราะทั้งหมดทั้งปวงอยู่ที่แหล่งผลิตส้ม จะต้องลดละการใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือใช้น้อยที่สุดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งปัญหานี้ ยังไม่นับรวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีตกค้าง จากฟาร์มสวนส้มที่มีพื้นที่จำนวนมากในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากเกษตรเคมี&amp;quot;สู่&amp;quot;สวนส้มอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคยังคงเกาะติดเรื่อง&amp;quot;ส้มเป็นพิษ&amp;quot; มาโดยตลอด &amp;nbsp;เมื่อวันที่ &amp;nbsp;18 ธ.ค.2563 กลุ่มรณรงค์ เรื่องส้มเป็นพิษ มีการจัดงาน&amp;quot;มหาส้มสมุทร&amp;quot; ในหัวข้อ &amp;quot;ส้ม(ไม่)อมพิษ&amp;quot; ณ สวนครูองุ่น เอกมัยมา ซึ่งทางเพจ&amp;quot;ผู้บริโภคที่รัก&amp;quot;หรือ www.dearconsumers.com ได้เผยแพร่ข้อมูลประสบการณ์ เกษตรกรผู้เคยปลูกส้มโดยใช้สารเคมีจำนวนมาก และกลับใจหันมาทำส้่มอินทรีย์
&amp;nbsp;
กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์ &amp;nbsp;หรือ &amp;quot;แป้น&amp;quot; เกษตรผู้ปลูกส้มอินทรีย์ &amp;nbsp; ที่หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เล่าว่า เป็นผู้ปลูกส้มเขียวหวานสืบทอดาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ &amp;nbsp;ซึ่งที่ปทุมธานีปลูกส้มกันมา 50ปีแล้ว พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์เขียวดำเนิน &amp;nbsp; สมัยก่อนไม่ได้ใช้ยาเยอะขนาดนี้ ตั้งแต่รุ่นปู่และรุ่นพ่อ ไม่ได้ใช้ยามาก รุ่นพ่อทำก็ไม่ได้มีการกระตุ้นด้วยเคมี พ่อจะบำรุง แต่เรื่องการใช้ยาฆ่าหนอนต่าง ๆ จะไม่เท่าตอนนี้ แต่สมัยนี้ ใช้สารเคมีเยอะมาก พอกลับไปมองก็คิดว่าคงเพราะดินมันเริ่มเสื่อม ต้นส้มก็เริ่มอ่อนแอ โรคแมลงก็เข้าเยอะก็ต้องใช้ยาเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลย์ทิพา เล่าที่มาของการเลิกใช้สารเคมี และยืนยันว่า ใช้สารเคมีก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าเคมีเป็นกรด ยิ่งใช้ก็เหมือนเอากรดเข้าไปเพิ่ม มันก็ยิ่งทำให้ส้มร่วงไปอีก &amp;nbsp;จึงหยุดใช้เคมีทั้งหมด หยุดแบบหักดิบไม่ใช้เลย จากที่ทำส้ม 300 ไร่ หมดที่ดินไปกับค่าสารเคมี เหลือที่ 30 ไร่ ผืนสุดท้ายก็เลยต้องยอมหยุดใช้เคมีเพื่อรักษาที่ดินเอาไว้ ไม่กล้าขายเพราะว่าพ่อกับแม่ทำมาด้วยหยาดเหงื่อ &amp;nbsp;ก็เลยต้องคิดว่ายังไงก็ต้องรักษาที่ดินเอาไว้ สุดท้ายต้องลดเหลือส้มแค่ 8 ไร่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์ เกษตรกรปลูกส้มโดยใฃ้สารเคมี และสูญเสียที่ดิน 300 ไร่ แต่กลับใจมาปลูกส้มแบบเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่เพียง 8ไร่ (ภาพจากเพจ&amp;quot;www.dearconsumers.com )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;สมัยทำสารเคมีเราทำเอง คนที่โดนสารเคมีคนแรกคือตัวเรา ก็เริ่มเป็นโรคต่างๆ ที่หาสาเหตุ ไม่ได้ คนในบ้านที่กินเหมือนกัน และแฟน เป็นคนทำสวนเป็นหลัก ก็เป็นสารพัดโรคเลย อย่างเวลาเป็นแผลแล้วเข้าสวนนี่จะติดเชื้อง่าย เพราะมันมีสารเคมีที่อยู่ในดิน แล้วตัวเราก็อ่อนแอเพราะเราโดนสารเคมี&amp;quot;กัลย์ทิพาเล่า
กัลย์ทิพา เริ่มเรียนรู้เรื่องอินทรีย์ จากไม่เคยรู้มา อาจารย์สอนว่าต้องกล้าเปลี่ยน ทั้งๆ ที่เราไม่เชื่อถือไม่ศรัทธาเลยด้วยซ้ำไป แต่ต้องลอง ต้องกล้าเผื่อมันจะดีขึ้น &amp;nbsp;เพราะถ้าเราเดินหน้าด้วยเคมีต่อไปนี่ตายแน่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลผลิตที่ได้หลังเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ กัลย์ทิพา ยืนยันว่า ดีขึ้นมากเลย &amp;nbsp;จากวันนั้นเราเริ่มต้นเปลี่ยนมาใช้น้ำหมักต่างๆ กากน้ำตาล สะสมตาดอก เปิดตาดอกด้วยฮอร์โมนไข่ แล้วส้มเราเกิดการแตกยอดอ่อนมาทีเดียว 14 ใบ เราตกใจมากเลยค่ะ ตกใจกับการเปลี่ยนแปลง ต้นส้มแข็งแรงขึ้น ภายใน 1 ปี วันนั้นเราทิ้งเคมีหมดเลย จัดการศัตรูพืชโดยใช้น้ำปลาหมัก &amp;nbsp;ใส่เรือรดน้ำราดจากยอดลงมาเลย น้ำปลาหมักสามารถที่จะควบคุมไข่แมลงได้ ตอนที่เราใช้เคมีเราใช้ยาฆ่าหนอน ซื้อยาฆ่าหนอนซื้อผลิตภัณฑ์เนี่ยไปเที่ยวต่างประเทศปีๆ หนึง หลายหน เป็นลูกค้าระดับเพชรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กัลย์ทิพา แนะวิธีเลือกส้มอินทรีย์ว่า ถ้าให้เลือกส้ม คำว่าอินทรีย์ก็ต้องดูความเป็นธรรมชาติ ถ้าลูกมันใหญ่ผิดปกติ ถ้าลูกดูสวยผิดปกติ เนี่ยไม่ใช่แล้ว สังเกตง่ายๆ ความดำ มันจะบ่งบอกความเป็นอินทรีย์ความเป็นธรรมชาติ กับความไม่เป็นธรรมชาติ ส้มอินทรีย์จริงๆ แค่ล้างน้ำเปล่าพัดลมให้แห้งก็เป็นมันเหมือนแวกซ์ ส่วนความหวานของส้มมันแต่งได้ ใช้อินทรีย์ก็ทำได้ ของเราก็จะใช้น้ำหมักผลไม้ที่มีรสหวานกว่าส้มฉีด ก่อนเก็บหยุดน้ำสัก 7 วัน ความหวานก็จะเพิ่มขึ้น เราจะเริ่มเก็บส้มที่อยู่ที่ 13 บริกซ์ หวานมาก &amp;nbsp;จริง ๆ ส้มมันต้องมีรสอมเปรี้ยว แต่คนยังติดหวานอยู่ เราก็ต้องทำให้มันหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91549</URL_LINK>
                <HASHTAG>Orange Spike เราไม่เอาส้มอมพิษ, กัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์, กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, ผลส้ม, ผู้บริโภคที่รัก (Dear Consumers)”, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_60167188f25a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.สุ่มตรวจ&quot;ขนมจีน- เส้นก๋วยเตี๋ยว&quot; ส่วนใหญ่น่าพอใจ ใช้วัตถุกันเสียไม่เกินเกณฑ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25มิ.ย.62-นพ.นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงต่อสื่อมวลชนว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการตรวจสอบ ติดตาม และมีการเฝ้าระวังการใช้วัตถุกันเสียในเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดมาอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ให้ความอนุเคราะห์ในการติดตามเฝ้าระวัง &amp;nbsp; วัตถุกันเสียในเส้นขนมจีนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;โดยล่าสุด อย. ได้สุ่มตรวจเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดในช่วงระหว่างปี 2560 - 2562 พบจำนวนผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านมาตรฐานลดลง (ปริมาณวัตถุกันเสียกรด &amp;nbsp;เบนโซอิกสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) กล่าวคือปี 2560 ไม่ผ่านมาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 9.4 ปี 2561 ผ่านมาตรฐานทั้งหมด และปัจจุบันมีการพัฒนาชุดทดสอบอย่างง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ดังนั้นปี 2562 อย. จึงนำมาใช้ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยตรวจได้ถึง 230 ตัวอย่าง จึงเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งผลตรวจพบไม่ผ่านมาตรฐานเพียงร้อยละ 1.43 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำเนินคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จำนวน 3 ราย และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี จำนวน 4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แถลงผลทดสอบวัตถุกันเสียประเภทกรดเบนโซอิกในตัวอย่างเส้นขนมจีน จำนวน 31 ตัวอย่าง ที่เก็บตัวอย่างอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (สุ่มตัวอย่างเดือนพฤษภาคม 2562) พบว่า มีขนมจีน 2 ยี่ห้อ (คิดเป็นร้อยละ 6) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คือ ยี่ห้อหมื่นบูรพา ตลาดคลองเตย และ M&amp;amp;A บ้านขนมจีนปทุมจากตลาดสี่มุมเมือง ที่มีปริมาณกรดเบนโซอิกเกินมาตรฐาน
&amp;nbsp;ทั้งนี้ โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นจากครั้งแรกที่ตรวจพบสารกันบูดเกิดมาตรฐาน 2 ยี่ห้อ จาก 12 ยี่ห้อ (ร้อยละ 17) และในครั้งที่สองพบ 2 ยี่ห้อ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จาก 17 ยี่ห้อ (ร้อยละ 12) นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการแสดงฉลาก พบว่า มีขนมจีน 4 ยี่ห้อ จาก 31 ยี่ห้อ เท่านั้น ที่แสดงข้อมูลการใช้สารกันบูดไว้บนฉลาก และยังพบว่าขนมจีนบางยี่ห้อ &amp;nbsp;มีการแสดงข้อความบนฉลากว่า &amp;ldquo;ปราศจากสารกันบูด&amp;rdquo; &amp;ldquo;ปราศจากสิ่งเจือปน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ไม่มีสารเจือปน&amp;rdquo; แต่ผลการตรวจพบว่ามีการใช้สารกันบูด &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าข้อมูลที่แจ้งบนฉลากเป็นเท็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขนมจีนจัดเป็นอาหารที่คนไทยนิยมกินบ่อย หากมีการใช้สารกันบูดเกินปริมาณที่กำหนดอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค ดังนั้น การผลักดันให้ผู้ผลิตขนมจีนตื่นตัว ผลิตขนมจีนที่มีคุณภาพและแสดงฉลากที่ถูกต้องนั้น ถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยด้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภคสามารถใช้ข้อมูลบนฉลากในการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคขนมจีนได้ว่ายี่ห้อใดที่ใช้สารกันบูด หรือไม่ใช้สารกันบูดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการฯ อย. แถลงเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่พบการใช้วัตถุกันเสียเกินมาตรฐาน และการแสดงฉลากไม่ถูกต้องของขนมจีนและเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดเส้นสดนั้น ทาง อย. ได้มีการประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบสถานที่ผลิต พร้อมให้คำแนะนำแก่ผู้ผลิตเพื่อให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งจะดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการแสดงฉลากที่ถูกต้อง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การใช้วัตถุเจือปนอาหารเกินมาตรฐานดังกล่าว มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท และหากตรวจพบว่ามีการใช้วัตถุกันเสียในปริมาณมากจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ มีโทษปรับ &amp;nbsp;ไม่เกิน 30,000 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต และสถานที่จำหน่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39414</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., -นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, ก๋วยเตี๋ยว, ขนมจีน, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารกันบูดในขนมจีน-เส้นก๋วยเตี๋ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11cb10d187f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุ่มตรวจเนื้อไก่-ตับไก่สดพบยาปฎิชีวนะตกค้างอื้อ !หวั่นเกิดเชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มตรวจเนื้อไก่สดและตับไก่สด 62 ตัวอย่าง พบยาปฏิชีวนะตกค้าง 26ตัวอย่าง และตกมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 5ตัวอย่าง หวั่นเกิดเชื้อดื้อยา จากสัตว์สู่คน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อเพิ่มมาตรการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.61- ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นิตยสารฉลาดซื้อ มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;ผลการตกค้างจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ในเนื้อไกลและตับไก่สด&amp;rdquo; โดยมี น.ส.สารี&amp;nbsp;อ๋องสมหวังเลขาธิการมุลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณธิการนิตยสารฉลากซื้อ ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และตัวแทนจากเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคกรุงเทพฯ ร่วมกันแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.สารี&amp;nbsp;กล่าวว่า มุลนิธิฉลาดซื้อ มีการสุ่มตรวจตัวอย่างอกไก่และตับสด จาก ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และ ซุปเปอร์มาเก็ตในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑณ เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนจากยาปฏิชีวนะ 3 กลุ่ม นำมาวิเคราะห์การตกค้างยาปฏิชีวนะ 3ชนิด คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน ชนิด เอนโรฟลอคซาซิน 2.กลุ่มเตตราไซคลิน ชนิด ด็อกซีไซคลิน และกลุ่มที่ 3 เบต้า-แลคแทม ชนิด อะม็อกซีซิลลิน ผลปรากฏว่าพบการปนเปื้อนจากยาทั้งหมด 26 ตัวอย่าง หรือ 41.93%แบ่งเป็น &amp;nbsp;ชนิดที่ 1 เอนโรฟลอคซาซิน จำนวน 5 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 8.06 &amp;nbsp;ชนิดที่ 2 ด็อกซีไซคลิน จำนวน 21 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 33.87 และ ชนิดที่ 3 อะม็อกซีซิลลิน ไม่พบการปนเปื้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.สารี&amp;nbsp;กล่าวว่า มีการอนุญาตให้ใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ป่วย หรือป้องกันการเจ็บป่วย แต่ห้ามใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต แต่ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 303) พ.ศ.2550 &amp;nbsp;เรื่องอาหารที่มียาตกค้าง ระบุ ในประกาศแนบท้ายกำหนดให้สามารถพบปริมาณสารตกค้างของยาในกลุ่มเตตาไซคลิน ในสัตว์ปีก ส่วนของกล้ามเนื้อ ไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในส่วนของตับไม่เกิน 600 กรัมต่อกิโลกรัม แต่ในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน ที่มีการตกค้าง 5 ตัวอย่างนั้น ตามประกาศแนบท้ายประกาศดังกล่าว ระบุว่าสามารถใช้ได้แต่ห้ามมีการตกค้างโดยเด็ดขาด ดังนั้นในการตรวจครั้งนี้ จึงพบสินค้าตกมาตรฐาน จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก ตลาดบางแค (หลังห้างวันเดอร์) ในตับไก่ จากแผงร้านค้า ตลาดหนอกจอก พบในตับไก่ จากแผงร้านค้าห้าง บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรเกษม 2 พบในอกไก่สด ตลาดบางกะปิ พบในอกไก่สด จากแผงร้านค้า และตลาดบางแค (หลังห้างวันเดอร์)พบในแผงไก่สด จากแผงร้านค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผู้บริโภคไม่ต้องการอาหารที่มีการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ เพราะการเกิดเชื้อดื้อยาเกิดนั้นไม่ว่าจะนวนเชื้อจะมากหรือน้อยก้มีผลต่อการเกิดเชื้อดื้อยาทั้งนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง อย.ที่มีแผนควบคุมเชื้อดื้อยา และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องมีการเข้มงวดจริงจังในการดำเนินการตามมาตรการ และนอกจากหน่วยงานแล้ว ทางผู้ประกอบการเองก็ต้องตรวจสอบที่ต้นทางที่มาของสินค้า โดยข้อมูลทั้งหมดในวันนี้จะมีการส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสมาคมตลาดเพื่อให้เกิดการคุ้มครองดูแลผู้บริโภคต่อไป&amp;quot;นส.สารีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.นิยดา กล่าว่า การใช้ยาปฏิชีวินะรับรู้กันมานานว่า หากเชื้อมีการเจอยาแล้วจะมีการปรับตัวให้เกิดเป็นเชื้อดื้อยา จากการสำรวจทั่วโลกแนวโน้มการดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุจากการดื้อเดิมจะพบเจอในโรงพยาบาล ดังนั้นก็จะพุ่งเป้าไปควบคุมการติดเชื้อใน รพ. แต่ต่อมามีงานวิจัยเพิ่มขึ้นว่าการแพร่เชื้อดื้อยา &amp;nbsp;ปัญหาใหญ่กว่านั้น ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากวงจรอาหาร จากการเลี้ยงสัตว์เพื่ออาหารมนุษย์ มีมากขึ้น และการดื้อยาสามารถส่งแพร่จากเชื้อตัวหนึ่งไปสู่เชื้ออีกตัวได้ ซึ่งการดื้อแบบนี้สามารถข้ามจากสัตว์ไปสู่คนได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะปัจจุบัน แม้ว่าจะห้ามใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต เช่น พวกสารเนื้อแดง แต่ยังมีการอนุญาตให้ใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันสัตว์ป่วย ดังนั้นการเข้าถึงยาปฏิชีวนะมีเยอะ อาหารจึงเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งเพื่อให้เกิดการเข้าไปดูแลควบคุม &amp;nbsp;ทั้งนี้ก็พบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความร่วมมือกันและพยายามลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ เพราะหากมีการจัดการฟาร์มที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ตนลองค้นในในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะที่ใช้ในสัตว์ &amp;nbsp;กลับพบว่ามีการขายในอินเทอร์เน็ตเจอทุกชนิด ร่วมถึงชนิดที่ห้ามใช้ต่างๆ ดังนั้นหน่วยงานต่างๆจึงต้องมาเพิ่มความเข้มงวดในจุดนี้เพิ่มเติม เพื่อลดปัญหาที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต.
///////////////////////&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13705</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, พบยาปฎิชีวนะตกค้างในอกไก่-ตับไก่, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, หวั่นยาปฎิชีวนะตกค้างในสัตว์ก่อเชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่คน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b5034bed51e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2018 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาหารเสริม6ยี่ห้อ ผสมสารอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลนิธิผู้บริโภคเผยผลตรวจอาหารเสริมลดน้ำหนักขายทางออนไลน์ พบ 6 ยี่ห้อผสมไซบูทรามีน ฟลูออกซิทีน ที่ทำให้คนตายมาแล้ว อึ้งผลิตภัณฑ์ที่ถูกจับกุมยังวางขายเกร่อ จี้หน่วยงานรับผิดชอบจัดการด่วน ด้านคดีเมจิก สกิน หลอกลวงประชาชน ศาลสั่งปล่อยตัวชั่วคราวผัวเมียเจ้าของบริษัท หลังครบกำหนดฝากขัง 4 ผลัด เหตุอัยการเลื่อนสั่งคดีไปเป็น 12 ก.ค.61
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วันที่ 11 มิถุนายนนี้ แพทย์หญิงนิยดา เกียรติยิ่งอังคุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา น.ส.สารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหารนิตยสารฉลาดซื้อ และ น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิชาการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมแถลงข่าวผลทดสอบ &amp;quot;ไซบูทรามีน-ฟลูออกซิทีน&amp;quot; ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก จากการตรวจสอบทั้งหมด 16 ตัวอย่าง จากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ชื่อดัง จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ C mart, Shop at 24, LAZADA, We mall, Watsons, 11 street, Konvy และ Shopee ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา พบ 6 ตัวอย่างจาก 16 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์มีสารประกอบอันตรายคือ &amp;quot;ไซบูทรามีน-ฟลูออกซิทีน&amp;quot; ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไอกะ AIKA DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT สั่งซื้อจาก LAZADA มีเลข อย.จดแจ้ง 74-2-03357-1-0195 สถานภาพเลข อย.ยังคงอยู่ พบสารไซบูทรามีน-ฟลูออกซิทีน 2.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มินิมอล บาย ฟาหลนฝน MINIMAL BY FALONFON DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT รุ่นผลิตเดือนมกราคม 2018 สั่งซื้อจาก C mart ผลิตโดยบริษัท คอสมา แล็บ จำกัด มีเลข อย.จดแจ้ง 10-1-13058-1-0013 พบมีสารไซบูทรามีน 3.ผลิตภัณฑ์เอส-ไลน์ (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) S-LINE (DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT) สั่งซื้อจาก LAZADA เลข อย. 74-1-05243-1-0002 ผลิตโดยบริษัท ที.ซี. ยูเนี่ยน โกลบอล จำกัด (มหาชน) พบสารไซบูทรามีน 4.ผลิตภัณฑ์ ลีน หรือแอลวายเอ็น (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) LYN (Dietary supplement product) สั่งจาก 11 street เลข อย. 13-1-05459-5-0006 สถานะหน้าเว็บ อย.ยกเลิกแล้ว ตรวจพบสารไซบูทรามีน 5.แอล-ฟิน by ลูกสำรอง สั่งซื้อทาง Shopee สถานภาพเลข อย.ยังคงอยู่ แม้ อย.จะประกาศว่าเป็นผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย และตำรวจตรวจจับแล้ว 6.KALO (แกลโล) ถูกตำรวจจับแล้ว พบสารฟลูออกซิทีน สั่งซื้อจาก 11 street สถานภาพเลข อย.ยังคงอยู่ แม้จะพบสารประกอบอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สถาพรกล่าวว่า ได้นำผลิตภัณฑ์ที่พบสารอันตราย สุ่มตรวจล่าสุด วันที่ 7-10 มิถุนายน บนเว็บไซต์ขายของออนไลน์ชื่อดัง จำนวน 8 แห่ง ยังพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไอกะ ซึ่งมีสารไซบูทรามีน-ฟลูออกซิทีน ใน LAZADA และ Shopee และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มินิมอล บาย ฟาหลนฝน ก็ยังมีขายอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ลีนมีการบุกจับทลายแหล่งผลิต และมีผู้เสียชีวิต แต่ยังมีจำหน่ายในห้างออนไลน์ ส่วนแอล-ฟิน by ลูกสำรอง ตรวจพบไซบูทรามีน ก็ขายอยู่เช่นกัน รวมถึงแกลโลด้วย ทั้งๆ ที่ตำรวจทลายแหล่ง อย.ประกาศเป็นผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย แสดงว่า 6 ผลิตภัณฑ์นี้ยังหาซื้อได้ที่ออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.สารีกล่าวว่า ไซบูทรามีน ประเทศไทยห้ามใช้แล้ว บริษัทถอนทะเบียน ไทยก็ยกเลิกตำรับแล้ว จึงถือเป็นยาอันตราย ฉะนั้นขอเรียกร้องให้ร้านค้าออนไลน์ 4 แห่งแสดงความรับผิดชอบ เอาสินค้าออกจากตลาดออนไลน์ทันที เพราะเป็นการขายอาหารเสริมผิดกฎหมาย พร้อมให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนนำสินค้าขายออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ภญ.นิยดากล่าวว่า ไซบูทรามีนเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร จนมีการลักลอบผสมในอาหาร ระบบรายงานของเรามีปัญหา การนำเข้ามีปัญหา ฉะนั้น ไม่ว่ากรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข อย.ต้องหาให้เจอ มิเช่นนั้นจะเจอคนเสียชีวิตไปเรื่อยๆ ซึ่งสาร &amp;quot;ไซบูทรามีน-ฟลูออกซิทีน&amp;quot; ฤทธิ์ของยาลดอาการซึมเศร้า บางยี่ห้อผสมทั้งสองตัว อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ วันนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันตราย สินค้าถูกบังคับขายด้วยเงินสด สินค้าไปอยู่มือที่ 2 มือที่ 3 แล้ว เมื่อเสียเงินแล้วก็มีความพยายามจะขายของให้ได้ นี่คือระเบิดเวลาที่พร้อมปล่อยอยู่ตลอดเวลา เรายังทลายไม่ถึงต้นตอจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นางวรรณภา พวงสน อายุ 34 ปี หัวหน้าทีมและเจ้าของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด และนายกร พวงสน อายุ 37 ปี สามี ผู้ดูแลการเงิน ทั้งสองเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน บริษัท เมจิก สกิน จำกัด เดินทางมารายงานตัวต่อศาลหลังครบกำหนดฝากขัง 4 ผลัด รวม 48 วัน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงต้องเดินทางมารายงานตัวต่อศาลในวันนี้ โดยทั้งสองได้รับการประกันตัวจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีนี้ เป็นคดีที่พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ส่งสำนวนการสอบสวน 2 ลัง พยานเอกสารหลักฐาน 6,932 แผ่น ที่มีผู้เสียหายรวม 145 คน มูลค่าความเสียหาย 113 ล้านบาทเศษ พร้อมความเห็นสมควรฟ้องผู้ต้องหารวม 6 ราย ประกอบด้วย บริษัท เมจิก สกิน จำกัด โดยนายกร พวงสน ผู้ต้องหาที่ 1, นายกร พวงสน อายุ 37 ปี ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 2, นางวรรณภา พวงสน อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาที่ 3, น.ส.ตรีชฎา หรือส้ม ใจสบาย อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาที่ 4, บริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด ผู้ต้องหาที่ 5 และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ อายุ 33 ปี ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 6 ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560, พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้ต้องหาที่ 1-4 ถูกกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ข้อมูลที่บิดเบือนหรือข้อมูลที่เป็นเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางปลอม รับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม ส่วนผู้ต้องหาที่ 5-6 แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันรับจ้างผลิตเครื่องสำอางโดยไม่แจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางตามที่จดแจ้ง, เป็นผู้รับจ้างผลิตฉลากที่มีข้อมูลซึ่งอาจก่อให้เกิดการเข้าใจผิดในสาระสำคัญที่เกี่ยวกับเครื่องสำอาง และรับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา อัยการได้เลื่อนการสั่งคดีนี้ออกไปเป็นวันที่ 12 ก.ค.นี้ เนื่องจากต้องให้พนักงานสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นตรวจหาสารประกอบและสรรพคุณ ที่ชี้ให้อัยการเห็นว่าเครื่องสำอางดังกล่าวนั้นมีการอวดอ้างเกินจริงอย่างไร เพราะเป็นสาระสำคัญทางคดี โดยนายกรและนางวรรณภา ที่ได้ประกันตัวในชั้นฝากขัง เมื่อครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 4 อัยการสั่งคดียังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องทำหนังสือแจ้งไปยังศาลเพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ไปก่อน และนัดผู้ต้องหาทั้งหมดให้มาฟังการสั่งคดีในวันที่ 12 ก.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ น.ส.ตรีชฎา และ น.ส.ปาจรีย์ ได้รับการประกันตัวไปในชั้นพนักงานสอบสวน จะต้องมาฟังการสั่งคดีในวันเดียวกัน ส่วนนายกรและนางวรรณภา เมื่อพ้นอำนาจควบคุมตัวฝากขังชั้นศาลแล้ว ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็จะแจ้งพนักงานสอบสวนให้ตามตัวมาฟ้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันนี้ (11 มิ.ย.) หลังจากที่นางวรรณภาและนายกรเดินทางมารายงานตัว และรับเงินประกันตัวคืนจากศาลหลังครบฝากขังผลัด 4 แล้ว ก็ได้เดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีนี้ข้อหาหลักคือร่วมกันฉ้อโกงประชาชน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ดังนั้นการที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวมาจนครบกำหนดฝากขัง 4 ผลัด และต้องปล่อยตัวไปพลางก่อน เนื่องจากคณะทำงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบฯ สอบเพิ่มเติมในบางประเด็น จึงยังไม่สามารถสั่งคดีได้ในช่วงฝากขังผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติมแล้วเสร็จ และส่งผลสอบเพิ่มเติมกลับมา หากคณะทำงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีมีความสมบูรณ์ มีหลักฐานพอฟ้อง ก็จะมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา และให้พนักงานสอบสวนติดต่อนำตัวผู้ต้องหามาพบอัยการเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง นพ.เจษฎา ฉายคุณรัฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 นพ.ธนิศ เสริมแก้ว สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง และ นพ.นิรันดร์ จันทร์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุง ร่วมแถลงข่าวการออกตรวจและเรียกเก็บผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ผิดกฎหมายจาก 16 ร้านค้า โดยเฉพาะ 2 ยี่ห้อดัง เครื่องสำอางเมจิก สกิน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Lyn FS-Three (ลีน) และ Lyn Block Burn Break Build พบเครื่องสำอางผิดกฎหมาย 19 รายการ จำนวน 3,512 กล่อง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมาย 2 รายการ จำนวน 167 กล่อง รวมมูลค่ากว่า 6 แสนบาท ซึ่งได้ดำเนินคดีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11158</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง, นายกร พวงสน, ฟลูออกซิทีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมจิก สกิน, แพทย์หญิงนิยดา เกียรติยิ่งอังคุลี, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, ไซบูทรามีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e82deb65fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
