<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงบฯเติมเงิน 3 หมื่นล้านอัดฉีดบัตรคนจน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค 2562 &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ประเทศกัมพูชาว่า ภายในเดือนมี.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท เข้าในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อนำไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่ม หลังจากเงินในกองทุนฯ ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะใช้หมดภายในเดือนนี้ และเมื่อเติมเงินแล้ว กองทุนฯจะมีงบใช้ได้จน ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2562 หรือเดือนก.ย.2562 และมีเงินเพียงพอดูแลผู้ถือบัตรทั้ง 14.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สาเหตุที่สำนักงบฯ ต้องจัดสรรงบเพิ่มเนื่องจาก ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมหลายโครงการ จนทำให้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากงบประจำปีไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการให้เงินสวัสดิการช่วงปีใหม่คนละ 500 บาท การช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุคนละ 1 พันบาท การช่วยเหลือค่าเช่าบ้านแก่ผู้สูงอายุคนละ 400 บาท การช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟฟ้า รวมถึงยังมีการขยายโครงการบัตรสวัสดิการ ภายใต้ไทยนิยมยั่งยืนให้กับประชาชนอีก 3.1 ล้านราย และการขยายมาตรการพัฒนาคุณภาพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการระยะสองอีก 6 เดือนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะภาครัฐมีการคาดการณ์ไว้แล้ว และที่ผ่านมาได้มีการจัดทำกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมพ.ศ.2562 &amp;nbsp;เพื่อรองรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยผ่านการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปลายปีก่อน และขณะนี้ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีผลบังคับใช้ ทำให้สำนักงบประมาณสามารถ จัดสรรนำงบประมาณที่เหลือค้างจ่ายจากส่วนต่างๆ มาจัดสรรใส่ในกองทุนฯ แทน&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวอีกว่า การจัดสรรงบฯ ครั้งนี้ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีการตั้งกองทุนประชารัฐฯ ตลอดเวลา 2 ปี กระทรวงการคลังได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท ในการ ช่วยเหลือผู้มรายได้น้อยให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 14.5 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็มีหลายล้านคนที่พ้นเส้นความยากจน นอกจากนี้ในปีงบประมาณหน้า กรมฯ ยังได้เสนอขอจัดทำงบประมาณปี 2563 วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า สำหรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพิ่งประกาศในราชกิจจานุกเบกษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมตลอดจนยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งจะมีผลทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีปัจจัยที่เพียงพอและสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการจัดสวัสดิการเป็นไป ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31014</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 หมื่นล้านบาท, กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8971c5d8cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 1 ธันวา!กรมบัญชีกลาง หักเงินเดือนชำระหนี้ กยศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - &amp;nbsp;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้เริ่มเป็นหน่วยงานนำร่องในการหักเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำ ผ่านระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำของกรมบัญชีกลาง เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งขณะนี้ระบบดังกล่าวมีความพร้อมในการรับข้อมูลลูกหนี้และสามารถหักเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. จำนวนกว่า 1.6 แสนราย จากส่วนราชการทั้ง 225 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;กรมบัญชีกลางได้แจ้งให้ส่วนราชการที่เข้าร่วมโครงการจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของข้าราชการและลูกจ้างประจำโดยตรงทุกแห่ง เตรียมดำเนินการหักเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำของผู้ที่กู้ยืม กยศ. ภายในหน่วยงานของตนก่อนโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของแต่ละคนต่อไป โดยจะเริ่มหักเงินเพื่อชำระหนี้ กยศ. ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมบัญชีกลาง และ กยศ. ได้ประสานความร่วมมือกันในการกำหนดแนวทางปฏิบัติ และพัฒนาระบบการจ่ายตรงเงินเดือนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีการหักเงินและจ่ายเงินให้แต่ละคนได้อย่างถูกต้อง นอกจากการดำเนินการเรื่องนี้จะช่วยสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของ กยศ. บรรลุวัตถุประสงค์ตามภารกิจที่กำหนดไว้แล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยได้ยั่งยืนขึ้น&amp;quot; อธิบดีกรมบัญชีกลาง ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180119/image_big_5a61ba949850e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังตั้งแท่นเบิกจ่ายงบปี62 ให้ถึง 3 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังตั้งแท่นเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท จี้ส่วนราชการเร่งทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หวังช่วยเบิกจ่ายลื่นปรื๊ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2561 &amp;nbsp;ได้มีการสั่งการทุกหน่วยงานราชการที่มีงบลงทุนและรู้วงเงินชัดเจนตั้งงบประมาณอยู่ระหว่างการพิจาณาของชั้นกรรมาธิการ ให้เริ่มดำเนินการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อที่จะได้เซ็นสัญญาเมื่องบประมาณเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ โดยจะให้แต่ละหน่วยงานคณะทำงานขึ้นมาดูแลให้มีการเร่งเบิกจ่ายได้จริงและรวดเร็วหลังการมีเซ็นต์สัญญาไปแล้วด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 ตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบในภาพรวมไว้ 96% และงบลงทุน 88% ในส่วนของการเบิกจ่ายงบประประจำไม่มีปัญหา แต่ในส่วนของงบลงทุนจะมีปัญหาเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องมีมาตรการเร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. นี้ เป้าหมายการเบิกจ่ายเท่ากับงบประมาณปี 2562 คาดว่าภาพรวมจะเบิกจ่ายได้ 92-93% จากตอนนี้เบิกจ่ายได้แล้ว 2.54 ล้านล้านบาท หรือ 87% และงบลงทุนวงเงิน 6.5 แสนล้านบาท ตอนนี้เบิกจ่ายได้ 52% ทั้งปีคาดว่าจะได้ประมาณ 70% ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 20-30% เนื่องจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สูง แต่หากเทียบปีงบประมาณก่อนหน้างบลงทุนยังเบิกได้สูงกว่าปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2562 จะพยายามให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเงินลงทุนที่ได้รับการจัดสรร ต้องเร่งรัดเบิกจ่าย นอกจากนี้ยังมีปัญหาพ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้หน่วยงานต่างๆ กังวล ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า บางครั้งทำไปแล้วกลังผิดก็เริ่มทำใหม่ทำให้เสียเวลา ซึ่งกรมบัญชีกลางจะเร่งทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เพื่อลดความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายใหม่และให้การเดินหน้าเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนสูงและติดปัญหากับกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่จำนวน 33 แห่ง ได้แก้ไขให้ออกจากการบังคับใช้ของกฎหมายตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ซึ่งเป็นการยกเว้นให้ถาวร ดังนั้นการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2562 จึงจะไม่มีปัญหาล่าช้าเหมือนที่ผ่านมาได้อีกต่อไป หากล่าช้าก็ไม่ได้เกิดจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวว่า มั่นใจว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2562 จะได้สูงขึ้น เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณใหม่ที่กำลังมีผลบังคับใช้ใหม่ ไม่ให้กันเงินงบประมาณที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาได้อีกต่อไปเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นทุกหน่วยงานจะต้องทำการเซ็นสัญญาโครงการก่อนสิ้นปีงบประมาณ ไม่เช่นนั้นงบประมาณดังกล่าวจะถูกยกเลิกและต้องไปเริ่มกระบวนการขอใหม่ในปีงบประมาณต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในกฎหมายงบประมาณเก่า ให้มีการกันเงินได้ทั้งแบบกันแบบทั้งมีหนี้และกันแบบไม่มีหนี้ ซึ่งกฎหมายงบประมาณใหม่กำหนดให้การกันงบประมาณแบบไม่มีหนี้ให้สูญพันธุ์ไป ทำให้เป็นตัวเร่งหน่วยงานต้องเร่งเซ็นสัญญาโครงการลงทุนก่อนสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนได้มากเพิ่มขึ้นไปด้วย&amp;quot; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีวงเงินงบลงทุนที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ประมาณ 1 แสนล้านบาท หากกฎหมายงบประมาณใหม่มีผลบังคับใช้ภายในเดือนนี้ งบประมาณส่วนนี้จะถูกพับยกเลิกไปทันที ทำให้หน่วยงานต่างพยายามเร่งทำสัญญาให้ได้ก่อนสิ้นเดือนนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18276</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อจัดจ้าง, จี้ส่วนราชการเร่งทำสัญญา, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, วงเงิน 3 ล้านล้านบาท, เบิกจ่ายงบประมาณปี 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกุมขมับเบิกจ่ายวืดเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; เปิดผลงานเบิกจ่ายงบประมาณ 10 ปีงบประมาณ2561 อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท วืดเป้าหมาย 1.37% พร้อมตัวเลขส่วนราชการลุยก่อหนี้รายจ่ายลงทุนแล้ว 4.31 แสนล้านบาท อานิสงส์มาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายออกฤทธิ์


นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในช่วง 10 เดือน ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (ต.ค.60-ก.ค.61) เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้ 2.3 ล้านล้านบาท หรือ79.60% ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.37% แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ เบิกจ่ายได้จำนวน2.01ล้านล้านบาท หรือ 89.85% สูงกว่าเป้าหมาย 6.23% ขณะที่รายจ่ายลงทุน(ไม่รวมงบกลาง) เบิกจ่ายได้จำนวน 2.95แสนล้านบาท หรือ 51.13% ต่ำกว่าเป้าหมาย 21.05% ส่วนผลการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เบิกจ่ายแล้วจำนวน1.8 แสนล้านบาท หรือ 55.80% ของวงเงินงบประมาณ 3.23 แสนล้านบาท


โดยจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องก่อหนี้ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีการก่อหนี้ได้เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา จำนวน 1.35 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.36% โดยก่อหนี้แล้วจำนวน 4.31แสนล้านบาท หรือ 74.74% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน


&amp;ldquo;ขณะนี้ได้ปประกาศ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ. 2561 ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จำนวน 1.27 หมื่นล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่ก่อหนี้ไม่ทันในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยตั้งเป็นงบกลาง 1หมื่นล้านบาท และกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก 2.73 พันล้านบาท&amp;rdquo; นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15639</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, ทุกหน่วยงานราชการ, น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, เบิกจ่ายงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปท.ผงะผ้าห่มยังทุจริต &#039;มท.&#039;รับโอนจนท.พันโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ป.ป.ท.&amp;rdquo; ถึงกับผงะ! โกงลามถึงผ้าห่มแล้ว ที่สิงห์บุรี ชี้จัดซื้อแพงกว่าปกติแต่คุณภาพห่วย ซ้ำอากาศก็ไม่หนาวถึงขั้นต้องใช้ เพจหมาเฝ้าบ้านแฉย้ำ ปล่อยมือสอบปลอมลายเซ็นลอยนวล ที่สำคัญกำลังโยกจาก พม.ไปสังกัด มท.แล้ว กรมบัญชีกลางเร่งจัดสัมมนาถอดบทเรียนทุจริต
เมื่อวันอาทิตย์ พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมชุดปฏิบัติการ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการใช้จ่ายเงินอุดหนุนประเภทสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสิงห์บุรี ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในกรณีการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวเพื่อแจกผู้สูงอายุตามฎีกาเบิกจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ท.กรทิพย์อธิบายว่า ในเดือน ก.พ. ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สิงห์บุรี ได้จัดซื้อผ้าห่มกันหนาวด้วยวิธีตกลงราคาในวงเงินงบประมาณ 200,000 บาท เพื่อจัดซื้อผ้าห่ม 500 ผืน โดยให้เหตุผลการจัดซื้อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ จ.สิงห์บุรีมีผู้สูงอายุประสบภัยหนาวจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องจัดหาผ้าห่มเพื่อมาแก้ไขปัญหาภัยหนาวให้แก่ผู้อายุดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวต่อว่า ปกติการจัดซื้อผ้าห่มของหน่วยงานอื่นๆ นั้น ตามหลักแล้วจะอิงตามกำหนดขนาดและราคาของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย คือ ความกว้างไม่น้อยกว่า 146 เซนติเมตร ความยาวไม่น้อยกว่า 195 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 1,100 กรัม และมีราคากลางไม่เกินผืนละ 240 บาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการก็ได้จัดซื้อผ้าห่มกันหนาว โดยอ้างอิงประกาศของ ปภ.&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตรวจสอบการจัดซื้อผ้าห่มของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สิงห์บุรี สิ่งที่พบลำดับแรกคือ ราคาผืนละ 400 บาท เกินกว่าราคาที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเคยจัดซื้อ และเมื่อนำผ้าห่มมาชั่งน้ำหนัก พบว่ามีน้ำหนักไม่ถึง 1,100 กรัม และกว้างไม่ถึง 180 ซม. ไม่ตรงตามที่คุณลักษณะเฉพาะ ซึ่งผู้มีรายชื่อรับการสงเคราะห์ ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี ยืนยันว่าผ้าห่มที่นำมาให้ตรวจสอบนั้นเป็นผ้าห่มที่ได้รับจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสิงห์บุรี ในปีงบประมาณ 2560&amp;rdquo; พ.ท.กรทิพย์กล่าว&amp;nbsp;
พ.ท.กรทิพย์กล่าวย้ำว่า เมื่อตรวจสอบถึงคุณภาพของผ้าห่ม พบว่าบางรายใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเกิดการชำรุด และไม่สามารถใช้ได้อีก บางรายใช้มาเป็นเวลา 1 ปี แต่เมื่อนำไปซัก สีผ้าตก และเนื้อผ้ามีลักษณะเปื่อยยุ่ย ส่วนใหญ่ได้มาก็ไม่ได้นำไปใช้ เนื่องจากอากาศไม่หนาว จึงไม่จำเป็นต้องใช้อีก รวมทั้งได้รับแจกมาแล้วหลายครั้งจากหน่วยงานอื่น จึงเก็บไว้ไม่ได้มีการนำมาใช้งาน
&amp;ldquo;ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า มีผ้าห่มในลักษณะเดียวกันได้แจกจ่ายให้ชาวบ้านในปีงบประมาณ 2561 ด้วย จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการตรวจสอบลึกลงไปถึงรายละเอียดการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวในปีงบประมาณ 2561 ด้วย รวมถึงดำเนินการตรวจสอบการยื่นชำระภาษีของผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับศูนย์คุ้มครองเพื่อเชื่อมโยงพฤติการณ์ต่างๆ ต่อไป&amp;rdquo; พ.ท.กรทิพย์กล่าว
ขณะเดียวกัน เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ซึ่งเป็นแผนงานด้านป้องกันขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างสังคมแห่งการตรวจสอบ จับตาเฝ้าระวังคอร์รัปชัน ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพในหัวข้อว่า &amp;ldquo;ทาบกระจกปลอมลายเซ็น โกงคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น&amp;rdquo; มีเนื้อหาพร้อมภาพว่า ภาพสุดอินไซด์ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ทาบกระจกปลอมลายเซ็นชาวบ้านในเอกสารรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2560 ที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น โดยน้องแบม น.ส.ปณิดา ยศปัญญา ส่วนคนในภาพคือ นางสายชล สมดา ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สนับสนุนปฏิบัติงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทีมทำงานของผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม มีหน้าที่ถ่ายสำเนาบัตรประชาชนชาวบ้าน สอนวิธีกรอกข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ รายได้ ปัญหาที่ขอรับการช่วยเหลือของชาวบ้านในแบบสอบข้อเท็จจริง ปั้นข้อมูลกันเองโดยไม่ต้องลงพื้นที่ และเป็นคนสอนวิธีการเซ็นชื่อลายมือชาวบ้านด้วยการทาบกระจกให้กับคนอื่นๆ
&amp;ldquo;เป็นหนึ่งในสามของลูกจ้างศูนย์ที่ร่วมขบวนการโกงคนยากไร้ ซึ่ง พส.ไม่เคยแตะต้อง ไม่สอบสวนเอาผิด แถมยังเอาใจใส่ต่อสัญญาจ้างให้เป็นพิเศษ ขณะที่ลูกจ้างอื่นที่ไม่ใช่พวก ไม่ได้รับการต่อสัญญาแม้แต่คนเดียวไม่แค่นั้น พส.ยังได้เลือกสรรนางสายชลเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งนักพัฒนาสังคม ปฏิบัติงานศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่นที่เดิม ตามประกาศกรมฉบับวันที่ 20 เม.ย.2561 ที่ลงนามโดยนางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส.&amp;rdquo; เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านระบุ
เพจยังระบุอีกว่า อาจนับเป็นความโชคดีของคนดี ๆ ใน พส. เพราะนางสายชลสละสิทธิ์ไปเอาตำแหน่งข้าราชการ เป็นนักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการหรือพัฒนากร สังกัดกรมการพัฒนาชุมชน มท.แล้ว โดยเตรียมรายงานตัวในวันที่ 11 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ไม่รู้ว่ากรมการพัฒนาชุมชนจะรู้หรือยังว่ากำลังรับของดีเข้าบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันมีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตภาครัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก โดยสาเหตุการทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากการกำกับดูแลและควบคุมด้านการเงินการบัญชีที่ยังไม่เหมาะสมและเพียงพอ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสที่จะก่อการทุจริตได้ ประกอบกับรัฐบาลให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งกรมตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างการรับรู้ถึงเหตุการณ์การทุจริตและสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งแนวทางในการป้องกันการทุจริตและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเสี่ยง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ กระบวนการบริหารงานและการปฏิบัติงาน ตลอดจนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงจัดให้มีการสัมมนาเรื่องการถอดรหัสการทุจริตภาครัฐภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐ ในวันจันทร์ที่ 7 พ.ค. ณ ห้องกษัตริย์ศึก โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์
น.ส.สุทธิรัตน์กล่าวอีกว่า งานสัมมนาดังกล่าวจะมีผู้แทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงาน ป.ป.ท., สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรมบัญชีกลาง มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การทุจริตที่เกิดขึ้นในภาครัฐ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินการบัญชีและด้านการตรวจสอบภายในของหน่วยงานภาครัฐ ได้เรียนรู้และสามารถปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงและการสร้างระบบการควบคุมภายในที่ดีในการบริหารงานและการปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และส่งผลต่อความเสียหายและภาพลักษณ์ของหน่วยงานภาครัฐได้
&amp;ldquo;นอกจากสัมมนาเพื่อถอดบทเรียนการทุจริตที่เกิดขึ้นในภาครัฐแล้ว ยังได้สร้างการรับรู้ถึงการรับจ่ายเงินภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติงานด้านการเงินการบัญชีและการตรวจสอบภายใน ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ในอันที่จะช่วยให้การรับ-จ่ายเงินด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างถูกต้อง มี ระบบการควบคุมและการตรวจสอบที่เพียงพอและเหมาะสม&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เผยผลวิจัยเชิงสำรวจหรือโพลเรื่อง ความคิดเห็นต่อสิ่งที่ควรจะมีในประเทศไทย โดยสำรวจคนไทยทั่วประเทศ 1,249 ราย ระหว่างวันที่ 1-5 พ.ค. ซึ่งผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือ 80.2% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อประเทศมีประชาธิปไตย ในขณะที่ 19.8% ไม่เชื่อ นอกจากนี้ส่วนใหญ่หรือ 85.7% เชื่อว่าทุจริตคอร์รัปชันจะลดลง เมื่อสื่อมวลชนมีเสรีภาพกว่านี้ ในขณะ 14.3% ไม่เชื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่น่าสนใจคือผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือ 73.9% เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิบัติดีเมื่อมีภาคประชาชนเข้มแข็ง ในขณะที่ 26.1% ไม่เชื่อ ผลสำรวจยังพบด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือ 83.4% เชื่อว่าการศึกษาไทยจะก้าวไกล ต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์เด็ก ในขณะที่ 16.6% ไม่เชื่อ&amp;rdquo; ผลโพลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลสำรวจยังมีข้อเสนอแนะ 5 อันดับแรก เพื่อทำให้ระบบการศึกษาไทยดีขึ้น พัฒนาสร้างสรรค์เด็กไทยสู่เป้าหมาย คือ 40.6% ระบุเพิ่มกิจกรรมนอกชั้นเรียนเพื่อเสริมทักษะด้านสติปัญญา และความรู้ในชีวิตจริง รองลงมา 23.9% ระบุเพิ่มคุณภาพครู อาจารย์ ผู้สอน เข้มงวดมากขึ้น ปรับปรุงหลักสูตร, 14.5% ระบุให้ผู้ปกครองส่งเสริมลูกในสิ่งที่ลูกสนใจ ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง, &amp;nbsp;8.2% ระบุลดการบ้าน ไม่ใช้เวลาเรียนที่มากเกินไป ให้การบ้านน้อยลง เด็กจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และ 7.5% ระบุนำหลักสูตรเหมาะสมกับวัยมาสอนให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นบ้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8629</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, ป.ป.ท., ปลอมลายเซ็นลอยนวล, ผู้สูงอายุประสบภัยหนาว, พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์, วาระแห่งชาติ, ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพจหมาเฝ้าบ้านแฉย้ำ, แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน, โกงลามถึงผ้าห่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb1ffdf139d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
