<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธปท.’ปัดหักคอแบงก์แฮร์คัทหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า กรณีการปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย&amp;nbsp;(แฮร์คัท)&amp;nbsp;นั้น ที่ผ่านมา ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการหารือกับสมาคมธนาคารไทยมาโดยตลอด โดยยืนยันว่า ธปท.&amp;nbsp;ไม่ได้บีบบังคับให้สถาบันการเงินใช้มาตรการแฮร์คัทหนี้กับลูกหนี้ทุกราย หรือลูกหนี้ทุกรายจะต้องได้รับการแฮร์คัทหนี้ โดยสิ่งที่ ธปท.&amp;nbsp;อยากเห็นคือการปรับโครงสร้างหนี้แบบยั่งยืนในระยะยาวที่สอดคล้องกับปัญหาด้านรายได้ เช่น ในช่วงต้นลูกหนี้รายได้อาจจะยังกลับมาไม่มาก ก็ขอให้สถาบันการเงินให้ลูกหนี้ผ่อนชำระในอัตราที่ไม่สูง ก่อนค่อย ๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป แต่ไม่ใช่การเลื่อน หรือพักหนี้เป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าไม่ได้มีมาตรการว่าสถาบันการเงินต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับลูกหนี้ สิ่งที่มีการตกลงกัน คือ ขอให้สถาบันการเงินพิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้แบบระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การให้ลูกหนี้ผ่อนชำระช่วงต้นต่ำมาก หากจำเป็นก็มีการขยายอายุหนี้ ปรับจากหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว การขยายสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาสภาพคล่องลูกหนี้ การลดภาระหนี้บางประการ ซึ่งมีวิธีทำได้หลายรูปแบบ โดยลูกหนี้ทุกคนไม่สามารถรับยาที่เหมือนกันได้ คนป่วยน้อย ได้รับผลกระทบน้อยก็ต้องได้รับยาที่เบากว่าคนที่ป่วยหนัก สถาบันการเงินสามารถใช้เครื่องมือประกอบตามความเหมาะสมในการแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะหากให้มีการแฮร์คัทหนี้เป็นวงกว้าง ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาไม่ส่งเสริมให้เกิดวินัยทางการเงิน&amp;nbsp;(moral hazard)&amp;nbsp;ได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาการจ่ายปันผลของสถาบันการเงินในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นั้น อาจต้องรอประเมินผลทดสอบ&amp;nbsp;stress test&amp;nbsp;ของสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะออกมาในช่วงต้นไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ว่าภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่&amp;nbsp;3.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวลดลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;2.6%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเร่งใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนในปีก่อน รวมถึงการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีปรับดีขึ้นและขยายจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&amp;nbsp;(ซอฟท์โลน)&amp;nbsp;และสินเชื่อฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่&amp;nbsp;5.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังปรับเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรถยนต์ขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวลดลง จากปริมาณการใช้บัตรเครดิตที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนการล็อกดาวน์ ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการสภาพคล่องในภาคครัวเรือน โดยบางส่วนเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(Non Performing Loan: NPL&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 3)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;5.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;NPL&amp;nbsp;ต่อสินเชื่อรวมที่&amp;nbsp;3.09%&amp;nbsp;ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง ด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม&amp;nbsp;(Significant Increase in Credit Risk: SICR&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 2)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;6.34%&amp;nbsp;ลดลงจากไตรมาสก่อนที่&amp;nbsp;6.42%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า ในไตรมาส&amp;nbsp;2/2564ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน&amp;nbsp;72.1%&amp;nbsp;โดยหลักจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปีก่อน ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ค่าธรรมเนียมหากเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสุทธิที่ไม่รวมผลของรายการพิเศษปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ตามรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย&amp;nbsp;(Return on Assets: ROA)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่&amp;nbsp;1.08%&amp;nbsp;แต่หากตัดผลของรายการพิเศษ&amp;nbsp;ROA&amp;nbsp;จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.89%&amp;nbsp;จากไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย&amp;nbsp;(Net Interest Margin: NIM)&amp;nbsp;ทรงตัวอยู่ที่&amp;nbsp;2.46%&amp;nbsp;ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง&amp;nbsp;(BIS ratio)&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;20.0%&amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่&amp;nbsp;8.51&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(NPL coverage ratio)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;152.2%&amp;nbsp;และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต&amp;nbsp;(Liquidity Coverage Ratio: LCR)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;186.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนความต้องการสินเชื่อได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนการควบรวมของธนาคารพาณิชย์&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แห่ง ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;และ ธนาคารธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.ค. 2564ทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการทำธุรกรรมเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่นมากขึ้น รวมทั้งมีการให้บริการทางการเงินที่สำคัญทั้งสินเชื่อ เงินฝาก การโอนเงินชำระเงิน ในปริมาณที่สูงและมีลูกค้าจำนวนมาก ส่งผลให้ธนาคารทหารไทยธนชาตเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบในประเทศ&amp;nbsp;(Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แห่งในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แห่ง ซึ่งปัจจุบัน&amp;nbsp;D-SIBs&amp;nbsp;ทุกแห่งมีความมั่นคง มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราที่ ธปท.&amp;nbsp;กำหนดและเพียงพอรองรับการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามมาตรการที่กำหนดในการกำกับดูแล&amp;nbsp;D-SIBs&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114257</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, ปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย (แฮร์คัท), แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612362cc3aad6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์กำไร Q1/64ทรุดหนี้บัตรพุ่งกระฉูด!ธปท.รับห่วงNPL</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;17 พ.ค. 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2564ว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2564ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 3.8%เทียบกับไตรมาส 1/2563และลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ที่ระดับ5.1%โดยสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งคิดเป็น 64.3% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอตัวลงจากการเร่งใช้สินเชื่อในช่วงเดียวกันของปีก่อนเพื่อเสริมสภาพคล่อง และส่วนหนึ่งเป็นผลจากการระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์แทนตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูงในช่วงต้นปีที่แล้ว ขณะที่เอสเอ็มอีได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ส่งผลให้สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวในอัตราที่ลดลง แม้ไม่รวมผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค คิดเป็น35.7 ของสินเชื่อรวม ขยายตัวที่ 5.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.4% โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 6.8% ตามอุปสงค์ที่อยู่อาศัยที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแนวราบ รวมถึงการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ และผลบวกจากมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมของภาครัฐ ส่วนสินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวลง อยู่ที่ 1.2% ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังคงหดตัวจากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 2.1% เนื่องจากได้รับผลจากการระบาดในช่วงแรก และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวอยู่ที่ 5.9% จากไตรมาสก่อนหน้า จากความต้องการสภาพคล่องในภาคครัวเรือน ซึ่งบางส่วนเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันผ่าน online platform และบัตรกดเงินสด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวอีกว่า ภาพรวมในไตรมาส 1/2564 ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20%เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 8.23 แสนล้านบาท ซึ่งในไตรมาส1/2564 ธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรอง อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14%โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 149.7%และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง
เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 186.5%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;ด้านคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2564ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ(Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.10%ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม(Significant Increase in Credit Risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 6.41%ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 6.62%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2564จำนวน 4.38 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน12% โดยกำไรสุทธิที่ลดลงนั้นมาจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่ลดลง 17.1%ทั้งนี้ หากเทียบกับไตรมาสก่อน กำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายเงินสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปี 2563 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.80%จากไตรมาสก่อนที่ 0.32% ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.43%จากไตรมาสก่อนที่ 2.52%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19ได้ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นช่วยชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ย
เงินให้สินเชื่อที่ลดลง&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.1pt&quot;&gt;ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการจากโครงการซอฟต์โลน และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินนั้น ปัจจุบันมีสินเชื่ออนุมัติแล้วทั้งสิ้น 1.38 แสนล้านบาท โดยมีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับซอฟต์โลน 7.77หมื่นราย ส่วนโครงการสินเชื่อฟื้นฟู มีสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติแล้ว 8.22 พันล้านบาท โดยมีผู้ได้รับสินเชื่อแล้ว 4.45 พันรายซึ่งมีวงเงินอนุมัติเฉลี่ยต่อราย 18 ล้านบาท ขณะที่มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 2 ราย คิดเป็นวงเงินตีโอน 750 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:5.95pt&quot;&gt;อย่างไรก็ดี ธปท. มองว่าแนวโน้มสินเชื่อในระยะต่อไปยังคงขยายตัวได้ จากมาตราการด้านการเงินต่าง ๆ ที่ออกไป ทั้งโครงการสินเชื่อซอฟท์โลน และมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ที่น่าช่วยทำให้ความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบธุรกิจได้รับการตอบสนองจากสถาบันการเงิน ส่วนเรื่องแนวโน้มหนี้เสียเป็นประเด็นที่ ธปท. และสถาบันการเงินกังวล ซึ่งกลุ่มที่เป็นห่วงคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อาทิ ท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่งผู้โดยสาร สายการบิน ภัตราคารและร้านอาหาร แต่ก็หวังว่าเมื่อรัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่ควบคุมสีแดงเข้ม จะช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ซึ่ง ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมออกมาตรการเมื่อจำเป็น ส่วนการจ่ายปันผลของสถาบันการเงินนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งต้องดูในเรื่องฐานะของสถาบันการเงิน แนวทางในต่างประเทศ และต้องดูผลกระทบให้ครบรอบด้าน ทั้งด้านผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน ลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103218</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a249642d0ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039; อัด3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจฝ่าโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า พระราชกำหนดกการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ) วงเงินรวม 3.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย2มาตรการช่วยเหลือ ได้แก่ 1. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท และ2. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 1 แสนล้านบาทได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่10 เม.ย. 2564 ถือเป็นมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรากรดังกล่าวได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้การออกแบบมาตรการในการให้ความช่วยเหลือในรอบนี้มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับความไม่แน่นอนได้ และครอบคลุมการแก้ปัญหาที่หลากหาย รวมถึงยังตอบโจทย์ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่มทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายใหญ่ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. มองว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่ยาขนานวิเศษที่จะแก้ปัญหาที่เกิดจากโควิด-19 ได้ทั้งหมด ดังนั้นการทำมาตรการจึงจำเป็นต้องร่วมกันในหลายส่วน ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือพูดคุยกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้มาตรการที่ออกมาในครั้งนี้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ครอบคลุมการแก้ปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้นหากวงเงินในมาตรการใดเหลือก็สามารถเอาไปปรับเปลี่ยนกับวงเงินในอีกมาตรการได้ แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวอีกว่า สถาบันการเงินสามารถยื่นคำขอกู้เงินจาก ธปท. ตามมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2564 เป็นต้นไปโดย ธปท. ไม่ได้คาดหวังว่าเม็ดเงินจากมาตรการทั้งหมดจะออกไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบรนะยะเวลาของมาตรการไว้ค่อนข้างยาว คือ 2 ปี ซึ่งเม็ดเงินจากมาตรการจะค่อย ๆ ทยอยออกตามความต้องการใช้เงินของผู้ประกอบธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังไม่เปิดให้ยื่นกู้ แต่ ธปท.ได้กำชับไปยังสถาบันการเงินว่าหากมีลูกค้าติดต่อเข้ามา ให้รับคำขอของลูกค้าไว้ก่อน ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าพอจะมีการตกลงเงื่อนไขกันบ้างแล้ว โดยเชื่อว่ามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมทั้ง 2 มาตรการนี้ จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยเม็ดเงินลงไปในลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงได้มากกว่า พ.ร.ก.ซอฟท์โลน เดิมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการประเมินความเปราะบางของธุรกิจเอสเอ็มอีจากผลกระทบการระบาดของโควิด-19ระลอกใหม่ที่กระจายไปในวงกว้างกว่ารอบที่ผ่านมา ส่วนผลกระทบจะมีมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องขอไปรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อน พร้อมมองว่า หากมีความจำเป็นต้องปรับหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นนั้น ธปท. ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ในชั้นของประกาศ ธปท.ได้เลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100222</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา, น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607ff5cddcb9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;การันตีแบงก์ไทยฐานะแกร่งห่วงหนี้โรงแรม!รับผลกระทบโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ.2564 น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2563 ว่า มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของ โควิด-19 ได้ &amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบของโควิด-19 ต่อคุณภาพสินเชื่อ มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20.1% &amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.99 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 149.2% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 179.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.1% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน จาก 2.0% ในปี 2562&amp;rdquo; น.ส.สุวรรณี กล่าว&amp;nbsp;
สำหรับสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัวที่ 5.4% เทียบกับปีก่อนที่หดตัว 0.8% ปัจจัยหลักจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ส่วนหนึ่งกลับมาใช้สินเชื่อแทนการออกตราสารหนี้ในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอี หดตัวในอัตราที่ลดลงจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) สินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัว 4.6% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 7.5% สอดคล้องกับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยทยอยปรับดีขึ้นในทุกพอร์ตสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นภายหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะแนวราบที่ปรับดีขึ้นและแคมเปญการตลาดของผู้ประกอบการ ด้านคุณภาพสินเชื่อ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.23 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.12% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มี การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant Increase in Credit Risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 6.62%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 1.46 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อคุณภาพหนี้ ในระยะต่อไป ประกอบกับผลของฐานสูงจากรายได้จากเงินลงทุนซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษในปีก่อน &amp;nbsp;สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 0.65% จากปีก่อนที่ 1.39% และอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.51% จากปีก่อนที่ 2.73%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า เท่าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด NPL อาจจะมีการทยอยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่ช่วยเหลือไม่ได้ ต้องยอมรับว่าหนี้ก็มีปัญหาที่หลากหลาย แต่สิ่งที่พบคือยังไงก็ตามธนาคารพาณิชย์จะยังต้องช่วยเหลือลูกหนี้ ตัวเลข NPL ยังมีแนวโน้มค่อย ๆ ทยอยออกมา แต่จะยังเป็นตัวเลขที่อยู่ในวิสัยที่ธนาคารพาณิชย์ควบคุมได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นห่วงคือกลุ่มลูกหนี้จากโควิด-19 โดยตรง ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จากการติดตามพอร์ต พบว่า กลุ่มสินเชื่อธุรกิจโรงแรมก็มีผลกระทบที่แตกต่างกัน บางแห่งกลับมารับนักท่องเที่ยวได้เต็มจำนวนก่อนที่จะมีการระบาดระลอกใหม่ ทำให้เห็นว่ากลุ่มที่ปรับตัวปัญหาจะเริ่มลดลง แต่กลุ่มที่เป็นห่วงคือกลุ่มที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 100% ที่ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าพอร์ตโรงแรมคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธปท. เข้าไปคุยกับธนาคารพาณิชย์ที่มีพอร์ตลูกหนี้กลุ่มโรงแรม อยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่ายังอยู่ในกลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ แต่จากการประเมินล่าสุดบางที่กลุ่มที่รับนักท่องเที่ยวได้ก็เริ่มกลับมาจ่ายหนี้ได้ แต่อีกหลายส่วนก็ยังต้องช่วยเหลือ&amp;rdquo; น.ส.สุวรรณี กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93857</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_6033773b30d7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธปท.&#039;แจงแบงก์แห่สำรองรับหนี้เสียกดกำไรไตรมาส3วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.2563 น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3/2563 ว่า ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 4.6% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 5.0% ในไตรมาสก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งคิดเป็น 64.6% ของสินเชื่อรวมขยายตัวที่ 4.5% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้และหุ้นเพิ่มทุนแทนการใช้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวในอัตราที่ลดลงจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และการทยอยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งคิดเป็น 35.4% ของสินเชื่อรวมขยายตัวที่ 4.8% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่อยู่อาศัยแนวราบที่ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL หรือ stage 3) อยู่ที่ 5.13แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.14% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเทียบกับไตรมาสก่อนที่ 3.09% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 7.03% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 7.49%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ั้งนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2563 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2.8 หมื่นล้านบาท ทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมรองรับแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงในระยะต่อไป ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 0.52% จากไตรมาสก่อนที่ 0.60% และอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (NIM) ลดลงมาอยู่ที่ 2.55% จากไตรมาสก่อนที่ 2.60% ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อที่ลดลงเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.95 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.8% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.82 แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 149.7% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) อยู่ที่ 184.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19 ได้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ และชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงจากผลกระทบของโควิด-19&amp;quot; น.ส.สุวรรณีกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84022</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตั้งสำรองหนี้, น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3d585596c51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
