<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่วิน-แท็กซี่เฮ ถึงคิว‘เยียวยา’ ‘พ.ย.’รับทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงคิวแท็กซี่-วินมอเตอร์ไซค์ &amp;nbsp;ขีดเส้นอายุเกิน 65 ปี จองคิวรับเงินลงทะเบียนเยียวยาโควิด 29 จังหวัด เริ่ม 18 ต.ค. พร้อมจ่ายผ่านพร้อมเพย์ต้นเดือน พ.ย. &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ขอขยายมาตรการขยายพักหนี้สกัด NPL
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า โครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ใน 29 จังหวัด ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะเปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 25 ต.ค.-5 พ.ย.2564 ณ กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-4 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้รับสิทธิต้องเตรียมเอกสาร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ &amp;nbsp;บัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 จึงขอให้ผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ จองคิวออนไลน์ล่วงหน้าเพื่อมาดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th/
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ใน 29 จังหวัด แบ่งเป็นการช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกใน 13 จังหวัด ช่วยเหลือ 10,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า กลุ่มที่ 2 ใน 16 จังหวัด ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง โดยจะจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ 2 รอบ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย.2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ
&amp;ldquo;ส่วนข้อสงสัยว่าเหตุใดโครงการดังกล่าวจึงช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ชี้แจงว่าเนื่องจากกลุ่มคนอายุเกิน 65 ปี เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 40 ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีอายุระหว่าง 15-65 ปี โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานได้เชิญชวนผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อรับเงินเยียวตามมาตรการของรัฐเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การช่วยเหลือครั้งนี้ จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ตามที่ทางภาครัฐได้มีการออกมาตรการพักชำระหนี้ โดยมีลูกหนี้ที่ขอรับความช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวประมาณ 7 ล้านล้านบาท เป็นลูกหนี้ SME ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวใกล้จะครบกำหนดแล้ว&amp;nbsp;
คุณหญิงสุดารัตน์ระบุด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยขอเรียกร้องให้พิจารณาขยายมาตรการพักหนี้เป็นการทั่วไปต่อไปอีกสักระยะ เช่น 6 เดือนถึง 12 เดือน ก่อนที่หนี้ในระบบจะกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เสีย (NPL) เพราะหากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก ก็อาจเข้าสู่ภาวะจำใจต้องทิ้งหนี้ และในที่สุดต้องถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์บังคับหลักประกันขายทอดตลาด &amp;nbsp;ส่งผลต่อต้นทุนในการจัดการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และทำให้เกิดปัญหาการกดราคาทรัพย์สิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120027</URL_LINK>
                <HASHTAG>จองคิวรับเงินลงทะเบียนเยียวยาโควิด, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, วินมอเตอร์ไซค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b6023e882d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รีบเลย รัฐบาลเปิดลงทะเบียนรับเงินเยียวยา แท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ อายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ใน 29 จังหวัด ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;จะเปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 25 ต.ค. &amp;ndash; 5 พ.ย. 2564 ณ กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-4 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้รับสิทธิต้องเตรียมเอกสารได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ บัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 จึงขอให้ผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ จองคิวออนไลน์ล่วงหน้าเพื่อมาดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.th/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ใน 29 จังหวัด แบ่งเป็นการช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกใน 13 จังหวัด ช่วยเหลือ 10,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่2 ใน 16 จังหวัด ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง&amp;nbsp;โดยจะจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ 2 รอบ &amp;nbsp;รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย. 2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย. 2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนข้อสงสัยว่าเหตุใดโครงการดังกล่าว จึงช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่มีอายุ เกิน 65 ปี ชี้แจงว่า เนื่องจากกลุ่มคนอายุเกิน 65 ปี เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 40 ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีอายุระหว่าง 15 - 65 ปี โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงาน ได้เชิญชวนผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อรับเงินเยียวตามมาตรการของรัฐเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การช่วยเหลือครั้งนี้ จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119960</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา, เยียวยาแท็กซี่-วินมอไซค์, โครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61654586a6cee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน57จว.ระวังนํ้าล้น นายกฯกำชับคค.-กองทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่ง ก.คมนาคมเร่งสำรวจซ่อมแซมเส้นทางเสียหายจากอุทกภัย กำชับเหล่าทัพดูแล ปชช.พื้นที่เสี่ยง หลังพายุ 2 ลูกจ่อเข้าซ้ำ &amp;quot;ปภ.&amp;quot; เตือน 57 จว.เฝ้าระวังระดับน้ำช่วง 10-16 ต.ค. &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot; ติดตามสถานการณ์น้ำ จ.อุบลราชธานี เตรียมเร่งรัดงบเยียวยาเกษตรกรเสียหาย &amp;quot;ชัยนาท&amp;quot; ชาวบ้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาระทมหนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ต.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ว่า ผลจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เส้นทางการคมนาคมทั้งทางบกและทางรางหลายเส้นทางเสียหาย &amp;nbsp;ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้ กระทบต่อการเดินทางของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว &amp;nbsp;จึงกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งแก้ไขปัญหา โดยเร่งสำรวจเส้นทางการคมนาคมที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยและแก้ไขซ่อมแซมฟื้นฟูโดยเร็ว เมื่อสถานการณ์อุทกภัยมีความคลี่คลายแล้ว เพื่อให้เส้นทางการคมนาคมของประชาชนที่ได้รับความเสียหายกลับมาใช้งานได้ปกติโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า เส้นทางใดที่ได้รับความเสียหายยังไม่สามารถใช้เดินทางสัญจรได้ นายกฯ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีระบบการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง โดยต้องแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วกันว่าเส้นทางในพื้นที่นั้นได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้เดินทางได้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และยังถือเป็นการลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน แต่ด้วยขณะนี้มีสถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และให้สังเกตป้ายการแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการเดินทางในพื้นที่ใกล้เคียงอุทกภัย ขอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนการเดินทาง และเดินทางด้วยความไม่ประมาท เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง&amp;quot; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับกระทรวงกลาโหม โดยทุกเหล่าทัพให้คงกำลังสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากพายุเตี้ยนหมู่ ในพื้นที่ต่างๆ กว่า 30 จังหวัดต่อเนื่องกันไปจนถึงขั้นฟื้นฟู ขณะเดียวกันให้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ผลกระทบจากร่องมรสุมพาดผ่านและผลกระทบจากพายุโซนร้อนไลออนร็อกและคมปาซุ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยจากฝนตกสะสมต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยให้เสริมกำลังหมุนเวียนร่วมกับจิตอาสาและเครื่องมือช่างกระจายลงพื้นที่เข้าช่วยประชาชนให้ทั่วถึง รวมทั้งขอให้ใช้สะพานทหารเข้าช่วยดำรงไม่ให้เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด
เตือน 57 จว.เฝ้าระวังระดับน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตั้งแต่ 23 ก.ย.ถึงปัจจุบัน ทุกเหล่าทัพยังคงกระจายกำลังลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง 33 จังหวัด โดยได้จัดกำลังพลหมุนเวียนกว่า 10,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์และเครื่องมือช่าง เช่น รถยนต์บรรทุกขนาดต่างๆ รถขุดตัก รถยนต์บรรทุกเทท้าย รถครัวสนาม รถประปาสนาม จัดสร้างพื้นที่พักหลบภัยชั่วคราว พร้อมห้องน้ำและห้องสุขา รถพยาบาล เรือท้องแบน เรือผลักดันน้ำ สะพานชนิดต่างๆ และอากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น&amp;quot; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองอำนวยการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติว่า ได้ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำจากแผนที่ฝนคาดการณ์ ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) ได้ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากของกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่าในช่วงวันที่ 10-16 ต.ค. พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังอุทกภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพื้นที่เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สกลนคร และอุบลราชธานี, ภาคตะวันออก ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด และเพชรบุรี, ภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ, ภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง สุโขทัย น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี และสระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และประจวบคีรีขันธ์, ภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต และกระบี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่ง และท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำ ภาคเหนือ ได้แก่ บริเวณแม่น้ำน่าน อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร, &amp;nbsp;แม่น้ำยม อ.สามง่าม อ.โพนทะเล จ.พิจิตร, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณแม่น้ำชี อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย และ อ.เมืองฯ จ.มหาสารคาม, อ.ฆ้องชัย อ.กมลาไสย อ.ยางตลาด และ อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์, อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด, อ.เมืองฯ และ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร, แม่น้ำมูล อ.ประโคนชัย อ.สตึก และ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์, อ.ชุมพลบุรี และ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์, อ.เมืองฯ และ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และ อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี, &amp;nbsp; ภาคกลาง บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์, อ.เมืองฯ จ.สิงห์บุรี, อ.เมืองฯ จ.อ่างทอง และ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา, แม่น้ำป่าสัก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.เมืองฯ จ.สระบุรี, แม่น้ำลพบุรี อ.เมืองฯ จ.ลพบุรี, &amp;nbsp;แม่น้ำท่าจีน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และเฝ้าระวังแม่น้ำโขง โดยระดับน้ำมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กอปภ.ก.จึงได้แจ้งให้ 57 จังหวัดและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า ให้จัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัย และทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที&amp;quot; กอปภ.ก.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวง เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยรับฟังการรายงานสรุปสถานการณ์น้ำบริเวณเขื่อนธาตุน้อย การบริหารจัดการน้ำและความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแก้งโพธิ์ ต.ค้อทอง อ.เขื่อนใน จ. อุบลราชธานี
เร่งเยียวยาเกษตรเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัยกล่าวว่า จากการรับฟังการรายงานสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทานและแนวโน้มสถานการณ์น้ำ คาดว่ามวลน้ำจากทางตอนบน ซึ่งยอดน้ำอยู่ที่ จ.มหาสารคาม จะเดินทางมาถึงเขื่อนยโสธร-พนมไพร ในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งพนังกั้นแม่น้ำชีของเขื่อนยโสธร-พนมไพร สามารถรองรับน้ำได้ถึง 1,700 ลบ.ม./วินาที และระดับน้ำปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าคันพนัง 2.00 ม. จึงสามารถรองรับน้ำปริมาณดังกล่าวได้ แต่จะมีผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก และมวลน้ำจะเดินทางมาถึงเขื่อนธาตุน้อยในวันที่ 18 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้สั่งการกรมชลประทานให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ พร้อมเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือให้พร้อมสำหรับเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งรัดงบประมาณในเรื่องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบของกรมบัญชีกลางให้แล้วเสร็จใน 60 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติจากสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งและน้ำท่วม ซึ่งส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รวมทั้งเร่งรัดงบประมาณตามแผนการขอสร้างสถานีสูบน้ำให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;quot; รมว.เกษตรฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ชัยนาท สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมืองชัยนาท อ.วัดสิงห์ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา น้ำสูงขึ้น 5 เซนติเมตร บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีน้ำท่วมสูงกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนด้านท้ายเขื่อนที่ อ.สรรพยา น้ำท่วมในพื้นที่ลดลง 8 เซนติเมตร &amp;nbsp; แต่ยังมีน้ำท่วมขังสูง 30 เซนติเมตร ไปจนถึงกว่า 1 เมตร ซึ่งน้ำที่ท่วมขังนานกว่า 2 สัปดาห์ ได้เกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นซ้ำเติมทุกข์ชาวบ้านมากขึ้น ชาวบ้านจึงอยากให้หน่วยงานช่วยสูบน้ำเน่าที่ท่วมขังออกจากพื้นที่ หรือช่วยเปิดประตูระบายน้ำลงคลองชลประทานเพื่อให้น้ำที่ท่วมขังลดลงโดยเร็ว โดยเฉพาะจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำตามชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ตราด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำจากเขื่อนคีรีธาร อ.ขลุง จ.จันทบุรี ระบายน้ำลงสู่คลองสะตอตอนบน หลังมีฝนตกหนักและปริมาณน้ำล้นเกินความจุ ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงมายังคลองสะตอตอนล่าง ระดับน้ำในคลองสูงขึ้น โดยสถานีวัดระดับน้ำที่คลองสะตอ บ้านหนองบัว ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด มีความสูงถึงระดับ 9 เมตร ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเรือนใน 4 หมู่บ้าน ตั้งแต่เวลา 04.00 น. และถึงเวลา 10.00 น. ทำให้ระดับสูงถึง 150 ซม. ในระดับถนนเข้าหมู่บ้าน ซึ่ง 4 หมู่บ้านน้ำท่วม และมีระดับความสูงตั้งแต่ 80-150 ซม. มีบ้านเรือนกว่า 20 หลังคาเรือนถูกน้ำท่วม และอีก 5 หลังคาเรือนน้ำท่วมรอบบ้านและออกมาไม่ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119349</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b6023e882d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งคมนาคมเร่งสำรวจซ่อมถนนที่เสียหายจากน้ำท่วม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.2564 &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ ส่งผลให้เส้นทางการคมนาคม ทั้งทางบกและทางรางหลายเส้นทางเสียหาย ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว จึงกำชับให้กระทรวงคมนาคม เร่งแก้ไขปัญหา โดยเร่งสำรวจเส้นทางการคมนาคม ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยและแก้ไขซ่อมแซมฟื้นฟูโดยเร็วเมื่อสถานการณ์อุทกภัยมีความคลี่คลายแล้ว เพื่อให้เส้นทางการคมนาคมของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย กลับมาใช้งานได้ปกติโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางใดที่ได้รับความเสียหาย ยังไม่สามารถใช้เดินทางสัญจรได้ นายกรัฐมนตรี ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีระบบการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง โดยต้องแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วกันว่าเส้นทางในพื้นที่นั้นได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้เดินทางได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และยังถือเป็นการลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน แต่ด้วยขณะนี้มีสถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวัง ปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และให้สังเกตป้ายการแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการเดินทางในพื้นที่ใกล้เคียงอุทกภัย ขอให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนการเดินทาง เดินทางด้วยความไม่ประมาท เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119288</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซ่อมถนน, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงแผ่นดินไทยแล้ว’ไฟเซอร์’2 ล้านโดส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 08.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้เดินทางไปตรวจรับมอบวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2 ล้านโดส ซึ่งมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 04.35น. ที่ผ่านมา โดยสายการบิน DHL เที่ยวบิน 3L 350&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวภายหลังเป็นประธานรับมอบวัคซีนไฟเซอร์ ว่า วัคซีนที่มาถึงประเทศในวันนี้ เป็นล็อตแรกจากทั้งหมดที่รัฐบาลจัดซื้อมา 30 ล้านโดส ซึ่งทางไฟเซอร์จะจัดส่งในเดือน ต.ค.อีก 6 ล้านโดส รวมถึงสิ้นเดือนต.ค.จะมีวัคซีนเข้ามา 8 ล้านโดส และครบทั้ง 30 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้แน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายอนุทินยังระบุวัคซีนทั้ง 30 ล้านโดสจะมีการจัดส่งได้ภายในปีนี้ ส่วนถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะมีทั้งหมด 8 ล้านโดส โดยจะเข้ามาทุกวันพุธของทุกสัปดาห์และไฟเซอร์จะทำการจัดส่งไปยังที่หมายตามที่กรมควบคุมโรคกำหนดไว้ทั่วประเทศ เพราะราคาที่จัดซื้อมานี้รวมค่าจัดส่งแล้ว การจัดส่งจะเป็นแบบ door to door กลุ่มเป้าหมายหลักที่จะฉีดวัคซีนไฟเซอร์คือลูกหลานอายุระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 5 ล้านคน ใช้วัคซีน 10 ล้านโดส ส่วนที่เหลือก็จะนำไปกระจายให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งกรมควบคุมโรคได้มีการวางแผนการฉีดไว้แล้ว โดยเฉพาะในการฉีดไขว้ตามมติคณะอนุกรรมการด้านเสริมภูมิคุ้มกันกันที่มีมติสูตรการฉีดที่จะทำให้มีภูมิคุ้มกันสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดซิโนแวคเข็มแรก แอสตร้าซิเนก้าเข็มที่ 2 หรือแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก และไฟเซอร์เข็มที่2 หลังจากรับวัคซีนล็อตนี้แล้วกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ อย. จะดำเนินการตรวจรับตามขั้นตอนและเร่งให้มีการกระจายวัคซีนไปยังพื้นที่เป้าหมายต่างๆ ทั่วประเทศเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ในปีหน้าก็ได้มีการพูดคุยไปในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทยว่าจะมีวัคซีนในเทคโนโลยีทุกประเภท เพียงพอในการให้การดูแลให้ความปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118182</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153d139b40da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชิญชวนลงทะเบียน เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 รับ 2 ล้านสิทธิ เริ่มเที่ยว 15 ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร การบริการท่องเที่ยว ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรก โดยโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ให้สิทธิ 2 ล้านสิทธิเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม 40% ของราคาที่พักต่อห้องต่อคืน ทั้งนี้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อห้องต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 15 ห้อง หรือ 15 คืน , สนับสนุนคูปองอาหาร/ท่องเที่ยวมูลค่า 600 บาทต่อห้องต่อคืน ให้กับประชาชนเมื่อ check-in โรงแรมสำเร็จ โดยคูปองอาหาร/ท่องเที่ยว สามารถใช้ได้ที่ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยประชาชนชำระ 60% และรัฐบาลสนับสนุนอีก 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง พร้อมทั้งยัง สนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 40% ไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท ตามเงื่อนไขของจังหวัดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่เว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน .com สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประจำตัวประชาชน อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน โดยเมื่อลงทะเบียนรับสิทธิแล้ว จะเปิดให้ลงทะเบียนจองที่พัก โรงแรมในวันที่ 8 ต.ค.2564 ถึง 23 ม.ค.2565 เริ่มเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2564 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ม.ค.2565 สำหรับประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 1 และ 2 แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิใหม่ สามารถใช้สิทธิที่คงเหลือต่อได้ โดยเริ่มจองโรงแรม/ที่พัก ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 64 - 23 ม.ค. 65&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวัน 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการทัวร์เที่ยวไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการในช่วงปลายปี โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าการท่องเที่ยวภายในประเทศปีนี้ ว่าจะเกิดการเดินทางประมาณ 90 ล้านคน-ครั้ง โดยไม่ต่ำกว่าปี 2563 สร้างรายได้ 4 แสนล้าน และคาดว่าโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการทัวร์เที่ยวไทย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117723</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, เราเที่ยวด้วยกัน .com, เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลื้มเฟกนิวส์ลดข่าวจริงเพิ่ม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp; น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับทราบรายงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) เกี่ยวกับสถานการณ์ข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนว่าในปี 2564 มีแนวโน้มที่ลดลง ส่วนจำนวนข่าวจริงมีมากขึ้น ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมการทำงานของทั้งดีอีเอสในฐานะหน่วยงานหลักรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคม ประชาชนที่ร่วมกันทำงาน แจ้งเบาะแสข่าวที่ต้องมีการตรวจสอบ หาข้อมูลข้อเท็จจริงชี้แจงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในยุคที่มีโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม มีการสื่อข้อมูลข่าวสารจำนวนมากกันอย่างรวดเร็ว ภาครัฐฝ่ายเดียวคงไม่สามารถดูแลได้ต้องอาศัยประชาชนช่วยกันดูแลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไป โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมจากการหลงเชื่อข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน การรู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี การใช้โซเชียลมีเดียที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายมีแง่มุมที่ดีคือเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สนับสนุนการเกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นช่องทางการส่งข้อข่าวสารที่สร้างความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความแตกแยกในสังคม &amp;nbsp;ซึ่งต้องอาศัยกลไกความร่วมมือทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน แนวโน้มที่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่ลดลงนี้ นายกฯ ชื่นชมการทำงานของทุกฝ่ายทั้ง และขอให้ร่วมกันทำงานที่เข้มแข็งเช่นนี้ต่อไป&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า ดีอีเอสได้รายงานว่าในปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนข่าวปลอมลดลง 26.43% เมื่อเทียบกับปี 2563 ข่าวบิดเบือนลดลง 6.69% ขณะที่ข่าวจริงเพิ่มขึ้น 28.66% &amp;nbsp;นอกจากนี้ดีอีเอสได้ร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง (ANSCOP) (ศตปค.ตร.) &amp;nbsp;กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด โดยปี 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 158 ราย ดำเนินคดีแล้ว 59 ราย ส่วนปี 2564 จำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 135 ราย ดำเนินคดีแล้ว 57 ราย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีอีเอส, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
