<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 19:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 19:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปราชญ์ชาวพุทธ ชี้พระทำผิดหรือถูกต้องยึดหลักพระธรรมวินัย อย่าใช้ความเข้าใจส่วนตัวตัดสิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 -&amp;nbsp;นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;เอาหลักพระธรรมวินัย อย่าเอาความเข้าใจส่วนตัว&amp;quot; ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีญาติมิตรท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ท่านไปเห็นพระตัดต้นไม้ในวัด ท่านเข้าใจว่าผิดวินัย เอาไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกว่าไม่เห็นจะผิดตรงไหน ต้นไม้อยู่ในวัด พระมีหน้าที่ดูแลวัด มีสิทธิ์ตัดได้อยู่แล้ว นี่แค่ ๒ คน ท่านกับเพื่อนเห็นไม่ตรงกัน ถ้าเปิดให้แสดงความคิดเห็นเป็นสาธารณะ คงมีความเห็นแตกต่างออกไปอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเกี่ยวกับพระ ถ้าจับหลักพระวินัยให้ถูกต้องได้ก็ไม่ยาก พระวินัยมีหลักการทำนองเดียวกับกฎหมาย คือมีองค์ประกอบหรือ &amp;quot;เกณฑ์&amp;quot; ที่ท่านกำหนดไว้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นไรผิด เช่นไรไม่ผิด เพราะฉะนั้นจึงไม่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจหรือความเชื่อความเห็นของใคร แต่ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ หรือหลักการ หรือองค์ประกอบที่ท่านกำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ คนส่วนมากไม่ได้ศึกษาหลักการที่ท่านกำหนดไว้ แต่เอาความเข้าใจของตัวเองเข้าไปตัดสิน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ก็ทำนองเดียวกับปัญหากฎหมายนั่นแหละ เราจะพูดเอาเองว่าทำอย่างนี้ผิดกฎหมาย ทำอย่างนั้นไม่ผิดกฎหมาย-แบบนี้ไม่ได้ แต่ต้องเอาหลักกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้นๆ มาจับ&amp;nbsp;อย่างไรผิด-ไม่ผิด วินิจฉัยไปตามหลัก&amp;nbsp;ไม่ใช่วินิจฉัยไปตามความเข้าใจเอาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางกรณีความเข้าใจของเราอาจไปตรงกับหลักกฎหมายเข้า แต่จะพูดว่า เห็นไหมเหมือนกับที่ฉันว่าเลย-อย่างนี้ก็ไม่ถูก ที่ถูกจะต้องพูดว่า เห็นไหม กฎหมายเขาว่าไว้อย่างนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นก็คือ จะเอา &amp;ldquo;ที่ฉันว่า&amp;rdquo; เป็นหลักไม่ได้ ต้องเอากฎหมายเป็นหลักอยู่นั่นเอง ถ้าเอาความเข้าใจของเราเป็นหลัก แล้วเกิดความเข้าใจของเราไม่ตรงกับหลักกฎหมายขึ้นมาล่ะ ทีนี้จะว่าอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ว่ามานี้จะเห็นได้ชัดแล้วว่า วิธีที่ถูกต้องคือ ศึกษาหลักพระธรรมวินัยอันว่าด้วยเรื่องนั้นๆ ให้เข้าใจชัดเจนก่อน เท่านี้ก็จะทราบได้เองว่าทำอย่างไรผิด-อย่างไรไม่ผิด-ตามหลักพระวินัย (ไม่ใช่ตามความเข้าใจของเรา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพูดว่า-ศึกษาหลักพระธรรมวินัย ภูเขาลูกมหึมาที่ขวางหน้าเราอยู่ก็คือความคิดว่า-ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ธุระ ชาวบ้านคิด ก็ยังพอว่า แต่ถ้าพระก็คิดอย่างนี้ด้วย ก็แย่เลย พระพุทธเจ้าท่านฝากพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัท คือทั้งพระทั้งชาวบ้าน แต่ชาวบ้านเราประมาทพลาดพลั้งกันมานานนักหนา-ที่คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ธุระ ถ้าไม่ปรับกระบวนคิดกันเสียใหม่&amp;nbsp; ความเสื่อมก็จะมาไวกว่าที่คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับชาวบ้าน ใคร่ขอร้องให้พวกเราช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัยให้มากขึ้น ปัญหาขัดแย้งกันอันเนื่องมาจากเอาความเห็นของตัวเองเป็นหลักก็จะน้อยลง&amp;nbsp;สำหรับพระภิกษุสามเณรผู้จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยตรง ขอกราบอาราธนาให้มีอุตสาหะศึกษาให้เข้าใจว่า อะไรห้ามทำ อะไรต้องทำ ขอให้เข้าใจว่านี่เป็นภารกิจหลักของวิถีชีวิตสงฆ์ เรื่องอื่นเป็นภารกิจรอง ทำได้ดังนี้ก็จะปฏิบัติได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่เป็นเหตุให้ต้องมีเรื่องนำมาถกเถียงกันวุ่นวาย ตรงกันข้าม จะยิ่งนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสจากประชาชนทั่วไป&amp;nbsp;ส่งผลไปถึงความเจริญมั่นคงแห่งพระศาสนาที่จะได้ทำหน้าที่อำนวยความสุขสงบให้แก่สังคมสืบไป
...............................
เรื่องพระ-เรื่องพระศาสนา เกิดปัญหาข้อสงสัยอะไร&amp;nbsp; กรุณาอย่าใช้ความเข้าใจส่วนตัวตัดสิน
...............................
นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119085</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, ปราชญ์ชาวพุทธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d3fb1c0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 21:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจริญเลย! &#039;ปราชญ์ชาวพุทธ&#039; วิพากษ์พรรคคนรุ่นใหม่ค้านรัฐอุปถัมภ์พระศาสนา ใครทำดีชั่วเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ต้องสอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.64 -&amp;nbsp;นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องส่วนตัว...เราทุ่มเทงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลไปเพื่อการแก้ปัญหาอันเกิดจากการกระทำของคนชั่ว และเราก็ทุ่มเทงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลไปเพื่อการศึกษาที่มุ่งสอนให้คนมีความรู้เป็นหลักใหญ่-ซึ่งสามารถใช้ความรู้นั้นไปเพื่อการทำชั่วได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น แต่เราแทบจะไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการอบรมบ่มเพาะสั่งสอนขัดเกลาผู้คนเพื่อไม่ให้เป็นคนชั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งเวลานี้ ศาสนา-ซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสั่งสอนผู้คนไม่ให้ทำชั่ว แต่ให้ทำดี ไปจนถึงฝึกอบรมจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด-ก็มีผู้แสดงความเห็นออกมาแล้วว่า &amp;ldquo;ควรเป็นเรื่องส่วนตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายความว่า การไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้สะอาด เป็นเรื่องส่วนตัว ใครจะทำหรือไม่ทำเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน บังคับกันไม่ได้ แล้วแต่ใครจะศรัทธา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดนี้ยังเสนอแนะต่อไปด้วยว่า ถ้าไม่ต้องการให้สมาชิกของสังคมทำอะไรที่เห็นว่าเป็นเรื่องชั่ว ก็ออกเป็นกฎหมายห้ามทำอย่างนั้นๆ เช่นไม่ต้องการให้มีคนโกง ไม่ต้องการให้มีการโกง ก็ออกกฎหมายห้ามโกง ใครโกง ผิดกฎหมาย ใช้กฎหมายจัดการ - แบบนี้จึงจะถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใครจะอบรมสั่งสอนลูกหลานไม่ให้โกง หรือจะไม่อบรมสั่งสอน หากแต่ปล่อยให้โกงไปตามเรื่องตามราว นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถือตามแนวคิดนี้-แนวคิดที่ว่า &amp;ldquo;ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว&amp;rdquo; การปลูกฝังสั่งสอนอบรมบ่มเพาะขัดเกลาให้ผู้คนมีศีลธรรมก็ไม่ต้องทำให้เป็นงานระดับชาติ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน จะเอางบประมาณของชาติมาทำย่อมผิดหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถ้าจะถือเคร่งตามแนวคิดนี้กันจริงๆ แล้ว กิจกรรมปลูกฝังสั่งสอนอบรมบ่มเพาะขัดเกลาให้ผู้คนมีศีลมีธรรมก็ไม่ควรมีไม่ควรทำ เช่นพระเทศน์สั่งสอนประชาชนให้รักษาศีลปฏิบัติธรรม ก็ไม่ต้องเทศน์ ไม่ต้องสอน จะต้องเทศน์ต้องสอนทำไมในเมื่อใครจะรักษาศีลปฏิบัติธรรมหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา พระไปเทศน์ไปสอนให้เขารักษาศีลปฏิบัติธรรม ก็เท่ากับเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขานั่นเอง ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือว่าพอพูดอย่างนี้ ก็เกิดจะมีข้อยกเว้นขึ้นมาอีก - ใครจะทำก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ห้ามกันไม่ได้ และไม่ควรห้าม เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาไม่อยากฟัง ก็บอกว่าศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องมาสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาอยากสอน ก็บอกว่าใครจะสอนก็เป็นเรื่องส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดนี้ดูๆ ไปก็สอดคล้องกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาตั้งพรรคการเมืองแล้วประกาศว่า รัฐไม่ควรอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งก็ไปตรงกับแนวนโยบายของบางประเทศที่ไม่ให้มีการสอนศาสนาในโรงเรียน ด้วยเหตุผลทางพหุวัฒนธรรม และไปสวนทางกับบางประเทศที่ต้องสอนศาสนาในโรงเรียน ถึงกับมีโรงเรียนสอนศาสนาโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเราปล่อยให้การปลูกฝังสั่งสอนอบรมบ่มเพาะขัดเกลาให้ผู้คนมีศีลธรรมเป็นเรื่องส่วนตัว ต่างคนต่างทำกันไป ไม่ต้องทำเป็นนโยบายระดับชาติ ประการหนึ่ง และถ้าเห็นว่าใครจะทำดีทำชั่วเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ใครไม่ต้องมาสอนใคร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อีกประการหนึ่ง ก็เป็นที่หวังได้ว่า ประเทศของเราจะเดินหน้าไปสู่ความหายนะได้เร็วกว่าที่คาดกันไว้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจริญเลย!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑ ตุลาคม ๒๕๖๔&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118492</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, ปราชญ์ชาวพุทธ, เปรียญธรรม 9 ประโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d3fb1c0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น.อ.ทองย้อย&#039; ชี้พระอ้างปรับตัวเพื่ออยู่รอด ถ้าไม่มีหลักจะเป็นตัวเร่งให้พระศาสนาอันตรธานเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;พระศาสนาอันตรธาน (๑)&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้ ผมเขียนเรื่อง &amp;ldquo;กลองอานกะ&amp;rdquo; เพื่อชวนให้คิดถึงความอันตรธานของพระศาสนาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/2922906527803065&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/2925007740926277&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชวนให้คิดถึงความอันตรธานของพระศาสนา เพราะได้เห็นแนวคิดแนวปฏิบัติของชาวพุทธ-โดยเฉพาะชาวพุทธที่เป็นผู้นำ ชาวพุทธที่เป็นผู้นำในสังคมไทยก็คือพระสงฆ์ ชาวบ้านประพฤติผิดศีลธรรม เช่น เสพสุรา ฆ่าสัตว์ ก็ทำให้ศาสนาเสื่อม แต่ไม่มีใครรุมประณาม เนื่องจากเห็นกันว่าเป็นวิถีชาวบ้าน แต่ถ้าพระประพฤติผิดพระธรรมวินัย จะถูกรุมประณามว่า-ทำให้ศาสนาเสื่อม นี่คือข้อยืนยันว่า-ชาวพุทธที่เป็นผู้นำ-ซึ่งหมายถึงผู้นำทางศาสนา-ในสังคมไทยก็คือพระสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่าเวลานี้พระสงฆ์กำลังพยายามจะปรับตัว ด้วยข้ออ้างที่ฟังดูสำคัญมาก คือ-เพื่อให้พระศาสนาอยู่รอด คำว่า &amp;ldquo;เพื่อให้พระศาสนาอยู่รอด&amp;rdquo; นั้น ตัวชี้วัดก็อยู่ที่พระสงฆ์ คือถ้าพระสงฆ์อยู่รอดก็หมายถึงพระศาสนาอยู่รอด หลายๆ เรื่องที่ปรับตัวก็คือ การใดที่ห้ามทำ พระสงฆ์สมัยก่อนท่านไม่ทำ แต่พระสงฆ์สมัยนี้ทำ และการใดที่ต้องทำหรือควรทำ พระสงฆ์สมัยก่อนท่านตั้งใจทำ ไม่ละเลย แต่พระสงฆ์สมัยนี้ท่านละเลยไปเสียบ้างก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งการทำและการไม่ทำนี้ ล้วนมีข้ออ้างสำคัญ คือสังคมเปลี่ยนไป พระต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เรื่องปรับตัวนั้นสำคัญมาก ถ้าไม่มีหลักหรือถ้าไม่ยึดหลักไว้ให้มั่นคง จะกลายเป็นตัวเร่งให้พระศาสนาดำเนินไปสู่ความอันตรธานเร็วขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นตัวจักรหรือฟันเฟืองตัวหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้พระศาสนาเริ่มอันตรธาน ถัดจากนั้นมา ผมก็เขียนอีกเรื่องหนึ่ง คือ &amp;ldquo;การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/2927565930670458&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเรื่อง &amp;ldquo;การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด&amp;rdquo; ซึ่งจบลงด้วยการเชิญชวนให้ช่วยกันศึกษาเรื่อง &amp;ldquo;อันตรธาน&amp;rdquo; ผมก็เอาเรื่องขนาดยาวมาคั่นไว้ นั่นคือเรื่องในชุด &amp;ldquo;ทำนายปัตถเวน - คำทำนายที่โคตรแม่น&amp;rdquo; ทำนายปัตถเวน &amp;ndash; คำทำนายที่โคตรแม่น (๑)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/2940726672687717&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำนายปัตถเวน - คำทำนายที่โคตรแม่น&amp;rdquo; เป็นเรื่องที่ว่าด้วย &amp;ldquo;อันตรธาน&amp;rdquo; ในลักษณะหนึ่ง นั่นคือความดีอันตรานไป ความชั่วร้ายเกิดขึ้นมาแทน แบบเดียวกับ-พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องอันตรธานไป สิ่งที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา-แต่เราพากันเรียกว่า &amp;ldquo;พระพุทธศาสนา&amp;rdquo; เกิดขึ้นมาแทน ถ้าใครเคยไปวัดบางวัดที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปกันวันละเป็นพันเป็นหมื่น จนแทบจะไม่มีที่ยืนที่นั่ง แล้วสังเกตดู ก็จะพบว่าผู้คนเหล่านั้นตั้งใจไปทำพิธีกรรมเพื่อสนองความเชื่อของตน และพิธีกรรมต่างๆ นั้นห่างไกลจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาออกไปทุกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดในพระพุทธศาสนากำลังกลายเป็นแหล่งทำพิธีกรรม มิใช่แหล่งปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และเผยแพร่คำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา-เข้าไปทุกที พร้อมกับมีคำอธิบายออกมาในเชิงสนับสนุนว่า-ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ประชาชนไปมั่วสุมอบายมุข วัดทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายทำนองนี้มีคนเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวลีสำเร็จรูปที่นิยมพูดกัน...จะเอาอะไรกันนักกันหนา เท่ากับบอกว่า ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยมันไปอย่างนี้แหละดีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพิจารณาเรื่องนี้ ผมขอเชิญชวนให้ชาวเราช่วยกันศึกษาพระสูตรหนึ่ง นั่นคือ สัทธัมมปฏิรูปกสูตร ดังจะขออัญเชิญมาเสนอไว้ในบทความนี้ ผมทราบดีและเข้าใจดี ว่าการอ่านพระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ ซ้ำยังมีความคิดเห็นที่คอยกระทบต่อความอุตสาหะอยู่เสมอ นั่นคือความเห็นที่ว่า ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่มีใครเขาอ่านกันแล้ว แม้ที่แปลเป็นไทยก็อ่านเข้าใจยากเป็นที่สุด ทำไมจึงไม่แปลให้เป็นภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายๆ กันบ้างเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีผู้ส่งเสริมเช่นนี้ ผู้ที่จะศึกษาพระไตรปิฎกก็ดูเหมือนจะไม่ต้องทำอะไร นอกจากนั่งรอให้มีผู้แปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายๆ มายื่นใส่มือ อุปมาเป็นภาพ-เสมือนคนนั่งรอกินอาหาร นั่งอ้าปากรอให้มีคนตักอาหารใส่ปาก และต้องเป็นอาหารชนิดที่ไม่ต้องเคี้ยว คนกินมีหน้าที่กลืนอย่างเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงต้องขอร้องให้อดทนอ่าน ถ้าคิดหาเหตุผลอื่นใดไม่ออก ก็ขอให้นึกว่า-อ่านเป็นพุทธบูชา หรืออ่านเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาก็ได้ หรือคิดอีกนัยหนึ่ง เวลานี้พวกเราจำนวนมากนิยมกางหนังสือสวดมนต์อ่าน แล้วเราก็บอกกันว่า-ฉันสวดมนต์ เวลาอ่านพระสูตรที่มีคำบาลี ก็ขอให้ทำใจว่าฉันกำลังสวดมนต์ กางหนังสือสวดมนต์อ่านยังทำได้ กางพระสูตรอ่านก็ควรทำได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำบาลีเหมือนกัน หนังสือสวดมนต์ก็คำบาลี พระสูตรก็คำบาลี ถ้ากางหนังสือสวดมนต์อ่านได้บุญ กางพระสูตรก็อ่านได้บุญเช่นกัน คิดอย่างนี้ก็จะมีอุตสาหะในการศึกษาพระศาสนา ท่านที่นิยมสวดมนต์ ถ้าจะอัญเชิญสัทธัมมปฏิรูปกสูตรไปสวดเป็นประจำอีกสักบทหนึ่งก็จะช่วยยืดอายุพระศาสนาได้อีกทางหนึ่ง เป็นมหากุศลอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116076</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, พระมหาไพรวัลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d3fb1c0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน &#039;น.อ.ทองย้อย&#039; แพร่บทความถ้าเห็นการยอมรับของสังคมสำคัญกว่าพระธรรมวินัย พุทธศาสนาก็วินาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;ถ้าเห็นการยอมรับของสังคมสำคัญกว่าพระธรรมวินัย...พระพุทธศาสนาก็วินาศ&amp;quot; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชีวิตของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาย่อมต่างไปจากวิถีชีวิตของผู้ครองเรือน&amp;nbsp;วิถีชีวิตของพระสงฆ์มี ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ&amp;nbsp;๑ สิ่งที่ห้ามทำ ๒ สิ่งที่ต้องทำ&amp;nbsp;การศึกษาของผู้อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ที่เรียกว่า &amp;ldquo;ไตรสิกขา&amp;rdquo; ตามหลักคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แต่เมื่อจัดกลุ่มแล้วก็รวมอยู่ใน ๒ เรื่อง คือ ๑ ศึกษาว่าอะไรบ้างที่ห้ามทำ แล้วละเว้น สำรวมระวัง ไม่ทำสิ่งนั้น แม้ในเรื่องที่มีโทษเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่กล้าล่วงละเมิด&amp;nbsp;๒ ศึกษาว่าอะไรบ้างที่ต้องทำ แล้วก็พยายามขวนขวายทำสิ่งนั้นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ ผู้อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ ๑ ไปทำสิ่งที่ห้ามทำเข้า ทั้งทำเพราะไม่รู้ ทั้งรู้แล้วขืนทำ อ้างว่าจำเป็น และไม่ใช่เรื่องสำคัญ-คือทำแล้วก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ๒ พร้อมกันนั้นก็ปล่อยปละละเลยสิ่งที่ต้องทำ อ้างว่าไม่จำเป็น และไม่ใช่เรื่องสำคัญ-คือไม่ทำก็ไม่เห็นเสียหายอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์ต้องประชุมกันฟังพระปาติโมกข์ทุกครึ่งเดือน กำหนดในวันพระกลางเดือนและสิ้นเดือน หรือ &amp;ldquo;วันพระใหญ่&amp;rdquo; เรียกเป็นคำสามัญว่า &amp;ldquo;ลงปาติโมกข์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ลงโบสถ์&amp;rdquo; ถ้าในวัดมีพระไม่ครบองค์สงฆ์ ก็ให้ไปรวมฟังกับวัดใกล้เคียง ถ้าในวัดไม่มีพระที่สวดพระปาติโมกข์ได้ ก็ให้ไปอาราธนาพระที่สวดได้มาจากต่างวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสมัยยังเป็นพระ มีอยู่พรรษาหนึ่งผมไปจำพรรษาที่เขาถ้ำพระ ซึ่งเป็นที่พักสงฆ์ ในเขตอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ไม่มีโบสถ์ ไม่มีพระที่สวดปาติโมกข์ได้&amp;nbsp;พอถึงวันพระใหญ่ พระที่เขาถ้ำพระทั้งหมดก็เดินไปวัดดอนทรายซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้ ไปร่วมฟังปาติโมกข์ที่นั่น&amp;nbsp;ปฏิบัติกันอย่างนี้ตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้ พระหลายๆ วัดไม่ได้ลงปาติโมกข์ จะอ้างเหตุอะไรไม่ทราบได้ ในวัดตัวเองก็ไม่ทำ ไปร่วมฟังกับวัดอื่นก็ไม่ไป (บางทีทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็นก็ไม่ทำด้วย) วันปาติโมกข์ก็อยู่กันเฉยๆ เจ้าคณะผู้ปกครองก็ไม่กวดขัน ไม่ว่าอะไร นี่คือ-ไม่ทำสิ่งที่ต้องทำ ส่วนเรื่อง-ทำสิ่งที่ห้ามทำ เวลานี้ก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่มีข้อห้ามไว้ชัดเจน ทั้งเรื่องที่ยังถกเถียงกันว่าห้ามหรือไม่ห้าม หลายเรื่องทำกันจนเป็นเรื่องปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่เวลานี้ พระยืนบิณฑบาต-จนกลายเป็นพระนั่งบิณฑบาต-เป็นเรื่องปกติไปแล้ว คือทำกันทั่วไป&amp;nbsp;พระยืนให้พรกันข้างถนนก็กลายเป็นเรื่องปกติ คือทำกันทั่วไป ผู้คนเอาสตางค์ใส่บาตร ก็เป็นเรื่องปกติ คือทำกันทั่วไป เรื่องที่พระสมัยก่อนไม่ทำ แต่พระสมัยนี้ทำ และมีแนวโน้มว่าจะทำกันมากขึ้น คือพระขับรถยนต์ไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เวลานี้เห็นหนาตาขึ้นแล้ว&amp;nbsp;แรกเริ่มก็ขับอยู่ในวัด ขนของจากหน้าวัดไปไว้หลังวัด-อย่างนี้เป็นต้น ต่อมาก็เริ่มขับออกนอกรั้ววัด ไปใกล้ๆ ก่อน ตอนนี้เริ่มจะขับไปธุระที่นั่นที่นี่-เหมือนชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทำกันทั่วไปเช่นนี้ และไม่มีใคร-โดยเฉพาะผู้ปกครอง-ออกมาวินิจฉัยถูกผิด ตลอดจนผู้คนทั่วไปก็ไม่ว่าอะไร ในที่สุดก็จะกลายเป็นข้ออ้างของพระเณร คืออ้างว่าไม่เห็นมีใครว่าอะไร คือสังคมยอมรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายท่านคงเคยเห็นภาพเจ้าสำนัก ๑๕๐ สิกขาบท-ไม่เอาอรรถกถา จับมือถ่ายรูปกับสุภาพสตรีที่เยอรมัน - จับแบบที่วัฒนธรรมฝรั่งเขาทำกันทั่วไป&amp;nbsp;
มีสิกขาบทบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง มีความผิด เป็นอาบัติสังฆาทิเสส หนักรองลงมาจากปาราชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าสำนักท่านอ้างว่า ท่านไม่ได้มีความกำหนัด ท่านปฏิบัติตามมารยาทวัฒนธรรมของเขา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความผิดตามสิกขาบทนี้&amp;nbsp;แต่ก็มีบทบัญญัติว่า ร่างกายสตรี-แม้แต่เครื่องแต่งกายของสตรีเป็น &amp;ldquo;วัตถุอนามาส&amp;rdquo; (ท่านที่รังเกียจภาษาบาลีว่าฟังไม่รู้เรื่อง ขอความกรุณาข้ามไปนะครับ) คือเป็นสิ่งที่ภิกษุไม่พึงจับต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคัมภีร์อรรถกถาบรรยายไว้ว่า แม้แต่เห็นโยมแม่ตกน้ำ ก็ให้หาวิธีช่วยโดยที่จะไม่ต้องจับตัวโยมแม่โดยตรง&amp;nbsp;แต่พระสมัยนี้บอกว่า จับตัวแม่ไปเลย - พระจับตัว (แม่) ดีกว่าพระจับตังค์ - ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอากะท่านสิ เมื่อมีผู้ช่วยกันหาเหตุผลมาสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ท่านห้ามทำเช่นนี้ ความอุตสาหะในการที่จะพยายามสำรวมระวัง งดเว้น หลีกเลี่ยง ก็เลยแผ่วลงไป แล้วก็เลยละเมิดกันง่ายๆ โดยอ้างว่าทำอย่างนี้ยังดีกว่าทำอย่างโน้น (ทั้งๆ ที่ทำอย่างนี้หรือทำอย่างโน้นก็คือทำผิดด้วยกันนั่นแหละ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปเราคงได้เห็นพระสงฆ์ไทยจับมือผู้หญิงตามวัฒนธรรมสากลกันทั่วไป&amp;nbsp;แล้วก็ช่วยกันอ้างว่า-เป็นมารยาทสังคม สังคมยอมรับ และในที่สุด การยอมรับของสังคมจะอยู่เหนือพระธรรมวินัย&amp;nbsp;นั่นคือพระเณรจะทำอะไรก็ได้ ขอให้สังคมยอมรับก็แล้วกัน พระธรรมวินัยจะว่าอย่างไรไม่ต้องไปคำนึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอทำนายไว้ว่า อีกไม่เกิน ๒๐ ปีนับจากนี้ พระสงฆ์ในเมืองไทยจะขับรถไปไหนมาไหนกันเองเหมือนชาวบ้าน-โดยที่สังคมยอมรับ&amp;nbsp;
......................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และตรงจุดนี้เอง-คือจุดที่อ้างกันว่า &amp;ldquo;สังคมยอมรับ&amp;rdquo; นี่แหละ-จะเป็นต้นทางนำไปสู่ยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ดังที่แสดงไว้ในพระคัมภีร์&amp;nbsp;
ถ้ายุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; จะถึงในก้าวที่ ๕,๐๐๐&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระสงฆ์ในสมัยนี้ช่วยกันสนับสนุนกันเองว่าอย่างนั้นทำได้ อย่างนี้ทำได้ ไม่ผิด ก็ดี การที่สังคมเราในสมัยนี้พากันยอมรับว่าพระสงฆ์ทำอย่างนั้นได้ ไม่ผิด ก็ดี ก็เทียบได้กับเป็นก้าวที่ ๑๐ หรือก้าวที่ ๑๐๐ ก้าวที่ ๕,๐๐๐ ในอนาคตซึ่งจะเป็นยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; - แค่มีผ้าเหลืองคล้องคอก็เป็นพระ ก็ไปจากก้าวที่ ๑๐ หรือก้าวที่ ๑๐๐ ที่พวกเรากำลังกระซิกกระซี้ชี้ชวนกันก้าวอยู่ในเวลานี้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสงฆ์สมัย &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; มีบ้านเรือนอยู่เหมือนชาวบ้าน มีครอบครัว มีลูกมีเมีย เหมือนชาวบ้าน ประกอบอาชีพต่างๆ เหมือนชาวบ้าน ทุกอย่าง-เหมือนชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่เวลาที่เอาผ้าเหลืองมาคล้องคอ สังคมยุคโน้นเขาก็ยอมรับกันว่า &amp;ldquo;นี่คือพระ&amp;rdquo;&amp;nbsp;แค่มีผ้าเหลืองคล้องคอ สังคมยุคโน้นก็ยอมรับแล้วว่าเป็นพระ - นี่คือความหมายของ &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ลองคิดเทียบดูเถิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยก่อน ถ้าพระมีบ้านเรือนเหมือนชาวบ้าน สังคมสมัยนั้นจะรังเกียจมาก ไม่นับถือว่าเป็นพระ&amp;nbsp;มาถึงสมัยนี้ กุฏิพระบางแห่งหรูหรายิ่งกว่าบ้านของชาวบ้าน เราบางคนในสมัยนี้ยังรู้สึกรังเกียจอยู่บ้าง แต่โดยส่วนรวมแล้วเราก็ยังนับถือว่าท่านเป็นพระอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยนี้ ถ้าพระมีเมียเหมือนชาวบ้าน สังคมเราจะไม่ยอมรับเป็นอันขาดว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;หากใครจะแย้งว่า ที่นั่นไง ที่โน่นไง เขารู้กันทั้งนั้นแหละว่ามีเมีย มีลูกด้วย ก็เห็นยังเป็นพระอยู่มิใช่เรอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนั้นโปรดแยกประเด็นให้ถูกว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่ &amp;ldquo;เห็นยังเป็นพระอยู่&amp;rdquo; นั่นก็เพราะยังไม่มีใครเปิดเผย คือเพราะสังคมยังไม่รู้ความจริง&amp;nbsp;สมัยนี้ ถ้ามีคนแต่งตัวเป็นพระ พาผู้หญิงไปแนะนำกับใครๆ ว่า &amp;ldquo;นี่ภรรยาของอาตมา&amp;rdquo; จะไม่มีใครยอมรับเป็นอันขาดว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอะไร ก็เพราะเราในสมัยนี้ยังมีความรู้ประจักษ์ใจกันว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทมีเมียไม่ได้&amp;nbsp;ไม่ต้องถึงขนาดประกาศว่าเป็นเมีย แค่รวมเพศ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้วทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต้องถึงขนาดเรื่องมีเมียอันเป็นอันติมวัตถุ-พ้นจากความเป็นพระเด็ดขาด แค่สงสัยเรื่องเงินทอนวัด เรายังจับบังคับสึก ยัดเข้าคุก ไม่มีอนาคตอยู่จนวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็แล้วทำไมเล่า สังคมในยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ก้าวที่ ๕,๐๐๐ ในอนาคต พระมีลูกมีเมียโทนโท่โชว์สังคม สังคมจึงยอมรับกันว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;มันก็เหมือนพระขับรถ พระอยู่กุฏิหรูยิ่งกว่าบ้านคน คนโบราณเขารังเกียจว่า-ไม่ใช่พระ&amp;nbsp;แต่เราสมัยนี้ก็ยังพากันยอมรับว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;ลองคิดเทียบดูเถิด - ใช่หรือไม่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพระมีเมีย เราสมัยนี้จะไล่ตะเพิดทันทีว่า-ไม่ใช่พระ&amp;nbsp;แต่สังคมยุค &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ผู้คนพากันยอมรับว่า-นั่นเป็นพระ&amp;nbsp;ฉันใดก็ฉันนั้น&amp;nbsp;ในที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่า การไม่ศึกษาพระธรรมวินัยนั่นเองคือรากเหง้าแห่งความเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก-ไม่ศึกษา ขยายไปสู่-ไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นว่าการทำเช่นนั้นเป็นโทษเป็นผิด&amp;nbsp;พระอุ้มแม่ อาบน้ำให้แม่ ป้อนข้าวแม่ กอดแม่&amp;nbsp;คนสมัยนี้ส่วนหนึ่ง-ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น-พากันสรรเสริญชื่นชมยินดีว่าท่านเป็นลูกที่ประเสริฐแท้&amp;nbsp;ก็เพราะเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นการทำผิดพระวินัย&amp;nbsp;และที่ไม่รู้ก็เพราะไม่ได้เรียน
เอาละ บางส่วนก็รู้ แต่ไม่เห็นว่าการทำเช่นนั้นจะเสียหายอะไร ซ้ำบางทียกเหตุผลมาอ้างหักล้างเสียด้วย นั่นก็คือ-ไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งเวลานี้พระเณรขาดความอุตสาหะในการศึกษาพระธรรมวินัย-พูดกันตรงๆ ว่าไม่เรียนพระธรรมวินัย ก็ยิ่งไปกันใหญ่&amp;nbsp;ชาวบ้านน่ะไม่ค่อยจะรู้อยู่แล้ว
พระเณรมาซ้ำไม่รู้เสียเองเข้าไปอีก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ท่านผู้ใดยังไม่เคยศึกษาเรื่อง &amp;ldquo;กาสาวกัณฐะ&amp;rdquo; ขอแนะนำให้รีบไปหามาศึกษากันไว้เถิด
....................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร หลักสำคัญที่ชาวพุทธจะต้องยึดไว้ให้มั่นคงก็คือ คารวธรรม - อย่าขาดคารวธรรมเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา&amp;nbsp;
สิกขาคารวตา สมาธิคารวตา ปฏิสันถารคารวตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คารวธรรมยังมั่นคงอยู่ในใจตราบใด
สังคมพุทธก็จะมั่นคงอยู่ในแผ่นดินไทยและในโลกตราบนั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115794</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, ปราชญ์ชาวพุทธ, พระพุทธศาสนา, พระมหาสมปอง, พระมหาไพรวัลย์, พระไลฟ์เฟซบุ๊ก, เปรียญธรรม 9 ประโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d3fb1c0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พระไพรวัลย์&#039; ร้อน! &#039;น.อ.ทองย้อย&#039; เตือนอย่าดูถูกความคิดผู้ใหญ่ สอนให้รู้จัก &#039;กตัญญู&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค.63 - นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ปราชญ์ชาวพุทธ อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค ล่าสุด สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) มอบปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ด.) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ &amp;quot;อย่าดูถูกความคิดผู้ใหญ่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย น.อ.ทองย้อย อธิบายความหมายของคำว่า &amp;quot;กตัญญู&amp;quot; พร้อมให้เหตุผลของการเขียนบทความดังกล่าวสืบเนื่องจาก ตอนที่มี &amp;ldquo;เด็ก&amp;rdquo; ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง&amp;nbsp;เราคงได้ยินคำพูดคำหนึ่งที่ว่า &amp;ldquo;อย่าดูถูกความคิดเด็ก&amp;rdquo; แล้วก็มีคนเสริมอีกด้วยว่า &amp;ldquo;ผู้ใหญ่ตามเด็กไม่ทัน&amp;rdquo; หมายความว่า เด็กคิดถูก คิดดี คิดเร็ว คิดไกล จนผู้ใหญ่ (โง่ๆ) ตามไม่ทัน เพราะฉะนั้น จึงมีคำปรามว่า-อย่าดูถูกความคิดเด็ก คำว่า &amp;ldquo;อย่าดูถูก&amp;rdquo; นั้น มีนัยไปถึงว่า-ควรยอมรับนับถือด้วย-ว่าความคิดของเด็กนั้นถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่นาวาเอกทองย้อย ได้อธิบายความหมายของคำว่า &amp;quot;กตัญญู&amp;quot; ในลักษณะของความเป็นมงคล แต่ปรากฏว่า พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเคลื่อนไหวการเมือง&amp;quot; ขณะนี้กำลังเรียนระดับปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในมุมขัดแย้ง โดยระบุว่า&amp;nbsp;คำว่า กตัญญู นี่ ถ้าเอามาใช้ไม่ตรงตามความหมายก็คือการกดขี่และกดหัวดีๆ นี่เอง เช่น สมัยก่อนลูกถือเป็นสมบัติของพ่อแม่ พ่อแม่จึงอาจขายลูกตัวเองให้ไปเป็นทาสหรือนางบำเรอก็ได้ ในกรณีที่ตนเองกู้ยืมเงินจากคนอื่นหรือเสียพนันแต่ไม่มีเงินชดใช้ การทำแบบนี้ในสมัยก่อนถือว่า เป็นเรื่องของการแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยคำว่า กตัญญู พ่อแม่ อาจบังคับให้ลูกแต่งงานกับคนที่ตนเองต้องการทั้งๆ ที่ลูกไม่ยินยอมพร้อมใจก็ได้ (คลุมถุงชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยคำว่า กตัญญู พ่อแม่อาจบังคับให้ลูกเรียนในสาขาวิชาที่ลูกไม่อยากเรียน หรือบังคับให้ลูกทำงานในสาขางานที่ลูกไม่อยากทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยคำว่า กตัญญู ลูกอาจถูกบังคับให้ต้องตอบแทนและเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างไม่เต็มใจ (ในกรณีที่ลูกถูกทิ้งเหมือนลูกหมาตั้งแต่เด็กและเติบโตขึ้นด้วยการช่วยเหลือจากคนอื่นหรือจากความสามารถของตัวเองมาโดยตลอด) แค่ประเด็นว่า กตัญญู ก็มีเรื่องให้ถกเถียงเยอะมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้านายอาจจะรับทาสสักคนหนึ่งมาเลี้ยง ให้ข้าวให้น้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็ใข้งานอย่างสาหัส และไม่ให้ค่าตอบแทน หรือให้ค่าตอบแทนอย่างไม่สมควร โดยอ้างว่าการทำงานของทาส เป็นเรื่องของการต้องแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง อาจารย์เคยวิเคราะห์ปัญหาเรื่องพวกนี้บ้างหรือเปล่า ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พระมหาไพรวัลย์ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของ น.อ.ทองย้อยว่า &amp;quot;ผู้ใหญ่ที่ดูถูกสติปัญญาเด็ก ทั้งน่าสมเพชและน่าสงสารในคราวเดียวกัน สาธุ&amp;quot; ซึ่งเป็นการตอบโต้ น.อ.ทองย้อย ที่โพสต์เฟซบุ๊กว่า &amp;quot;เด็กที่ถูกใช้เป็นเหยื่อน่าสงสาร คนที่ใช้เด็กเป็นเหยื่อน่าสมเพช&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85984</URL_LINK>
                <HASHTAG>กตัญญู กตเวที, น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, พระมหาไพรวัลย์, เปรียญธรรม 9 ประโยค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200829/image_big_5f4a2515037f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2020 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกคามคนเห็นต่าง! ว่าที่ดร.สันติศึกษา &#039;พระไพรวัลย์&#039; ด่าสมเพช &#039;น.อ.ทองย้อย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย อายุ 75 ปี อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ&amp;nbsp;ดีกรีเปรียญธรรม 9 ประโยค ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ทองย้อย แสงสินชัย&amp;nbsp;ว่า &amp;quot;เด็กที่ถูกใช้เป็นเหยื่อน่าสงสาร คนที่ใช้เด็กเป็นเหยื่อน่าสมเพช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่า&amp;nbsp;พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเคลื่อนไหวการเมือง&amp;quot; ซึ่งขณะนี้กำลังเรียนระดับปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวว่า &amp;quot;ผู้ใหญ่ที่ดูถูกสติปัญญาเด็ก ทั้งน่าสมเพสและน่าสงสารในคราวเดียวกัน สาธุ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น ได้มีผู้เข้ามาคอมเม้นท์ต่อท้ายพระมหาไพรวัลย์อีกจำนวนมาก โดยไม่เห็นด้วยที่พระมหาไพรวัลย์เข้ามาระรานผู้อื่นที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน บางคนบอกว่าให้ลาสึกเถอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพระมหาไพรวัลย์ตอบกลับไปว่า &amp;quot;ตอนบวช อาตมาก็ไม่ได้บวชกับโยมนะ ดังนั้น การที่อาตมาจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างจากโยม นั่นไม่ได้หมายถึงว่าโยมมีสิทธิ์มาเสร่อในเพศวิถีของอาตมา ไม่ว่าอาตมาจะบวชหรือสึก แก่แล้วควรฝึกใจให้กว้าง ไม่ใช่เอะอะก็ใช้วิธีไล่คนเห็นต่างอย่างเดียว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ อ.ทองย้อย ไม่เข้ามาตอบโต้พระมหาไพรวัลย์แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75901</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย, พระนักเคลื่อนไหวการเมือง, พระมหาไพรวัลย์, สันติศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200829/image_big_5f4a2515037f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น.อ.ทองย้อย&#039; ให้ข้อคิดเรื่อง &#039;บุญคุณ&#039; พ่อแม่ครูบาอาจารย์ หากคนไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่ต่างจากสัตว์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.63 - นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตกลงว่าเราจะอยู่กันอย่างสัตว์นะครับ ความจริงผมมีเรื่องที่ค้างเขียนอยู่หลายเรื่อง พอดีว่ามีเหตุจำเป็นหลายเรื่องแทรกเข้ามาทำให้ต้องพักไว้ก่อน พอตั้งท่าว่าจะเขียนเรื่องที่ค้างไว้ ก็พอดีมีเรื่องนี้แทรกเข้ามา&amp;nbsp;มีพรรคพวกถามกรณีแนวคิดที่กำลังร้อนๆ อยู่ในตอนนี้ คือที่ว่า-พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ก็ไม่มีบุญคุณ ผมมีความเห็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริงแนวคิดนี้เป็นเรื่องเก่ามาก คนเคยถกเถียงเรื่องนี้กันมานานนักหนาแล้ว คนรุ่นที่คิดเรื่องนี้ตอนนี้ก็เป็นพ่อเป็นแม่และเป็นปู่ย่าตายายหรือเป็นครูบาอาจารย์กันจนเกษียณอายุไปหมดแล้ว กาลเวลาที่ผ่านไปคงได้ให้คำตอบแก่คนรุ่นนั้นไปเรียบร้อยแล้ว คนรุ่นที่กำลังคิดเรื่องนี้กาลเวลาก็จะให้คำตอบแก่เขาในอนาคตด้วยเช่นกัน แต่ถ้าจะให้ตอบกันตอนนี้ ผมก็มีคำตอบครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตอบแทนคนที่เป็นพ่อเป็นแม่และเป็นครูบาอาจารย์ได้เลยว่า พวกลูกๆ และศิษย์ๆ ทั้งหลายโปรดสบายใจได้&amp;nbsp;พ่อแม่ปกติทั่วไปไม่เคยคิดจะทวงบุญคุณจากลูกๆ ครูบาอาจารย์ปกติทั่วไปก็ไม่เคยคิดจะทวงบุญคุณจากลูกศิษย์ ลูกจะเห็นว่าพ่อแม่มีบุญคุณหรือไม่มี เป็นสิทธิเสรีภาพของลูกๆ ศิษย์จะเห็นว่าครูบาอาจารย์มีบุญคุณหรือไม่มี เป็นสิทธิเสรีภาพของศิษย์ ลูกๆ จะเห็นอย่างไร ศิษย์ๆ จะเห็นอย่างไร ว่ากันได้เต็มที่ โปรดอย่ากังวลใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อแม่หวังอย่างเดียว ขอให้ลูกเติบโตขึ้น หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ไปทำผิดทำชั่ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว&amp;nbsp; ครูบาอาจารย์ก็หวังอย่างเดียว ขอให้ศิษย์มีวิชาความรู้เอาไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ และไม่ไปทำผิดทำชั่ว แค่นี้ก็พอใจแล้ว หวังแค่นี้จริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกจะมาเห็นบุญคุณ ศิษย์จะมาเห็นบุญคุณ แล้วก็จะมาตอบแทนบุญคุณอะไรนั่น ไม่เคยอยู่ในห้วงคำนึง&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นก็ขอย้ำคำเดิม-พวกลูกๆ และศิษย์ๆ ทั้งหลายโปรดสบายใจได้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ลูกจะคิดอย่างไ ศิษย์จะคิดอย่างไร-เรื่องบุญเรื่องคุณ พ่อแม่และครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรือเสียอะไรออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคิดเรื่องบุญเรื่องคุณ ถ้าอุปมาก็เหมือนการลงทุนทำธุรกิจ&amp;nbsp;ลูกๆ จะขาดทุนหรือได้กำไร พ่อแม่ก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย ศิษย์ๆ จะขาดทุนหรือได้กำไร ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย เป็นเรื่องได้เรื่องเสียของลูกๆ ของศิษย์ๆ โดยส่วนเดียวล้วนๆ ไม่ต้องลากเอาพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย คิดอย่างไร เห็นอย่างไร และจะทำหรือจะไม่ทำอะไรอย่างไร เชิญตามสะดวกทุกประการ เป็นอันว่าเราเข้าใจตรงกันนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่อยากชวนคิด คืออยากจะตั้งคำถามชวนคิดว่า การที่สัตว์-หมูหมากาไก่นกหนูปูปีก-เมื่อมันมีลูกแล้วมันก็เลี้ยงลูกของมันนั้น มันทำเช่นนั้นเพราะมันมีคุณธรรม หรือว่ามันทำเช่นนั้นเพราะสัญชาตญาณ คือทำไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะมีใครไปอบรมสั่งสอนให้มันมีคุณธรรม ไม่มีใครไปสอนแม่หมาให้รักลูก แต่มันก็รักลูกและเลี้ยงลูกของมันได้ บรรดาสัตว์ที่ออกลูกออกไข่แล้วเลี้ยงลูกเอง เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เราคงเห็นตรงกันว่า สัตว์รักลูกเลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพราะมันมีคุณธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงข้อนี้คงทำให้ลูกคน-โดยเฉพาะลูกๆ ที่เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ-มีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า พ่อคนแม่คนก็เหมือนสัตว์นั่นเอง รักลูกเลี้ยงลูกไปตามสัญชาตญาณ หาใช่เพราะมีคุณธรรมไม่ เพราะฉะนั้นที่ว่า &amp;ldquo;พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ&amp;rdquo; จึงเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วอย่างแน่นอน&amp;nbsp;ไชโย!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ขอให้สังเกตต่อไปอีก&amp;nbsp;ผมเคยเห็นแม่หมาตัวหนึ่ง บ้านที่มันอาศัยอยู่และคลอดลูกนั้นอาหารการกินไม่สู้จะสมบูรณ์ เมื่อลูกยังเล็ก มันอุตส่าห์ไปเที่ยวหากินไกลบ้าน กินจนเต็มท้องแล้วกลับมาสำรอกอาหารในท้องให้ลูกมันกิน&amp;nbsp;ลูกหมาเมื่อโตขึ้นมันก็ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่มัน ไม่ต้องพูดถึงว่า-ไปเที่ยวหากินแล้วกลับมาสำรอกอาหารให้พ่อแม่มันหรอก แค่อาหารในชามตรงหน้ามันยังแย่งพ่อแม่มันกินเสียด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง-เหมือนคนอยู่รวมกันเป็นสังคม-พอโตขึ้นมันก็สมสู่กันโดยไม่เลือกว่าตัวนี้เป็นแม่มันหรือตัวนี้เป็นลูกมัน นี่เป็นความจริงอีกอย่างหนึ่งของสัตว์ ได้ความตรงกันว่า สัตว์ทั้งหลายไม่เคยรู้จักบุญคุณของพ่อแม่มัน ไม่มีสัตว์ตัวใดหวนกลับมาดูแลพ่อแม่ของมัน&amp;nbsp;ถ้าเรายอมรับกันว่า พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ&amp;nbsp;เราก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า ลูกที่เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ ศิษย์ที่เห็นว่าครูบาอาจารย์ไม่มีบุญคุณ ก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับสัตว์ตัวหนึ่งนั่นเอง เพราะสัตว์มันก็คิดอย่างนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ว่ากันว่ามนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ มนุษย์เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็เป็นอันว่าเลิกคิดได้&amp;nbsp;ต่อให้ตีกรอบหาคำจำกัดความคำว่า &amp;ldquo;ประเสริฐ&amp;rdquo; คำว่า &amp;ldquo;เจริญ&amp;rdquo; ว่าหมายถึงมนุษย์สามารถประดิษฐ์คิดค้นนั่นนี่โน่นได้ แต่สัตว์ทำไม่ได้ ก็ยังมีข้อคิดในเชิงแย้งได้อยู่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกบินได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์บินไม่ได้ ต้องอาศัยเครื่องช่วย ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่านก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลาอยู่ในน้ำได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์ต้องอาศัยเครื่องช่วยจึงจะอยู่ในน้ำได้ ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่าปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไส้เดือนอยู่ในดินได้ด้วยลำพังตัวมันเอง แต่มนุษย์ถ้าจะอยู่ในดินก็ต้องประดิษฐ์เครื่องช่วยเป็นการใหญ่จึงจะอยู่ได้ ไม่มีเครื่องช่วยก็ไม่ประเสริฐกว่าไส้เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่การทำลายล้าง สัตว์ฆ่ากันได้ลำพังตัวต่อตัว แต่มนุษย์คนเดียวฆ่ามนุษย์ด้วยกันได้ทีละเป็นสิบเป็นร้อย ฆ่ากันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านมนุษย์ก็เคยทำกับมนุษย์ด้วยกันมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเสริฐกว่า เจริญกว่า วัดกันที่ตรงไหน? เป็นอันว่า สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ-เพราะสัญชาตญาณของมันบอกได้แค่นั้น เพราะฉะนั้น ถ้าคนเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ คนก็ไม่ประเสริฐไปกว่าสัตว์&amp;nbsp;
ตกลงว่า ต่อไปนี้เราจะอยู่กันอย่างสัตว์เดรัจฉานนะครับ OK?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75681</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c87d23f479.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
