<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่สั่งทุกหน่วย ดูแล&#039;ประชาชน&#039; ผจญ&#039;พายุโนอึล&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ เผยพายุโนอึลเข้า จ.อำนาจเจริญแล้ว &amp;nbsp;กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดจะอ่อนตัวเป็นดีเปรสชันระดับ 2 เตือน 63 จังหวัดทั่ว ปท.รับมือฝนตกหนักตั้งแต่ 19-20 ก.ย. &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งทุกหน่วยดูแล ปชช. พร้อมเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง &amp;quot;จักรทิพย์&amp;quot; กำชับสายตรวจป้องกันทรัพย์สินชาวบ้าน &amp;quot;อำนาจเจริญ&amp;quot; น้ำท่วมปิดถนนหลายสาย &amp;quot;ขอนแก่น-อุบลฯ&amp;quot; อ่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 12 พายุระดับ 3 (โซนร้อน) โนอึล มีผลกระทบจนถึงวันที่ 20 ก.ย.2563 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 18 ก.ย. พายุระดับ 3 (โซนร้อน) โนอึล ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดอำนาจเจริญแล้ว หรือที่ละติจูด 15.9 องศาเหนือ ลองจิจูด 104.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ในระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ ระบุว่า พายุดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ และระวังอันตรายจากลมแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมีดังนี้ ในช่วงวันที่ 18-19 ก.ย.2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวันที่ 20 ก.ย. บริเวณที่มีฝนตกหนัก ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร, ภาคกลาง จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี และชัยนาท, ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จ.มุกดาหารเป็นพื้นที่แรกที่พายุจะสัมผัส ก่อนเคลื่อนตัวไปจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานตอนล่างทั้งหมดที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ลักษณะของพายุเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ประเทศ คาดว่าช่วงแรกที่เข้าไทยในพื้นที่ จ.มุกดาหาร จะยังคงเป็นพายุโซนร้อน เมื่อพายุตัวนี้ค่อยๆ เคลื่อนไปพื้นที่ต่อไปยัง จ.กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ก็จะค่อยอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน ในบริเวณอีสานตอนล่าง อย่าง จ.ขอนแก่น หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ก่อนจะเคลื่อนขึ้นไปสู่จังหวัดเลย ไปต่อที่ จ.เพชรบูรณ์ และจะค่อยกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เมื่อเคลื่อนต่อเข้า จ.พิษณุโลก และจะทำให้เกิดการกระจายตัวของฝนในภาคเหนือต่อไป
สั่งทุกหน่วยดูแล ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อดูลักษณะการเคลื่อนตัวของพายุ คาดว่าจะไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับพายุโพดุลเมื่อปีที่แล้ว เพราะโพดุลเมื่อเข้ามาไทยแล้วนิ่ง ทำให้เกิดฝนตกสะสมกระจุกตัว จึงสร้างความเสียหายค่อนข้างมาก แต่เมื่อดูโนอึลมีการแตกตัวกระจายตัวไปยังพื้นที่อื่น ก่อนที่จะค่อยๆ อ่อนกำลังลงต่อเนื่อง แต่ในช่วงแรกยังต้องย้ำให้พี่น้องในพื้นที่อีสานตอนล่างระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก บวกกับมีลมแรง โดยปริมาณฝนที่คาดการณ์น่าจะไม่ต่ำกว่า 80-90 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์และวางมาตรการเชิงป้องกันไว้แล้ว ทั้งบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ที่คาดว่าพายุจะเคลื่อนผ่าน ซึ่งนอกจากการป้องกันเชิงผลกระทบที่อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังแล้ว ยังมีการวิเคราะห์ ประเมินปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ไม่มีแหล่งน้ำใดที่น่าเป็นห่วงสามารถรองรับปริมาณฝนได้อีกมาก เนื่องจากโดยเฉลี่ยมีปริมาณน้ำประมาณ 50% จึงเน้นย้ำทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำเพื่อให้ลำน้ำ และระบบชลประทานสามารถรองรับน้ำหลากได้เต็มศักยภาพ ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% จะต้องบริหารจัดการน้ำในอ่างฯ ให้เหมาะสมกับปริมาณฝนคาดการณ์เช่นเดียวกัน&amp;quot; นายสำเริงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ กอนช.กล่าวว่า จะมีการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ณ ห้องปฏิบัติการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ถ.วิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นศูนย์อำนวยการประสานงานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการรายงานข้อมูลทุกๆ 3 ชั่วโมงกรณีที่เกิดวิกฤติในพื้นที่ โดยเชื่อมต่อข้อมูลในจังหวัดที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ได้ให้ทุกหน่วยงานเตรียมการมาตามลำดับ ซึ่งเราต้องการเอาน้ำเหล่านี้เก็บไว้ โดยทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าน้ำในเขื่อนของเรา 36 แห่งมีจำนวนน้อย ใช้การได้ไม่ถึง 30% และปีหน้าฝนจะทิ้งช่วงอีกหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ อากาศก็เปลี่ยนแปลง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ดังนั้นต้องเตรียมการให้พร้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเตือนเส้นทางที่พายุจะพัดผ่าน โดยเฉพาะพื้นที่อีสานที่จะเกิดลมแรง ฝนตก จะต้องมีการเตรียมการขนย้ายข้าวของที่มีค่าหาที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บสูญเสียชีวิตอีกต่อไป และรัฐบาลจะดูแลหลังจากนั้น แต่ขอให้เก็บน้ำให้ได้มากที่สุดจากพายุลูกนี้ ถือเป็นช่วงท้ายที่เราจะได้น้ำ ต้องไปปรับแหล่งน้ำในพื้นที่ วันนี้นายกฯ เป็นห่วงทุกอย่าง รัฐบาลเป็นห่วงประชาชนทุกคน ในการบริหารจัดการน้ำรัฐบาลได้มีศูนย์ดูแลอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์ขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมาศูนย์ที่รัฐบาลตั้งขึ้นได้บริหารมาโดยตลอด&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราได้เตรียมรับมือแล้ว และได้สั่งให้ทหารช่วยดูแลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งให้บช.ภ.1-9, บช.ตชด., กองบินตำรวจ, โรงพยาบาลตำรวจ และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เฝ้าระวังและเตรียมแผนรับมือ เพื่อสนับสนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย พร้อมทั้งสนับสนุนด้านอากาศยาน การลำเลียงส่งต่อผู้ประสบภัยหรือผู้ป่วยไปทำการรักษาเมื่อได้รับการร้องขอ โดยประสานการปฏิบัติภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทหาร ฝ่ายปกครอง กระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้การจังหวัดและ ผกก.สถานีตำรวจลงพื้นที่ดูแลด้วยตนเอง จัดชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน อาทิ ขนย้ายสิ่งของ ลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งจัดชุดช่างสนามเข้าช่วยเหลือ ซ่อมแซม ฟื้นฟู บ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุดังกล่าว ตลอดจนจัดตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกเส้นทางการจราจร พร้อมทั้งการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดที่ขวางช่องทางการจราจร ประกอบกับเพิ่มกำลังสายตรวจทั้งทางบก ทางน้ำออกป้องกันเหตุ และเพิ่มวงรอบในการตรวจตรา เพื่อป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ยังได้สั่งให้เฝ้าระวังตรวจสอบกรณีมีการกักตุนสินค้าเพื่อจำหน่ายในราคาที่สูง อันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค รวมทั้งหากมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหาย ให้เปิดโรงพักบริการประชาชนเข้าพักอาศัย&amp;quot; โฆษก ตร.กล่าว
อำนาจเจริญฝนหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ท้องฟ้ายังคงมีเมฆดำ เมฆฝนปกคลุมไปทั่วเต็มท้องฟ้า จากนั้นฝนได้ตกลงมาต่อเนื่อง จากฝนตกหนักช่วงเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ก.ย. ทำให้มี 4 อำเภอได้รับความเดือดร้อน โดย อ.เมืองอำนาจเจริญ มีบ้านถูกน้ำท่วมหลายหลังคาเรือน และต้นไม้ใหญ่ล้มทับถนนบ้านเชือก-โนนสมบูรณ์-นาหว้า ต.นาจิกและ ต.โนนโพธิ์ ทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้ ส่วน อ.ปทุมราชวงศา ถนนสายหลัก อรุณประเสริฐ อ.ทุมราชวงศา-อำนาจเจริญ-กรุงเทพมหานคร มีต้นไม้ใหญ่โค่นล้มทับเส้นทางบริเวณบ้านนาถาวร อ.ปทุมราชวงศา รถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ต้องปิดถนน ขณะที่ อ.ลืออำนาจ ลำเซบก น้ำล้นตลิ่งไหลเอ่อท่วมไร่นาเกษตรเป็นบางส่วน และ อ.ชานุมาน ต้นไม้โค่นล้มทับอาคารโรงเรียนประถมศึกษาชานุมาน หลังจากโรงเรียนเลิกเรียนและเด็กกลับบ้านหมดแล้ว ซึ่งไม่มีนักเรียนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนัก มีลมกระโชกแรง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังถนนหลายเส้นทาง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่มีฝนตกลงมาอย่างหนัก โดยเฉพาะที่ถนนบ้านกอก ตั้งแต่ช่วงหน้าโรงเรียนบ้านกอก ยาวมาถึงเกือบ 4 แยกไฟแดง ถนนบ้านกอกตัดกับถนนมิตรภาพ ระยะทางประมาณกว่า 2 กม. ระดับน้ำที่ท่วมสูงอยู่ที่ระดับ 30-50 ซม. ทั้งยังคงเอ่อล้นท่วมฟุตปาธเข้าไปในบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บริเวณสถานีดับเพลิงของเทศบาลนครขอนแก่น เจ้าหน้าที่เทศบาลและอาสาสมัครเร่งจัดทำกระสอบทรายขนาดกระสอบละ 20 กก. จำนวน 10,000 กระสอบ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน ครัวเรือนละไม่เกิน 20 กระสอบ หรือตามสภาพพื้นที่ สำหรับการทำแนวกั้นน้ำหรือการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในบ้านเรือน โดยมีประชาชนมาติดต่อขอรับกระสอบทรายจากเทศบาลแล้วกว่า 500 กระสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อุบลราชธานี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากที่บ้านแก่งศรีโคตร ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. และตลอดทั้งวันของวันที่ 18 ก.ย. ทำให้บริเวณสะพานไม้ข้ามลำห้วยทรายน้อยบ้านแก่งศรีโคตร ม.3 ต.โนนก่อ อ.สิรินธร ระดับน้ำป่าสูงขึ้นจนท่วมสะพานทั้งหมดแล้ว โดยระดับน้ำขึ้นเร็วมาก สำหรับ (แก่งผีหลอก) บ้านแก่งศรีโคตร ม.3 ต.โนนก่อ เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ริมลำห้วยทรายน้อย ซึ่งต้นน้ำไหลมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริกยอดมน ในทุกปีที่ผ่านมาจะเกิดน้ำท่วมเส้นทางสัญจร และท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่ริมตลิ่ง ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ตราด ผลกระทบจากพายุโนอึลได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ อ.เกาะช้าง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม 2 หมู่บ้าน ในตำบลเกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือหมู่บ้านสลักเพชร ต.เกาะช้างใต้ น้ำป่าเอ่อล้นคลองสลักเพชร ไหลเข้าท่วมวัดสลักเพชร และมีดินโคลนเข้ามาท่วมในศาลาการเปรียญจำนวนมาก และบ้านเรือนประชาชนกว่าหลายร้อยหลังคาเรือนถูกน้ำท่วม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77885</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64c9c6ad1ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีกรมอุตุฯ เผยปีนี้ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าปกติ 14% เตือนรับมือขาดน้ำหลังสิ้นฤดูฝนกลางตุลาคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12&amp;nbsp;ก.ย.63 &amp;ndash; นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน 2563 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีฝนเพิ่มมากขึ้น ในระยะนี้ย่างเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนคาดว่าจะสิ้นสุดลงประมาณกลางเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้บริเวณประเทศไทยหลายพื้นที่ มีฝนตกต่อเนื่องทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปริมาณฝนส่วนใหญ่ เป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่อย่างไรก็ตามหลายพื้นที่ ยังมีฝนตกไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับช่วงวันที่ 12 &amp;ndash; 15 กันยายน ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคอีสาน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ขอให้พี่น้องประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบางระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนพี่น้องชาวเรือ ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งอาจจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ของพายุหมุนเขตร้อน บริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะนี้ยังไม่พบการก่อตัว ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากมีสัญญาณการก่อตัวของพายุฯในบริเวณดังกล่าว กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีประกาศแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของประเทศไทยมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 14 % ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนหลักบางเขื่อนในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนไม่มากนัก ขอให้พี่น้องประชาชนในบริเวณพื้นที่ ที่มีฝนตกน้อย ควรมีการกักเก็บและวางแผนการใช้น้ำในช่วงก่อนสิ้นสุดฤดูฝนต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77222</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, ฤดูฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5c7ed4aeed0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดินไหวถึงขอนแก่น รพ.อพยพคนไข้หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผ่นดินไหวในลาวห่างจากจังหวัดน่านแค่ 10 กิโลเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนสูงสุด 6.4 และมีอาฟเตอร์ช็อกกว่า 100 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่อาคาร โบสก์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี โรงไฟฟ้าหงสาแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ โครงสร้างหลักไม่ได้รับผลกระทบ ไทยรับรู้ได้ตั้งแต่ภาคเหนือ อีสานกระทั่ง กทม. รพ.เอกชนในขอนแก่นอพยพคนไข้ออกจากตึกโกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ได้เกิดแผ่นดินไหวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอาฟเตอร์ช็อกหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เวลา 23.49 น. วันที่ 20 พ.ย. ความแรง 2.9 แมกนิจูด ต่อมาเวลา 04.03 น. วันที่ 21 พ.ย. เกิดแผ่นดินไหว ความแรง 5.9 เวลา 04.19 น. ความแรง 4.3 เวลา 04.23 น. ความแรง 3.1 เวลา 04.33 น. ความแรง 3.9 เวลา 04.41 น. ความแรง 3.6 เวลา 04.59 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.07 น. ความแรง 2.3 เวลา 05.10 น. ความแรง 3.3 เวลา 05.17 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.30 น. ความแรง 3.0 เวลา 05.51 น. ความแรง 3.2 เวลา 06.28 น. ความแรง 2.3 และล่าสุดเมื่อ 06.50 น. ความแรงวัดได้ได้ถึง 6.4 แมกนิจูด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งหมดอยู่ใน สปป.ลาว แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือ โดยเฉพาะกรณีเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดความแรง 6.4 แมกนิจูด ทุกครั้งมีศูนย์กลางห่างจากบ้านน้ำซาง ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ระหว่าง 10-20 กม.เท่านั้น รู้สึกได้ทั้งในเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ลำพูน
วัด-บ้านเรือนเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้ โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ผนังโบสถ์ จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และผนังบ้านเรือนประชาชนหลายหลังแตกร้าวเสียหายอีกด้วย นอกจากนี้ที่เขื่อนไฟฟ้าหงสา คนงานได้บันทึกภาพเหตุการณ์เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง จนทำให้เหล่าคนงานที่กำลังทำงานอยู่วิ่งหลบหนีออกจากตัวอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่บ้านเรือนประชาชนชาวเมืองหงสา และอีกหลายเมืองของแขวงไซยะบุรี ได้รับความเสียหาย อาคารหลายหลังแตกร้าว ฝ้าเพดานพังลงมา บ้านบางหลังทรุดตัวลง เสาศาลาวัดซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่แตกร้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ได้ออกประกาศว่า ในวันที่ 21 พ.ย.2562 ได้เกิดแผ่นดินไหวในขอบเขต สปป.ลาว 18 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 มีความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์ เวลา 04.03 น. ครั้งที่ 17 มีความแรง 6.4 ริกเตอร์ เวลา 06.50 น. อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี และรู้สึกสั่นสะเทือนในบรรดาแขวงทางเหนือ จนถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ดังนั้นจึงแจ้งให้ประชาชนที่อยู่ในเขตดังกล่าวจงมีสติ ระวังตัวต่อสถานการณ์เกิดแผ่นดินไหว และให้ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์เป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราชกรุ๊ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 5.9 ริกเตอร์ และอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีศูนย์กลางในเมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป. ลาว ส่งผลให้ระบบป้องกันของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาทำงานอัตโนมัติ และหยุดการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บและความเสียหาย รวมทั้งโครงสร้างหลักของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้รายงานความคืบหน้าในโอกาสต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,878 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ดำเนินงานโดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท 40% บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ 40% และลาว โฮลดิ้ง สเตท เอ็นเตอร์ไพรส์ 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรองโฆษก กฟผ. กล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่จาง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้า และโครงข่ายระบบส่งของ กฟผ. โดยเจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพเขื่อนแล้ว พบว่ามีสภาพมั่นคงปกติ ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย
รพ.อพยพคนไข้โกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนองคาย ประชาชนในจังหวัดสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ลักษณะโคลงเคลง สั่นไหว โดยชาวหนองคายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อกผ่านเฟซบุ๊กกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดรธานี &amp;nbsp;ขณะเกิดแผ่นดินไหว ชาวอุดรธานีสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้นานราว 10 วินาที สร้างความตื่นเต้นระคนตื่นกลัวแก่ผู้คนได้พอสมควร ซึ่งต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา ทราบผลสรุปว่า จังหวัดอุดรธานีรับรู้แรงสั่นไหวได้ทั้ง 20 อำเภอ โดยที่อำเภอนายูง และอำเภอน้ำโสม ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในลาวมากที่สุด รับรู้แรงสั่นสะเทือนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ สำรวจเบื้องต้นไม่มีความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอนแก่น ผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเวลา 06.50 น. ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์ในตัวเมืองขอนแก่น เร่งอพยพคนไข้กว่า 100 ชีวิตออกมาจากตัวอาคารโรงพยาบาลสูง 13 ชั้น ที่เกิดการสั่นไหว มายังจุดรวมพล ซึ่งอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร ก่อนจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับเข้าตัวอาคารโรงพยาบาลไปยังห้องพักเช่นเดิมในเวลา 07.30 น. เมื่อแรงสั่นสะเทือนได้สงบลงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าน อุโบสถอายุ 500 ปีของวัดพระธาตุเขาน้อย อ.เมืองน่าน ได้รับความเสียหายและมีรอยแตกร้าวรอบอุโบสถ ส่วนที่โรงเรียน ตชด. 100 ปี ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ พบว่าหลังคาและฝ้าเพดานบางส่วนหลุดพังลงมาเสียหาย ขณะที่กระจกตึกแถวที่บริเวณธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาท่าวังผา เกิดแตกร้าวจากแรงสั่นสะเทือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลย มีผู้รับรู้แรงสั่นสะเทือน โดยมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์น้ำในสระน้ำกระเพื่อม นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวบางส่วนในโรงแรมสูงกลางตัวเมืองต้องวิ่งลงมาจากตึก เนื่องจากตกใจกับแรงสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียดายใดๆ
ยันเขื่อนมั่นคงแข็งแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ นายศุภมิตร กฤษณมิตร วิศกรชลประทานชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ลาว ซึ่งอยู่ใกล้กับจังหวัดน่านของประเทศไทย สามารถรับรู้ความสั่นไหวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานเป็นวงกว้าง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 โดยฝ่ายความปลอดภัยเขื่อน ได้ทำการสำรวจผลกระทบต่อเขื่อนขนาดใหญ่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางสำคัญ จำนวน 6 แห่ง โดยมีการติดตั้งเครื่องมือวัดผลกระทบจากแผ่นดินไหวใน 5 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 แห่ง คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อ.ไชยปราการ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และอ่างเก็บน้ำโป่งอ่อน อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง และอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง มีสภาพทางกายภาพที่มั่นคง แข็งแรง และมีความปลอดภัย สามารถใช้งานได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่รับรู้ได้ถึงการสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหม นอกจากนี้ ในสื่อออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอที่เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในหลายพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวในประเทศลาว หากนับจำนวนเกิดการสั่นไหวตั้งแต่ช่วงเวลา 23.00 น. วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดการสั่นไหวขนาด 2.9, 5.9 และ 4.3 เป็นต้น โดยเกิดขึ้นกว่า 100 ครั้ง เล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ล่าสุดวันที่ 21 พ.ย. ขนาดของการสั่นไหววัดได้สูงสุดอยู่ในช่วงเวลา 06.50 น. ขนาด 6.4 ลึก 3 กม. ส่งผลให้ประเทศไทยในภาคเหนือเกือบทั้งภาค โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง เลย และหลายจังหวัดในภาคอีสาน รวมถึงกรุงเทพฯ รับรู้ถึงความรู้สึกสั่นไหวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อยู่ในอาคารสูงอย่าอยู่ใกล้กับกระจก พัดลม ขณะรู้สึกถึงการสั่นไหว ส่วนบ้านเรือนที่มีสภาพไม่คงทนก็ไม่ควรพักอาศัยในช่วงนี้ เพราะอาจเกิดการทรุดตัว อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลจนเกินไป เพราะการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย โดยเกิดจากรอยเลื่อนแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนาม ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของเปลือกโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก และหน่วยทหารในพื้นที่ เตรียมความพร้อมและเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงกรณีได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ลาว โดยเฉพาะการเฝ้าติดตามสถานการณ์ และสำรวจพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยทันที ล่าสุดที่ จ.น่าน มณฑลทหารบกที่ 38 ได้ร่วมสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ามีโรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง และบ้านเรือนราษฎรอีก 2 หลัง ใน อ.บ่อเกลือ พร้อมประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
รพ.รัฐ 3 แห่งได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก เลย ขอนแก่น อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย ประเมินผลกระทบต่อสถานบริการสาธารณสุข 5 ด้าน ได้แก่ อาคารสถานที่ ระบบออกซิเจน ระบบไฟฟ้าและไฟฟ้าสำรอง ระบบสาธารณูปโภค และ ผลกระทบต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นได้รับรายงานจากโรงพยาบาลว่า ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทุกแห่งเปิดให้บริการได้ตามปกติ มี 3 แห่งที่ได้รับผลกระทบ คือ โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ผนังห้องผ่าตัดชั้น 3 ตึกอำนวยการ ร้าวเพิ่มเติมเล็กน้อยจากรอยร้าวเดิม ไม่มีผลกระทบต่อตึกและระบบต่างๆ ในการบริการผู้ป่วย โรงพยาบาลเลย ตึกสงฆ์มีรอยร้าวบริเวณผนัง ได้ย้ายผู้ป่วยห้องพิเศษ 10 รายไปอาคารผู้ป่วยใน อยู่ระหว่างสำรวจประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารจากเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด และโรงพยาบาลยโสธร ได้ประสานสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดยโสธร เข้าตรวจสอบอาคาร 10 ชั้น และอาคาร 9 ชั้น พบโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น เสา คาน ไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงรอยร้าวเพิ่มจากรอยร้าวเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, จรัญ คำเงิน, น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง, ศุภมิตร กฤษณมิตร, สปป.ลาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมืองหงสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd688c2cf386.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 19:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ดีอี’ลุยตรวจสอบคุณภาพเน็ตประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07 ม.ค.2561 - น.อ.สมศักดิ์ &amp;nbsp;ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่ากระทรวงได้เร่งขับเคลื่อนโครงการเน็ตประชารัฐให้ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมายครบทั้ง 24,700 หมู่บ้านแล้ว พร้อมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการ หมู่บ้านละ 1 จุดให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาเพื่อตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการให้บริการ โดยพระนครศรีอยุธยามีหมู่บ้าน เน็ตประชารัฐซึ่งอยู่ในพื้นที่ดำเนินการของกระทรวง 396 หมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.บุญฤทธิ์ &amp;nbsp;อดิพัฒน์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงดีอีกล่าวว่า กระทรวง โดยทีโอทีได้ให้บริการ Wi-Fi สาธารณะ ณ จุดบริการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งกระทรวงได้วางระบบที่มีมาตรฐานระดับสากลคอยตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ การให้บริการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โดยทีมงานวิศวกรและเจ้าหน้าที่ของทีโอที เพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ และเพื่อความมั่นใจในคุณภาพการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้กำลังเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากระทรวงจะเดินหน้าพัฒนาบริการ Wi-Fi เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน โดยมีความพร้อมของการให้บริการมากถึง 99% ทั้งนี้ หากประชาชนผู้ใช้บริการ Wi-Fi ท่านใดประสบปัญหาในการใช้บริการสามารถ โทรเลขหมาย 1111 กด 88 เพื่อแจ้งปัญหาหรือข้อสงสัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง&amp;rdquo;ดร.บุญฤทธิ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศุภชัย ปรีชาธีรศาสตร์ ที่ปรึกษา บริษัท FICT Group ที่กระทรวงฯ ว่าจ้างให้ตรวจสอบติดตาม ประเมินทรัพย์สินโครงการเน็ตประชารัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันได้ตรวจสอบอุปกรณ์อะไหล่สำรองในคลังพัสดุครบถ้วนแล้ว และกำลังเร่งเดินหน้าตรวจสอบอุปกรณ์เน็ตประชารัฐที่ติดตั้งให้ถูกต้องตามสัญญา รวมถึงตรวจสอบ คุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถใช้งาน Wi-Fiที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30/10 Mbps โดยได้ตรวจสอบคืบหน้ากว่า 40% และคาดว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.2562 ซึ่งจะช่วยให้กระทรวงมีความมั่นใจว่าโครงการเน็ตประชารัฐนั้น มีการติดตั้งที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน และประชาชนคนไทยได้ใช้บริการเน็ตประชารัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25986</URL_LINK>
                <HASHTAG>Wi-Fi, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีอี, น.อ.สมศักดิ์  ขาวสุวรรณ์, อินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย, โครงการเน็ตประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c3349b63ab99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
