<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 12:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 12:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เรื่องราวไม่เคยรู้&quot;รังสิต&quot;เคยเป็น&quot; ทุ่งล่าสมัน&quot; สัตว์สูญพันธุ์ของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมัน&amp;quot;ที่คนรุ่นปัจจุบัน เห็นได้แต่ภาพถ่าย หรือรูปปั้นในนิทรรศการ เพราะสูญพันธุ์ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ก.ค.64-การรุกราน และคุกคามชองมนุษย์ ที่มีต่อสัตว์ป่า มีมานานแล้ว และนับตั้งแต่มนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์ &amp;nbsp;มีการตั้งบ้านเรือนถิ่นฐาน มีความต้องการใช้พื้นที่ทำการเกษตร ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมอย่างทุกวันนี้&amp;nbsp;ก็ทำให้พื้นที่ป่าลดหดหายลงไปเรื่อยๆ &amp;nbsp; และตั้งแต่ยุคบรรพกาล สัตว์ป่าก็เป็นฝ่ายถูกล่าเพื่อมาเเป็นอาหารของมนุษย์ &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สัตว์ป่าในธรรมชาติลดน้อยลง มีสัตว์มากมายหลายชนิดที่สูญพันธุ์ไป &amp;nbsp;ในสถานการณ์ปัจจุบันสัตว์บางชนิดก็สุ่มเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในประเทศไทยเอง ก็มีสัตว์ประจำถิ่นสูญพันธุ์มาแล้ว นั่นก็คือ &amp;quot; สมัน &amp;quot;ซึ่งเป็นกวางชนิดหนึ่ง มีอีกชื่อหนึ่งว่า &amp;quot;กวางเขาสุ่ม&amp;quot; &amp;nbsp;มีลักษณะเด่นคือ ตัวผู้จะมีเขาแตกแขนงออกไปมากมายเหมือนกิ่งไม้ ดูสวยงาม จึงได้ชื่อว่าเป็นกวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลกซึ่งได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะทั้งเนื้อ และเขาของสมัน เป็นที่ต้องการของคนอย่างมาก สมันจึงถูกล่าไปเป็นอาหาร และนำเขาไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประดับตามบ้านเรือนจำนวนมาก เและสมันในธรรมชาติตัวสุดท้าย ได้ถูกยิงตายจากนักล่าเมื่อ พ.ศ. 2475 ที่จังหวัดกาญจนบุรี และความหวังที่จะมีสมัน หลงเหลือในประเทศไทย สูญสิ้นไป เมื่อสมันที่ถูกเลี้ยงในวัดแห่งหนึ่งในตำบลมหาชัน จังหวดสมุทรสาคร ได้ถูกชายขี้เมาตีตาย เมื่อ พ.ศ. 2481 &amp;nbsp;

เรื่องราวสมันตัวสุดท้ายที่สูญพันธุ์ สร้างความรู้สึกสูญเสีย และสะเทือนใจให้กับคนไทยอีกหลายคนที่ไม่นิยมบริโภคสัตว์ป่า &amp;nbsp;คนรุ่นหลังที่ไม่เห็นสมัน ก็รู้สึกเสียดายและเสียใจกับชะตากรรมของสมัน &amp;nbsp;หลายเสียงบอกว่าเป็นบทเรียนที่คนในประเทศจะต้องหันมาใส่ใจการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น

ต่อมาข่าวคราวของสมัน ยังปรากฎประปราย ในพ.ศ. 2534 มีรายงานว่าพบซากเขาสมันสด ขายในร้านขายยาใจกลางเมืองพงสาลี และแขวงหลวงพระบาง ทางภาคเหนือของลาว ทำให้สันนิษฐานว่าอาจจะมีสมันหลงเหลืออยู่ในประเทศลาว แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับการปรากฎตัวของสมันให้เห็นอีก &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปลากดหัวผาน&amp;quot;ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;กว่า 90 ปีที่สมันธรรมชาติสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย แต่บทเรียนจากเรื่องราวของสมัน กลับไม่ได้มีผลต่อสัตว์ชนิดอื่น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงระหว่างนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทยยังมีสัตว์ที่สูญพันธุ์ หรือล่อแหลมใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดง ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) อีกหลายชนิด อาทิ &amp;nbsp;&amp;quot;ปลากดหัวผาน&amp;quot; ในไทยมีรายงานว่า ไม่พบในไทยมาไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;20 ปี &amp;nbsp;โดยคาดว่าผลจากการทำเขื่อนแถวบางปะกง มีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปลากดหัวผาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปลาฉนาก &amp;quot;ที่พบในอดีต (เครดิตภาพจาก วิกีพีเดีย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปลาฉนาก&amp;quot; เป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่ง ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วเช่นกัน ตามข้อมูลปากของปลาฉนากที่มีลักษณะเป็นเหมือนใบเลื่อยยาว คล้ายดาบ เป็นที่ถูกใจของมนุษย์มาก และล่าปลาขนิดนี้เพื่อนำกระดูกช่วงปากมาทำเป็นอาวุธ&amp;nbsp; จากการสืบค้นพบว่า มีการใช้คำว่า&amp;quot;ในอดีต&amp;quot;เคยมีรายงานการพบปลาฉนากไกลถึงแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ]และบึงบอระเพ็ด ในจังหวัดนครสวรรค์ ด้วย ส่วนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลาฉนากพบได้ในตำบลคลองฉนาก&amp;nbsp; สะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบันอาจไม่พบปลาชนิดนี้แล้ว&amp;nbsp; และจากการสืบค้นภาพ พบรูปของปลาฉนากที่อควาเรียม จ.ภูเก็ต แต่ไม่ชัดเจนว่าเป็นภาพเก่่าหรือปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
หรือจากเหตุการณ์สังหาร เสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเสือดำ ถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของไทย ที่เหลือจำนวนเพียง 15 ตัว ได้ปลุกกระแสการอนุรักษ์ และเข้มงวดในข้อกฎหมายมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังมีส่วนสัตว์ที่สุ่มเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น ปลาซิวสมพงษ์ หรือ นกกระเรียน &amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้เมื่อเร็วๆนี้ ทาง &amp;quot;วารินแล็บ คอมเท็มโพรารี &amp;quot;ซึ่งเป็นหอศิลปะกรเอกชน ซึ่งเคยจัดแสดงนิทรรศการ Reincarnations III โดยศิลปินเรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล ที่ต้องการสื่อสารถึงประเด็นเรื่องของสัตว์สูญพันธุ์ในประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ร่วมมือกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ &amp;ldquo;คืนชีวิต คิดเผื่อธรรมชาติ&amp;rdquo; ที่มีวัตถุประสงค์ให้สังคมตระหนักถึงสัตว์สูญพันธุ์และใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย ที่เกิดจากการรุกรานถิ่นอาศัยจากมนุษย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชวลิต วิทยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านปลาและสัตว์น้ำจืด ได้เล่าถึง ปลาซิวสมพงษ์ หนึ่งในสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ว่าปลาซิวสมพงษ์ &amp;nbsp;ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จากการปะปนอยู่กับปลาซิวอื่นๆ ปลาซิวสมพงษ์ จัดว่าเป็นสัตว์น้ำชนิดใหม่ของโลก &amp;nbsp;อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 1 ใน 100 ของโลก จากที่มีการพบว่าปลาชนิดนี้ &amp;nbsp;ยังมีชีวิตในตู้ปลา หรือร้านขายปลาในเยอรมัน &amp;nbsp;

&amp;quot;ปลาซิวสมพงษ์ &amp;quot;เป็นปลาที่ตั้งชื่อตาม สมพงษ์ เล็ก อารีย์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกปลาสวยงามชาวไทย จากข้อมูลพบว่าแหล่งถิ่นอาศัยเดิมอยู่ที่ลุ่มน้ำแม่กลองตอนล่าง ซึ่งเป็นระบบนิเวศแบบทุ่งนาน้ำท่วมหรือพลุนิดๆ แต่ด้วยมีการทำนา และมีการใช้สารเคมี มลภาวะเยอะรวมไปถึงการพัฒนาในพื้นที่ ทำให้ปลาซิวในแถบนั้นสูญพันธุ์ไปหลายสายพันธุ์ &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลาซิวสมพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นักวิชาการกล่าวต่อว่า ส่วนปลาซิวสมพงษ์ มีการพบในลุ่มน้ำบางปะกงตอนกลาง แถบจังหวัดนครนายก ปัจจุบันเป็นพื้นที่ ที่มีเจ้าของเกือบหมด ยกเว้นพื้นที่สาธารณะแถวทุ่งใหญ่ปากพลี &amp;nbsp;ที่ชุมชนบางพลีพยายามช่วยกันดูแลอนุรักษ์ &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่ามีประชากรปลาซิวสมพงษ์หลงเหลือเพียง 1% จากที่เคยมีมาทั้งหมด &amp;nbsp;การขยายพันธุ์ของปลาชนิดนี้ จะขึ้นมาวางไข่และฝักตัวในช่วงหน้าน้ำ แต่ในช่วงหน้าแล้งยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามันไปอาศัยอยู่ที่ไหน ซึ่งมีการคาดว่าอาจจะอาศัยอยู่ใต้ดิน ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับแนวทางอนุรักษ์ที่อยากจะให้เป็นไปตามธรรมชาติ และทางเลือกสุดท้ายคือการเพาะเลี้ยง แล้วปล่อยคืนธรรมชาติ นอกจากนี้ ที่ทุ่งปากพลียังพบปลาชนิดอื่นๆ เช่น &amp;nbsp;ปลากัดบางคล้า และปลากัดบางปะกง ลุ่มน้ำบางปะกง ยังมีปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากการสร้างเขื่อนแถวบ้านโพธิ์ &amp;nbsp;ซึ่งทำให้คุณภาพน้ำแย่ลง คือ ปลากดหัวผาน และปลาฉนาก แต่ยังมีอยู่ในประเทศอื่น&amp;rdquo; นักวิชาการ กล่าว &amp;nbsp;


ดร.ชวลิต ยังได้เล่าถึงสมัน ซึ่งแต่ก่อนเรียกเพียงสั้นๆว่าเนื้อ ในอดีตมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย แถบทุ่งรังสิตจำนวนมาก ซึ่งเดิมแล้วทุ่งแห่งนี้เป็นที่ราบกว้าง มีสภาพเป็นป่าดงดิบ ทุ่งหญ้าผสมป่า และยังเป็นแหล่งที่ช้างหรือสัตว์ป่าอื่นๆทั้งจากเขาใหญ่และทุ่งใหญ่นเรศวรเดินทางไปมาหากันได้ โดยหลังจากช่วงรัชกาลที่ 5-6 มีการเปิดพื้นที่พัฒนาทำชลประทานให้ประชาชนได้ทำนา และมีการจับจองพื้นที่ราบภาคกลางไปทั้งหมด 99.99% เหลือเพียงรอบๆบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ ลุ่มน้ำบางปะกง รอบทุ่งปากพลีที่ยังเหลือพื้นที่ธรรมชาติ &amp;nbsp;

&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ทั้งนี้ในกรุงเทพฯ แถบลาดพร้าว ซอยภาวนา ในอดีตพื้นที่นี้เคยมีการล่าสมัน เพราะช่วงน้ำท่วม มันจะหนีขึ้นไปยังที่ดอน และชาวบ้านก็จะขี่ควายมาล่า หรือการนำเขากวางมาสวม เพื่อล่อสมัน พอล่าสมันได้แล้ว ก็นำหลับไปทำเป็นอาหาร ซึ่งก็คือเนื้อสวรรค์ แต่ปัจจุบันมีการนำเนื้อวัวมาทำแทน ทั้งนี้สมันตัวสุดท้ายในประเทศนั้นมีการเล่าว่าถูกตีตาย โดยสมันตัวนี้ถูกเลี้ยงเอาไว้ที่วัดในจังหวัดสมุทรสาคร มีเรื่องเล่าว่าพระยาวินิจวนันดรได้เห็นและอยากนำกลับมาเลี้ยงที่เขาดินเพื่อเพาะพันธุ์ แต่ก็สายไปเพราะมีคนขี้เมา ได้เอาไม้ตีตายไปซึ่งอยู่ในช่วงปี 2480 &amp;nbsp;จึงเป็นเหตุให้สมันตัวสุดท้ายที่เลี้ยงไว้สูญพันธุ์ &amp;nbsp;ดังนั้นสัตว์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบนิเวศหากถูกทำลาย ก็จะทำให้เกิดปัญหาที่พบเจอได้ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นฝุ่น น้ำเสีย สิ่งสำคัญคือการบูรณาการและสื่อสารให้เกิดความตระหนักทั้งกับประชาชน และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการร่วมดูแลอนุรักษ์&amp;rdquo; ดร.ชวลิต เล่าถึงสมันตัวสุดท้าย &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศิลปินเรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

ด้านศิลปินเรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล ที่ได้นำเสนอผลงานศิลปะ สมัน เล่าว่า ผลงานชิ้นนี้เป็นเหมือนการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของทุ่งหญ้ารังสิตที่มีสมันอาศัยอยู่ แต่เหลือเพียงเขาซากความทรงจำที่ให้เห็นเท่านั้น ซึ่งตนได้เคยเห็นสมันตัวจริงแล้วที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้เราได้ตระหนักและคิดว่าน่าเสียดายที่มันไม่ได้อยู่ที่ไทย ดังนั้นการสร้างผลงานจากวัสดุในพื้นที่จากเศษวัสดุการก่อสร้างต่างๆ ที่นำมาจากทุ่งรังสิต เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของการทำให้สมันสูญพันธุ์ ฉนวนที่สำคัญของผลลัพธ์ส่งต่อให้คนในพื้นที่ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนั้นหรือคนรุ่นใหม่ได้ต่อยอดความคิดอนุรักษ์ แน่นอนว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งต่างๆก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา &amp;nbsp;แล้วเราในฐานะคนที่อยู่ในยุคที่พัฒนาแล้วได้เห็นอะไรจากการพัฒนานี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ หรือการถ่ายถอดความรู้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริพัตร ศิริอรุณรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว &amp;nbsp;หนึ่งในทีมโครงการนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของไทยกว่า 50 ปี กลับมามีชีวิตได้อีกครั้งที่ จ. บุรีรัมย์ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้มีการพยายามนำนกกระเรียนกลับมาประเทศไทย โดยได้ไข่หรือลูกเจี๊ยบมาจากแถบชายแดนเขมร เพื่อเพาะพันธุ์พ่อแม่นกกระเรียน จนสามารถขยายพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดแรกที่เลี้ยงในพื้นที่สวนสัตว์โคราช และเป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในการะเพาะเลี้ยงนกกระเรียนพันธุ์ไทย ดังนั้นเมื่อทีมในการดูแลเพาะพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยจนกระทั่งเชี่ยวชาญในการเลี้ยง และมีแนวทางในการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ดังนั้นเมื่ออยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ สิ่งสำคัญคือชุมชนที่เข้มแข็งและตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ต่างๆ

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกระเรียนในธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108561</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สมัน, #เสือดำ, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บริพัตร ศิริอรุณรัตน์, ปลากดหัวผาน, ปลาฉนาก, ปลาซิวสมพงษ์, วารินแล็ป, สัตว์สูญพันธุ์, องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN), เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e14921877b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 20:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย 14 ตัวคืนธรรมชาติ เผยความสำเร็จสู่แหล่งเรียนรู้นกหายากของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์&amp;nbsp;นำนกกระเรียนพันธุ์ไทย&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ตัว ที่สวนสัตว์นครราชสีมา เพาะเลี้ยงและฝึกนำมาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ให้สามารถคืนถิ่นกลับสู่ธรรมชาติ เผย พบมีชีวิตรอดขยายพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติจำนวน 133 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;นายธัชกร&amp;nbsp;หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย&amp;nbsp;นายอรรถพร ศรีเหรัญ&amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายธนชน&amp;nbsp;เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา นางธัญลักษณ์&amp;nbsp;หัตถาธยากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;นายสุรชัย&amp;nbsp; แสงศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวน 14 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สวนสัตว์นครราชสีมาได้เพาะเลี้ยงทำการฝึกและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ&amp;nbsp;ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้สามารถคืนถิ่นกลับสู่ธรรมชาติ ใช้ชีวิตหากินและขยายพันธุ์ อยู่ในระบบนิเวศได้อีกครั้ง ปัจจุบันมีนกระเรียนพันธุ์ไทยอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และสามารถขยายพันธุ์ได้เองในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 133 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพร เปิดเผยว่า โครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติประสบความสำเร็จในประเทศไทย และในระดับโลก จากที่เคยสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยไปแล้วกว่า 50 ปี&amp;nbsp;เมื่อปี พ.ศ.2544 องค์การสวนสัตว์ได้เพาะเลี้ยง ศึกษาจากจากพ่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ที่สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 เห็นว่ามีจำนวนมากพอที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยพิจารณาพื้นที่เหมาะสมบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเหมาะแก่การอยู่อาศัยของนก หลายชนิด จึงเริ่มปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีการทำความเข้าใจ กับคนในชุมชน ทำให้อัตราการอยู่รอดของนกกระเรียนสูงมาก ก่อนนี้ปล่อยไปแล้ว 119 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครั้งนี้ปล่อยอีกจำนวน 14 ตัว และมีแผนจะปล่อยอีกเรื่อยๆ ให้ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติที่ยั่งยืน โดยคนและสัตว์อยู่ร่วมกันได้ เกิดแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่หาดูยากที่สุดของโลก เกิดผลิตภัณฑ์ชุมข้าวอินทรีย์ ที่ได้รับความนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปแล้ว ทางองค์การสวนสัตว์ฯ ยังมีแผนงานอนุรักษ์วิจัยขยายพันธุ์สัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติประสบความสำเร็จ เช่น ละมั่ง ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่ห้วยขาแข้ง&amp;nbsp;นกกก&amp;nbsp;นกแก๊ก ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่เขาเขียว&amp;nbsp; และนกกระสาคอขาว ในอนาคตต่อไปมีแผนจะปล่อยพญาแร้ง ซึ่งขณะนี้ได้ทำการทดลองเพาะขยายพันธุ์อยู่ที่สวนสัตว์นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105293</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก, เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba2a4a91621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืน&quot;นกกระเรียนพันธุ์ไทย &quot;กลับสู่ธรรมชาติ         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่มากมาย รวมทั้ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ในอดีตพบเจอได้ง่าย แต่ ปัจจุบันนกกระเรียนไทย กลายเป็นสัตว์หายาก สาเหตุเนื่องจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือการล่า ที่ยังคงมีการลักลอบทำกันอยู่ทั้งเพื่อนำไปเป็นสัตว์ในครอบครองและเพื่อบริโภค ทำให้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นกกระเรียนพันธุ์ได้ถูกระบุเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ของนักกระเรียนพันธุ์ไทย ทำให้ต่อมา ได้มีการจัดให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น&amp;nbsp;1 ในสัตว์ป่าสงวนตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;และเป็นสัตว์ในบัญชี 2&amp;nbsp;ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ &amp;nbsp; ก็เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนมากมาก่อน จากหลักฐานภาพถ่ายของครอบครัว ครูคุ้ม เอี่ยมศิริ ชาวบ้านอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. ประโคนชัย อ.ประโคนชัย &amp;nbsp;บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ หรือในบันทึกลานกระเรียน ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานว่าเคยมีนกระเรียนอยู่มากมายในจ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แต่ก็ประสบปัญหาเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ คือ นกกระเรียนค่อยๆลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญหาย &amp;nbsp; และเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองนักกระเรียนไทยให้เป็นสัตว์สงวน มีความพยายามอนุรักษ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนบุรีรัมย์กับกัมพูชา ได้นำนกกระเรียนไทยมาบริจาค นอกจากนี้ ยังมีคนที่ครอบครองนกกระเรียนดังกล่าว ได้นำมาส่งคืนอีก ประมาณ 20 ตัว รวมกับที่มีอยู่ในสวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสถานที่เพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไข่นกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกนกกระเรียนที่เสัียชีวิตแล้วถูกดองไว้ในขวดเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนในปี&amp;nbsp;2552&amp;nbsp;มีลูกนกกระเรียนที่เกิดใหม่รวม&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;องค์การสวนสัตว์(อสส.)&amp;nbsp;จึงได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติใน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แหล่งทั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบงคาย&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว&amp;nbsp;และทุ่งกะมัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ก็พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยนกระเรียน10ตัว คืนสู่ธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และในปี &amp;nbsp;2554&amp;nbsp;ได้มีการทดลองปล่อยนกกระเรียนไทย จำนวน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ตัว อีกครั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ จากการติดตามพบว่านกกระเรียนดังกล่าวสามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ดีว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเนื้อที่เกือบ 4 พันไร่แห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ อีกทั้งชาวบ้านยังทำการเกษตรแบบอินทรีย์ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียน เป็นเหตุผลให้เกิดการจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยองค์การสวนสัตว์(อสส.) ร่วมกับ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้มีการปล่อยนกกระเรียนเพิ่มอีก 10 ตัว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด และดูแลอนุรักษ์เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและขยายพันธ์ต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต ของกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และอนุรักษ์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อีกทั้งยังต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สวนสัตว์นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ได้เล่าว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย(Eastern Sarus Crane)&amp;nbsp;นับว่ามีลักษณะเด่นที่บินได้สูงที่สุดในชนิดพันธุ์ย่อยของนกกระเรียนพันธุ์เอเชีย ที่มีอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่&amp;nbsp;นกกระเรียนพันธุ์อินเดีย(Indian Sarus Crane)&amp;nbsp;ในสายพันธุ์ย่อยนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane)&amp;nbsp;ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในช่วงที่ไม่มีการพบนกกระเรียนที่ไทย&amp;nbsp;ก็จะพบได้ในบางประเทศเท่านั้น คือ กัมพูชา พม่า และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่บางส่วนที่จัดแสดงนกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม เล่าต่อว่า&amp;nbsp;จากการที่นกกระเรียนสูญหายไปในธรรมชาติ ทำให้เกิดโครงการวิจัยเพื่อขยายพันธุ์นกกระเรียนทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งก็ได้มีการเรียนรู้จากมูลนิธินกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;ทั้งวิธีการเลี้ยง ที่ผู้เลี้ยงต้องส่วมชุดมาสคอสเพื่อให้กลมกลืน การผสมพันธุ์ มาปรับใช้ในประเทศไทยจนประสบผลสำเร็จ โดยได้เลือกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;แห่งเดียวในประเทศไทย จากการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ที่พบว่ามีหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก คล้ายกับสมหวังที่รับประทาน ซึ่งเป็นอาหารทดแทน กินในช่วงฤดูแล้งได้ และชาวบ้านที่มีความเข้าใจและพร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ ให้เป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการใส่หวงขาที่ตัวนกเพื่อทำการติดตาม เพราะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ได้มีการปล่อยนกกระเรียนทั้งหมด 114 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว เกิดในธรรมชาติ 15 ตัว และ&amp;nbsp;ในสวนสัตว์นครราชสีมาที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราวๆ 100 ตัว และคาดว่าในทุกปีจะมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ประมาณ 10-15 ตัว หรือขึ้นอยู่กับการว่างไข่ในปีนั้นๆด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม&amp;nbsp;เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านสวาย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุ 80 ปี &amp;nbsp;ว่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบนี้ แต่ก็มีการล่านำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและบริโภคเพราะเมื่อก่อนยังไม่มี&amp;nbsp;พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;จนมันหายไปไม่เคยอีกเลย จนกระทั่งได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจะมีการอยู่รวมกันอย่างไร เพราะด้วยวิถีนกกระเรียนที่กิน หอย ปู ปลา และวัชพืชในนาข้าว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา อุ้งเท้าของมันก็ไม่ได้ทำลายนาเสียหาย เมื่อนกกระเรียนวางไข่ หรือเวลาบินไปที่ไหนก็จะมีการรายงานกันอยู่ตลอด เพราะหวังว่านกกระเรียนจะมีการขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงขาไว้ใส่นกระเรียนที่ผ่านการผสมพันธุ์ เพื่อขยายจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จะมีการจัดแสดงประวัติความเป็นมาของนกกระเรียนชนิดพันธุ์ต่างๆ และความเป็นมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีทั้งโหลดองลูกนกกระเรียน ไข่ ขน หรือห่วงขาที่ใช้สำหรับติดตามนกกระเรียน รวมไปถึงหอดูนก และพื้นที่จัดแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ชมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ไว้บางส่วนที่มีไว้่เพื่อจัดแสดงนกกระเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูนกกระเรียนพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึง การจัดทำแอปพลิเคชัน Doo Nok (ดูนก) ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับทราบจุดที่จะพบนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีฟังก์ชั่นพิเศษในการทราบพิกัดที่จะพบเจอนก และยังเป็นการรวบรวมข้อมูลพันธุ์นกกว่า 500 ชนิด สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งในระบบ iOS App store และ Google Play store&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จัดแสดง


&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45155</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, สวนสัตว์นครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d725210b9e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์การสวนสัตว์เปิดศูนย์อนุรักษ์ &#039;นกกระเรียนพันธุ์ไทย&#039; แหล่งเรียนรู้ใหม่บุรีรัมย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ร่วมกับหลายหน่วยงาน เปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย อย่างยิ่งใหญ่ มุ่งหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ เพิ่มอีก 10 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62 -ที่ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรกว่า 10 หน่วยงาน เปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด มีนายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียน และประชาชน ร่วมงานจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่ต่างตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธ์ไทย จนทำให้ก่อเกิดเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ ภายในงานได้มีการเปิดอาคารศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ แห่งแรกของประเทศไทย พร้อมนี้ได้มีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติจำนวน 10 ตัว และจัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมฐานการเรียนรู้ของกลุ่มเครือข่ายที่สนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพล กล่าวว่า ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยแห่งนี้ เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิตของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นการถ่ายทอดความสำเร็จด้านการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชน และองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังจะสามารถต่อยอดในการสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป ได้มีแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบจับต้องได้ตามหลักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน องค์การสวนสัตว์ประสบความสำเร็จ และมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติได้มากถึง 105 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว และทำให้มีลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยเกิดในธรรมชาติไม่น้อยกว่า 15 ตัว หลังจากที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติกว่า 50 ปี อย่างไรก็ตามหวังว่า ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจะเป็นศูนย์แห่งการเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42775</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, ปล่อยนกกระเรียนคืนธรรมชาติ, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, องค์การสวนสัตว์, แหล่งท่องเที่ยวใหม่บุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47fd5bc3cdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนดู &#039;นกกระเรียนพันธุ์ไทย&#039; กลางทุ่งนา แหล่งเที่ยวใหม่ใกล้เมืองบุรีรัมย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค.61 - ที่หมู่บ้านสวายสอ&amp;nbsp;หมู่ที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง&amp;nbsp;จังหวัดบุรีรัมย์ นายเกรียงไกร กิริวรรณา นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิดหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว โอทอป&amp;nbsp;นวัตวิถี ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีนางรัชนี สาระวิถี พัฒนาการอำเภอเมืองบุรีรัมย์ กล่าวรายงาน&amp;nbsp;พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ&amp;nbsp;ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมงานจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดตัวหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวของบ้านสวายสอ&amp;nbsp;ตำบลสะแกโพรง&amp;nbsp;เพื่อดึงคนเข้ามาท่องเที่ยวหมู่บ้าน&amp;nbsp;ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวให้มีความโดดเด่น มีความพร้อมบนอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน&amp;nbsp;ซึ่งทำให้รายได้กระจายอยู่กับคนในชุมชน ทุกคนมีความสุข และสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อประกาศความพร้อมการเป็นชุมชนท่องเที่ยว โอทอป&amp;nbsp;นวัตวิถี ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม ทำให้เกิดการขยายผลการใช้สินค้าชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในงานมีกิจกรรมการชมแหล่งที่อยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทย หรือชาวบ้านเรียกว่า นกเขียน&amp;nbsp;เป็นนกที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เป็นนกรักเดียวใจเดียว ใครพบเจอจะโชคดี&amp;nbsp;โดยองค์การสวนสัตว์จัดทำโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทย และในปี&amp;nbsp;2559&amp;nbsp;นกกระเรียนพันธุ์ไทยได้ออกลูกเป็นรังแรกของประเทศ ที่ออกไข่ได้เองตามธรรมชาติ และหมู่บ้านได้มีการทำนาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์และช่วยดูแลนกกระเรียนพันธุ์ไทยอีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกรียงไกร กิริวรรณา นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ชุมชนบ้านสวายสอ อยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ ประมาณ&amp;nbsp;18&amp;nbsp;&amp;nbsp;กิโลเมตร เป็นชุมชนกลุ่มไทยเขมร ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เคยเป็นที่อาศัยอยู่ของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ซึ่งต่อมาองค์การสวนสัตว์ได้นำมาปล่อยและได้ออกลูกได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดเด่นของหมู่บ้านสามารถพบเห็นนกกระเรียนพันธุ์ไทยได้ตามท้องทุ่งนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมการทอผ้าพื้นบ้าน ทอเสื่อกก จักสาน การทำขนมไทย แปลงนาสาธิต โดมปลูกผักอินทรีย์ กลุ่มวิสาหกิจข้าวอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ข้าวอินทรีย์ กระปุกออมสินจากไม้ไผ่ เสื่อปูนั่งกันยุง โดยการใช้เสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิตวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน&amp;quot;นายเกรียงไกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24340</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.บุรีรัมย์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บ้านสวายสอ, หมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวโอทอป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181216/image_big_5c15e3396a443.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
