<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งเพิ่มทักษะแรงงานลุยเมกะโปรเจ็กต์ รองรับลงทุน&quot;อีอีซี&quot;หลังโควิดคลี่คลาย      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากพื้นที่เกษตรกรรมและประมงสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาครัฐจะโหมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนโครงการจะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของไวรัฐโคโรนา-19 หรือโควิด-19 นั้นได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ดังนั้นการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) การลงทุนของประเทศจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่อีอีซีโดยตั้งเป้าปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องนี้ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอีอีซีถือเป็นความพยายามที่ดี แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเพิ่มเติมคือ ต้องหากิจกรรมมาเสริมในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความล่าช้า อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เพราะฉะนั้น หลักๆ เลยต้องคิดว่าจะสามารถนำกิจกรรมใดมาเสริมได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งที่จะลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้กว่าจะเห็นผลได้ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของอินฟราฯ ให้เสร็จทัน พร้อมใช้ พร้อมสร้างรายได้ มองว่าภายใน 4-5 เดือนที่ภาครัฐสามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะทำให้เริ่มโครงการได้ เช่น การสร้างโรงงาน และการสร้างถนน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันให้ได้ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐเปิดมุมมองว่าไม่ควรจะจำกัดการลงทุนเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หากชาวต่างชาติหรือคนไทยต้องการที่จะลงทุนในพื้นที่ใดก็ตาม ก็ควรจะได้รับการสนับสนุน แต่ต้องยอมรับสำหรับความพร้อมในระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของอีอีซีที่มากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นหากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดนครราชสีมา ลำพูน หรือจังหวัดอื่น ก็ต้องปล่อยให้มีการลงทุนได้ ไม่ควรปิดโอกาสที่จะเกิดการลงทุนในพื้นที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมพร้อมบุคลากร
นายนณริฏ กล่าวว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น หากโครงการอีอีซีสามารถเดินหน้าสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3-5% แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซี การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.3% จนกระทั่งเหลือเพียง 1.76% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 3% หากจะเพิ่มการเติบโตให้ได้ 5% ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เราติดกับดักเชิงโครงสร้าง ด้วยการเพิ่มการลงทุน เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อย สังเกตจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่เป็น Old Economy เช่น หุ้น น้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องเตรียมความพร้อม อาทิ เตรียมคน ต้องเร่งรัด ฝึกทักษะอาชีพที่จำเป็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย ซึ่งต้องเร่ง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ทันทีที่โควิดคลี่คลายลง&amp;quot; นายนณริฏ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนุนแลนด์บริดจ์-คลองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนณริฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) โครงการอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยเป็นโครงการใหม่ที่เชื่อมโยง มีความเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เกี่ยวกับโครงการอีอีซี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะมีการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยส่วนตัวมองว่ามีโครงการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โครงการคลองไทย และโครงการเชื่อมรถไฟไทย-จีน มองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่และสนับสนุนธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้ถ้ารอดชีวิตไปได้ ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากโควิด-19 คลี่คลายลง แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเดินทางไปพักผ่อนหลังจากได้มีการทำงานและกักตัวมาโดยตลอด มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจะมีดีมานต์เกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นทำยังไงที่จะสามารถรองรับความต้องการหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้&amp;quot; นายนณริฏกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง และส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อ และหลายคนคาดการณ์ว่าการลงทุนน่าจะปรับลดลง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้แจ้งว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้การขอรับการส่งเสริมนพื้นที่อีอีซีจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท จังหวัดระยอง มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า จากการดำเนินตามแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การบูรณาการ และการดึงการลงทุนเข้ามาของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากที่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รวมการลงทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการลงทุนโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท งบบูรณาการ ปี 2561-2564 อนุมัติไปแล้ว 82,000 ล้านบาท การออกบัตรส่งเสริมการลงทุน 878,881 ล้านบาท และอีกทั้งยังเหลือการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากแผนเดิมจะมีการลงทุนอยู่แล้วปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มี 4 อุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้อีกปีละอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5 จี อุตสาหกรรมทางการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมใหม่ และการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ทำให้แผนที่ปรับใหม่ สามารถเพิ่มการลงทุนได้ถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยขอไปปรับปรุงแผนให้ชัดเจนก่อน และขอให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบหรือคลี่คลายได้ภายในปีนี้ เมื่อไปรวมกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ ก็จะผลักดันจีดีพีรวมของประเทศไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% หลังจากที่การระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาและปีนี้สะดุดลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไฮสปีด-สนามบินอีอีซีคืบ
นายคณิศ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) หรือ CP ไปแล้วกว่า 86% และพร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 290,000 ล้านบาท ที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเข้าสำรวจพื้นที่โครงการพร้อมก่อสร้างรั้วมาตรการเขตการบิน ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมีกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นเอกชนคู่สัญญา ปัจจุบันตัวร่างสัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยอัยการสูงสุด
โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ ตามที่ มติ ครม.ได้อนุมัติไว้ หลังจากล่าช้ามา 3 ปี ในขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาล ขณะนี้ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นณริฏ พิศลยบุตร, ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), อีสเทิร์นซีบอร์ด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), เมกะโปรเจ็กต์, โครงสร้างพื้นฐาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190ca8275cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
