<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ &#039;ถามเมื่อไหร่ไทยจะเลิกใช้ &#039;ฟาวิพิราเวียร์&#039; หลังมี&#039;โมลนูพิราเวียร์ &#039; แต่ราคาชวนอึ้ง ! 700ดอลลาร์/คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ต.ค.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ &amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับยาโมลนูพิราเวียร์ ที่เป็นยากินชนิดเม็ด รักษาโควิด19 ตัวใหม่ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวดี คณะกรรมการที่ปรึกษาตัดสินให้ยุติการศึกษาวิจัยยาต้านไวรัส Molnupiravirโมลนูพิราเวียร์ทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 3 วันที่ 1 ตุลาคมแทนที่จะเป็นปลายปี เนื่องจากผลการศึกษาพบว่ายาโมลนูพิราเวียร์เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกมีประสิทธิภาพรักษาโรคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทเมอร์คกำลังยื่นขอการรับรองโมลนูพิราเวียร์จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) ให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน โมลนูพิราเวียร์จะเป็นยาต้านโควิดชนิดเม็ดตัวแรกที่ได้รับการรับรองจากทางการสหรัฐฯ (ในสหรัฐฯไม่มีการรับรองให้ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ เหมือนบ้านเรา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริษัทเมอร์คศึกษาและทดสอบการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ในกลุ่มคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศลาตินอเมริกา ยุโรป และแอฟริการวม 775 คน มุ่งเน้นคนติดเชื้อที่ยังไม่ฉีดวัคซีน และคนที่มีความเสี่ยงเช่นคนสูงอายุ เบาหวาน โดยพบว่า ผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาแคปซูลโมลนูพิราเวียร์ขนาด 200 มิลลิกรัม 4 เม็ดวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 5 วัน ประมาณ 7.3% เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่พบผู้เสียชีวิตจากโควิดในกลุ่มตัวอย่างนี้ตลอดการรักษา 29 วัน ขณะที่กลุ่มคนติดเชื้อที่ได้ยาหลอก (Placebo) มีผู้ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 14.1% และมีผู้เสียชีวิตจากโควิด 8 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลนี้น่าสนใจ ผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ไม่มีใครเสียชีวิตเลย ในขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกกลับมีผู้เสียชีวิต 8 ราย และยาโมลนูพิราเวียร์สามารถลดความเสี่ยงที่จะเข้านอนโรงพยาบาลได้ถึง 50%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยานี้มีผลข้างเคียงต่ำ ไม่แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ การรักษาต้องให้ยานี้เร็วที่สุดภายในเวลา 5 วันหลังเริ่มมีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาโมลนูพิราเวียร์ออกฤทธิ์ต่อไวรัสโควิดทั้งสายพันธุ์เดลตา แกมมา และมิว โดยทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ผิดปกติ เวลาไวรัสก๊อปปี้ตัวเอง จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ เรายังไม่มีข้อมูลใช้ยานี้นานๆจะเกิดการดื้อยาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทเมอร์คตั้งเป้าผลิตยาให้ได้ สำหรับ 10 ล้านคนภายในปีนี้ โดยทางการสหรัฐฯ เตรียมสั่งจองโมลนูพิราเวียร์แล้วสำหรับ 1.7 ล้านคน ราคายา 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เบื้องต้นบริษัทเมอร์คได้ทำสัญญากับฐานการผลิตยาหลายแห่งในประเทศอินเดีย เพื่อส่งยาโมลนูพิราเวียร์ราคาถูกให้กับประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากบริษัทเมอร์คแล้ว ยังมีอีกหลายบริษัท เช่น ไฟเซอร์ และโรช ก็กำลังศึกษายาต้านไวรัสชนิดเม็ดเช่นเดียวกันในการรักษาผู้ป่วยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อไหร่ที่ประเทศไทยได้ยาโมลนูพิราเวียร์จากประเทศอินเดีย เราควรเลิกใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ทันที เพราะยาโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118711</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, Molnupiravir, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, เมอร์ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61075823aea02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอมนูญ&#039;แนะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด รีบใช้ยา&#039;แอนติบอดิ ค็อกเทล&#039;ช่วยชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ย.64 -&amp;nbsp; นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ช่วยชีวิตผู้ป่วยเนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ กล่าวว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้
- ผู้สูงอายุ
- โรคอ้วน
- โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง
- โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด
- โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2
- โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต
- โรคตับเรื้อรัง
- มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116230</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเสี่ยงโควิด-19, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ &#039;เผยรพ.วิชัยยุทธ เตรียมนำ &#039;ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล &#039;มาใช้รักษาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เปิดเผยว่า รพ.วิชัยยุทธ &amp;nbsp;เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มนูญ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สูงอายุ &amp;nbsp; โรคอ้วน &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด &amp;nbsp;โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 &amp;nbsp;โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต &amp;nbsp;โรคตับเรื้อรัง &amp;nbsp;มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115879</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รพ.วิชัยยุทธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136e49b65b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 16:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;ยกเคสอินเดียติดเชื้อกว่า2ใน3จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เชื่อทุกคนในโลกต้องติดในไม่ช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64-นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า
ประเทศอินเดียมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก ช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 วันละ 400,000 คน แต่ปัจจุบันเดือนสิงหาคม ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเหลือวันละ 40,000 กว่าคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการวิจัยระดับประเทศสุ่มตรวจเลือดหาแอนติบอดีบ่งบอกถึงมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิดจากการติดเชื้อ พบคนอินเดีย 2 ใน 3 ของประชากร คือ 900 ล้านคนติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว พบติดเชื้อตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไปเกินครึ่งแล้วทุกอายุ (ดูรูป) บุคลากรทางการแพทย์มีแอนติบอดีร้อยละ 85 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนอินเดียอีก 1 ใน 3 คือ 400 ล้านคนที่ยังไม่ติดเชื้อ อินเดียฉีดวัคซีนครบโดสแค่ร้อยละ 8 หรือประมาณ 100 ล้านคนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานอย่างเป็นทางการด้วยการตรวจหารหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด ประเทศอินเดียพบผู้ติดเชื้อ 31.8 ล้านคน และคนเสียชีวิต 426,000 ราย ทั้ง 2 ตัวเลขนี้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก คนอินเดียติดเชื้อไปแล้ว 900 ล้านคน ขนาดปรับจำนวนคนเสียชีวิตขึ้น 5 เท่า คือ 2.13 ล้านคน อัตราการเสียชีวิตของคนอินเดียที่ติดเชื้อไวรัสโควิดร้อยละ 0.24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอินเดียรายงานพบไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าครั้งแรกเดือนตุลาคม 2563 มีการศึกษาระดับประเทศสุ่มตรวจเลือดหาแอนติบอดีเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนกรกฎาคม 2564&amp;nbsp; พบตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21&amp;nbsp; คือ 270 ล้านคน เป็น 900 ล้านคนในเวลา 5 เดือน อีกไม่นานคนที่เหลือ 400 ล้านคนก็จะติดเชื้อ เมื่อนั้นโรคโควิดคงจะหยุดการแพร่ระบาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราตายของโรคโควิดถูกประเมินว่าร้อยละ 1&amp;nbsp; อัตราตายจริงๆน่าจะต่ำกว่านั้น ดูสถิติของประเทศอินเดียอัตราตายของโรคโควิดประมาณร้อยละ 0.24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป: เหตุผลหลักที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อประเทศอินเดียขณะนี้ลดลง ก็เพราะคนอินเดียติดเชื้อแล้วมากกว่า 2 ใน 3&amp;nbsp; เชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าแพร่เชื้อทางอากาศ ติดทางการหายใจ ติดต่อกันง่ายมากเหมือนเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใส ดูจากสถิติของประเทศอินเดียแล้ว เชื่อว่าทุกคนในโลกนี้คงต้องติดเชื้อไวรัสโควิดไม่ช้าก็เร็ว โรคนี้จะหยุดการแพร่ระบาดก็ต่อเมื่อมากกว่าร้อยละ 90 ของคนในประเทศติดเชื้อ เพราะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ตามธรรมชาติ และโรคนี้จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องยอมรับความจริงและทำใจวันหนึ่งคงติดเชื้อ ต่อให้มีการล็อกดาวน์ ป้องกันตัวเองเต็มที่ และฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม การฉีดวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ แต่ลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้มากถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนรีบฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตเมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112425</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, การสร้างภูมิคุ้มกัน, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, อินเดียติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61075823aea02.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่คนไทยจิตตกเท่าช่วงนี้&#039;หมอมนูญ&#039;แนะวิธีการลดระดับความเครียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มิ.ย.64 -&amp;nbsp; นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่คนไทยจิตตกเท่ากับช่วงเวลานี้ที่มีการระบาดระลอกที่ 3 ของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข คนไทยจำนวนมากตกงาน ธุรกิจเสียหาย ขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว อดอยาก ไม่มีกินไม่มีใช้ คนมีเงินก็ไม่สามารถเดินทาง ท่องเที่ยว พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ร้องเพลง เต้นรำ เล่นกีฬาที่ชอบ เพราะต้องกักตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง เมื่อมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 คนไทยบางคนก็ยังขาดความเชื่อมั่น สับสนเสพข่าวสารมากเกินไป กลัวผลข้างเคียงของวัคซีน ลังเลไม่ยอมฉีด ทั้งๆที่วัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนนัดวันไปฉีดวัคซีน ก่อนถึงวันนัด วันที่ฉีด และวันต่อๆมาเป็นสัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว มีอาการเครียด วิตกกังวล หงุดหงิด แสดงอาการทางกายหลายอย่างเช่นหายใจไม่อิ่ม ต้องถอนหายใจ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ตื่นบ่อย เวียนหัว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แพทย์ช่วงนี้ต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากจะต้องดูแลคนป่วยสารพัด แล้วยังต้องดูแลคนจิตตก เครียดหมู่เพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดระดับความเครียดลงได้มีหลายวิธี เช่น ดูหนัง ดูละครที่บ้าน ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี ในบ้าน วาดรูป เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกายในบ้าน ในสวนสาธารณะ ไม่กินอาหารมากเกินไป สวดมนต์ ทำสมาธิ และนอนหลับให้เพียงพอ
ขอให้ทุกคนพยายามผ่อนคลาย ไม่เครียด เราคงต้องอยู่กับโรคโควิด-19 นี้อีกนาน อย่ายอมแพ้ ต้องชนะโรคร้ายนี้ และผ่านวิกฤติไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107567</URL_LINK>
                <HASHTAG>การติดเชื้อไวรัสโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, โควิด-จิตตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_605939a1aa247.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;เผยข่าวดี!โลกกำลังได้&#039;ยา&#039;รักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกชนิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23 มี.ค.64-นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่านอกจากวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว โลกกำลังฝากความหวังกับยารับประทานตัวใหม่ชื่อ Molnupiravir &amp;nbsp;ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นยาที่คิดค้นมารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ยาตัวนี้กำลังอยู่ในการทดสอบทางคลินิกในคนระยะที่ 2 คาดว่าจะเข้าการทดสอบระยะะที่ 3 ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทดสอบพบว่ายาตัวใหม่นี้สามารถลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิดได้ดี ลดจำนวนเชื้อไวรัสในคนได้รวดเร็ว ลดความรุนแรงของโรค ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด และมีผลข้างเคียงต่ำ ยาตัวนี้อาจนำมารักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกชนิดทั้งชนิดกลายพันธุ์และไม่กลายพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการทดลองในสัตว์ เมื่อให้ยาตัวนี้กับสัตว์ทดลองที่ติดเชื้อไวรัสโควิด สามารถป้องกันสัตว์ทดลองตัวอื่นๆที่อยู่ใกล้ชิดไม่รับเชื้อไวรัสโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะการใช้ยาใหม่ตัวนี้ถ้าผ่านการรับรอง จะเหมือนกับยา Oseltamivir (Tamiflu) และ Baloxavir (Xofluza) ที่เป็นยากินใช้ทั้งรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ และให้กินเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกรณีที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยแพทย์จ่ายยาให้ไปกินที่บ้านแบบคนไข้นอก ไม่ต้องรับเข้านอนรักษาในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีการศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อให้ยา Molnupiravir ร่วมกับยา Favipiravir ซึ่งก็เป็นยาที่คิดค้นมารักษาไข้หวัดใหญ่เหมือนกัน ผลการรักษาโรคโควิด-19 ในสัตว์ทดลองยิ่งดีขึ้นกว่าการให้ยาตัวใดตัวหนึ่ง ยา Favipiravir มีในประเทศไทยใช้รักษาโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96949</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยารักษาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_605939a1aa247.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;แนะเด็กไทยอายุเท่าไหร่ควรใส่หน้ากากอนามัยในช่วงโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ก.ย.63 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้
เด็กไทยอายุเท่าไหร่ควรใส่หน้ากากอนามัยในช่วงโควิด-19
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม องค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำการสวมหน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก (ดูรูป)
เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป WHO แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยเหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกรณีไม่สามารถเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตรได้ และมีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ &amp;nbsp;
สำหรับเด็กอายุ 6 ถึง 11 ปี ควรสวมหน้ากากหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับการระบาดของโรคในชุมชนนั้น มีผู้ใหญ่สอนให้สวมหรือถอดหน้ากากอนามัยถูกวิธีและปลอดภัยหรือไม่ อยู่ใกล้ชิดกับคนกลุ่มเสี่ยงสูง เช่นคนสูงอายุและคนมีโรคประจำตัวหรือไม่
ส่วนเด็กอายุ 5 ขวบลงมา WHO แนะนำไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย
องค์การอนามัยโลกอ้างว่ายังมีหลักฐานน้อยเกี่ยวกับการที่เด็กเล็กแพร่เชื้อไวรัสให้ผู้ใหญ่ แต่มีหลักฐานว่า เด็กวัยรุ่นสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้เหมือนผู้ใหญ่
แต่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (US CDC) แนะนำให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ควรสวมหน้ากากอนามัยเหมือนผู้ใหญ่ เวลาออกนอกบ้าน ไปโรงเรียน เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตรไม่ได้ แนะนำให้เด็กเล็กใส่หน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการรับและแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19
จากเดิมที่เราเคยทราบกันว่าเด็กเล็กไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคไวรัสโควิด-19 ถึงเด็กเล็กจะติดเชื้อ มักไม่มีอาการ&amp;nbsp; ล่าสุดมีข้อมูลพบว่าเด็กเล็กติดเชื้อและสามารถแพร่กระจายเชื้อให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้ (ดูรูป)
สำหรับประเทศไทยเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป ควรใส่หน้ากากอนามัยตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ไม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
เด็กไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาลเป็นต้นไปจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ไปโรงเรียน อยู่ในห้องเรียน ยกเว้นขณะรับประทานอาหาร และเล่นกีฬากลางแจ้ง การสอนให้เด็กใส่หน้ากากตั้งแต่เล็ก ทำให้เด็กคุ้นชิน การใส่หน้ากากเป็นเรื่องปกติ ไม่รังเกียจการใส่หน้ากาก
สำหรับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย
เพราะเด็กเล็กอาจไม่รู้จักวิธีเอาหน้ากากออกเองเมื่อหายใจไม่สะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77804</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, หน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก, องค์การอนามัยโลก (WHO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83e0db998fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
