<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.โดดเข้าเยียวยา ผู้จองคิว&#039;หมอพร้อม&#039; แต่ถูกเลื่อน เผยผู้สูงอายุฉีดไปแค่ 0.3% ยันไม่ได้แย่งงานกทม.แต่ต้องปกป้องกลุ่มเปราะบาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.64- ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 แก่ผู้ลงทะเบียนหมอพร้อมที่ถูกเลื่อนฉีดวัคซีนเดือนมิถุนายน เขตกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์โสภณกล่าวว่า ได้รับนโยบายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้เยียวยา 2 กลุ่มหลักที่จองผ่านระบบหมอพร้อมในเขตกรุงเทพมหานคร คือ กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งตามวัตถุประสงค์การฉีดวัคซีน คือ 1.เพื่อลดการป่วย การเสียชีวิต มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ และ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เนื่องจากหากป่วย จะมีโอกาสเข้าห้องไอซียู มีอาการรุนแรง และเสียชีวิต จึงเป็น 2 กลุ่มแรกที่ควรได้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เพื่อคงระบบสาธารณสุขให้เดินหน้าได้ ฉีดวัคซีนในบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข และ3.การขับเคลื่อนเดินหน้าเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และการควบคุมป้องกันโรค ในพื้นที่มีการระบาด เช่น กทม. ปริมณฑล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ กลุ่มบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ฉีดครบ 2 เข็มแล้ว 86.5 % ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า ทหาร ตำรวจ 12.7 %, อสม. 10.4 %, ประชาชนทั่วไป 2 %, ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง 1.5 % และผู้สูงอายุ 0.3 % จะเห็นได้ว่ากลุ่มเปราะบาง มีความเสี่ยงสูงยังได้รับวัคซีนน้อย กระทรวงสาธารณสุขตั้งใจให้ 2 กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เพื่อลดการสูญเสีย ลดการป่วย และระบบสาธารณสุขจะได้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นได้ด้วย จึงมีการจองระบบหมอพร้อม ฉีดในโรงพยาบาลเล็ก 300 คนต่อวัน โรงพยาบาลใหญ่ 600 คนต่อวัน และคาดไว้ว่าจะมีผู้จองฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายน ไม่เกิน 4 ล้านโดส และในเดือนกรกฎาคมไม่เกิน 5 ล้านโดส ขณะที่มีผู้จองจริง 8.1 ล้านโดส ดังนั้นหากบริหารจัดการได้ดี ทั้ง 2 กลุ่มนี้ควรได้รับการฉีดตามวันนัดที่จองไว้ และมั่นใจว่าจังหวัดต่างๆ สามารถบริหารจัดการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ในกทม. ผู้ที่จองหมอพร้อมที่โรงพยาบาลในกทม. และถูกเลื่อนนัดฉีดเดือนมิถุนายนออกไป ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลที่จองไว้ หากมีปัญหากระทรวงสาธารณสุขจะช่วยสนับสนุน ไม่ได้แย่งงานกทม.ทำ เราคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการฉีดวัคซีน และดูแล 2 กลุ่มนี้ให้ได้ตามเป้าหมาย และกทม.เป็นพื้นที่ระบาดหนัก ได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก 2 กลุ่มนี้ จึงควรรับวัคซีนเป็นลำดับแรกๆ ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่ถูกเลื่อนสอบถาม รพ.ที่นัดฉีดวัคซีนก่อนว่าถูกเลื่อนจริงหรือไม่ หรือกลับมาฉีดได้ตามเดิม หากมีปัญหาจริงให้โทรมาที่โอเปอเรเตอร์หมอพร้อม 02-7922333 เพื่อนัดมาฉีดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อแทน&amp;rdquo; นายแพทย์โสภณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าคนที่มีปัญหาถูกเลื่อนฉีดวัคซีนไม่น่าจะมีมาก เนื่องจากพื้นที่ กทม.มีการจองผ่านหมอพร้อมใน มิ.ย.รวม 456,414 คน แบ่งเป็นวันที่ 7-13 มิ.ย. 178,556 คน วันที่ 14-20 มิ.ย. 133,637 คน และวันที่ 21-30 มิ.ย. 144,221 คน โดยฉีดวัคซีนแล้วเป็นผู้สูงอายุฉีดเข็มแรก 161,449 คน เข็มสอง 11,063 คน กลุ่มโรคเรื้อรังเข็มแรก 120,151 คน และเข็มสอง 16,822 คน แต่คงประเมินไม่ได้ว่าจะมีตกหล่นจำนวนเท่าไร เพราะขึ้นกับว่า รพ.นัดซ่อมฉีดวัคซีนได้หรือไม่ หากนัดมาซ่อมเร็วก็ไม่มีปัญหา ประชาชนไปฉีดที่ รพ.ตามเดิมได้ อาจจะแค่มีช่วง 2-3 วันนี้ที่มีการเลื่อนนัดไปแล้วไม่ได้ฉีด หรือบางส่วนที่นัดไปฉีดใหม่นาน ก็ให้ติดต่อเข้ามา โดยทางศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะเป็นจุดเยียวยาสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการฉีดวัคซีนในพื้นที่ อยากให้คนจองผ่านหมอพร้อมได้รับวัคซีนตามนัด แต่ขึ้นกับสถานการณ์ด้วย โดยพื้นที่ก็ต้องชั่งน้ำหนักในการจัดสรรฉีดวัคซีนกลุ่มต่างๆ เช่น หากมีการระบาดมากคิดว่าจำเป็นกว่าก็อาจให้กลุ่มนี้มากขึ้น เป็นต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แผนการกระจายวัคซีนต่าง ๆ ยังคงเป็นไปตามแผนที่ทาง ศบค. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางไว้ ว่าในเดือนมิถุนายนจะมีการกระจายวัคซีนทั้งหมดอย่างน้อย 6 ล้านโดส ในช่วงครึ่งแรกเดือนมิถุนายนได้มีการกระจายวัคซีนไปแล้ว 3.5 ล้านโดส เป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 ล้านโดส และซิโนแวค 1.5 ล้านโดส เริ่มฉีดแล้ว 8 วันตั้งแต่ 7-14 มิถุนายน วานนี้ฉีดวัคซีนแล้ว 323,060โดส และยังคงฉีดไปเรื่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่วัคซีนที่กระจายไปจะอยู่ที่จุดฉีดต่าง ๆ ซึ่งสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างดี สามารถฉีดได้เฉลี่ยวันละ 300,000 โดส หรือประมาณ 10 ล้านโดสต่อเดือน จะเห็นได้ว่าศักยภาพการฉีดมีอยู่สูง ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการฉีดเป็นทางการ 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 7 -14 มิถุนายน ฉีดแล้ว 2,410,663 โดส รวมตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 6,511,184โดส ทั้งวัคซีนแอสตร้าซิเนก้าและซิโนแวค เป็นไปตามแผนและเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการจัดหาวัคซีนในครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน จะมีวัคซีนเข้ามาอย่างน้อย 3 ล้านโดส กระจายไปยังจุดต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้ มีการประสานกับหน่วยปลายทางที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนี้ในเดือนมิถุนายนสามารถจัดส่งวัคซีนไปได้ตามแผน และจะเป็นไปตามแผน 6.5 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ละพยายามที่จะจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน เมื่อวัคซีนเข้ามาจะมีการแจ้งเป็นระยะๆ ให้ทราบ และขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วัคซีนมีหลายแบบการนัดหมายมีความแตกต่างกัน ขอชี้แจงว่า ซิโนแวคระยะฉีด 2-4 สัปดาห์ระหว่างเข็ม 1 และ 2 เราจึงนัด 3 สัปดาห์ เพื่อให้ยืดหยุ่นได้หากไม่สะดวกมารับวัคซีน ส่วนแอสตร้าเซนเนก้านั้น เอกสารใบกำกับวัคซีน และข้อมูลคณะกรรมการวิชาการให้ฉีดได้ 10-12 สัปดาห์ เรานัดค่ากลางที่ 12 สัปดาห์ แต่ข้อมูลวิชาการสามารถเพิ่มหรือลดลงได้ตามสถานการณ์ ไม่ได้แปลว่านัด 10 สัปดาห์แล้วจะผิด ถือว่ายังอยู่ในกรอบ ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้รับวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมได้&amp;rdquo; นายแพทย์โอภาสกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอทำความเข้าใจว่า คนที่ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อมช่วง มิ.ย.ในพื้นที่ กทม. หากไม่มีการเลื่อนนัดจาก รพ.ที่ลงทะเบียนให้ไปฉีดวัคซีนตามนัดหมายเดิม หรือถ้ามีการเลื่อนนัด ขอให้ติดต่อสอบถาม รพ.อีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงวันที่ใกล้ฉีดวัคซีนว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากสัปดาห์นี้ กรมควบคุมโรคจะมีการส่งวัคซีนไปเพิ่มเติมตามที่กำหนด ขอให้สอบถาม รพ.ก่อน เพราะอาจกลับมาฉีดได้ตามเดิมก็ให้ไปฉีดที่ รพ.เป็นหลัก แต่อาจมีกลุ่มที่ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานี้ถูกเลื่อนฉีดไปแล้วหรือรพ.ยังจัดการไม่ได้ ใกล้วันฉีดแล้วยังถูกเลื่อนอีก ก็สามารถมาฉีดที่บางซื่อได้ โดยขอให้โทรไปคอลเซนเตอร์หมอพร้อม ซึ่งมีเกือบ 200 คู่สาย จะมี SMS นัดหมายระบุวันและเวลาฉีด นำมาแสดงเพื่อรับการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อได้ เริ่มฉีดตั้งแต่ 16 มิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าหมอพร้อมที่ถูกเลื่อนมีปัญหาจริงๆ น่าจะมีไม่เกินพันคน ซึ่งเตรียมวัคซีนเผื่อไว้ 2 พันโดสต่อวัน โดยคอลเซนเตอร์หมอพร้อมนัดมาชั่วโมงละ 200 คน ขอให้มาตามเวลานัดเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์สมศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับความพร้อมของศูนย์ฯ บางซื่อนั้น สถาบันโรคผิวหนังเป็นผู้ดำเนินการบริหารศูนย์ฉีดนี้ มีการทดลองระบบตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. - 6 มิ.ย. โดยการฉีดกลุ่มขนส่งสาธารณะ ส่วนการฉีดทางการทั่วประเทศที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. ฉีดวันละประมาณ 1 หมื่นคน โดยการจองผ่าน 4 เครือข่ายมือถือ จำนวน 5 พันคน และกลุ่มองค์กรอีก 5 พันคน เช่น สัปดาห์ที่ผ่านมาฉีดกลุ่มครูเพื่อรองรับเปิดเทอม และได้เตรียมจุด One Stop &amp;nbsp;Service รองรับการฉีดวัคซีนกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ โรคเลือด โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวที่คัดกรองแล้วยังควบคุมอาการได้ไม่ดี ไม่สามารถเดินได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการฉีดกลุ่มเปราะบางวันละ 200 ราย รอรับฉีดวัคซีนและสังเกตอาการได้ที่จุดเดียว มีแพทย์ พยาบาล และอุปกรณ์การดูแลเตรียมไว้ทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106446</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, #สธ., กทม., นพ. โสภณ เมฆธน, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, นพ.โอภาส  การย์กวินพงศ์, หมอพร้อม, เยียวยากลุ่มฉีดวัคซีน, เลื่อนฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c85bf649830.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การศึกษาประสิทธิภาพ “ซิโนแวค” ที่จังหวัดภูเก็ต สามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์อังกฤษได้ค่อนข้างดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค.64 -เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง &amp;ldquo;สนามรบภูเก็ต Sinovac ป้องกัน Covid กี่เปอร์เซ็นต์&amp;rdquo; เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิผลของการใช้วัคซีนซิโนแวคในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งส่วนใหญ่พบการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ข้อมูลว่า ในประเทศไทยปัจจุบันมีวัคซีนโควิด-19 ที่ได้ใช้จริง 2 ยี่ห้อ คือ ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า โดยวัคซีนซิโนแวค ที่ได้มีการเริ่มฉีดไปตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และได้กระจายไปสู่พื้นที่ต่างๆ 3.8 ล้านโดส จากทั้งหมดในประเทศ 6 ล้านโดส เนื่องจากต้องรอผลวิเคราะห์และจะทำการกระจายต่อไป ทั้งนี้การได้รับวัคซีนไปแล้วต้องมีการติดตามประเมินผลทางวิชาการ คือ ประสิทธิผล ระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะในบุคลากรทางการแพย์ และเศรษฐกิจ อาทิ การศึกษาจากการเจาะเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว อย่างผลการศึกษาของจุฬาฯ พบว่าหลังฉีกซิโนแวคครบ 2 โดส มีภูมิต้านทานขึ้นมามากกว่าคนที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือ ในอ.แม่สอด จ.ตาก ที่พบผู้ป่วยโควิด-19 น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ &amp;nbsp;ศาสตราจารย์ สาขาวิชาระบาดวิทยา ม.สงขลานครินทร์ กล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์ประสิทธิผลของวัคซีนในการป้องกันโรคว่า ประสิทธิผลในการป้องกันโรค (Protective Efficacy:PE) คือ คือความสามารถของวัคซีนที่เมื่อได้ใช้อย่างถูกวิธีแล้วจะลดโอกาสของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยได้มากน้อยเพียงไร โดยมีวิธีการวัดประสิทธิผลที่ดีที่สุด &amp;nbsp;คือ ต้องทดลองวัคซีนในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อหรือป่วยในช่วงที่เกิดโรคระบาด แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มได้รับวัคซีนจริง และกลุ่มได้รับวัคซีนหลอก จากนั้นก็ติดตามการดำเนินชีวิตหลังได้รับวีคซีนจนถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่ากลุ่มไหนได้รับการติดเชื้อมากหรือน้อย โดยใช้การคำนวณหา PE ให้ Ic = อัตราติดเชื้อหรือป่วยในกลุ่มควบคุม Iv = อัตราติดเชื้อหรือป่วยในกลุ่มที่ได้วัคซีน, Protective efficacy = (Ic &amp;ndash; Iv) / Ic x 100% และ = (1- Iv/Ic) x 100% ส่วน ค่า Iv/Ic เรียกว่า relative risk หรือ ความเสี่ยงสัมพัทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนข้อมูลของวัคซีนซิโนแวค ยังมีข้อมูลส่วนไม่สมบูรณ์ เพราะข้อมูลในเฟส 3 มาช้าเนื่องจากวัคซีนเข้าสู่การทดลองในเฟสดังกล่าวได้ไม่นาน และมีในเฉพาะบางประเทศ ซึ่งผลการศึกษาก็ไม่เหมือนกัน อีกทั้งประเทศไทย ไม่ได้เข้าร่วมการทดลองในเฟส 3 &amp;nbsp;เพราะช่วงที่วัคซีนผลิตออกมาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ไทยยังควบคุมสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ได้ดี การติดเชื้อน้อย &amp;nbsp;แต่หลังจากมีการระบาดระลอก2 ในจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้มีการสั่งวัคซีนซิโนแวคเข้ามาใช้ เพราะไม่มีวัคซีนอื่นๆมากเพียงพอในช่วงเริ่มต้นการระบาด จึงทำให้มีไทยมีข้อมูลเฉพาะในระยะของเฟส2 หรือระยะpost-marketing คือมาวิเคราะห์หา PE&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อนำวัคซีนซิโนแวคเข้ามาในไทยแล้ว จึงต้องปรับวิธีการศึกษาประสิทธิผลในการป้องกันโรค เพราะไม่สามารถทดลองในอาสาสมัครได้ ด้วยเวลาที่จำกัด จึงต้องเก็บข้อมูลจากการเฝ้าระวังเปรียบเทียบประวัติการรับวัคซีนของผู้ป่วยโควิดกับคนที่น่าจะมีโอกาสได้รับเชื้อพอๆ กัน แต่ไม่ป่วย รวมไปถึงกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิด เป็นกลุ่มที่เหมาะสมในการศึกษา เช่น เป็นคนในครอบครัว จากนั้นจะติดตามคนเหล่านี้ไปให้นานพอเพื่อดูว่าพวกเขาติดเชื้อหรือไม่ กลุ่มติดเชื้อกับกลุ่มไม่ติดเชื้อมีประวัติรับวัคซีนต่างกันไหม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำวิเคราะห์ดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ นักวิเคราะห์ข้อมูล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ให้ข้อมูลการวิเคราะห์ประสิทธิผลการใช้วัคซีนซิโนแวคในจังหวัดภูเก็ตว่า จังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายการฉีดวัคซีนในประชากร(รวมประชากรแฝง)กว่า 466,000 คน และฉีดครั้งใหญ่วันที่ 1-10 เม.ย. 2564 ในประชากรกว่า 97,000 คน อายุ 18-59 ปี หลังจากฉีดแล้วช่วงกลางเดือนเมษายน อัตราการแพร่ระบาดสูงถึง 2.2-2.3 และประชากรกว่า 90,000 คน หรือประมาณ 22% &amp;nbsp;รับเข็มที่ 2 ในวันที่ 21-30 เม.ย. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาด จะต้องรอผลศึกษาการฉีดในอีก 2 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้จึงได้นำข้อมูลการฉีดตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-10 พ.ค. 64 มาวิเคราะห์ประสิทธิผล โดยเป็นการศึกษาเบื้องต้นจากกลุ่มสัญชาติไทย ซึ่งเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง(HRC)จำนวน &amp;nbsp;1,366 ราย จากกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมด 2,673 ราย(ที่มีทั้งต่างชาติและผู้ไม่มีข้อมูล) ซึ่งหลังจากการครบกำหนดการกักตัว ได้คัดกลุ่มสัญชาติไทยที่อายุ 18-59 ปี จำนวน 1,097 ราย พบว่า 85 ราย ติดเชื้อโควิด-19 ใน จำนวนนี้มีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 5 ราย ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 6 ราย และไม่มีประวัติการรับวัคซีน &amp;nbsp;74 ราย และไม่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1,012 ราย &amp;nbsp;ในจำนวนนี้มีประชากร ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 276 ราย ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 84 ราย และไม่มีประวัติการรับวัคซีน &amp;nbsp;652 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวเลขเหล่านี้สามารถบ่งชี้ได้ว่า ประสิทธิผลของผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 1 เข็ม สามารถลดโอกาสการติดเชื้อ 73.1% และผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มสามารถลดโอกาสการติดเชื้อสูงถึง 84% ทั้งนี้ยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้งในเดือนมิ.ย. 64 และกลุ่มตัวอย่างที่ฉีดครบ 2 เข็มและเกิน 14 วัน หรือตัวแปรอื่นๆที่มีผลกับการได้รับวัคซีน&amp;rdquo; นักวิเคราะห์ข้อมูล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.วชิระภูเก็ต เสริมว่า สำหรับการฉีดวัคซีนในจังหวัดภูเก็ต โดยเริ่มฉีดวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์ 2,000 คน ในประชากรอีกกว่า 97,000 คน และ 2 แสนเข็ม ที่เริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.64 ข้อมูล ณ วันนี้การฉีดให้ได้ตามเป้าหมายสามารถทำได้แล้วสำหรับการรับวัคซีน 1 เข็มร้อยละ 44 และ 2 เข็มร้อยละ 22 ทั้งนี้ผลหลังจากการฉีดวัคซีนซิโนแวคแล้วพบ 2 รายใน 1 แสนรายมีการอาการข้างเคียง แต่ไม่รุนแรง สามารถหายได้เอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลของการศึกษาในจังหวัดภูเก็ตก็สามารถสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษได้ค่อนข้างดี รวมไปถึงการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขควบคู่ไปด้วย&amp;rdquo; นพ.วีระศักดิ์ &amp;nbsp;ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104365</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ. โสภณ เมฆธน, นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์, ผศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ, พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร, ม.อ., วัคซีนซิโนแวค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af549548131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เชิญ&quot;เพศชายเสาหลักครอบครัว&quot;รีบฉีดวัคซีนหลังพบอัตราเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง3เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค.64-นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงใน 13 จังหวัดเป้าหมายระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ -วันที่ 18 มีนาคม 2564 มีผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนสะสม 61,791 ราย เป็นผู้ชายร้อยละ 35.5 ผู้หญิงร้อยละ 64.5 อายุเฉลี่ย 44 ปี โดยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ประมาณร้อยละ 50.25 เจ้าหน้าที่ด่านหน้ารวม อสม. ร้อยละ 11.08 ผู้มีโรคประจำตัวร้อยละ 6.26 ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วไปร้อยละ 32.39 และผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป ฉีดไปแล้วร้อยละ 0.02 (ข้อมูล Official Line หมอพร้อม ณ วันที่ 19 มีนาคม 2564 เวลา 15.48 น.) เนื่องจากเพิ่งเริ่มฉีดหลังจากได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ทั้งนี้ มีรายงานเป็นผื่นลมพิษ 2 รายหลังฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในการฉีดวัคซีนทั่วไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นพ.โสภณกล่าวต่อว่า มีผลการวิจัยยืนยันชัดเจนว่าวัคซีนโควิดมีประโยชน์ในเรื่องของการลดการป่วยและลดการเสียชีวิต และยังมีข้อมูลที่น่าสังเกตในกลุ่มผู้เสียชีวิตในการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งเป็นผู้ชายมากถึง 22 รายสูงกว่าผู้หญิงที่พบเพียง 7 ราย ในขณะที่ผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนกลายเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จึงขอเชิญชวนผู้ชายในพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว เข้ารับการฉีดวัคซีนทันทีเมื่อได้รับการติดต่อนัดหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดการเสียชีวิต และลดการป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาล สามารถดูแลคนในครอบครัวต่อไป นอกจากนี้ นักวิชาการยังเชื่อว่าวัคซีนจะช่วยลดการแพร่โรคในครอบครัวได้ หากพ่อแม่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว แม้จะได้รับเชื้อแต่เชื้อจะน้อยลง ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว เพราะลูกๆ หลานๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปียังฉีดวัคซีนไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำหรับวัคซีนที่ประเทศไทยมีอยู่ขณะนี้มาจาก 2 บริษัท คือ ซิโนแวค ประเทศจีนฉีดให้กับประชาชนอายุ 18 - 59 ปี เนื่องจากมีข้อมูลด้านปลอดภัย หรือประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปยังมีน้อย จึงฉีดให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เสี่ยงอายุ 18 - 59 ปี ส่วนวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าฉีดได้ทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่อายุ 18 ขึ้นไป รวมถึงผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ดังนั้นในระยะแรก ที่มีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า เพียง 100,000 กว่าโดส จึงนำไปใช้ฉีดเสริมในกลุ่มที่มีอายุ 60 ขึ้นไป ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ อสม. เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด่านหน้า ตลอดจนประชาชนในจังหวัดที่ได้รับวัคซีนชิโนแวค ซึ่งยังไม่ได้ฉีดให้กับกลุ่มผู้สูงอายุตามข้อจำกัดของวัคซีน เมื่อมีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามากขึ้นในเดือนมิถุนายนจะนำไปฉีดให้กับทุกกลุ่มอายุตามแผนการฉีดวัคซีนที่วางไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96659</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, #สธ., นพ. โสภณ เมฆธน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_605576b5c982d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝีมือคนไทย&quot;อภ.-เอกชน&quot;เปิดตัวชุด PPE Level3 ป้องกันเชื้อ-น้ำซึมผ่านแม้มีแรงดันสูง ซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 50 ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดPPEเลเวล 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63 ที่ห้องประชุมองค์การเภสัชกรรม องค์การเภสัชกรรม(อภ.) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน แถลงข่าวเปิดตัว &amp;ldquo; PPE Innovation Platform นวัตกรรมชุด PPE ฝีมือคนไทยมาตรฐานสากล&amp;rdquo; ความสำเร็จในการพัฒนาผ้าที่ผลิตเส้นด้าย PET รีไซเคิล สำหรับตัดชุด PPE ประเภทเสื้อคลุมแขนยาวกันน้ำชนิดใช้ซ้ำได้ ระดับ 3 (Reusable Isolated Gown Level 3) &amp;nbsp;เป็นรายแรกในประเทศไทย พร้อมรับมอบ ชุด PPE เลเวล 3 &amp;nbsp;จำนวน 500 ชุดเพื่อกระจายส่งให้บุคลากรทางการแพทย์ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุด PPE เลเวล 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตโควิด -19 ที่ผ่านมามีความต้องการใช้ชุด PPE สูงมากคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้ถึง 35,000 ชุดต่อวัน ดังนั้นเพื่อจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ให้มีใช้อย่างเพียงพอพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดการขาดแคลนที่ผ่านมาได้ประสบความสำเร็จ ในการจัดทำนวัตกรรมชุด PPE รุ่นเราสู้แบบเสื้อคลุมแขนยาวกันน้ำชนิดใช้ซ้ำได้ (Reusable Isolation Gown) มีมาตรฐานความปลอดภัยใช้งานทางการแพทย์ Level 2 ซึ่งสามารถชักและใช้ซ้ำได้มากกว่า 20 ครั้ง ซึ่งได้มีการร่วมพัฒนากับภาคเอกชนต่อเนื่อง จนสามารถพัฒนาชุด PPE รีไซเคิล Level 3 โดยใช้เส้นด้ายที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิล 100% เป็นครั้งแรก ให้มีคุณสมบัติที่ป้องกันเชื้อและน้ำซึมได้ เพื่อส่งให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะนอกจากจะช่วยแพทย์ได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้แม้ว่าจะสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง ความจำเป็นในการใช้ชุด PPE ก็ยังมีสำหรับโรคติดเชื้ออื่นๆ และในอนาคตอาจจะมีการพัฒนาเป็นแบรนด์ของตนเอง และสำหรับการสำรองชุด PPE และโอเวอร์ออลกาวน์ ขณะนี้มีไว้ในคลังแล้วประมาณ &amp;nbsp;8 แสนชุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุพจน์ ชัยวิไล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพจน์ ชัยวิไล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด กล่าวว่า ด้วยนวัตกรรมการทอที่ทันสมัยที่มี ทำให้สามารถผลิตผ้าด้วยเส้นด้ายที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิล 100% สำหรับตัดเย็บชุดเสื้อคลุมแขนยาวกันน้ำชนิดใช้ซ้ำได้ หรือ PPE เลเวล 3 รุ่น CR310 &amp;nbsp;ได้สำเร็จเป็นรายแรกของไทย ระดับมาตรฐาน ANSI/AAMI PB70 ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยปกติชุด PPE แบบดั้งเดิมที่นำมาพัฒนาจะมีขายตามท้องตลาด และเราเป็น OEM ให้ในยุโรปและอเมริกามาตลอด แต่ในสถานการณ์โควิด-19 เราก็ได้มีการพัฒนาและปรับแก้เพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานของแพทย์ในไทย จากเดิมที่ชุดมีการตัดเย็บของผ้าหนาประมาณ 6-7 ชั้น เราจึงใช้ความรู้ในการทอ โดยผลิตจากเส้นใยที่นำขวด PET ขนาด 600 มิลลิลิตรประมาณ 18 ขวด มาตัดเย็บเป็น 2 ชั้น เพื่อให้กระชับ และระบายกาศได้ดี ประกอบด้วยใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์ 99% และเสริมด้วยเส้นใยคาร์บอน(สีดำ) เพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิต อีกทั้งยังสามารถป้องกันน้ำและเลือด เคลือบสารสะท้อนน้ำและกันน้ำได้ถึง 50 เซนติเมตรน้ำ ในการทดสอบซักซ้ำได้ 50 ครั้ง ซึ่งกำลังมีการทดสอบในการซักว่าจะสามารถซักได้ถึง 100 ครั้งหรือไม่ &amp;nbsp;สำหรับในการซักนั้นต้องใช้ผงซักฟอก และSodium Hyphlorite 0.1 ด้วยอุณหภูมิ 40 องศา แล้วอบแห้งที่อุณหภูมิ 80 องศา นาน 60 นาที ห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อให้คุณสมบัติยังคงอยู่ หรือหากมีการใช้ซักแล้ว 50 ครั้ง ก็สามารถส่งต่อไปใช้ได้ในระดับการใช้งานเลเวล 2 หรือส่งไปหลอมเป็นอุปกรณ์พลาสติก อย่าง กะละมัง ได้อีก สามารถตอบโจทย์การใช้งานของแพทย์ในห้องปฏิบัติการผ่าตัดใหญ่ ที่มีความเสี่ยงในระดับน้อย-ปานกลาง หรือจุดคัดกรอง แต่ส่วนที่สำคัญคือการให้ความรู้แก่แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ในเรื่องของคุณสมบัติชุด PPE เลเวล 3 เพื่อให้มั่นใจในการนำไปใช้งาน โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1-2 แสนชุด/ เดือน ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 700 บาท/ชุด ในท้องตลาดราคาอาจจะอยู่ประมาณ 1,200-3,800 บาท สามารถใช้ได้ถึง 50 ครั้ง ซึ่งมีราคาที่ถูกลงเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่ใช้ กับชุด PPE ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งราคาอยู่ที่ประมาณ 400-500บาท ส่วนในการใช้งานในปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูงอาจจะต้องใช้ชุด PPE ในเลเวล 4 ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งมีสารเคลือบสะท้อนน้ำและซึมซับน้ำมากถึง 140 เซนติเมตรน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เม็ดพลาสติกจากขวดPET ที่นำมาทอเป็นเส้นใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับแนวคิดริเริ่มการพัฒนาชุด PPE เลเวล 3 มาจาก ชุด PPE เลเวล 2 รุ่นเราสู้ &amp;nbsp;ที่ใช้เวลาประมาณ 40 วัน เพื่อให้ทันต่อการใช้งานและความต้องการของแพทย์ โดยเป็นการนำผ้าที่ใช้ทำเสื้อกีฬา และใช้เส้นใย PET ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน ในล๊อตแรกๆ จากนั้นมาดัดแปลงเข้ากับเทคโนโลยีที่ใช้ทำเสื้อPPE ของแพทย์เป็นชุดในเลเวล 2 ซึ่งในลอตหลังๆมีแนวคิดในการใช้ PET ในประเทศทั้งหมด ทำให้เป็นครั้งแรกของโลกในการพัฒนาชุด PPE จากเส้นใย PET ที่มีคุณสมบัติที่สามารถกรองละอองฝอยได้ถึง 0.1 ไมครอน เคลือบสารสะท้อนน้ำและกันน้ำได้ 20 เซนติเมตรน้ำ โดยในช่วงโควิด-19 จึงเหมาะสำหรับการทำงานในส่วนของการคัดกรอง และในการผ่าตัดเล็ก เพราะไวรัสโควิด-19 มีขนาด 0.1 ไมครอน อีกทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานทางด้านทันตกรรม ที่สามารถป้องกันละอองฝอย และมีการระบายอากาศดี มากกว่าชุดที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โดยกำลังผลิตอยู่ที่ 1 ล้านชุด/เดือน สำหรับชุด PPE เลเวล1 จะมีเพียงการเคลือบสารสะท้อนน้ำ ที่นิยมใช้ในโรงงาน&amp;rdquo; สุพจน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการกล่าวว่า ด้านมาตรฐานของการผลิตชุด PPEในเลเวล 3 มีการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งเป็นมาตรฐานสากลกระบวนการต่างๆในการผลิตในประเทศไทย จึงเป็นมาตรฐานระดับสากล ทั้งการทอผ้าและการตัดเย็บ โดยได้เข้าไปดูแลทั้งกระบวนการมีการทดสอบคุณสมบัติของผ้าและชุดที่ตัดเย็บ ที่ต้องใช้การตัดเย็บแบบพิเศษ ตะเข็บที่เย็บต้องป้องกันการซึมผ่านของเลือดและไวรัสได้เป็นอย่างดี โดยการทดสอบผ่านภาคีห้องปฏิบัติการซึ่งไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว พบว่าตลอดกระบวนการผลิตเป็นไปตามมาตรฐานสากล ปัจจุบันจึงได้มีการกำหนดมาตรฐานของประเทศไทยเอง โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยได้ยกร่างมาตรฐานการผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมอก. และชุด PPE ที่ได้ตามมาตรฐานสากลทำให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74802</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ชุด PPE เลเวล3 (สีเขียว), ชุดPPE, นพ. โสภณ เมฆธน, สุพจน์ ชัยวิไล, อภ., เม็ดพลาสติก PET</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3b925d454dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
