<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอชะลอวัย แนะ&#039; วิตามินธรรมชาติ- สมุนไพร &#039; อาวุธลับ สู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ย.64-นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในสมรภูมิโควิด 19มีสิ่งที่ต้องคิดวางแผนไว้ให้ดีก็คือ &amp;ldquo;โภชนบำบัด&amp;rdquo; ที่เป็นวิตามินธรรมชาติหรือสมุนไพรธรรมชาติอันมีความสามารถต้านเชื้อโควิดได้ ซึ่งสารธรรมชาติที่ดีนั้น ควรจำไว้ว่าต้องมีคุณสมบัติหลักอยู่ 3 ประการคือ ต้านเชื้อจุลชีพได้, ต้านการอักเสบได้ และต้านอนุมูลอิสระได้ โดยทั้ง 3 ต้านนี้จะช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของผู้ติดเชื้อโควิดได้ดี ซึ่งในผู้ที่ติดเชื้อนั้นไม่ได้มีอาการแค่ทางเดินหายใจ แต่ต้องรู้ไว้ว่าเชื้อโควิดทำให้เกิดอาการในระบบอื่นๆได้อีกที่มักถูกมองข้ามก็คือ เชื้อโควิดติดทางเดินอาหาร หรือพูดง่าย ๆว่า เชื้อโควิดลงลำไส้นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.กฤษดา กล่าวว่า ดังนั้นการเน้นรักษาโควิดแต่สมุนไพรหรือวิตามินที่ช่วยเฉพาะทางเดินหายใจเป็นหลักจึงอาจไม่เพียงพอ เพราะต้องขอเน้นที่จุดอ่อนใหญ่ของร่างกายที่เชื้อไวรัสโควิดเข้าไปติดตั้งลงหลักปักฐานได้คือ ทางเดินอาหาร ที่เป็นศูนย์รวมการสร้างสารต่าง ๆ ที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งไม่ใช่แค่สารย่อยอาหารเท่านั้นหากแต่เป็นวิตามิน,เอนไซม์,สารสื่อประสาทและที่น่าทึ่งคือเป็นที่อยู่ของอาวุธลับที่จะรับมือกับเชื้อผู้รุกรานได้คือประชากรจุลินทรีย์ดี ๆ ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของเราทุกคนที่เรียก &amp;ldquo;ไมโครไบโอต้า(Gut microbiota)&amp;rdquo; หรือว่าอาวุธลับที่ยังไม่ถูกเชียร์ให้ถูกนำมาใช้ ที่จะเป็นคำตอบให้เราสู้กับโควิดได้จากภายในตัวเอง &amp;ldquo;โพรไบโอติกส์&amp;rdquo; คือสิ่งที่หมออยากบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.กฤษดา กล่าวต่อว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์ด้านชะลอวัยที่ตรวจคนไข้อยู่ทุกวันมีสิ่งหนึ่งที่สังเกตมาตลอดในช่วงโควิดคือวิตามินที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันนั้นส่วนใหญ่เป็นวิตามินที่ใช้ดูแลคนไข้มาตลอดอยู่แล้วดังนั้นคำตอบของ การชะลอวัย อาจเท่ากับ &amp;ldquo;คำตอบของโจทย์โควิด-19&amp;rdquo;นั่นคือใช้สารอาหารหรือวิตามินชนิดเดียวกันเพราะเราต้องการให้ร่างกายแข็งแรงจากภายในเพื่อมาสู้กับเชื้อไวรัสโควิดได้จนอยู่หมัด เพราะขณะที่เวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันของเราก็แก่ลงในทุกลมหายใจพร้อมกับสารอาหารในเซลล์ที่ตกลง อาจเรียกง่าย ๆว่า ทั้งภูมิต่ำและวิตามินตกในทุกนาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีวิตามิน สารอาหารและสมุนไพรที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจากข้างในระดับเซลล์อยู่หลัก ๆ ดังต่อไปนี้ คือ โพรไบโอติกส์, วิตามินดี ,วิตามินซี,สังกะสี,โกศจุฬาลัมพา,กระชาย,ขิง และฟ้าทะเลายโจร สิ่งเหล่านี้เปรียบได้กับอาวุธลับที่ภาษาแพทย์เรียก &amp;ldquo;การรักษาร่วม&amp;rdquo; ไม่ใช่แค่เพียงทางเลือกอีกต่อไป ที่สำคัญคือทั้งหมดที่เล่ามามีคุณสมบัติครบ 3 ประการที่เหมาะกับผู้ที่ทั้งป่วยอยู่และยังไม่ป่วยในยุคที่เชื้อโควิดยังไม่รามือให้เราตายใจนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในสารอาหารบำบัดหรือสมุนไพรบำบัดมีสิ่งที่เป็นดาวเด่นอยากเลือกมาแนะนำอยู่ 3 ชนิดไล่เรียงไปในสรรพคุณของแต่ละอย่างได้แก่ 1) โพรไบโอติกส์ เป็นจุลินทรีย์ที่ขาดไม่ได้ในแง่การเสริมภูมิเพราะช่วยให้ร่างกายของเราได้สารต้านการอักเสบ,วิตามินและสารสื่อประสาทที่เป็นเกราะป้องกันโรคจากลำไส้ ในแง่ของเชื้อโควิดที่ชอบลงไปติดที่เซลล์เยื่อบุเอพิธีเลียมของลำไส้ได้ไม่ต่างจากเซลล์ที่ปอดนั้นก็จะไม่อาจเข้าไปในร่างกายเราได้ง่ายๆด้วยกลไกของเชื้อโพรไบโอติกส์ช่วยสกัดกั้นเอาไว้อยู่ 2) วิตามินซี,สังกะสีและดี เป็นทีมของวิตามินที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ประมือกับเชื้อที่จะผ่านเข้ามาทางเซลล์บุผิว และกระตุ้นเม็ดเลือดขาวสู้เชื้อโรคให้มาเสริมทัพต้านเชื้อจากภายใน มีส่วนในการช่วยสร้างเกราะทางกายให้กับร่างกาย โดยกลไกที่ทำงานร่วมกัน ในแง่ภูมิคุ้มกันนี้เรียกว่า immunomodulatory function คือช่วยปรับภูมิคุ้มกันชนิดที่ขาดไปตัวใดตัวหนึ่งแล้วงานวิจัยชี้ว่าจะทำให้ภูมิคุ้มกันด้อยลง เช่นถ้าขาดซิงก์หรือสังกะสีก็มีรายงานว่าระดับการทำงานของ Natural Killer cell และ Cytolytic T cell ที่เป็นมือสังหารไวรัสให้เราก็จะลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) เป็นพืชสมุนไพรที่ดีไม่แพ้กับฟ้าทะลายโจร อยู่ในยาสมุนไพรไทยตำรับ &amp;ldquo;จันทน์ลีลา&amp;rdquo; ที่มีโกฐอื่นและสมุนไพรต่างๆอีก 7 ชนิด มีสรรพคุณช่วยลดไข้ตัวร้อน รวมถึงไข้อากาศเปลี่ยนต่างๆ โดยเฉพาะโกฐจุฬาลัมพาที่อยู่ในวงศ์ทานตะวันนี้มีสารสำคัญคือ &amp;ldquo;อาร์เตมิซินิน(Artemisinin)&amp;rdquo; ที่ทำงานร่วมกับสารพฤกษเคมีอื่นๆมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียและโควิดสายพันธุ์ต่างๆ นอกจากนั้นในโกฐจุฬาลัมพายังมีสาร &amp;ldquo;สโคโปเลติน(Scopoletin)&amp;rdquo; ที่ออกฤทธิ์แก้ไข้และต้านการอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเห็นว่าทั้ง 3 สิ่งที่แนะนำมานี้มีคุณสมบัติดีในการต้านเชื้อโรคทั้ง 3 ต้านด้วยกันจึงเหมาะที่จะเป็นดรีมทีมที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นในยุคที่หมอที่ดีสุดคือตัวเราเองและต้องช่วยให้คนที่รักรอดให้ได้ ด้วยการเสริมภูมิไว้ไม่ให้ตก ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ตาม&amp;quot;นพ.กฤษดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115284</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สมุนไพร, #โควิด19, #โพรไบโอติก, นพ.กฤษดา ศิรามพุช, โกฎจุฬาลัมพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f26c2dbf7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนดวดเหล้าเร็วๆอันตรายถึงเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอเตือนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในเวลาสั้นๆ อันตรายถึงตาย เริ่มจากเกิดอาการสับสน พูดไม่ชัด อาเจียน หายใจผิดปกติหรือช้าลง ตัวเย็น ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติหรือรู้สึกตัวแต่ไม่อาจตอบสนอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2561 พบผู้เข้ารับการบำบัดรักษาอาการติดสุราของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) มากเป็นอันดับที่ 2 ของประเภทยาเสพติดที่ใช้เสพ โดยมีจำนวน 1,050 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.94 ของผู้ป่วยทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 937 คน คิดเป็นร้อยละ 89.24 และเพศหญิง 113 คน คิดเป็นร้อยละ 10.76 ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40-44 ปี รองลงมา ได้แก่ ช่วงอายุระหว่าง 45-49 ปี และช่วงอายุระหว่าง 35-39 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกายภายในเวลา 5 นาที จะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์ช่วงแรกจะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ประมาณ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการสับสน มากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดอาการง่วง สับสน ซึม มึนงง และถ้ามากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจทำให้สลบ และทำให้เสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งอาจมีสัญญาณบ่งบอกและอาการเตือนภาวะสุราเป็นพิษ เช่น เกิดอาการสับสน พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่องอย่างหนัก อาเจียน จังหวะการหายใจผิดปกติหรือหายใจช้าลง ตัวเย็นผิดปกติ ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถตอบสนองการรับรู้ได้ ในกรณีที่ภาวะสุราเป็นพิษรุนแรงอาจส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลาย และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพบเพื่อนหรือบุคคลอื่นๆ มีอาการอาการดังกล่าว ให้รีบโทร.แจ้ง 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์อย่างเร่งด่วน และสามารถให้การดูแลเบื้องต้นโดยการพยายามปลุกให้ตื่นและพยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ดื่มน้ำเปล่าในกรณีที่สามารถดื่มได้ พยายามทำให้ร่างกายอบอุ่น หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนในท่านอนตะแคง คอยสังเกตอาการจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ&amp;quot; นพ.สรายุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า การใช้สารกดประสาทร่วมกันและเกินขนาด ทำให้ส่วนของสมองที่คุมการปั๊มหายใจถูกกดจนทำให้สั่งงานไม่ได้ ดังมีสัญญาณอันตรายของภาวะกดทางเดินหายใจดังต่อไปนี้ คือ มึนงง สับสน, เพลียหมดแรง, คลื่นไส้-อาเจียน, มีเสียงเฮือกหรือถอนหายใจ, ซีดหรือเห็นสีม่วงที่ริมฝีปาก-นิ้วมือหรือนิ้วเท้า, หายใจตื้น, หายใจช้าลง, หยุดหายใจ ภาวะหายใจล้มเหลว ดังนั้นสิ่งที่พึงระวังคือการใช้สารต่อไปนี้ที่มีสิทธิเสี่ยงทำให้หยุดหายใจ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ยานอนหลับ-ยาระงับอาการวิตกกังวล เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะเซพีนส์ หรือยากลุ่มบาร์บิทูเรตส์ (Barbiturates) ที่ใช้คลายกังวล (sedative hypnotic) หรือใช้เป็นยากันชัก แต่มีผลข้างเคียงได้ 2.ยาที่ใช้ทางวิสัญญีวิทยา 3.ยากันชัก อย่างฟีโนบาร์บิทัล 4.เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ ก็คือเมรัยในแก้วดื่มทั้งหลาย หากเอามาผสมกับยานอนหลับ หรือยาที่มีฤทธิ์ให้หลับอื่นๆ เช่น ยากลุ่มบาร์บิทูเรต หรือคลอรัลไฮเดรต (Chloral hydrate) 5.ยาแก้ปวด ฝิ่น, อนุพันธ์ฝิ่น, มอร์ฟีน, ทรามาดอล, เฟนตานิล, เฮโรอีน 6.สารเสพติด เช่น ยาบ้า, โคเคน, ยาเสียสาว (Gamma Hydroxy Butyrate, GHB).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46528</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กฤษดา ศิรามพุช, นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a1d2774f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
