<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเหยื่อกราดยิงยึด8แนวทางผ่อนคลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตแพทย์แนะผู้ประสบเหตุกราดยิงที่โคราชจนเกิดความเครียด ปฏิบัติตนใน 8 แนวทางเพื่อกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติสุข ไม่แชร์-โพสต์ภาพความรุนแรง หาคนปรับทุกข์ ออกกำลังกาย หากิจกรรมทำให้ผ่อนคลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เหตุการณ์กราดยิงในเมืองโคราช เมื่อวันที่ 8-9 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนเป็นอันมาก ขณะนี้ทีมเอ็มแคท (MCATT) หรือทีมเยียวยาจิตใจในภาวะวิกฤติได้เร่งดำเนินการดูแลปฏิบัติงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อลดความรุนแรงทางจิตใจจากผลกระทบครั้งนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยปัญหาที่พบมากในช่วงนี้คือความเครียด ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ของผู้ประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดอย่างไม่คาดฝันหรือไม่ทันตั้งตัว จะมีอาการปรากฏได้หลายแบบแตกต่างกัน เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หายใจไม่อิ่ม ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเมื่อย ใจสั่น วิตกกังวล กลัวโดยไม่มีเหตุผล คิดมาก หงุดหงิดง่าย ความคิดวนเวียน โมโหง่าย ไม่อยากพูดจากับใคร เป็นต้น ซึ่งความเครียดที่กล่าวมาประชาชนสามารถจัดการดูแลแก้ไขคลี่คลาย บรรเทาในเบื้องต้นด้วยตนเองมีคำแนะ 8 วิธี ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ 2.ร่วมมือกันไม่แชร์ ไม่โพสต์ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสื่อโซเชียล เนื่องจากภาพในอดีตจะตอกย้ำให้หวนระลึกถึงเหตุการณ์ กระทบต่อจิตใจซ้ำๆ และยังกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความหดหู่ หรือน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาอีก 3.ขอให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 5.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการรับประทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะส่งผลให้สุขภาพจิตดีไปด้วย 6.อย่าเก็บความไม่สบายใจไว้คนเดียว ขอให้พูดคุยปรับทุกข์กับคนใกล้ชิด จะช่วยระบายทุกข์ออกจากใจ และพูดให้กำลังใจกัน จะทำให้จิตใจดีขึ้น 7.ลงมือทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายตามความถนัดอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้สมองโล่ง สดชื่น นอนหลับได้ดีขึ้น หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ จะทำให้จิตใจมีสมาธิ และมีความสุขใจขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.การฝึกการหายใจเพื่อคลายเครียด ซึ่งทำได้ทุกสถานที่และทุกครั้งที่มีความเครียด ไม่สบายใจ โดยนั่งในท่าสบาย หลับตาลง เอามือประสานกันวางที่บริเวณท้อง จากนั้นค่อยๆ สูดลมหายใจเข้า โดยนับเลขในใจ 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เพื่อให้มือรู้สึกว่าหน้าท้องพองขึ้น จากนั้นกลั้นลมหายใจไว้ชั่วครู่ นับเลข 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับการหายใจเข้า จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ให้นับเลขในใจ 1-8 จนลมออกหมด จะรู้สึกว่าหน้าท้องแฟบลง แล้วทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำ 4-5 ครั้ง ให้ช่วงการหายใจออกนานกว่าช่วงหายใจเข้า จะทำให้ก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง จะทำให้สมองโล่ง แจ่มใสขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กิตต์กวีกล่าวว่า การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ความเครียดบรรเทาลง การปรับตัวจะค่อยๆ ดีขึ้นและเป็นปกติใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากปฏิบัติแล้วยังรู้สึกไม่สบายใจ ความคิดยังวนเวียนสับสน สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือเข้าปรึกษากับทีมเอ็มแคทที่ออกบริการใกล้บ้านหรือที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ และอาจขอรับบริการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ หมายเลข 0-4423-3999 ตลอด 24 ชั่วโมง และทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57025</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e43f8dad0372.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;2เทคนิคหายใจ&quot;แบบพิเศษ!!  แก้เครียดลดฉุนเฉียวดีต่อกาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิถีชีวิตและสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญความเครียด หรือความไม่สบายใจได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า วิธีการสังเกตง่ายๆ ที่จะรู้ว่าตนเองหรือคนรอบข้างเครียดหรือไม่นั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกของอารมณ์ ผู้ที่มีความเครียดมักจะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย เนื่องจากความอดทนต่ำลง เมื่อเกิดความเครียดมักจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง โดยขณะที่เกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เป็นสารแห่งความทุกข์ออกมา จะมีผลให้การทำงานของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าปกติคือจากนาทีละ 60-80 ครั้ง จะเพิ่มเป็น 100-120 ครั้ง มีอาการใจสั่น ถอนหายใจบ่อย และมีผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ คิ้วขมวดหรือที่เรียกว่าคิ้วผูกโบ ซึ่งเห็นกันได้บ่อย บางคนหากเครียดมากอาจทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนสามารถแก้ความเครียดได้หลายวิธี เช่น นอกจากออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว ยังมีวิธีใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกว่าเป็นอาวุธประจำตัวก็ได้ ทำได้ทุกคน ทุกอาชีพ คือการใช้วิธีคลายเครียดด้วยการหายใจแบบพิเศษ 2 แบบ แบบที่ 1 คือการหายใจแบบสลับรูจมูก และแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก สามารถนำมาใช้ในสภาวะจิตใจปกติก็ได้ ทั้ง 2 แบบนี้ให้ผลดีทั้งใจและกายพร้อมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการหายใจแบบสลับรูจมูก ทำได้ดังนี้ 1.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา หรือมือข้างที่ถนัด กดที่รูจมูกข้างขวา แล้วหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างซ้าย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ถนัดกัดที่รูจมูกข้างซ้าย และหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างขวา ทำสลับกันทั้ง 2 ข้างไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้นอกจากจะช่วยให้โพรงจมูกทั้ง 2 ข้างทำงานสมดุลกันแล้ว จะช่วยให้เรามีสติ จดจ่อที่ลมหายใจมากขึ้น และจับความรู้สึกในการหายใจง่ายขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการหายใจแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก วิธีการคือให้สูดลมหายใจเข้าทางจมูกเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่ จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกทางปากแรงๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้จะเป็นการฝึกการทำงานของปอด การหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ จะทำให้ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด การกลั้นลมหายใจจะได้ประโยชน์จะเป็นการเพิ่มเวลาการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่อยู่ในเลือดที่ปอดได้นานขึ้น ส่วนการพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆ จะเป็นการช่วยฝึกความดันของปอดด้วย ผลดีของการหายใจแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง ใช้แก้อาการง่วงได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะที่เราฝึกการคลายเครียดจะมีผลให้อัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง หัวใจจะเต้นช้าลง อัตราการหายใจลดลง ระดับความดันโลหิตลดลง ความตึงตัวหรือการหดเกร็งกล้ามเนื้อคลายตัวลง หลังจากที่เราฝึกแล้วจะรู้สึกว่าใจเย็นขึ้น ความกังวลใจน้อยลง สบายใจมากขึ้น สมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น สมองแจ่มใส ความคิดโลดแล่น&amp;rdquo; นพ.กิตต์กวีกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการฝึกการหายใจให้ได้ผลควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด หรือรู้สึกโกรธ ไม่สบายใจ หรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้ จะให้ประโยชน์ทั้งการคลายเครียดและการป้องกันการเกิดโรคทางกายที่เป็นผลกระทบจากจิตใจ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูงได้. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46429</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88bd90a4d64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;5 กลุ่มอาหาร 2 เครื่องดื่ม&quot; ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากินแล้วฟิน!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยส่วนใหญ่แล้วต้องยอมรับว่า อาการโรคซึมเศร้านั้นจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ อันเนื่องมาจากปัญหาการปรับตัว อารมณ์ และฮอร์โมน รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในสังคมหลังเกษียณ จึงได้มีข้อแนะนำต่างๆ ให้กับผู้สูงวัยที่จะใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากความเหงาความเศร้าที่จะมาเกาะกินอารมณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คนที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวก็ยังมีทางที่จะชะลออาการ หรือช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นห่วงผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งทั่วประเทศมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 1.4 ล้านคน เฉพาะที่ 4 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งอยู่ในความดูแลของ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ยอดรวมจนถึงเดือนพฤษภาคม 2562 เข้าถึงบริการแล้วร้อยละ 66 จึงขอให้ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าที่ยังไม่เข้ารักษาตัวซึ่งมีประมาณร้อยละ 30-40 อย่าอายหมอ ขอให้รีบไปรักษาที่ รพ.ที่อยู่ใกล้บ้านทุกแห่ง จะได้หายจากความทุกข์ทรมาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้ให้ฝ่ายเชี่ยวชาญของ รพ.จิตเวชฯ วิเคราะห์ประเภทอาหารที่เป็นผลดีและเป็นผลเสียต่อโรคซึมเศร้าและยาที่ใช้รักษา เนื่องจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะฟื้นฟูอยู่ที่บ้าน และขณะนี้มีการโฆษณาอาหารต่างๆ ผ่านทางสื่อจำนวนมาก อาหารบางอย่างอาจมีสารที่มีผลขัดขวางกับฤทธิ์ยารักษาโรคซึมเศร้าได้ ซึ่ง รพ.จิตเวชฯ ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนใดๆ ซ้ำเติมผู้ป่วยอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนางจิรัฐิติกาล ดวงสา นักโภชนาการและหัวหน้ากลุ่มงานโภชนาการประจำ รพ.จิตเวชนครราชสีมา กล่าวว่า อาหารที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรรับประทานเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพยารักษาของแพทย์ยิ่งขึ้น มี 5 กลุ่มและเครื่องดื่มอีก 2 ชนิด &amp;nbsp;โดยอาหาร 5 กลุ่มประกอบด้วย 1.กลุ่มอาหารที่มีกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ คือ โอเมกา 3 ได้แก่ เนื้อปลาต่างๆ อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ทูน่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายเนื้อขาว เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ไข่ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญ โดยเฉพาะทริปโตเฟน (Tryptophan) และไทโรซีน (Tyrosine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยสารทริปโตเฟนจะช่วยสร้างสารซีโรโทนิน (Serotonin) ทำให้อารมณ์ดี และยังเปลี่ยนให้เป็นเมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มกล้วย จะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมและมีสารทริปโตเฟน ช่วยบรรเทาให้ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะสงบ ลดการเกิดภาวะเครียดและวิตกกังวล &amp;nbsp;4.กลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาทิ ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น จะช่วยสร้างสารซีโรโทนินในสมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย และ 5. กลุ่มเห็ดทุกชนิด จะมีธาตุเซเลเนียม (Celenium) สูง ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุขลดอารมณ์ขุ่นมัวได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเครื่องดื่ม 2 ชนิดที่เป็นผลดีกับอารมณ์เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ได้แก่ 1.น้ำอัญชัน ในดอกอัญชันจะมีสารแอนโทไซยานิน มีฤทธิ์กระตุ้นความจำ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดความกังวลและช่วยให้นอนหลับ และ 2.น้ำลำไย ซึ่งมีสาร 2 ชนิดคือกรดแกลลิก (Gallic acid) ทำให้อารมณ์ดี ผ่อนคลาย และสารกาบา ช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยซึมเศร้าห้ามรับประทาน เนื่องจากจะซ้ำเติมอาการป่วยหรือขัดขวางการดูดซึมยาที่รักษามี 2 ประเภท และเครื่องดื่มอีก 3 ชนิด โดยประเภทอาหารได้แก่ 1.อาหารที่มีน้ำตาลสูง หวานจัด เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลสูง ร่างกายจะดูดซึมได้เร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียด หากเผชิญเป็นประจำอาจจะนำมาสู่อาการหดหู่ซึมเศร้าได้ 2.อาหารประเภทไส้กรอก และถั่วปากอ้า ซึ่งมีสารไทรามีนสูง สามารถทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด เช่น ยาเซเลจิลีน (Selegiline) จะส่งผลให้มีสภาวะความดันโลหิตสูงได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เครื่องดื่ม 3 ชนิด ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ควรดื่มเป็นอย่างยิ่ง คือ 1.ชา-กาแฟ เนื่องจากมีปริมาณกาเฟอีนสูง ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หากดื่มเกินกว่า 2 แก้วต่อวัน จะทำให้ปริมาณกาเฟอีนในร่างกายสูง ทำให้วิตกกังวล ใจสั่นและเครียดเพิ่มขึ้น 2.น้ำอัดลม โดยเฉพาะน้ำอัดลมประเภทสีดำเนื่องจากมีทั้งปริมาณกาเฟอีนและน้ำตาลสูง รวมทั้งน้ำอัดลมประเภทสีดำและไดเอต มีงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาด้านประสาทวิทยาในต่างประเทศพบว่า กลุ่มผู้บริโภคเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล 4 กระป๋อง หรือ 4 แก้วต่อวัน จะมีความเสี่ยงเกิดโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติ 3 เท่า ผู้ป่วยซึมเศร้าจึงควรเลี่ยงดื่มจะดีที่สุด และ 3.น้ำผลไม้บางชนิด เช่น น้ำในตระกูลส้ม เสาวรส น้ำองุ่นหรือเกรฟฟรุต เป็นต้น อาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษา ทำให้ตัวยาไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการรักษาเท่าที่ควร&amp;rdquo; นางจิรัฐิติกาลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39914</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จิรัฐิติกาล ดวงสา, นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, โรคซึมเศร้า, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d1a0214b8b26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ครูจิตวิทยา&quot;ในโรงเรียน ฮีโร่..สแกนปัญหาเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ่อยครั้งที่เราเคยได้ยินแต่ &amp;ldquo;หมอจิตวิทยา&amp;rdquo; ล่าสุดมีการอบรมทักษะ &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ขึ้นในพื้นที่ จ.นครราชสีมา หรือเมืองย่าโมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งนำโดย &amp;ldquo;รพ.จิตเวชโคราช&amp;rdquo; จับมือ &amp;ldquo;สพม.31&amp;rdquo; จัดอบรมความรู้และทักษะครูโรงเรียนระดับมัธยม ให้เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน ยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยมัธยมเมืองย่าโมที่มีกว่า 60,000 คน เพิ่มประสิทธิภาพการเรียน ป้องกันและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา อาทิ ติดเกม, ซึมเศร้า, มีปัญหาภายในครอบครัว เชื่อมโยงกับ รพ.ในพื้นที่ รพ.เชี่ยวชาญ และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เผยว่า ผลดำเนินการในรุ่นแรกพบว่าได้ผลดีมาก ครูสามารถดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี ผลการตรวจในปี 2561 พบเด็กปกติร้อยละ 80 โดยพบกลุ่มเสี่ยง เช่น มีพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ และสงสัยมีโรคทางจิตเวชแอบแฝงรวมร้อยละ 20 ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครูจิตวิทยา เช่น ปรับแก้พฤติกรรมครอบคลุมร้อยละ 70 โดยมีเด็กที่ปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น สงสัยอาจมีโรคทางจิตเวชแอบแฝง เช่น สมาธิสั้น ดื้อ เกเร ติดเกม ติดสารเสพติด เรียนรู้บกพร่อง ประมาณร้อยละ 5 ได้ส่งพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป ขณะนี้เด็กอยู่ในระบบการดูแลรักษาแล้ว 1,817 คน เด็กเรียนหนังสือได้...จากการอบรมเพิ่มทักษะการดูแลเด็กในแง่ของจิตวิทยาให้กับคุณครูในโรงเรียน โดยเฉพาะการช่วยคัดกรองเด็กที่มีปัญหาเพื่อไปสู่การแก้ไข แต่ทว่าประเด็น &amp;ldquo;ครูจิตวิทยาในโรงเรียน&amp;rdquo; มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด!!! มีมุมมองจากแพทย์จิตวิทยา ตลอดครูอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา มาให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์ รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วโครงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนมีนานหลายปีแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าจะอยู่ในนามของครูแนะแนว และเหตุผลที่ได้มีการจัดอบรมดังกล่าวให้กับครูในโรงเรียนนั้น เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า เนื่องจากเด็กแต่ละคนนั้นมีความหลากหลาย ดังนั้นในฐานะครูผู้สอนก็จำเป็นต้องตระหนักในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คำแนะนำกับเด็กนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านสภาพจิตใจและร่างกายของเด็กควบคู่กันไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเวลาที่เด็กนักเรียนมีปัญหาทางด้านร่างกายและสังคม เช่น มีปัญหาเรื่องการขัดสนเงินทอง หน้าที่ของครูจิตวิทยาที่อยู่ในครูแนะแนว ก็มีตั้งแต่ช่วยหาทุนให้ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในสังคม ดังนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่โคราชได้มีการจัดอบรมครูจิตวิทยาขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณครูมีความรู้และเข้าใจเด็กได้ชัดเจนมากขึ้น และคอยช่วยเหลือเขา โดยเฉพาะการนำแพทย์ด้านจิตวิทยามาให้ความรู้กับคุณครูในโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมานานหลายปีแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ความรู้ทางด้านจิตวิทยาหลักๆ ในการดูแลเด็กนักเรียนนั้น ประกอบด้วย 1.พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กในแต่ละช่วงวัย 2.การที่คุณครูจิตวิทยาจำเป็นต้องมีทักษะของการรับฟังปัญหาที่ดี เพื่อให้ข้อมูลกับเด็กๆ และช่วยให้เด็กตัดสินใจปัญหาได้อย่างมีสติ ชัดเจน อีกทั้งสามารถรับผิดชอบกับการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม 3.ครูจิตวิทยาต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.อัมพร บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะสามารถแก้ไขปัญหาที่หลากหลายของเด็กในโรงเรียนได้ 100% หรือไม่นั้น อาจเป็นการคาดหวังที่มากเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่เด็กจะได้รับจากการมีครูจิตวิทยาในโรงเรียนจะแสดงออกมาในรูปแบบของ &amp;ldquo;การได้รับความช่วยเหลือ&amp;rdquo; ในหลากหลายเรื่องมากกว่า เพราะอย่าลืมว่าการที่ครูมีทักษะทางด้านจิตวิทยาที่พร้อม จะสามารถช่วยเหลือศิษย์ได้อย่างถูกต้อง เพราะเรื่องบางเรื่องไม่ใช่แค่การปรึกษา หรือให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่เด็กจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเมื่อเกิดปัญหา เช่น การที่เด็กป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ามีคุณครูจิตวิทยาอยู่ใน รร. ก็จะทำให้มีการสังเกต ติดตาม สอบถามเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนักใจ หรือปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นหรือเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งบางครั้งเด็กไม่จำเป็นต้องรับประทานยาด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะในรายที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงอาการเริ่มต้นหรือเป็นน้อยๆ ดังนั้นหมอขอสรุปว่า การมี &amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในโรงเรียนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ค่ะ แม้จะมีมานานแล้ว และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรต้องมีต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ไพฑูรย์ ปานประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อ.ไพฑูรย์ ปานประชา ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และนักบรรยายพิเศษด้านสังคมและวัฒนธรรมในองค์กรต่างๆ บอกว่า ถ้าพูดถึงการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียนนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ประกอบกับในวิชาชีพครู หรือครูทุกคนนั้นก็ต้องเรียนวิชาจิตวิทยามาอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งให้เพื่อสอดคล้องและสามารถดูแลเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยได้ ที่ผ่านมามักจะอยู่รูปแบบของครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษาก็แล้วแต่ละโรงเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่ครูมีความรู้ด้านจิตวิทยานั้น จะทำให้ครูรู้จักคนอื่น รวมถึงตัวเราเอง ที่สำคัญจะทำให้รู้จักการวางตัวที่ดีเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าการที่พ่อแม่ส่งลูกมาเรียนหนังสือ ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝากฝังให้ครูดูแลทั้งให้ความรู้ และสิ่งที่นอกเหนือจากเรื่องวิชาการแล้ว การที่เด็กๆ แต่ละช่วงวัยมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตก็จำเป็นต้องมีที่พึ่ง เพื่อช่วยให้เขาสามารถหาทางออกได้ เนื่องจากเด็กที่อยู่ในวัยเรียนถือเป็นช่วงวัยที่กำลังไขว้เขว และสับสนในตัวเอง หรือเด็กกำลังมึนงงกับตัวเอง ว่าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขามักจะมีปัญหาทางด้านสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้เด็กบางคนก็จะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของครูจิตวิทยาเช่นกันในการให้คำปรึกษาและปลอบโยน เสมือนเราเป็นเพื่อนเขา เพื่อให้เด็กคล้ายความกังวล และเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจาก อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์ ผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียน &amp;ldquo;อุภัยภาดาวิทยาลัย&amp;rdquo; จ.สุพรรณบุรี บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยกับการอบรมและมีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะปัจจุบันเด็กมีปัญหาติดเกม กระทั่งทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน ประกอบกับครูที่สอนในชั้นเรียน ไม่สามารถให้ความรู้แบบเจาะจงกับเด็กในเรื่องนี้ได้ พูดๆ ง่ายว่าให้คำปรึกษาได้ในระดับหนึ่ง หรือช่วยเหลือเด็กได้ในเบื้องต้น แต่ตามหลักแล้ว คุณครูทุกคนนั้นจะต้องได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยาในเด็กมาอยู่แล้ว และในส่วนของโรงเรียนเรายังไม่มีครูจิตวิทยาโดยตรง เนื่องจากเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก ที่สำคัญก็ยังสามารถรับมือปัญหาดังกล่าวได้ ตรงนี้ถ้ารัฐเข้ามามีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เช่นกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญปัญหาในโรงเรียนของเราก็ยังไม่รุนแรงมากนัก และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า คุณครูที่สอนในโรงเรียนของเราได้รับการศึกษาวิชาจิตวิทยามาแล้วส่วนหนึ่ง เช่น เวลาที่เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนจากพ่อแม่หย่าร้างกัน และเมื่อได้มีการคุยกับเด็ก รวมถึงผู้ปกครองแล้ว ประกอบกับมีการติดสอบและติดตามผล ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.ธนภรณ์ พรมชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ อ.ธนภรณ์ พรมชาติ คุณครูจากโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ บอกว่า &amp;ldquo;เห็นด้วยค่ะกับการอบรมครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพราะทุกวันนี้อุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับการเรียนการสอน คือการที่เด็กสมาธิสั้นลง ไม่สนใจเรียน ส่วนหนึ่งก็มาจากเด็กติดเกม และมักแอบหลับในห้องเรียน ประกอบกับในโรงเรียนก็จะมีครูแนะแนว ซึ่งหน้าที่หลักๆ ก็จะให้ความรู้ในเชิงวิชาการกับเด็ก ยังไม่ถึงขั้นของการแนะนำหรือให้คำปรึกษาทางด้านจิตวิทยาโดยตรงค่ะ ดังนั้นจึงอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียน เพื่อช่วยกันดูแลเด็กๆ ทั้งด้านร่างกายจิตใจควบคู่กับการเรียนค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ครูจิตวิทยา&amp;rdquo; ในสายตานักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;(พิชยาพร ผ่องบุรุษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิชยาพร ผ่องบุรุษ นักเรียนชั้น ม.4 บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในเด็กวัยเรียนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนนั้นมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน และมีชีวิตครอบครัวที่ต่างกัน ดังนั้นพวกเราต้องการคนที่เข้าใจพวกเราค่ะ เพราะปัจจุบันในโรงเรียนจะมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน และการคบเพื่อน แต่ยังไม่ได้เจาะลึกเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และโรคที่เกิดจากจิตวิทยาโดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า &amp;ldquo;หนูเห็นด้วยและอยากให้มีครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะมีเพื่อนบางคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันค่ะ ส่วนตัวหนูก็มีความเครียดเกี่ยวกับการเรียน เพราะใกล้จบ ม.6 แล้ว ตรงนี้ถ้ามีครูจิตวิทยาโดยตรงในโรงเรียนก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากในเด็กวัยรุ่น ที่ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะจะสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็กได้โดยตรงค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปุณณดา อุดมบุญถาวร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปุณณดา อุดมบุญถาวร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 บอกว่า &amp;ldquo;อยากให้มีคุณครูจิตวิทยาในโรงเรียนค่ะ เพราะเด็กแต่ละคนมักจะมีความเครียด และมีปัญหาในชีวิตที่แตกต่างกัน นั่นจึงทำให้มีปมด้อยในจิตใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องการที่พึ่งด้านจิตใจ ส่วนตัวหนูมีความกดดันในเรื่องของทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยค่ะ ซึ่งเวลาที่หนูมีปัญหาก็จะไปปรึกษากับคุณครูในโรงเรียนที่เคยสอนหนูมาก่อน โดยคุณครูก็จะบอกว่าให้หนูสู้ๆ เพราะยังมีคนที่เดือดร้อนกว่าเราอีกมาก และแนะนำให้เลือกทำงานพิเศษที่เบาลง เพื่อให้สามารถเรียน และมีเวลาทำการบ้าน เช่น การช่วยคุณอาพิมพ์งานเอกสารค่ะ ดังนั้นคิดว่าครูจิตวิทยามีความสำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ ส่วนหนึ่งเพื่อทำให้เด็กมองเห็นทางออกในชีวิตได้ค่ะ ที่สำคัญยังสามารถทำให้การเรียนดีขึ้นด้วย เพราะเราจะรู้จักจัดสรรเวลาได้เหมาะสม เพื่อไปทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38574</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, ปุณณดา อุดมบุญถาวร, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์, พิชยาพร ผ่องบุรุษ, รัตนาภรณ์ เหลืองอ่อน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ.ธนภรณ์ พรมชาติ, อ.รสสุคนธ์ ศรีทนานันธท์, อ.ไพฑูรย์ ปานประชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03881cb03d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ร้องเพลง&quot;ขณะอาบน้ำ สูตรช่วยจำ-ลดหลงลืม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตแพทย์แนะหันมาร้องเพลงขณะอาบน้ำ เผยมีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงอย่างน้อย 5 ประการ อาทิ ช่วยลดเครียด มีความสุข สมองมีความจำดีขึ้นเพิ่มความยับยั้งชั่งใจ ประการสำคัญจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจตัวเอง ใช้เป็นพลังต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้า และความเหงาได้อย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพสังคมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องขณะนี้ ล้วนมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต และสามารถส่งผลให้เกิดเจ็บป่วยทางกายได้ เช่น ปวดตึงกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี 2556 พบความชุกปัญหาสุขภาพจิตคนไทยตลอดช่วงชีวิตได้ร้อยละ 31 ส่วนความชุกในช่วง12 เดือนพบได้ร้อยละ 13.4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประชาชนสามารถจัดการกับความเครียดได้หลายวิธี แต่วิธีการที่แสนง่าย ไม่ต้องเสียเงิน เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และอยู่ใกล้ตัวทุกคน ก็คือการร้องเพลงหรือฮัมเพลงขณะอาบน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปเราจะอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง คือเช้ากับเย็นอยู่แล้ว การร้องเพลงขณะอาบน้ำจึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพใจและกายได้ทุกวัน โดยไม่ต้องกังวลว่าร้องถูกหรือร้องผิด หรือร้องเป็นทำนองหรือไม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอกล่าวต่อว่า ข้อดีของการร้องเพลงขณะอาบน้ำ นอกจากจะทำให้เราสนุกเพลิดเพลินกับการอาบน้ำแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างน้อยอีก &amp;nbsp;5 &amp;nbsp;ประการ ดังนี้ ประการแรกคือ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับปอด ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายไปเลี้ยงสมองดีขึ้น จึงช่วยลดความเครียดได้ ประการที่ 2 หลั่งสารแห่งความสุข การร้องเพลงเป็นการเบี่ยงเบนความคิดของเราจากเรื่องที่เราเครียด เพลงที่เราร้องหรือฮัมในเวลาที่ผ่อนคลายมักจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ทำให้เรามีความสุข เช่น ทำให้นึกถึงเพื่อน หรือนึกถึงงานบุญแถวบ้าน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่ 3 ช่วยเพิ่มความจำ ในประเทศญี่ปุ่นมีการฝึกสมองด้วยการทำกิจกรรมง่ายๆ ซ้ำๆ เช่น บวกเลขง่ายๆ การร้องเพลงตอนอาบน้ำเป็นอีกวิธีที่สามารถใช้หลักการเดียวกันนี้ได้ ช่วยให้สมองเราได้ใช้งานได้ดีขึ้น ประการที่ 4 เพิ่มความยับยั้งชั่งใจ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บ่งบอกว่า การทำกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง ฟังเพลงหรือเล่นดนตรี ทำให้ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีขั้น มีความยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ &amp;nbsp; และประการสุดท้าย การร้องเพลงคือรางวัลทางใจของตัวเอง ถึงแม้ว่าเสียงเราจะไพเราะหรือไม่ก็ตาม การร้องเพลงสามารถเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่ง 2 สิ่งนี้จะช่วยเราสามารถต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้า และความเหงาได้เป็นอย่างดี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36313</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce29ea584dff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะครอบครัวใช้&quot;5สุข 5มอบ&quot; สร้างเสริมสุขภาพจิตผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศล่าสุดในปี 2561 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 10,666,803 คน คิดเป็นร้อยละ 16.1 ของประชากรทั้งหมดที่มีกว่า 66 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เฉลี่ยวันละประมาณ 1,200 คน จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,020,917 คน รองลงมาคือนครราชสีมา 435,347 คน เชียงใหม่ 316,847 คน ขอนแก่น 299,639 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับลูกหลาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางจิตใจได้ง่าย ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความเครียด วิตกกังวล สมองเสื่อม ซึมเศร้า ซึ่ง รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ได้ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 พัฒนาวิชาการองค์ความรู้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อส่งเสริมระบบบริการผู้สูงอายุครอบคลุมสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์ ซึ่งมีผู้สูงอายุรวมกว่า 1 ล้าน 1 แสนคน และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทุกกลุ่มมีความสุขตามนโยบายของกรมสุขภาพจิตในปี 2562-2563 โดยกลุ่มผู้สูงอายุที่สุขภาพยังดี ซึ่งมีประมาณร้อยละ 70 จะหนุนจัดกิจกรรมผ่านทางชมรมผู้สูงอายุ ส่วนกลุ่มที่เจ็บป่วยโรคเรื้อรัง หรือเรียกว่ากลุ่มติดบ้าน ติดเตียง รวมทั้งผู้สูงอายุที่อยู่โดดเดี่ยว จะดูแลเป็นพิเศษ เพิ่มการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า และเร่งพัฒนาโปรแกรมสร้างพลังใจให้ผู้สูงอายุในชุมชนที่อยู่ในสถานะต้องพึ่งพิงในระยะยาวด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ความสุขในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุหลักๆ มาจาก 2 ทาง คือจากตนเองและจากครอบครัว โดยในส่วนของผู้สูงอายุให้ปฏิบัติด้วยสูตรสร้างความสุขตัวเอง 5 สุข ดังนี้ 1.สุขกายสบายใจ โดยเข้าใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามวัย รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเหมาะสมอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง เมื่อไม่สบายต้องบอกลูกหลานตั้งแต่เนิ่นๆ 2.สุขสนุก คือสร้างความสนุกให้ชีวิต ไม่เก็บตัว เช่น เข้าสังคมสังสรรค์กับเพื่อนๆ ทำงานอดิเรก หรือมีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี 3.สุขสง่า ยึดมั่นในความดี ให้คำปรึกษาช่วยเหลือคนรุ่นหลัง เป็นคลังสมองของครอบครัว ชุมชน สังคม ใช้เงินออมอย่างรอบคอบ 4.สุขสงบ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ปฏิบัติตามหลักศาสนาที่นับถือ อารมณ์หนักแน่น มั่นคง และ 5.สุขสว่าง คือใช้ชีวิตอย่างมีสติ เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของครอบครัวลูกหลาน มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติต่อผู้สูงวัยให้มีความสุขด้วยสูตร 5 มอบ ได้แก่ 1.มอบความรัก ห่วงใยให้ความเคารพ ยกย่องให้เกียรติ ทั้งการพูดและการกระทำ เช่น กล่าวทักทายก่อน เชิญทานอาหารก่อน 2.มอบความเข้าใจ ยอมรับการการเปลี่ยนแปลงเสื่อมตามวัยของผู้สูงอายุ เช่น การหลงลืม พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม 3.มอบสัมผัสด้วยการกอด จับมือ บีบนวดถ่ายทอดความรักที่มีต่อผู้สูงอายุ 4.มอบเวลา เช่น พาไปวัด ไปเที่ยว ไปทานอาหาร หรือโทร.พูดคุยถามความเป็นอยู่ และ 5.มอบโอกาสให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมหรือทำงานที่ท่านสามารถทำได้ หรือให้ท่านเล่าประสบการณ์ที่ท่านภาคภูมิใจและลูกหลานนำมาปรับใช้ในชีวิต เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอตอกย้ำว่า ประการสำคัญ ขอให้ครอบครัว ลูกหลานช่วยกันสังเกตปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ โดยสามารถดูจากชีวิตประจำวันที่ผิดไปจากเดิม 5 &amp;nbsp;เรื่อง ดังนี้ 1.การกินผิดปกติ อาจกินมากขึ้นหรือน้อยกว่าเดิม เบื่ออาหาร ซูบผอมทั้งๆไม่มีปัญหาทางร่างกาย 2.การนอน อาจนอนหลับมากกว่าปกติ บางคนอาจนอนไม่หลับ ตกใจตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ บางคนอาจฝันร้ายติดต่อกันบ่อยๆ 3.อารมณ์ผิดปกติ เช่น หงุดหงิดบ่อยขึ้น เศร้าซึม เคร่งเครียด ฉุนเฉียว วิตกกังวลมากขึ้นกว่าเดิม 4.มีพฤติกรรมเปลี่ยน เช่น เคยร่าเริงแจ่มใสก็กลับซึมเศร้า เงียบขรึม ไม่พูดไม่จา บางคนก็หันไปพึ่งเหล้า บุหรี่ บางคนที่พูดน้อยก็กลายเป็นคนพูดมาก และ 5.มีอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่น บ่นปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ปวดกระดูก วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการที่เป็นผลมาจากจิตใจที่มีความเครียด วิตกกังวลซึ่งพบได้บ่อย แต่ประชาชนมักไม่รู้ตัว และจะไปพบแพทย์บ่อยๆ แต่หาสาเหตุความผิดปกติไม่เจอ กินยาแล้วไม่ดีขึ้น ไม่หาย หากพบผู้สูงอายุมีอาการที่กล่าวมาขอให้รีบพูดคุย ซึ่งลูกหลานจะช่วยได้ดี หากยังไม่ดีขึ้นขอให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทร.ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35238</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190507/image_big_5cd1739b5c1bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
