<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก็เสี่ยงแพร่เชื้อโควิด-19 กรมควบคุมโรคเผย ในควันมีสารคัดหลั่ง น้ำลาย เสมหะ ปนเปออกมา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;20มี.ค.63- นพ. ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การสูบบุหรี่หรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อมีการพ่นควัน หรือละอองไอของบุหรี่ออกมา เท่ากับเป็นการแพร่เชื้อใส่กัน เพราะว่าในควันและละอองไอที่พ่นออกมานั้น ประกอบด้วยสารคัดหลั่ง น้ำลาย เสมหะ และแบคทีเรีย ดังนั้น เมื่อพ่นออกมาควันหรือไอจะลอยเป็นระยะทางไกล ซึ่งทำให้แพร่กระจายได้โดยง่าย และหากผู้สูบบุหรี่คนดังกล่าวเป็นผู้มีติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้แพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID&amp;ndash;19 ไปยังคนอื่นได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากพบเห็นผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 42 พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กรณีมีข้อสงสัยเพิ่มเติมในการปฏิบัติตามกฎหมาย สอบถามได้ที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค โทร. 02 590 3852&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อวาน(19มี.ค.) ผม &amp;nbsp;ได้มอบหมายให้ นพ. ชยนันท์ &amp;nbsp;สิทธิบุศย์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (กคส.) &amp;nbsp; กรมควบคุมโรค และพนักงานเจ้าหน้าที่ กคส. ลงพื้นที่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากมีการร้องเรียนพบการละเมิดสูบบุหรี่ในพื้นที่วัดเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ซึ่งพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายสูบบุหรี่ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายในพื้นที่วัดดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดทุกราย&amp;quot; รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60384</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมควบคุมโรค, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, ห้ามสูบบุหรี่ที่สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74a17291da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 18:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนร้านค้าห้ามกักตุนบุหรี่ซองแบบเก่าไว้ขาย มีความผิดตามกม.ยาสูบปี 60 ย้ำ9ธ.ค.ดีเดย์บุหรี่ซองแบบใหม่เท่านั้นที่ขายได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20พ.ย.62-นพ. ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์ชยนันท์ &amp;nbsp;สิทธิบุศย์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (กคส.) กรมควบคุมโรค และพนักงานเจ้าหน้าที่ กคส. ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังสินค้าบุหรี่นำเข้า ของบริษัทเจที อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจสอบความพร้อมในการกระจายสินค้า และวางจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตซองรูปแบบใหม่ หรือซองบุหรี่แบบเรียบ เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป บุหรี่ซิกาแรตที่วางขายในประเทศไทยได้ ต้องเป็นซองบุหรี่ซิกาแรตรูปแบบใหม่เท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังสินค้าดังกล่าว พบสต็อกบุหรี่ซิกาแรตจำนวนมากที่ยังเป็นซองบุหรี่แบบเก่ารอการจำหน่ายไปยังผู้ค้าปลีก &amp;nbsp;ทั้งนี้ ซองบุหรี่รูปแบบเก่าสามารถวางขายได้ถึงแค่วันที่ 8 ธันวาคม 2562 เท่านั้น นอกจากนี้ยังตรวจพบซองบุหรี่แบบใหม่ที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมควบคุมโรค ขอแจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ปฏิเสธรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตซองรูปแบบเก่าจากผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนค้าส่งมาวางขายในร้าน รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการขายบุหรี่ซิกาแรตซองรูปแบบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว และพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าร้านค้าปลีกใดมีการขายบุหรี่ซิกาแรตซองรูปแบบเก่า ร้านค้าจะมีความผิดฐานขายผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มิได้จัดให้มีหีบห่อตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กรณีมีข้อสงสัยเพิ่มเติมในการปฏิบัติตามกฎหมาย สอบถามได้ที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค โทร. 02 590 3852&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50743</URL_LINK>
                <HASHTAG>9ธ.ค.62เริ่มใช้ซองบุหรี่แบบใหม่, กม.ยาสูบปี60, กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (กคส.), นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, บุหรี่ซองแบบเก่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd522fb6d766.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>65วันคลุกฝุ่นพิษ เสียหาย2หมื่นล. หวั่นมะเร็งลาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการประเมินฝุ่นพิษคลุ้งกรุง 65 วัน วอด 2 หมื่นล้าน ต่อไปหมอต้องวินิจฉัย &amp;quot;PM2.5&amp;quot; ก่อมะเร็งในระยะยาวหรือไม่ แนะเร่งปรับคุณภาพน้ำมัน ถึงเวลาออกกฎหมายอากาศคุมเข้มมลพิษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์คุณภาพอากาศ ดังนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา &amp;nbsp;08.00 น. พบว่าลดลงจากเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เฉลี่ย 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพฯ ตรวจวัดได้ 10-30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าไม่เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ที่มีการตรวจวัด โดยมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีฟ้าจำนวน 20 เขต และสีเขียวจำนวน 4 เขต ทั้งนี้จากแบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ &amp;nbsp;คาดว่าในวันที่ 19 ก.พ.ปริมาณ PM2.5 มีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีการจัดเสวนา &amp;quot;แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย&amp;quot; โดยนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันนี้ กทม.ฝุ่นหายฟ้าใส แสดงสัญลักษณ์เป็นสีฟ้าทุกพื้นที่ แตกต่างจากช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ทั้งที่จำนวนรถมากและติดขัดเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายอากาศออกมาบังคับโดยเฉพาะ ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องมีกฎหมายนี้เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดใน กทม.เกิดขึ้นในระยะสั้นคือเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค. ใจกลางเมืองจะมีปัญหาเยอะเพราะตึกสูงบดบัง แต่ กทม.ไม่ได้เป็นพื้นที่ค่าฝุ่นสูงที่สุด บริเวณที่สูงคือ บริเวณ จ.สมุทรปราการ และ ถ.พระรามที่ 2 จ.สมุทรสาคร ส่วนหนึ่งของปัญหาบริเวณดังกล่าวมาจาก กทม. เพราะลมพัดมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ แทนที่ค่าฝุ่นจะสูงใน กทม.ก็พัดพาไปบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ กทม.จะเกิดปัญหานี้ทุกช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. หลังเดือน ก.พ.จะลดลงและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน วนอย่างนี้เป็นข้อมูล 9 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ถามว่าแย่กว่าเดิมหรือไม่ ก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม มันมาเร็วและไปเร็วกว่าเดิม ตอนนี้อากาศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากตัวเลขการวิเคราะห์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เกิดฝุ่น PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑลนั้น ระยะเวลา 65 วัน สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายด้านสุขภาพ ถ้าสะสมทุกปีความเสียหายจะมากขนาดไหน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันที่ต้องลงทุนหลักหมื่นล้านนั้น ถ้าลงทุนแล้วใช้ได้นานก็คุ้ม เป็นเรื่องที่โรงกลั่นจะต้องพิจารณา ราคาน้ำมันอาจจะแพงขึ้นไม่ถึง 50 สตางค์ ซึ่งทุกวันนี้ราคาน้ำมันก็เคยขึ้นลงคราวละ 80 &amp;nbsp;สตางค์มาแล้ว&amp;quot; นายสุพัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคือ เราไม่สามารถทราบภาพรวมการเกิดปัญหาทั้งใน กทม.และทั่วประเทศว่าเป็นเท่าไร และแยกไม่ได้ว่าสาเหตุการป่วยของประชาชนเกิดจาก PM2.5, ไข้หวัดใหญ่ระบาด หรือสาเหตุอื่น ทั้งนี้เรามีการเฝ้าระวัง 22 โรงพยาบาลใน กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.มีตัวเลขผู้ป่วยอยู่ที่กว่า 1,000 &amp;nbsp;ราย สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. คนเข้าสู่ระบบคัดกรองมากขึ้น กลุ่มเสี่ยงคือเด็กและผู้สูงอายุที่มีโรคหอบหืด ถุงลมอุดกั้น และโรคหัวใจ โดย จ.สมุทรปราการสูงสุด ดังนั้นหน่วยราชการต้องสื่อให้ประชาชนเข้าใจใหม่ การออกกำลังกายมีทั้งกลางแจ้งและในอาคารสถาน หากฝุ่นเกินต้องงดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยต่อจากนี้แพทย์จะนำ PM2.5 มาวินิจฉัยโรคต่างๆ ในระยะยาวต่อไป เพื่อติดตามการเกิดเช่นมะเร็ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ต้องร่วมกันใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนอาจไม่ต้องเข้าแถวหรือเคารพธงชาติพร้อมกัน ให้ทำงานที่บ้าน หรือในระดับมหาวิทยาลัยในช่วงที่ฝุ่นวิกฤติอาจจะใช้วิธีการสอนผ่านช่องทางออนไลน์หรือไลฟ์สด สิ่งที่ต้องรีบทำคือการปรับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ในรถทุกประเภท นอกจากนั้นต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า รถยนต์อัตโนมัติเพิ่มขึ้น โดยปัญหาที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐ ประเทศที่เคยเกิดปัญหาก็แก้ได้โดยใช้เวลาเป็นสิบปี แต่คนไทยลืมง่ายซึ่งเรื่องนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส.กล่าวว่า วันนี้มีคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจัดการปัญหาต้องปรับไปเรื่อยๆ การเผาในที่โล่งเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ เป็นแหล่งสำคัญของการเกิดมลพิษ ซึ่งมีข้อตกลงอาเซียนที่ต้องดูแลร่วมกัน จากการเดินทางไปประเทศเกาหลี พบว่ามีการตั้งนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมุ่งสู่อากาศสะอาดอย่างไร โดยให้ความสำคัญกรุงโซลเป็นพิเศษ ปัญหาเขายากกว่าเราเพราะเป็นภูเขาทั้งนั้น พลังงานยังใช้ถ่านหินอยู่ และได้รับมลพิษจากเพื่อนบ้านมาด้วย ทำให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหา สิ่งที่ถามเขาคือมีการกล่าวโทษรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐหรือไม่ เขาไม่กล่าวโทษรัฐบาล แต่คิดว่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง โดยมีกระทรวงสิ่งแวดล้อมดูแลประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการควบคุมแหล่งมลพิษสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เวลา 05.00 น. พบว่าจังหวัดลำพูนมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน โดยค่า PM2.5 อยู่ที่ 51 มคก./ลบ.ม. ค่า PM10 อยู่ที่ 74 มคก./ลบ.ม. และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 101 ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัดลำพูนให้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า พบไฟไหม้ในพื้นที่หลายจุดบนดอยเกลาหลวง จ.ลำพูน โดยมีลักษณะยาวทอดไปจนถึงเขตติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วงบ่ายได้นำ MI17 ลำที่ &amp;nbsp;1 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 7 รอบ ใช้ปริมาณน้ำ 24,500 ลิตร ส่วน MI17 ลำที่ 2 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 5 รอบ โดยใช้ปริมาณน้ำ 17,500 ลิตร นอกจากนี้ได้ประสานให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยลำพูนและเชียงใหม่จัดกำลังภาคพื้นดินเข้าดำเนินการด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์, ยศพงษ์ ลออนวล, วิจารย์ สิมาฉายา, สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6ac2c9c2c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งห้ามเผาไร่นา ชี้เพิ่มมลภาวะ! บี้50เขตคุมเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายกฯ สั่งกำนัน ผญบ.กำชับชาวบ้านห้ามเผาไร่นา ผิด กม.-เพิ่มมลภาวะ ผู้ว่าฯ กทม.บี้ 50 เขตคุมเข้มก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ คพ.ทำโมเดลอากาศยันฝุ่นเขมรไม่เข้ากรุง กรมควบคุมโรคชี้อย่าด่วนสรุปหนุ่มชลฯ ตายด้วยฝุ่นพิษ แจงก่อผลกระทบเฉียบพลันไม่ได้ทำให้เสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวกับประชาชนระหว่างเดินทางไปตรวจราชการที่สวนพฤกษศาสตร์พุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ว่า วันนี้ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์มาทำให้รู้สึกเจ็บตา ซึ่งน่าจะเป็นเพราะสภาวะอากาศ ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ในหลายประเทศมีค่าฝุ่นละอองมากกว่าไทยหลายเท่า บางประเทศสูงถึง 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อ ลบ.ม.) แต่ของไทยอยู่ที่ 50-70 มคก.ต่อ ลบ.ม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตนนั่งเฮลิคอปเตอร์มาเห็นว่ายังมีการเผาไร่นาอยู่ ซึ่งในทางกฎหมายแล้วทำไม่ได้ &amp;nbsp;จึงขอฝากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล และท้องถิ่น ให้ช่วยกันชี้แจงชาวบ้านเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า การเผาซังตอข้าวนั้นถือเป็นการสร้างมลภาวะเช่นกัน ดังนั้นเราควรใช้วิธีไถกลบและวิธีการอื่นๆ จะต้องไม่ทำให้ปัญหาขยายไปในพื้นที่อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะถ้าคิดว่าเราเผาแค่เจ้าเดียวคงไม่เป็นปัญหา ถ้าทุกคนคิดเช่นนี้กันหมดก็จะเป็นปัญหาใหญ่ขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านก็มีการเผาเยอะแยะ จึงต้องประสานความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาโลกร้อนเหมือนปัจจุบัน เพราะทุกประเทศต่างมีภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างลงพื้นที่นายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่ขับรถยนต์ในขบวนทุกคันห้ามติดเครื่องระหว่างจอดรออย่างเด็ดขาด ตามนโยบายลดปัญหาฝุ่นละออง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางจินดารัตน์ ชโยธิน ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และโฆษกกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;(กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 2/2562 ซึ่งมีนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ &amp;nbsp;กทม.เป็นประธานประชุม ถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. และสถานีตรวจคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 42-59 มคก.ต่อ ลบ.ม. พบมีค่าเกินมาตรฐานกำหนดไม่เกิน 50 มคก.ต่อ ลบ.ม. รวม 7 บริเวณ ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ซ.ลาดพร้าว 95 วัดได้ 55 มคก.ต่อ ลบ.ม. 2.เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก 57 มคก.ต่อ ลบ.ม. 3.เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ 51 มคก.ต่อ ลบ.ม. 4.เขตธนบุรี ริมป้ายรถเมล์บริเวณแยกมไหศวรรย์ 55 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม. 5.เขตบางเขน ภายในสำนักงานเขตบางเขน 55 มคก.ต่อ ลบ.ม. 6.เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม 59 มคก.ต่อ ลบ.ม. และ 7.เขตบางพลัด ภายในสำนักงานเขตบางพลัด 52 มคก.ต่อ ลบ.ม. ขณะที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของ คพ. พบมี 2 พื้นที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน คือ 1.เขตวังทองหลาง บริเวณ สน.โชคชัย ริมถนนลาดพร้าว 53 มคก.ต่อ ลบ.ม. และ 2.เขตวังทองหลาง แขวงพลับพลา 56 มคก.ต่อ ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ คพ.เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละออง PM2.5 โดยให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ประกาศกำหนดให้เขตที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญนั้น &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งปัจจุบันติดราชการอยู่ต่างประเทศและจะเดินทางกลับในวันที่ 29 &amp;nbsp;ม.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.อัศวินไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมมอบหมายให้นายจักกพันธุ์สั่งการเร่งด่วนไปยัง 50 เขต เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น &amp;nbsp;การฉีดละอองน้ำ การล้างและทำความสะอาดถนน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายจักกพันธุ์สั่งการให้ทุก 50 เขต เพิ่มมาตรการเข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) &amp;nbsp;ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522, พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดปัญหาฝุ่นละอองพร้อมกัน ทุกบริษัทที่ทำโครงการขนาดใหญ่ต้องยื่นแผนก่อสร้างให้สำนักการและสำนักงานเขตทราบก่อนการดำเนินการ อีกทั้งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบให้การก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน&amp;quot; นางจินดารัตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เวลา 15.00 น.ว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ในช่วงบ่ายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลอากาศลอยตัวได้น้อยลง ลมพัดอ่อน และไม่มีฝนตก &amp;nbsp;ประกอบกับเป็นการทำงานวันแรกของสัปดาห์ที่มีการจราจรหนาแน่น ทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น โดยพื้นที่ริมถนนเกินค่ามาตรฐาน 20 สถานี ส่วนพื้นที่ทั่วไปเกินค่ามาตรฐาน 11 สถานี คาดการณ์ในวันที่ &amp;nbsp;29 ม.ค. อากาศจะลอยตัวได้น้อยและลมพัดอ่อนลง ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าฝุ่นละอองข้ามแดนจากประเทศกัมพูชานั้น คพ.ได้เฝ้าระวังติดตามแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง และหมอกควันข้ามแดนจากการเผาในที่โล่งทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านอากาศ ซึ่งเป็นแบบจำลองของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency-EPA) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา และองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) เป็นหน่วยงานด้านการจัดการและวิจัยสภาพชั้นบรรยากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นักวิชาการด้านอากาศทั่วโลกใช้อยู่ เพื่อทำการประเมินผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด คพ.ได้จำลองสถานการณ์ของวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่พบจุดความร้อนสูงสุดในประเทศกัมพูชา มีจำนวน 895 จุด และผลจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มีการเคลื่อนตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็กจากประเทศกัมพูชาผ่านเข้ามาทางชายแดนจังหวัดตราด และเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทย &amp;nbsp;ไม่พบว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กจากประเทศกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ทั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากเว็บไซต์ของศูนย์พยากรณ์อากาศอาเซียน ที่รายงานสถานการณ์หมอกควันในภูมิภาคอาเซียนจากทิศทางลม สรุปได้ว่าลมจะพาหมอกควันจากประเทศกัมพูชาลงไปทางตะวันออกแถบชายแดนจังหวัดตราดและลงสู่อ่าวไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่ง 5 จังหวัดปริมณฑล ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัดได้สั่งห้ามเผาโดยเด็ดขาดแล้ว รวมทั้ง คพ.ได้มีหนังสือขอความร่วมมือในการห้ามเผาในจังหวัดอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลให้หมอกควันเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาท &amp;nbsp;และสระแก้ว สำหรับสาเหตุและปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละออง PM2.5 จากการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology: AIT) พบว่าเกิดจากยานพาหนะ (รถดีเซล) ร้อยละ 52, เกิดจากการเผาในที่โล่ง ร้อยละ 35, ฝุ่นจากพื้นที่อื่น ร้อยละ 7 และฝุ่นจากดิน และอื่นๆ ร้อยละ 6. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีผลการตรวจชันสูตรศพนายสมชาย กัดทอง อายุ 49 ปี อดีตข้าราชการทหารบกที่เสียชีวิตที่จังหวัดชลบุรี โดยอ้างสาเหตุมาจากการสูดดมฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ว่า ได้มอบหมายให้สำนักควบคุมโรค เขต 6 ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่คาดว่ากว่าจะได้ข้อสรุปว่าเสียชีวิตจากฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือไม่นั้นต้องใช้เวลานานกว่า 5-8 &amp;nbsp;ปี เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กมองไม่เห็นด้วยตาเปล่ายากที่จะพิสูจน์ ทั้งนี้ขออย่าได้ด่วนสรุปว่ามาจากฝุ่นละออง เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เหมือนกับเชื้อโรคติดต่อ แต่เหมือนความเครียด ไขมันในเส้นเลือดซึ่งไม่สามารถบอกได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบผูกโยงสาเหตุการเสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าฝุ่น PM2.5 จะทำให้เกิดผลกระทบเฉียบพลัน คือคอแห้ง ระคายคอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ จาม แต่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต ส่วนผลกระทบระยะยาวเหมือนกับร่างกายคนเราสูบบุหรี่เป็นเวลานาน เพราะในฝุ่นมีสารเคมีและก่อมะเร็งได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27737</URL_LINK>
                <HASHTAG>จินดารัตน์ ชโยธิน, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, ประลอง ดำรงค์ไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4f11e44402c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมควบคุมโรคย้้ำอย่าด่วนสรุปหนุ่มชลบุรีตายเพราะฝุ่นPM2.5 ชี้ต้องใช้เวลาพิสูจน์5-8ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;28 ม.ค.62- นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีการตรวจชันสูตรกรณีมีผู้เสียชีวิตที่จังหวัดชลบุรี ที่อ้างว่ามาจากการสูดดมฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ว่า ได้มอบหมายให้สำนักควบคุมโรค เขต 6 ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่คาดกว่าจะได้ข้อสรุปว่าเสียชีวิตจากฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือไม่นั้นต้องใช้เวลานาน กว่า 5-8 ปี เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กมองไม่เห็นด้วยตาเปล่ายากที่จะพิสูจน์ ทั้งนี้ ขอให้อย่าได้ด่วนสรุปมาจากฝุ่นละออง เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เหมือนกับเชื้อโรคติดต่อ แต่เหมือนความเครียด ไขมันในเส้นเลือดซึ่งไม่สามารถบอกได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบผูกโยงสาเหตุการเสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันทางกรมควบคุมโรค ได้ติดตามผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด ถุงลมโป่งพอง หลอดเลือดหัวใจตีบ ที่เคยสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 เมื่อปีที่แล้วจำนวนกว่า 200 คน กระจายในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 6 เขต และ จังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี โดยจะติดตามว่าผู้ป่วยโรคนั้นๆ มีการสัมผัสกับฝุ่นละอองแล้วเป็นอย่างไร และฝุ่นเป็นสาเหตุอะไรบ้าง ซึ่งจะใช้ในอีกหลายปีข้างหน้าถึงจะทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามอยากให้ประชาชนทำความเข้าใจว่า ฝุ่น PM 2.5 จะทำให้เกิดผลกระทบเฉียบพลัน คือคอแห้ง ระคายคอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอจาม แต่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต ส่วนผลกระทบระยะยาวก็เหมือนกับร่างกายคนเราสูบบุหรี่เป็นเวลานาน เพราะในฝุ่นมีสารเคมี และก่อมะเร็งได้ ส่วนคนที่เป็นภูมิแพ้ ได้รับฝุ่น PM 2.5 มีได้ตั้งแต่อาการภายนอก คือ คัน ไอ ตาแดง ระคายผิวหนัง ผื่นขึ้น โดยมีอาการตั้งแต่เป็นน้อยจนถึงขั้นเป็นมากๆ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27710</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, กรมควบคุมโรค, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, ลือหนุ่มชลบุรีเสียชีวิตเพราะฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4eecbe2bc4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
