<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกแบบเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัย ตัวช่วยยกระดับNursing Home</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือ &amp;ldquo;Nursing Home&amp;rdquo; เกิดมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการยกระดับ Nursing Home ในประเทศไทยก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงาน &amp;ldquo;พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือการพัฒนาและขยายผลการใช้ประโยชน์ระบบบริหารสถานดูแลผู้สูงอายุ ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย&amp;rdquo; ได้จัดให้มีเวทีเสวนา &amp;ldquo;การยกระดับ Nursing Home ในประเทศไทย&amp;rdquo; โดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับในการดูแลผู้สูงวัยมาร่วมเสนอแนะนำแนวทางไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ฆนัท ครุธกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ฆนัท ครุธกุล นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย เผยว่า ในอดีตนั้นการดูแลผู้สูงอายุจะเน้นคนในครอบครัวดูแลกันเอง และเวลาที่พ่อแม่ป่วยก็จะเสียชีวิตที่บ้าน กระทั่งเข้าสู่ยุคการแพทย์เฟื้องฟูในช่วงสมัย ร.6 เป็นต้นมา ก็มีโรงพยาบาลมากขึ้น แต่ก็เกิดความแออัดในการใช้บริการ ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเริ่มมีหน่วยงาน หรือคนดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้สูงอายุที่ไม่ได้เจ็บป่วยมาก ดังนั้น &amp;ldquo;Nursing Home&amp;rdquo; หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของคนสูงวัย ที่เน้นให้บริการด้านการช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งสมัยก่อนหลายคนจะมองภาพของ Nursing Home คล้ายกับโรงฆ่าสัตว์ แต่ปัจจุบันในบ้านเราได้พัฒนาให้มีมาตรฐาน เช่น เตียงที่ใช้นั้นสามารถปรับโยกได้ และยังช่วยลดแผลกดทับได้ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ผู้ที่มาอยู่รู้สึกอบอุ่นเหมือนกับเป็นบ้านหลังที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับช่องทางในการยกระดับ Nursing Home ในบ้านเรา นอกจากการดูแลผู้สูงอายุในด้านไลฟ์สไตล์ เช่น การเดิน กินข้าว และขับถ่าย โดยการใช้คนมาคอยช่วยเหลือแล้ว ในอนาคตการใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยี จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และช่วยทำให้การดูแลผู้สูงอายุใน Nursing Home มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวโดยสรุปแล้ว การยกระดับ Nursing Home ในบ้านเราในอนาคตที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว อาจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและง่ายต้องการดูแลรักษา โดยเฉพาะเวลาที่เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น การจัดทำระบบข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเก็บข้อมูลทุกอย่างลงในบัตรประชาชนใบเดียว หรือกำไลข้อมือ ที่เมื่อนำไปสแกนก็จะทำให้รู้ข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย และนำไปสู่การรักษาที่รวดเร็วมากขึ้น เพราะเวลา 1-2 นาทีในการกรอกประวัติมีค่ามากในการยื้อชีวิตผู้ป่วย หรือแม้แต่การปรับปรุงเทคโนโลยีให้ใช้งานง่าย และนำมาใช้ในการเขียนกราฟอัตราการเต้นของหัวใจ และเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลดังกล่าวในรูปแบบอุปกรณ์ที่กล่าวมา ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ในการรักษาโรคได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในอนาคตเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.นพัฐกานต์ เกิดแสง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.นพัฐกานต์ เกิดแสง ฝ่ายวิชาการสมาคมฯ และผู้บริหารบ้านทิพย์รดาเอลเตอรี่แคร์ บอกว่า ภาพรวมของ Nursing Home ที่ดูแลอยู่นั้นยังเป็นระบบ 1.0 และผู้สูงอายุที่เข้าพักจะเป็นผู้ป่วยล้วนๆ และการทำงานของบ้านทิพย์รดาเอลเตอรี่แคร์นั้น ก็เน้นในเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุเป็นหลัก รวมถึงการเก็บและบันทึกข้อมูลสุขภาพผู้สูงอายุคล้ายกับโรงพยาบาล แต่ยังใช้ระบบของการเขียนในกระดาษ ดังนั้นจึงมองว่าการนำระบบไอทีเป็นสิ่งสำคัญมากในการเข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของการเก็บข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย รวมถึงการส่งผู้สูงวัยที่เจ็บป่วยในกรณีฉุกเฉินไปรักษาใน รพ.ที่ใกล้ที่สุด หรือ รพ.ที่ผู้สูงอายุมีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) ภายใน 15 นาที (มีการติดกับรถพยาบาลเอกชนสำรองไว้ตลอด) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตรงนี้ถ้าในอนาคตมีการนำเทคโนโลยีมาเก็บข้อมูลสุขภาพ อีกทั้งฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงไปยังเบอร์ฉุกเฉิน 1669 เพื่อให้มารับตัวผู้ป่วยได้ และเพียงแค่กดแอปพลิเคชันก็สามารถแจ้งสถานะอาการ รวมถึงข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยโดยที่ไม่ต้องซักถาม ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาว่า บางครั้งที่โทร.เรียก 1669 และรถพยาบาลไม่มา เนื่องจากการสื่อสารกันคลาดเคลื่อนในการบอกลักษณะอาการที่ป่วย ดังนั้นถ้ามีการเก็บข้อมูลสุขภาพที่แม่นยำ เป็นมาตรฐาน ส่งต่อได้รวดเร็ว ก็จะทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. บอกว่า ที่ผ่านมา สวทช.ได้ทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์เกี่ยวกับบริการดูแลผู้สูงอายุ หรือ Nursing Home โดยการทำงานเชื่อมโยงกับสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย ในการสอบข้อมูลไปยังผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือแคร์กิฟเวอร์ ก็ทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกัน จึงได้พัฒนาออกมาเป็น 3 ระบบที่สำคัญ ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อันแรก &amp;ldquo;ระบบซอฟต์แวร์กลาง&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่าระบบบริหารจัดการข้อมูล โดยการแปลงให้เป็นข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาใช้รักษาผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ที่สำคัญข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวยังสามารถนำไปต่อยอดร่วมกับหุ่นยนต์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และนำไปสู่การรักษาในอนาคต หรือที่เรียกกันว่าระบบ &amp;ldquo;การวางแผนการดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo; และสุดท้าย ได้แก่ &amp;ldquo;ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน&amp;rdquo; ในส่วนนี้เราได้ทำวิจัยซอฟต์แวร์เพื่อเชื่อมต่อกับรถพยาบาล 1669 เพื่อให้การแจ้งเหตุเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพียงแค่กดปุ่มแอปพลิเคชันของ 1669 ระบบข้อมูลก็จะส่งรายละเอียดประวัติสุขภาพคนไข้ ตลอดจนสถานะผู้ป่วยในขณะนั้น โดยไม่จำเป็นต้องซักถาม หรือคลิกแค่ปุ่มเดียวก็จะไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินดังกล่าวยังสามารถแจ้งพิกัดที่อยู่ของผู้สูงวัยที่ป่วยใน Nursing Home ได้อีกด้วย เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าไปรับผู้ป่วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.กิตติ บอกอีกว่า ส่วนผลงานวิจัยเพื่อผู้สูงอายุด้านอื่นๆ ที่พร้อมใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ เครื่องมือสำหรับตรวจสุขภาพประจำวันที่ผู้สูงอายุทำได้เอง รวมถึงเครื่องพกพาในการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง และสามารถนำไปใช้เยี่ยมบ้านผู้สูงอายุได้ หรือแม้แต่อุปกรณ์ติดตามตัวผู้อายุอย่าง &amp;ldquo;เซ็นเซอร์ติดตามตัวผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ที่สำคัญยังสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังโน้ตบุ๊ก ซึ่งเป็นอุปกรณ์แม่ข่ายในการเตือนให้ผู้ดูแลคอยพลิกตัวผู้สูงอายุไม่ให้ป่วยติดเตียง เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41141</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์, ดร.นพัฐกานต์ เกิดแสง, นพ.ฆนัท ครุฑกุล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190716/image_big_5d2dc70787426.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดชุดความรู้&quot;ไขมันทรานส์&quot;อย.จับตาฉลากฉวยโอกาสอ้างปลอดไขมันทรานส์ 0%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดชุดความรู้ &amp;ldquo;ความจริงไขมันทรานส์&amp;rdquo; อย. ข้อความติดฉลากแสดงไขมันทรานส์ให้ชัด อย่าฉวยโอกาสโฆษณาปลอดไขมันทราน์ 0% นักวิชาการเผย แม้ไขมันทรานส์จะอันตรายกว่าไขมันอิ่มตัว แต่ปริมาณการได้รับของคนไทยยังน้อยกว่าไขมันอิ่มตัว ชี้การทอดซ้ำเกิดไขมันทราน์น้อย ให้ไปกังวลในเรื่องไฮโดรคาร์บอนที่ทำให้เกิดมะเร็งดีกว่า &amp;nbsp;แนะกินอาหารให้หลากหลายเพื่อสุขภาพ อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.61- &amp;nbsp;ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดแถลงข่าว &amp;ldquo;ความจริงไขมันทรานส์&amp;rdquo; โดยมี น.ส.สุภัทรา บุญเสริม ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ และ นพ.ฆนัท ครุฑกุล เครือข่ายคนไทยไร้พุง แพทย์ผู้เชียวชาญด้านหัวใจและโภชนาการวิทยาคลินิก โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกันแถลงข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า จากการที่อย.ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลสำรวจสถานการณ์การใช้น้ำมันที่ผ่านไฮโดรเจนบางส่วนก่อให้เกิดไขมันทรานส์ที่เป็นอันตราต่อสุขภาพ และร่วมหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เห็นพ้องกันว่ามีการใช้และมีอันตรายจริง จึงร่วมกันว่าจะไม่มีการใช้น้ำมันดังกล่าว กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันก็จะไม่ผลิต กลุ่มผู้ผลิตสินค้าก็จะมีการปรับสูตรต่างๆ จนได้มีการประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ.2561 ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ม.ค.2562 เป็นต้นไป หรือหลังจาก 6 เดือนที่มีการประกาศ ทั้งนี้ก็ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะน้ำมันที่ใช้ตามบ้าน ทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.สำนักอาหาร กล่าวว่า สิ่งที่อย.ต้องติดตามเฝ้าระวัง หลังจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คือ การเฝ้าระวังสถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า สถานที่จำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยอาจมีการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์กลุ่มเสี่ยง โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการบางรายใช้โอกาสนี้ในการโฆษณาในการกล่าวอ้างว่า ผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ หรือเป็น 0 % บนผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน จึงให้ใช้ข้อความ &amp;ldquo;ปราศจาก/ไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งหลักของไขมันทรานส์&amp;rdquo; และแสดงปริมาณไขมันทรานส์ได้เฉพาะในกรอบโภชนาการแบบเต็มร่วมกับการแสดงส่วนประกอบอื่นๆเท่านั้น โดยให้แสดงไว้ที่ตำแหน่งใต้ไขมันอิ่มตัว และใช้หลักเกณฑ์เดียวกับไขมันอิ่มตัว ในกรณีฝาฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 2 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีการระบุว่า ปลอดไขมันทรานส์ 0% จะต้องมีการกำเนินการตรวจสอบอย่างไร น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า &amp;nbsp;เพื่อให้เป็นธรรม อย.จะมีการตรวจสอบว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริง โดยการส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ซึ่ง ต้องไม่เจอจริงๆถึงจะไม่เป็นการโอ้อวด และข้อความดังกล่าวก็จะต้องแสดงในกรอบโภชนาการเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วันทนีย์ กล่าวว่า ไขมันทรานส์พบได้ในอาหารตามธรรมชาติ แต่พบเป็นจำนวนที่น้อย โดยปริมาณไขมันทรานส์ที่องค์การอนามัยโลก หรือ Whoแนะนำคือจะต้องไม่เกิน 1% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมด ซึ่งวันหนึ่งควรได้รับพลังงาน 2,000 แคลลอรี่ ดังนั้นใน 1 วัน ต้องได้รับเพียง 2 กรัม หรือ 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค โดยจากการที่สถาบันสุ่มสำรวจการปนเปื้อนไขมันทรานส์ในผลิตอาหารจำนวน 162 ตัวอย่าง โดยพิจารณาจากปริมาณไขมันทรานส์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ พบว่า &amp;nbsp;53% พบไขมันอิ่มตัวสูงกว่าเกณฑ์ ประมาณ 13% พบไขมันทรานส์สูงกว่าเกณฑ์ และประมาณ 34 % พบว่ามีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าเกณฑ์ &amp;nbsp;สรุปว่าพบการปนเปื้อนไขมันทรานส์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับไขมันอิ่มตัว สะท้อนว่าแม้ว่าไขมันทรานส์จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าไขมันอิ่มตัว แต่การได้รับไขมันทรานส์ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยน้อยกว่าความเสี่ยงในการได้รับไขมันอิ่มตัว ซึ่งการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศที่มีบริบทการกินอาหารที่แตกต่างกัน บริบทการแก้ปัญหาก็แตกต่างกัน ซึ่งหลายประเทศก็แก้ปัญหาด้วยการแบนไขมันทรานส์ แต่ประเทศไทยก็ไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับความเสี่ยง จึงต้องมีการออกเป็นกฎหมายควบคุมออกมา ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนตระหนักในเรื่องของการรับประทานอาหารโดยการปรับเปลี่ยนรับประทานอาหารที่หลากหลาย และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไขมันทรานส์ และเกิดความตื่นตระหนกในการบริโภค สสส.จึงร่วมกับ อย. สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดทำสื่อความรู้ที่เข้าใจง่ายและถูกต้องทางวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;ความจริงไขมันทรานส์&amp;rdquo; เพื่อสื่อสารความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค อาทิ อาหารที่มีส่วนผสมของเนยขาว เนยเทียม เป็นส่วนประกอบผู้บริโภคสามารถรับประทานได้ตามปกติในปริมาณที่เหมาะสม เพราะผู้ประกอบการได้ปรับสูตรและกระบวนการผลิตของเนยขาวและเนยเทียมที่ไม่ทำให้เกิดไขมันทรานส์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ฆนัท กล่าวว่า กล่าวว่า ไขมันทรานส์จะไปเพิ่มไขมันตัวร้าย และลดไขมันดี มีผลต่อสุขภาพในเรื่องหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความจำเสื่อม เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด และภาวะโรคอ้วนได้มากขึ้น แต่ในการได้รับไขมันทรานส์จากอาหารตามธรรมชาติไม่ต้องกังวล เพราะไขมันทรานส์จำนวนมากๆนั้นเกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม โดยขณะนี้ที่ประชาชนเกิดความกังวลว่าการทอดซ้ำจะเกิดไขมันทรานส์หรือไม่นั้น การทอดซ้ำนั้นไม่ได้มีการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แต่กระบวนการสามารถทำให้เกิดได้แต่ไม่มาก ซึ่งควรจะไปกังวลในเรื่องไฮโดรคาร์บอนที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งมากกว่า ทั้งนี้ไขมันทรานส์เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือของหลายภาคส่วนเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี แต่ประชาชนก็ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะการที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้นต้องมาจากการปรับชีวิต การกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ การลดอาหารทอด อาหารมัน กินเค๊ก กินขนมได้ แต่ในปริมาณที่น้อยลง อย่าวิตกกังวลมากเกินไป ก็ จะทำให้สุขภาพดีขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14020</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, น.ส.สุภัทรา บุญเสริม, นพ.ฆนัท ครุฑกุล, รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, เปิดชุดความรู้ไขมันทรานส์, “ปราศจาก/ไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งหลักของไขมันทรานส์”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56f347c9965.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
