<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส&quot;สรุป2ปีการทำงานบอร์ดอิสระฯกก.ทุกคนพอใจอย่างยิ่ง ที่มาถึงจุดนี้ ชี้หากอีก10ปี ไทยถูกชาติอื่นแซงอีก คงรับไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24พ.ค.62- คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) แถลงผลงาน &amp;ldquo;กอปศ. รายงานประชาชน 2 ปี ปฏิรูปการศึกษา ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวว่าตามกฎหมายคณะกรรมการอิสระฯ จะครบวาระตามกฎหมายในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 3 ฉบับ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 และพ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 รวมถึงแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)แล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ที่ได้เสนอรัฐบาลไปแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ เรายังได้จัดทำสรุปรายงาน สำหรับผู้บริหาร เป็นการนำข้อมูล ทางการศึกษาที่ไม่ได้ใส่ไว้ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ... แต่เป็นหลักฐานข้อมูลที่เป็นต้นตอ สาเหตุของปัญหาที่สำคัญ รวมถึงยังได้มีข้อเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อให้รัฐบาลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานบอร์ดกอปศ.กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งที่ผ่านมา มีความพยายามทำอย่างเต็มที่และเกิดผลอย่างต่อเนื่องแต่ผลที่เกิดยังไม่ดีพอในปัจจุบัน จำเป็นที่ทุกส่วนต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาใหญ่อยู่ที่หลักคิด คือ ค่านิยมของสังคมในเรื่องใบปริญญาหรือใบรับรอง &amp;nbsp;แทนที่จะเน้นความสามารถของคน ซึ่งจำเป็นต้องปรับ &amp;nbsp;อีกเรื่องคือการที่คิดว่า &amp;nbsp;การศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐทั้งหมด &amp;nbsp;เป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่สุดท้ายแล้วการจะทำให้การปฏิรูปประสบความสำเร็จ ทุกภาคส่วนของสังคมต้องมาช่วยกัน อีกประเด็นหลัก คือ การศึกษาจะต้องเปลี่ยนเป็นการศึกษาตลอดชีวิต เป็นการศึกษาต่อเนื่องเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ไม่ใช่เรียนแล้ว คือ คำตอบ แต่เป็นการเรียนรู้ คือคำตอบ ระบบบริหารต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมาเป็นระบบบริหารความเหมือนทั่วประเทศ ต้องเปลี่ยนเป็นบริหารความแตกต่างหลากหลาย จึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ การปรับการศึกษาให้ตรงกับผู้เรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การแก้ปัญหา ต้องลงลึกไปกว่าเดิม &amp;nbsp;เพราะปัญหาที่อยู่บนผิวน้อยกว่าปัญหาที่ลงลึกอยู่ข้างใน ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ประเทศไทยได้ถดถอยเป็นอันมาก ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;ประเทศอื่นแซงหน้า และหากในอีก 10 ปีข้างหน้า เรายังถูกประเทศอื่นแซงอีก เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ การปฏิรูปครั้งนี้ต้องประสบความสำเร็จ อย่างน้อย ใน 4-5 ปีควรจะต้อวเห็นความเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวต่อว่า ส่วนตัว ตนคงไม่ประเมินการทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ เพราะตั้งแต่ที่เข้ามาทำงานก็รู้อยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้ยาก การที่มารับหน้าที่นี้ เพราะคิดว่า พอทำประโยชน์ได้ อีกทั้ง ยังเห็นความสำคัญและเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำเป็นต้องมีการปฏิรูป &amp;nbsp;แต่เป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อน การปรับแต่ละเรื่องต้องใช้เวลามาก ทำให้ใช้เวลามาก ดังนั้น หากเราปฏิรูปในส่วนบน คือ ระดับนโยบาย และระดับล่างคือ โรงเรียน ให้เห็นผล สำหรับ ข้อห่วงใยที่ว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่รับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระฯ แล้ว จะทำให้สิ่งที่ กอปศ.ทำมา 2 ปีล้มเหลวนั้น ตนบอกได้ว่า กรรมการ ของคณะกรรมการชุดนี้ รู้สึกภาคภูมิใจและพอใจที่ได้ทำมาจนถึงจุดนี้ และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ปัญหาการศึกษาของชาติก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเป็นความจริง &amp;nbsp;ถ้าเราได้คนดีจริงอย่างที่ประเทศไทยต้องการ คือ เป็นคนดี ต้องการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า รัฐบาล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีนั้น ก็จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาการศึกษาตามวิธีการของเขาอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ คณะกรรมการอิสระฯ เสนอ หรืออาจมีวิธีแก้ที่ดีกว่าก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะไม่สำเร็จไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36699</URL_LINK>
                <HASHTAG>คกก.อิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, สรุปผลงาน2ปีคณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdab60b48c17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส&quot;เผยรัฐบาลเตรียม  ทูลเกล้าฯพ.ร.บ.ศึกษาชาติ  หวังสกศ.เข็มแข็งในหน้าที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1พ.ค.62-&amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo; เผย ร่างพ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติ อยู่ระหว่างรัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ชมรัฐบาล มีความกล้าหาญที่จะผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ ตั้งความหวังชี้ สกศ.มีความเข้มแข็งในการปฏิบัติการ และมีระบบข้อมูลที่ดีเพื่อนำไปสู่การวางนโยบายการศึกษาที่เหมาะสม เตรียมแถลงผลงาน 28 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การศึกษาแห่งชาติ ว่า ขณะนี้ทราบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการปฎิรูปการศึกษา โดยเฉพาะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษาในทุกกระทรวง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายใน 60 วัน และทันทีที่ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จะปรับบทบาทหน้าที่ไปเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติทันที ซึ่งกำหนดอยู่ในบทเฉพาะกาล ทราบว่า สกศ.กำลังเตรียมปรับโครงสร้างภายในเพื่อรองรับหน้าที่ใหม่ รวมทั้งต้องมีการปรับแผนการศึกษาแห่งชาติให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องถือว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญที่จะผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ สิ่งที่ คณะกรรมการอิสระฯ หวังไว้ คือ หลังมีการปรับโครงสร้างแล้วอยากให้สภาการศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ดำเนินงานแบบส่วนราชการ แต่อยากให้มีความเข้มแข็งในการปฏิบัติการ และมีระบบข้อมูลที่ดีเพื่อนำไปสู่การวางนโยบายการศึกษาที่เหมาะสม ทั้งนี้คณะกรรมการอิสระฯ จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่&amp;nbsp;29 พฤษภาคมนี้ &amp;nbsp;ดังนั้นในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้จะมีการแถลงผลการดำเนินงาน 2 ปีที่ผ่านมาของคณะกรรมการอิสระฯ อย่างไรก็ตาม ใน พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติกำหนดไว้ว่า ในระหว่าง 60 วันที่อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษาทำหน้าที่ไปพลางๆ ก่อน&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ร่าง พ.ร.ก.การศึกษาแห่งชาติได้มีการปรับ ในสิ่งที่กลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาคัดค้านหรือไม่ นพ.จรัส กล่าวว่า ไม่ได้มีการปรับ เพราะหลายเรื่องได้ถูกปรับจากสิ่งที่ คณะกรรมการอิสระฯ เสนอไปแล้ว แต่ยังคงหลักการและความจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาที่ให้ความสำคัญและคืนศรัทธารวมถึงยกย่องครูอย่างแท้จริง สิ่งที่ออกมาคัดค้านเป็นเรื่องของตำแหน่งซึ่งเป็นสิ่งสมมุติ แต่สิ่งที่ คณะกรรมการอิสระฯ พยายามสื่อให้ทราบเป็นของจริง คือการศึกษาไม่ได้ดีขึ้นเพราะการบริหารแต่ดีขึ้นเพราะครู และคำว่าครูใหญ่ก็มีความหมายมากกว่าผู้อำนวยการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34865</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190501/image_big_5cc93e8a0abe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส&quot;ยันพ.ร.บ.การศึกษาชาติยกย่อง ความเป็น&quot;ครู&quot;ไม่ใช่การบริหาร และ&quot;ครูใหญ่&quot;ไม่ได้เล็กกว่าผอ. .</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
.
23เม.ย.62- นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวถึงกรณีกลุ่มครูออกมาคัดค้านการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ ออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การศึกษาแห่งชาติ เพราะยังมีข้อบกพร่องและมีผลกระทบโดยตรงต่อบุคลากรทางการศึกษา ว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับเป็น พ.ร.ก.ได้มีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว และแม้จะออกมาคัดค้าน กอปศ.ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะได้เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา รวมถึงผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลไปแล้ว สำหรับความคิดเห็นที่แตกต่างก็ยินดีรับฟัง และคิดว่าอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ให้ความสำคัญและยกย่องความเป็นครูไม่ใช่ยกย่องเรื่องการบริหาร ที่ผ่านมาสังคมมีความเปลี่ยนแปลงจากครู เป็นครูใหญ่มาเป็นผู้อำนวยการ เป็นการให้ความสำคัญกับการบริหารสมัยใหม่ เช่นเดียวกับสังคมภายนอก ที่เน้นการบริหารเงิน บริหารคน โดยไม่ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวต่อว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง อีกทั้งคำว่า&amp;quot;ครูใหญ่ &amp;quot;ไม่ได้เล็กกว่าผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดหน้าที่ของครูใหญ่ว่า &amp;nbsp;ต้องทำให้นักเรียนมีความรู้ มีความสามารถ เป็นคนดี ตรงนี้คือวิธีคิด เช่นเดียวกันกรณีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู &amp;nbsp;ซึ่งจุดสำคัญคือ จิตวิญญาณความเป็นครู &amp;nbsp;ไม่ใช่เห็นครูเป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;การรับรองความเป็นครูจึงมีระดับที่สูงกว่า เรื่องของใบอนุญาตฯ ส่วนที่มีคำถามว่ากลุ่มที่ออกมาคัดค้าน &amp;nbsp;มีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจแต่สิ่งที่ถามกันคือเงินวิทยฐานะหายไปหรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งยืนยันว่าแม้จะเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นครูใหญ่ทุกอย่างก็ยังอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ผู้ที่จะได้วิทยฐานะให &amp;nbsp;ม่ต้องได้ด้วยความดีและการทำงาน ไม่ใช่การทำเอกสาร อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวไม่ได้กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่จะต้องไปออกเป็นระเบียบหรือกฎหมายลูกให้สอดคล้องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34293</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ผอ.โรงเรียน, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, ครูใหญ่, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19563efe33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระเตรียมสรุปผลงาน2ปี ย้ำมีโมเดลปฎิรูปแค่เริ่มต้น การขับเคลื่อนสำคัญที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2เม.ย.62-นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือน คณะกรรมการชุดนี้ก็จะหมดวาระลงแล้ว ดังนั้นที่ประชุมจึงได้พิจารณาที่จะลดระดับเครื่องบินเพื่อลงจอดสนามบินได้อย่างเรียบร้อยราบรื่น โดยได้รวบรวมสิ่งที่ได้ทำมาตลอด 2 ปี จัดทำเป็นเอกสารอีกหนึ่งฉบับเป็นรายงานของ คณะกรรมการอิสระฯ เสนอรัฐบาล โดยจะระบุถึงสภาพความเป็นมา ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเด็นปัญหาและแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ว่า อะไรที่ควรแก้ไขและต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คาดว่ากลางเดือน พฤษภาคมนี้น่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาบทบาทของการศึกษาเอกชน ซึ่งโรงเรียนเอกชนมีนักเรียนในสังกัดถึง 2.2 ล้านคนจาก 7.7 ล้านคน มีครูถึง 1.4 แสนคน แต่สังคมและภาครัฐก็ยังไม่เห็นความสำคัญ ที่เป็นปัญหาคือรัฐมีการออกกฏหมายที่ควบคุมมากกว่าส่งเสริม ทั้งๆที่เอกชนมีความได้เปรียบในการจัดการศึกษา เพราะมีความคล่องตัวในการปรับให้ตรงกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องมองเอกชนว่าช่วยแบ่งเบาภาระและใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์แทนที่จะไปควบคุม รวมทั้งต้องแก้ปัญหาการแข่งขันระหว่างรัฐและเอกชนโดยที่รัฐได้เปรียบ ทำให้เกิดความยากลำบากต่อเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้ความคาดหวังสูงมาก 2 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการอิสระฯ ลงแรงกันไปเยอะ การพิจารณาของเรามีผลเป็นที่น่าพึงพอใจและเป็นการแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะหน้า ส่วนผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามที่สังคมคาดหวังได้แค่ไหนต้องรอ เพราะการจัดการรูปแบบการปฏิรูปเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่จะต้องมีการขับเคลื่อนต่อถึงจะเกิดผลในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งมีความหวังว่าจะขับเคลื่อนได้ดี&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (รองเลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ตนได้เสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ว่า ภาคเอกชนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในการจัดการศึกษาของประเทศ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี โดยพบว่าเอกชนรับผิดชอบจัดการศึกษาเกือบ 1 ใน 3 หรือคิดเป็นสัดส่วนรัฐต่อเอกชนประมาณ 70:30 แต่สภาพปัญหาที่ผ่านมารัฐยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งๆที่เอกชนจัดการศึกษามีคุณภาพเห็นได้จากคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และต้นทุนในการจัดการศึกษาต่ำกว่าภาครัฐ กอปศ.จึงมีข้อเสนอในการส่งเสริมให้การจัดการศึกษาเอกชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐควรจะมองว่าเอกชนเป็นพาร์ทเนอร์ไม่ใช่มาจัดการศึกษาเพราะมุ่งธุรกิจ และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบดิจิทัล สื่อการเรียนการสอน และการพัฒนาครู รวมทั้งการแก้กฏหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน คำสั่งมาตรา 44 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเอกชน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะจูงใจเอกชน ซึ่งจะปรากฏในรายงานของคณะกรรมการอิสระฯ ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32820</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โรงเรียนเอกชน, 1ปีคณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, สรุป2ปีขับเคลื่อนแผนปฎินูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99f74a4a452.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส &quot;จี้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.การศึกษาชาติ ถือเป็นเรื่องเร่งด่่วน และสามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2เม.ย.62-นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวถึงความคืบหน้าการหาแนวทางในการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ว่า พ.ร.บ.เป็นกฎหมายของแผ่นดินที่ออกโดยรัฐสภา แต่มีกรณีที่ไม่สามารถออกเป็น พ.ร.บ.ได้สามารถที่จะออกเป็นพระราชกำหนด คือกฎหมายที่มีความเร่งด่วนที่จะต้องรีบออก ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียต่างๆ ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จะออกเป็นพระราชกำหนดส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินของแผ่นดินที่จะต้องใช้การทันที ไม่เช่นนั้นคนที่ทราบข้อมูลภายในอาจจะนำไปทำให้เกิดประโยชน์ส่วนตัวได้ จึงเป็นเหตุผลจำเป็นที่ต้องออกเป็นพระราชกำหนด สำหรับในส่วนของ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....จะออกในลักษณะของพระราชกำหนดได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตีความ โดยในรายงานการประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าโดยร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เมื่อมีการดำเนินการเต็มที่แล้วแต่ไม่สามารถที่จะออกได้ทันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะเห็นความสำคัญหรือไม่ ส่วนจะทำได้ทันในรัฐบาลนี้หรือไม่อยู่ที่ใครจะเห็นว่าสมควรออกเป็นพระราชกำหนดแทน พ.ร.บ.หรือไม่ ส่วนที่เป็นห่วงเรื่องชั้นกฏหมายของ พ.ร.บ. กับพระราชกำหนดจะเท่ากันหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเพราะศักดิ์ศรีเท่ากัน และพระราชกำหนดนี้เมื่อรัฐบาลเสนอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก็ออกได้เลย และเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้สัตยาบรรณพระราชกำหนดก็มีสภาพเหมือนกับพ.ร.บ. สำหรับความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะออกเป็นพระราชกำหนดนั้น เรื่องนี้ต้องดูเงื่อนไขเวลา เพราะ ถ้าไม่ออกรัฐบาลนี้ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลใหม่จะออกได้หรือไม่ การออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องแก้ไขในหลักการต่างๆหลายอย่าง ซึ่งกระทบกับคนจำนวนไม่น้อย ดังนั้นการพิจารณาเรื่องนี้รัฐบาลต้องมีการตัดสินใจที่ดี แต่ที่คณะกรรมการอิสระฯ เสนอคือมีความชัดเจนว่าจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษา เพราะประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นอีก 10 ปีข้างหน้าไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32810</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่, พระราชกำหนด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99f761e4cff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระเสนอบริหารจัดการ ร.ร.ขนาดเล็กเป็นกรณีพิเศษ  ดึง มหา&#039;ลัยในพื้นที่ยกระดับ ม.วิชาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ได้พิจารณาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งได้รวมข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณา คาดว่าจะเสนอภายใน 2 สัปดาห์นี้ ที่ผ่านมาโรงเรียนขนาดเล็กมีเป้าหมายคือการให้โอกาสเด็กได้เรียน แต่ปัจจุบันเป้าหมายเปลี่ยนเด็กทุกคนจะต้องได้โอกาสในการรับการศึกษาที่ดี ที่มีคุณภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีการปรับปรุงหลายเรื่อง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องโครงการสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปและคงต้องมีการพิจารณากันต่อ แต่โดยหลักแล้วคณะกรรมการอิสระฯ เห็นสภาพปัญหาที่ค่อนข้างชัด ทั้งเรื่องความเป็นเอกภาพทางการศึกษา การประสานงานของแท่งต่างๆ ใน ศธ.ที่จะต้องทำให้เป็นเอกภาพ ทั้งระดับกระทรวงและระดับพื้นที่&amp;nbsp;และอื่นๆ ซึ่งโครงสร้างของ ศธ.มีการเสนอมาหลายรูปแบบ แต่หัวใจสำคัญ คือ หน่วยต่างๆ ของ ศธ.จะต้องประสานเป็นหนึ่งเดียว

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (รองเลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระฯ ในประเด็นแรก คือ ควรมีการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเป็นกรณีพิเศษ และจะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะ เนื่องจากโรงเรียนกลุ่มมีสภาพปัญหาหลายด้าน เช่น การขาดแคลนครูผู้สอน การขาดแคลนอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน เป็นต้น และเรื่องสำคัญที่สุด คือ หลักสูตรที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ ใช้หลักสูตรเดียวกันขณะที่บริบทของโรงเรียนแตกต่างกัน ดังนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานหรือกลุ่มบุคคลเข้ามาดูแล แต่ไม่ใช่การตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ให้ใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้วเข้ามาร่วมบูรณาการช่วยเหลือกัน เช่น การเปิดให้มหาวิทยาลัยผลิตครูในพื้นที่เข้ามายกระดับมาตรฐานด้านวิชาการของโรงเรียน ประเด็นที่สอง การทำฐานข้อมูลกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่แสดงถึงภาพรวมทั้งหมดของแต่ละโรงเรียน&amp;nbsp;ข้อมูลในส่วนนี้จะส่งผลต่อการบริหารงาน การจัดการและการสนับสนุนด้วย ประเด็นที่สาม การออกกฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ที่จะใช้กับกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะ เพื่อทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางวัฒนาพร กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สี่ การสร้างกลไกส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก เช่น กลไกสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น จะต้องมีการวางให้เป็นระบบ ประเด็นที่ห้า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนขนาดเล็ก อาทิ&amp;nbsp;เงินอุดหนุนรายหัว ระบบการจัดสรรงบประมาณ ประเด็นที่หก การดูแลเรื่องจำนวนนักเรียนของโรงเรียนทุกขนาด เนื่องจากปัจจุบันมีบางโรงเรียนที่นักเรียนเกินจำนวนที่กำหนดไว้มาก ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนเด็กลดลงต่อเนื่อง เพราะอัตราการเกิดที่น้อยลง ดังนั้นจึงต้องมีการมองภาพรวมของทั้งประเทศเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนนักเรียนบองโรงเรียนในแต่ละประเภท เพื่อการดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระฯ สามารถนำไปใช้กับโรงเรียนขนาดเล็กในทุกสังกัด เพื่อที่จะยกระดับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก และการทำข้อเสนอดังกล่าวมีการศึกษาความเป็นมาของโรงเรียนขนาดเล็ก และจะต้องมีการมาทบทวนเรื่องของเป้าหมายใหม่ ว่า โอกาสในการเข้าถึงหารศึกษาต้องมาพร้อมกับคุณภาพ อีกทั้งต้องมีการวางแผนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลง ต้องวางแผนทางภูมิศาสตร์ ว่า แต่ละพื้นที่ควรจะมีโรงเรียนตรงไหน ขนาดใดบ้าง และการจัดสรรทรัพยากรจะเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32298</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., นพ.จรัส สุวรรณเวลา, บอร์ดอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, วัฒนาพร ระงับทุกข์, สกศ., แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99f74a4a452.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 23:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อิสระฯแจงเหตุใดเปลี่ยนนิยาม&quot;ผอ.รร.&quot;เป็น&quot;ครูใหญ่ &quot;เพราะรร.ไม่ควรได้แค่ซีอีโอบริษัท แต่ควรได้&quot;หัวหน้าครู&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12มี.ค.62-&amp;quot;หมอจรัส&amp;quot;ระบุพ.ร.บ.การศึกษาชาติ กำหนดนิยาม&amp;quot;ครูใหญ่&amp;quot; เพื่อให้&amp;quot;ผอ.รร.&amp;quot;ไม่เป็นเหมือนผู้บริหารบริษัท แต่ต้องมีความเป็นครูในตัวเองด้วย ตลอดจนใส่ใจในเนื้อหาวิชาการด้วย &amp;quot;หมอจิรุตม์ &amp;quot;เผยความในใจคณะกรรมการอิสระฯ มองผู้บริหารโรงเรียนต้องมีส่วนผลักดันปฎิรูปการศึกษา จึงต้องมีจิตวิญญาณ ความเป็น&amp;quot;หัวหน้าครู&amp;quot; ไม่ใช่แค่บทบาทบริหารองค์กรอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีพิจารณาข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ในประเด็นนิยามคำว่า ครูใหญ่ แทนคำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การกำหนดนิยามดังกล่าวนั้น เป็นความตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น โดยเน้นเรื่องความเป็นครู &amp;nbsp;และให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ดูแลในเรื่องวิชาการและเรื่องอื่นๆ ร่วมด้วย &amp;nbsp;เพราะขณะนี้ผู้บริหารสถานศึกษาเหมือนกับผู้บริหารอื่น ๆ ที่เป็นแบบธุรกิจ และไม่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องเนื้อหาวิชาการ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น เป็นการขยายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา &amp;nbsp;ดังนั้น การกำหนดนิยามดังกล่าวไม่ได้ทำให้ครู ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารสถานศึกษามีฐานะลดลง แต่จะทำให้ครู และผู้บริหารดีขึ้น ส่วนที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาออกมาทักท้วงนั้น คาดว่าน่าจะกังวลเพราะขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียด และอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ นั้น จะมีการกำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะประกาศใช้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า การกำหนดนิยาม ครูใหญ่ ใช้แทนคำว่า ผู้บริหารสถานศึกษา นั้น ทางคณะกรรมการอิสระฯ ได้นำวิเคราะห์ข้อกังวลของผู้บริหารสถานศึกษา ได้ข้อสรุป ว่า สิ่งที่สำคัญของการเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องมีการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษามากขึ้น คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีบทบาทในส่วนของการดูแลครู ให้เป็นครูที่มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และมีความเป็นหัวหน้าครู &amp;nbsp;กำหนดนิยามครูใหญ่ เพื่อเป็นหัวหน้าของสถานศึกษา อีกทั้งการใช้คำว่าครูใหญ่ เมื่อวิเคราะห์เจตนารมณ์ เชื่อว่า การใช้คำดังกล่าว เป็นคำศัพท์ทั่วไป และในมาตรา 39 วรรค 3 ได้ระบุไว้ว่า คำว่าครูใหญ่ หรือผู้ช่วยครูใหญ่ ถ้าจะใช้คำอื่น สามารถกระทำได้ ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาจะกำหนด &amp;nbsp;อีกทั้ง ในบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ได้มีการกำหนดความคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่เป็นผู้บริหารของสถานศึกษาที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว รวมทั้งไม่ได้มีการบังคับว่าต้องเปลี่ยนชื่อจากผู้บริหารสถานศึกษามาเป็นครูใหญ่ &amp;nbsp;และไม่ได้แปลว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....กฎหมายนี้ผ่านแล้ว คนที่ใช้ป้ายชื่อผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาเปลี่ยนเป็นครูใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น &amp;nbsp;เพราะชื่อตำแหน่งดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกาลนั้นเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถือเป็นรัฐธรรมนูญทางการศึกษา เป็นตัวให้หลักการและแนวทางในการจัดการศึกษา &amp;nbsp;ไม่ได้เป็นเรื่องชื่อตำแหน่ง ส่วนชื่อเรียกหรือกลไกจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าในเรื่องที่กฎหมายระบุไว้ว่าเป็นไปตามกฎหมายลำดับรอง ก็ต้องไปปรับปรุงสาระต่อไป หรือต้องดำรงไว้ชื่อแบบเดิมก็สามารถไปหารือกันในขณะนั้นได้ &amp;nbsp;โดยหลังจากนี้คงต้องเป็นไปตามคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะพิจารณาเช่นใด &amp;nbsp;ดังนั้น อยากให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าใจเรื่องนี้ เจตนารมณ์ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการพัฒนาครู&amp;rdquo;นพ.จิรุตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่มีข้อวิตกกังวล คือ เรื่องใบรับรองความเป็นครูนั้น ตามข้อบัญญัติที่อยู่ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... &amp;nbsp;จะเป็นการให้ความสำคัญกับความเป็นครูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้ และให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ &amp;nbsp;เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพทั่วไป ตามที่กฎหมายกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครูมากขึ้น ส่วนความแตกต่างระหว่างการใช้คำว่าครูใหญ่ แทนผู้บริหารสถานศึกษา &amp;nbsp;และการใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดของกฎหมายลำดับรอง ทั้งนี้ประเด็นเรื่องใบรับรองความเป็นครู แทนใบประกอบวิชาชีพครู นั้น โดยหลักแล้วเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรมากๆ จะทำให้เกิดความกังวล &amp;nbsp;ซึ่งตนต้องการอยากให้เข้าใจธรรมชาติของกฎหมาย รวมถึงสิ่งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้บรรจุไว้เป็นสาระ ซึ่งมีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิ์ ของบุคลากรที่มีใบประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้สถานะด้อยลง ส่วนการปรับเปลี่ยนในเชิงรายละเอียดหรือกลไกต่างๆ &amp;nbsp;เป็นสิ่งที่ทางวิชาชีพครู ครุสภา หน่วยงานเกี่ยวข้อง อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ ต้องไปทำในรายละเอียดในลำดับต่อไป สำหรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งเรื่องของเงินเดือน &amp;nbsp; เงินวิทยฐานะต่างๆ ทางกฎหมายได้มีบทบัญญัติคุ้มครองไว้อยู่แล้ว อยากให้ครูสบายใจ ไม่ต้องกังวล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31171</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลลังล์, พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่, เปลี่ยนผอ.รร.เป็นครูใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c879c56d1a47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
