<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เผยสาเหตุ&#039;วัคซีนโควิด&#039;ไม่มาตามนัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.64- &amp;nbsp;นพ.จรุง เมืองชนะ อดีต ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊ก Charung Muangchana ถึงสาเหตุวัคซีนโควิดไม่มาตามนัดว่าในฐานะ ผอก.สถาบันวัคซีนคนเก่า ผมไม่แน่ใจว่าควรแสดงความเห็น กรณีวัคซีนโควิดไม่มาตามนัด ทั้งใน กทม. และอีกหลายจังหวัด, ตามคำเชิญของทีวีช่องใหญ่แห่งหนึ่งดีหรือไม่, ผมไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเห็นใจทุกฝ่าย การบริหารวัคซีนระดับชาติมันซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจมากมาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารยาและเวชภัณฑ์ ให้เพียงพอกับความต้องการในภาวะระบาดหนักหน่วงว่ายากแล้ว แต่วัคซีนยากกว่าหลายเท่าครับ. เพราะวัคซีนเป็นสิ่งมีชีวิต หรือผลิตจากชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต, มีความผันแปรได้สูงยิ่ง ต้องควบคุมคุณภาพกันอย่างเคร่งครัด ทุกขั้นทุกตอน, ต้องทำการเพาะเชื้อ, การเร่งผลิตเพิ่มปริมาณตามความต้องการในเวลาสั้นทำได้ยาก ถึงยากที่สุด, แม้กำไรมหาศาลล่อตาล่อใจบริษัทผู้ผลิตอยู่ทนโท่ก็ตาม. ความขาดแคลนและภาวะการแย่งวัคซีนในสถานการณ์ระบาดแบบแพนเดมิค(Pandemic)ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน จึงพบได้ เป็นปัญหาในทุกหัวระแหง ทุกระดับ ทั่วโลก, เกิดกับทุกโรคที่มีการระบาดวงกว้าง ไม่เฉพาะโควิดวัคซีน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมตั้งข้อสงสัยหรือสร้างสมมุติฐาน ว่าปัญหาสำคัญของวัคซีนไม่มาตามนัด มีเพียง 3 ประการหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก คือ วัคซีนมีน้อย และถูกใช้จนหมด ใช้แบบไม่เหมาะสม คลาดเคลื่อน ไปจากมาตรการและนโยบายที่วางไว้ ใช่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ข้อมูลผลการกระจายและฉีดวัคซีน กว่า 7 ล้านโด๊ส ตั้งแต่ 28 ก.พ. ถึงเมื่อวาน 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็มแล้ว 100.9% จากเป้าหมาย 712,000 คน&amp;nbsp;
ข้อมูลนี้ทำให้ชื่นใจ สะท้อนว่าเราทำได้ นั่นคือระบบการบริหารและการให้บริการวัคซีนของรัฐบาลที่มีอยู่มีประสิทธิภาพพอสมควร และประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง, เป็นไปตามวัคซีนโรดแมป(Vaccine roadmap) ขององค์การอนามัยโลก(WHO) ที่กำหนดไว้ว่า เหนือสิ่งอื่นใดจะต้องรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขเอาไว้ ปล่อยให้ล่มไม่ได้เด็ดขาด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมันฟ้อง ว่าเปอร์เซ็นต์การได้รับวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายอื่นในโรดแมปดังกล่าว มันผิดเพี้ยนไป. เพื่อลดการป่วยรุนแรงและการป่วยตายให้ได้มากที่สุด นี่คือคำตอบว่าทำไมผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จึงถูก WHO จัดไว้ให้อยู่แถวหน้า เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนก่อนใคร, รองลงมา. แต่ผลการให้วัคซีนกลับตาลปัตร คือ ผู้สูงอายุ ได้รับเพียง 0.3% และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้รับ 1.5% ถูกแซงนำหน้าโดยประชาชนคนทั่วไป ซึ่งได้รับ 2.0% อย่างไม่น่าเชื่อ. ดูตัวเลขเปอร์เซ็นต์เหมือนไม่มาก แต่คิดเป็นจำนวนวัคซีนกว่าสองล้านโด๊สเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลผลการฉีดวัคซีนดังกล่าว สะท้อนว่าการปฏิบัติการไม่เป็นไปตามแผนและนโยบายเสียแล้ว, ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนวัคซีนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะต้องสูญเสียวัคซีนไปให้กลุ่มที่ยังไม่ถึงเวลา (ประชาชนทั่วไป) กว่า 2.5 ล้านโด๊ส หรือ 40.8% ของวัคซีนที่ได้รับ*&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์วัคซีนยังมีน้อยถึงน้อยมาก, WHO แนะนำ เน้นแล้วเน้นอีกให้ใช้เฉพาะกับพื้นที่ระบาด สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ดังกล่าวแล้ว ตามลำดับ เท่านั้น. ขัดกับข่าวคราวที่ได้ยินหนาหู, คงเป็นที่มาของปัญหาวัคซีนเดินไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น นำวัคซีนจำนวนมากไปปูพรมให้ประชาชนคนทั่วไปในบางแห่ง หรือแม้แต่การดึงไปให้กลุ่มอื่น ๆ ตามแต่จะสรรหาเหตุผล ดังที่หลายคนให้คำนิยามจนมองเห็นภาพ ว่า &amp;quot;วัคซีนการเมือง&amp;quot;. ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ว่าเป็นการใช้อำนาจบารมีเพราะหวังดีหรือหวังเสียงกันแน่ แต่ที่ชัดเจน คือ กลุ่มที่เสี่ยงกว่าได้รับวัคซีนช้าลงอีกโข.
ขอย้ำว่า คำแนะนำของ WHO มีการทดสอบผลกระทบหรือผลได้ทางคณิตศาสตร์และสถิติ หรือที่เรียกกันว่าการทำโมเดล (Modeling) ในภาพกว้างระดับประเทศมาก่อนแล้ว สำหรับการเลือกให้วัคซีนในกลุ่มต่าง ๆ อย่างชาญฉลาด, มันยากมากที่จะมโน จินตนาการในสมองมนุษย์ เพราะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย พร้อม ๆ กัน เกือบทุกด้าน ที่ส่งผลถึงประโยชน์สูงสุดในภาพรวมที่ประเทศและนานาชาติจะได้รับจากแต่ละมาตรการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง การประสานงาน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานแต่ละระดับไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอในการดำเนินงานให้สอดรับกัน ใช่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงรุก การคาดการณ์ที่ใกล้เคียง ทั้งปริมาณวัคซีนภาพรวมระดับประเทศ และการแบ่งสันปันส่วนให้พื้นที่เป็นการล่วงหน้า เป็นรายสัปดาห์ ตามสถานการณ์ระบาดและประชากรกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่, ผมยังค้นเอกสารเหล่านี้ไม่เจอเลย, หรือมันเป็นความลับดับมืด ที่เปิดเผยไม่ได้ หรือถูกตัดหน้าแย่งวัคซีนไปใช้นอกแผน หรือต้องเกรงใจใครบางคนมากกว่ากลัวการสูญเสียชีวิตของประชาชนหรือไม่. เท่าที่ค้นพบ คือ การแถลงข่าว ว่ากรมควบคุมโรคได้จัดสรรวัคซีนตามเกณฑ์และนโยบายของ ศบค. แล้ว, ส่วนการนำวัคซีนไปใช้หรือกระจายต่อ รวมทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลน หรือวัคซีนมาไม่ทันเวลา เป็นหน้าที่ของพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ พรบ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 วางแนวทางการดำเนินการไว้แล้ว โดยให้อำนาจคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) ในการจำกัดสิทธิประชาชนและนิติบุคคล เพื่อบริหารจัดการวัคซีนให้มีใช้อย่างเพียงพอภายในประเทศ ทั้งการสนับสนุนการนำเข้า ควบคุมการผลิต และการส่งออกวัคซีน รวมถึงการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ให้ข้อมูล, จึงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่มีข้อมูลประมาณการปริมาณวัคซีนรายสัปดาห์ ที่ควรแจ้งให้หน่วยล่างรับทราบล่วงหน้า เพื่อการวางแผนจัดบริการวัคซีนอย่างเหมาะสมต่อไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อติดตามประเมินผลเชิงนโยบายยังไม่เพียงพอ ยังตื้นเกินไปหรือไม่. ใครได้รับวัคซีนครอบคลุมกี่เปอร์เซ็นต์เสนอกันแต่ภาพรวมทั้งประเทศ ผิวเผิน มิอาจใช้สะท้อนว่าการดำเนินการให้วัคซีนสอดรับกับมาตรการและนโยบายดีเพียงไร ในแต่ละพื้นที่ และหน่วยงาน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรนำข้อมูลการได้รับวัคซีนมาจำแนกแยกแยะ ว่ากลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนในแต่ละพื้นที่เป็นสัดส่วนตามสถานการณ์การระบาดหรือไม่ เช่น มีข่าวว่าบางจังหวัดมีผู้ป่วยน้อยแต่ได้วัคซีนมากกว่าใครเขา บางข่าวแจ้งว่าคุณหญิงคุณนายจากต่างจังหวัดใช้เส้นสายมารับวัคซีนถึงเมืองกรุง บอกแต่เพียงโค้ดลับก็ได้รับวัคซีนสมใจ ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการสอบสวนความผิดปกติเฉพาะเหตุการณ์แล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก จำแนกรายพื้นที่ และหน่วยงาน จะช่วยตอบคำถามได้เช่นกันว่าระดับปฏิบัติการสอดรับกับนโยบายและมาตรการที่วางไว้หรือไม่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างของการได้รับวัคซีนในภาวะปกติ ก็เป็นปัญหาทำนองเดียวกัน, ท่านเชื่อไหมใน พ.ศ. นี้ การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐานกว่า 10 โรค ของคนไทย ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศสูงกว่าหรือเป็นไปตามเป้าหมายเกือบทุกตัว บางตัวค่าเฉลี่ยเฉียดร้อยเปอร์เซ็นต์, แต่หากหันไปมองเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ความครอบคลุมต่ำจนน่าใจหาย, ใกล้เคียงหรือน้อยกว่าประเทศยากจนในอัฟริกาเสียอีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าแตกข้อมูลจำแนกแยกย่อยไปถึงระดับพื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ เราอาจจะเจอการกระจายวัคซีนโควิดที่บิดเบี้ยวอย่างมโหฬารในบางแห่ง หรือบางหน่วยอย่างแน่นอน ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกันไปบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรมาจารย์ทางระบาดวิทยาสากลแนะนำไว้อย่างน่าสนใจ ว่าคำพูดและความคิดเห็นของคนหรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ เชื่อถือได้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์อื่น ๆ, เพราะคำพูดและความเห็นของคนมักมีอคติ(Bias) เจือปนอยู่ไม่มากก็น้อยเสมอ. ใช่ครับ เราควรเชื่อข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์กันมาอย่างดีแล้วมากกว่า ชาติจะได้เจริญ หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางเสียที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*วิธีคำนวณ:
(1)จำนวนวัคซีนที่ใช้ในประชาชนทั่วไป 2.5 ล้านโด๊ส&amp;nbsp;
(2)จำนวนวัคซีนที่กระจายออกไปทั้งหมด 7.0 ล้านโด๊ส
ดังนั้น การใช้วัคซีนในประชาชนทั่วไป เมื่อเทียบกับวัคซีนที่กระจายทั้งหมด = (2.5/7.0)&amp;times;100 =40.8%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106398</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จรุง เมืองชนะ, วัคซีนไม่พอ, อดีต ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c800df5203e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด8รายชื่อชิงเก้าอี้ &quot;ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;5 ธ.ค.61- นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันวัคซีนแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2555 มีสถานะเป็นองค์การมหาชน แต่ล่าสุด พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2561 มีผลบังคับใช้วันที่ 22 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา กำหนดให้มีคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นรองประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง 10 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะต้องมาจากการสรรหา ดำรงตำแหน่งคราวละไม่เกิน 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระ และกำหนดให้จัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติขึ้น โดยไม่มีสถานะเป็นองค์การมหาชนอีกต่อไป เรียกว่ามีสถานะเหมือนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมีคณะกรรมการบริหารสถาบันทำหน้าที่บริหาร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.จรุง กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ จะมีเรื่องของความมั่นคงด้านวัคซีน โดยนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ จะต้องมีเรื่องของการวิจัย พัฒนา การผลิต การประกัน การควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการ และการจัดหาวัคซีน โดยสามารถขอความร่วมมือหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และเอกชนให้ดำเนินการหรือสนับสนุนเรื่องวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนได้ และเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินสามารถให้ผลิตวัคซีนตามชนิดและปริมาณที่กำหนดได้ ซึ่งจะมีเรื่องของการบังคับใช้และบทลงโทษ หากไม่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติสั่ง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังมีการนำวัคซีนสัตว์และชีววัตถุมารวมอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย รวมถึงหน้าที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กำหนดให้สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนเองได้ หรือตั้งนิติบุคคลหรือบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการหรือลงทุนร่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดหาผู้อำนวยการฯคนใหม่ นพ.จรุง กล่าวว่า ตนจะหมดวาระลงในกลางเดือน ม.ค. 2562 ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการสรรหา ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจในเรื่องของวัคซีนมากพอที่จะมาขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ ทั้งนี้แม้ภาพรวมวัคซีนในประเทศไทยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องของการใช้วัคซีน การทำให้ประชาชนเข้าถึงและรับวัคซีน การบริหารจัดการวัคซีน ฯลฯ และจะต้องสานต่อเรื่องของความมั่นคงทางด้านวัคซีน การพึ่งพาตนเองของประเทศ และการร่วมมือกับต่างประเทศในการดำเนินการด้านวัคซีน ตรงนี้ต้องรู้และเข้าใจพอสมควร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2561 ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ออกประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติคนใหม่ ในวันที่ 11 ธ.ค. 2561 ประกอบด้วย 8 ราย คือ 1.นายภีมวริทธิ์ วราธนวินท์ 2.นพ.สัญชัย ชาสมบัติ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) 3.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค 4.นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผอ.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค 5.นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค 6.ดร.อัญชลี ศิริพิทยาคุณกิจ นักวิชาการวัคซีน เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 7.นพ.จรุง เมืองชนะ ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ 8.นางรัตนาวรรณ เจี่ยงเพ็ชร์ ผู้อำนวยการกองบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน องค์การเภสัชกรรม (อภ.).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23570</URL_LINK>
                <HASHTAG>8รายชื้อชิงผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, นพ.จรุง เมืองชนะ, พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181205/image_mid_5c079842bd7e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทย 4กลุ่มยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีน อาจส่งผลโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนกลับมาระบาดใหม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดเสวนา เนื่องในโอกาสสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก นักวิชาการชี้ &amp;nbsp;มีคน4กลุ่มเข้าไม่ถึงวัคซีน &amp;nbsp;ทำให้ไทยมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น จากการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน &amp;nbsp;หรือโรคที่หายไปแต่ลับมาระบาดใหม่ จนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้อีกครั้ง ชี้สังคมทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;24 เม.ย.61- ณ โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก พ.ศ.2561 ภายใต้แนวคิด&amp;rdquo;ทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน&amp;rdquo; ซึ่งองค์การอนามัยโลก (Who) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนเป็นสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 24-30 เม.ย. โดย นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ในการส่งเสริมป้องกันโรคนั้น พบว่าการให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับการดำเนินการในด้านอื่นๆ &amp;nbsp;ซึ่งควรผลักดันให้เป็นโครงการระดับชาติ โดยการผลักดันเป็นนโยบายควรดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ 1 . การสร้างความมั่นคงในวัคซีน ซึ่งปัจจุบันมีความเข้าใจผิดว่ามีเงินก็สามารถซื้อวัคซีนได้ แต่ความมั่นคงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย &amp;nbsp;หากเรายังไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในเร็ววันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ในการสร้างความมั่นคงนั้นก็ต้องมีการกระจายเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนไทยทุกกลุ่ม &amp;nbsp;2. เดินตามรอยพระราชปณิธานของในหลวงทุกพระองค์ ตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 3 ที่เริ่มมีการนำวัคซีนมาใช้ โดยมีแนวคิดให้พึ่งตัวเอง ผลิตเอง เพราะหากผลิตได้เองเราก็จะสามารถกระจายยังประเทศอื่นๆได้ ซึ่งเราก็มีการส่งเสริมในเรื่องดังกล่าว จนมีระบบที่ชัดเจนจน และหลังจากที่พึ่งมีการประชุมไปทำให้10 ประเทศในอาเซียนได้เชื่อมั่นและยกให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการสร้างความมั่นคงทางวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตามพบว่าปัญหาหนึ่งของการเข้าถึงวัคซีนของคนในประเทศ เนื่องมาจากการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองมักคิดว่า วัคซีนที่จำเป็นรัฐต้องให้ฟรี หากไม่ฟรีแปลว่าไม่จำเป็น &amp;nbsp;ซึ่งจริงๆแล้ว รัฐต้องมีการประเมินความคุ้มทุน และหากมีความคุ้มทุนแล้วยังต้องคำนึงถึงงบประมาณของรัฐว่ามีเพียงพอหรือไม่ ดังนั้นนอกจากภาครัฐ ภาคสาธารณสุขแล้ว ภาคประชาชนก็ต้องร่วมด้วย ซึ่งในการนำเข้าวัคซีนเป็นยาพื้นฐานเพื่อให้ฟรีหรือไม่นั้น &amp;nbsp;ก็ยังต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนใหม่ๆที่ออกมา เช่น วัคซีนไข้เลือกออกก็ต้องรอดูประสิทธิภาพว่าได้ผลหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตัวใหม่ๆออกมาแล้วจะสามารถนำมาใช้ได้ทันที&amp;rdquo;นพ.จรุง กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านกุมารเวชกรรม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันนอกจากกรมควบคุมโรค มีการวางยุทธศาสตร์ว่าจะมีการเดินหน้าเรื่องวัคซีนอย่างไรแล้ว มีคณะอนุกรรมการวัคซีนมาช่วยพิจารณาว่าวัคซีนตัวไหนมีความจำเป็น ซึ่งก็ต้องมองไปถึงความคุ้มทุนในการจัดซื้อจัดหา โดยในคณะอนุกรรมการก็จะมีมาจาก สำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เพื่อช่วยคิดในเรื่องความคุ้มทุน เพื่อให้การนำเข้าวัคซีนเกิดความคุ้มค่าโปร่งใสด้วย ทั้งนี้ ในยุทธศาสตร์ยังได้มองไปถึงความครอบคลุม เพื่อกระจายวัคซีนไปในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่แค่เพียงคนกลุ่มใหญ่ในสังคม แต่รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยด้วย ซึ่งก็ได้พบปัญหาความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในประชากรกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม คือ 1) ประชากรเคลื่อนย้ายทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว 2) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่สูงชายแดนทุรกันดารชาวเขาและห่างไกลจากการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุข 3) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ที่ด้วยเหตุใดก็ตาม มีระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์หรือมีประวัติการเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน 4) ประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีปัญหาความไม่สงบ จากสภาพปัญหาดังกล่าวเห็นได้ว่ายังมีโอกาสเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ที่มีแนวโน้มลดลง หรือหมดไปแล้วกลับมาระบาดจนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้การขยายความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนจึงเป็นแนวทางที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ควรร่วมมือกันพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดกุมารดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ประภาภรณ์ หลังปูเต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี กล่าวว่าปัญหาการเข้าถึงวัคซีนในชายแดนใต้ พบปัญหาค่อนข้างมาก มีความครอบคลุมต่ำมาก เนื่องมาจากปัญหาความไม่สงบของพื้นที่ &amp;nbsp;ทำให้ประชากรเข้าถึงหน่วยบริการได้ลำบาก และเนื่องจากสภาพบริบทของประชากรที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ ในเรื่องความเชื่อ เช่น ในเรื่องความเชื่อ ซึ่งจริงๆในเรื่องศาสนานั้นไม่ได้มีการกีดกันการเข้ารับวัคซีนไปเป็นไปในเชิงส่งเสริม นอกจากนี้ยังพบปัญหาประชาชนไม่นำบุตรหลานมาเข้ารับการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของตัววัคซีน &amp;nbsp;ซึ่งในการแก้ไขนั้นควรมีการเพิ่มกลไกเพื่อให้ครอบคลุมการเข้าถึงตัววัคซีน ทั้งในเรื่องหน่วยบริการเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้น นอกจากนี้อาจต้องมีการเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับวัคซีน ซึ่งคงไม่ใช่เพิ่มในส่วนของพ่อแม่อย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมทั้งพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ผู้นำศาสนา หากมีกลไกดังกล่าวจะช่วยให้การบริการวัคซีนครอบคลุมจังหวัดในชายแดนมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7772</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จรุง เมืองชนะ, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, โรคติดต่อ, โรคเก่าที่หายไปกลับมาระบาดใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf10271f5e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
