<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. เผยพบหญิงอายุ 28 ปีเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน เข้าข่ายภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สธ. เผยพบผู้เสียชีวิตจากวัคซีนโควิด-19 เป็นหญิงอายุ 28 ปีเข้าข่ายภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หลังฉีดแอสตร้าฯ เข็ม แรกเพียง 6&amp;nbsp;วัน ขณะที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดไฟเซอร์ 1 ราย เด็กชาย 13 ปี หายปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงข่าว เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 ก.ย.2564 ประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด-19สะสม 35,912,894 โดส เป็นซิโนแวค 15,292,644 โดส แอสตร้าเซนเนก้า 15,419,603 โดส ซิโนฟาร์ม 4,330,836 โดส และไฟเซอร์ 869,811 โดส&amp;nbsp;โดยในส่วนเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่เข้าเกณฑ์การรายงานสอบสวนโรค โดยเป็นกรณีต้องรับเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในของรพ. เป็นผู้ฉีดซิโนแวค 2,667 ราย คิดเป็น 17.44 ต่อแสนโดส ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับวัคซีนจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ กรณีแพ้รุนแรง 24 ราย คิดเป็น 0.16 ต่อแสนโดส ทั้งหมดหายเป็นปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 3,004 ราย คิดเป็น 19.48 ต่อแสนโดส เกี่ยวข้องกับวัคซีน กรณีแพ้รุนแรง 6 ราย คิดเป็น 0.04 ต่อแสนโดส กรณีภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังได้รับวัคซีน 5 ราย คิดเป็น 0.03ต่อแสนโดส&amp;nbsp; วัคซีนซิโนฟาร์ม 193 ราย คิดเป็น 4.46ต่อแสนโดส และไฟเซอร์ 90 ราย คิดเป็น 10.35ต่อแสนโดส เกี่ยวข้องกับวัคซีน กรณีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 1 ราย คิดเป็น 0.11ต่อแสนโดส หายเป็นปกติ เป็นเด็กชายอายุ&amp;nbsp; 13 ปี เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงมีภาวะอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จักรรรัฐ ยังกล่าวอีกว่า กรณีเสียชีวิต มีการรายงานผู้เสียชีวิตภายหลังได้รับวัคซีน 628 ราย รอสรุปผล 122 ราย และคณะผู้เชี่ยวชาญฯพิจารณาแล้ว&amp;nbsp; 416 ราย ในจำนวนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนเป็นเหตุการณ์ร่วมจากภาวะโรคอื่น 249 ราย เช่น ติดเชื้อของระบบประสาทและสมอง 2 ราย เลือดออกในสมอง 26 ราย&amp;nbsp;เส้นเลิอดสมองอุดตัน 5 ราย&amp;nbsp;ปอดอักเสบรุนแรง 69 ราย ลิ่มเลือดอุดตันในปอด 3 ราย โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ 64 ราย ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด 19 ราย&amp;nbsp;มะเร็งเต้านม 1 ราย มะเร็งท่อน้ำดี 1 ราย มะเร็งปอด 1 ราย&amp;nbsp;ภาวะอื่นๆ เลือดออกในช่องท้อง 4 ราย รับประทานเห็ดพิษและตับวาย 2 ราย โรคอื่นๆ 25 ราย&amp;nbsp; คาดว่าน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนให้รอผลชันสูตรและข้อมูลเพิ่มเติม 24 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเหตุการณ์ที่ไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ 32 ราย เช่น โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ 18&amp;nbsp;ราย ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ 2 ราย&amp;nbsp; เลือดออกในสมอง 2 ราย ระบบหัวใจล้มเหลว 1 ราย และรอสรุปสาเหตุการเสียชีวิตจากผลชันสูตรศพ 9ราย และเหตุการณ์ที่สรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน 1 ราย&amp;nbsp;โดยเข้าข่ายภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ เป็นหญิง อายุ 28 ปี&amp;nbsp; พื้นที่นนทบุรี เกิดอาการหลังรับวัคซีนแอสตร้าฯเข็มแรก 6 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จักรรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่าว่า การเกิดภาวะลิ่มเลือดร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำภายหลังได้รับวัคซีนหรือ&amp;nbsp;VITT(Vaccine-induced Immune Thrambotic Thrambocytopenia:VITT)&amp;nbsp;ในประเทศไทยพบผู้ป่วยสงสัย 5 ราย เป็นชาย 2 ราย หญิง 3 ราย อายุระหว่าง 21-40 ปี 3 ราย คิดเป็น 0.06ต่อการฉีกดวัคซีน 1แสนโดส 41-60ปี 1 ราย คิดเป็น 0.02 ต่อการฉีกดวัคซีน 1 แสนโดส และ 61-80 ปี 1 ราย คิดเป็น 0.02 ต่อการฉีกดวัคซีน 1แสนโดส พื้นที่กทม. 3 ราย นนทบุรี 1 ราย และนราธิวาส 1 ราย ในจำนวนนี้ หายเป็นปกติ 2 ราย และเสียชีวิต 3 ราย&amp;nbsp;ทุกรายมีประวัติอาการภายหลังได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แข็มแรก ช่วงระยะเวลาตั้งแต่รับวัคซีนถึงเริ่มมีอาการ 3-15 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;อุบัติการณ์เกิดของภาวะVITTในประเทศไทย 0.03ต่อแสนโดส ขณะที่ในยุโรป แคนาดา และออสเตรเลียพบอุบัติการณ์ 0.73ต่อแสนคนที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าฯเข็มแรก อังกฤษพบการรายงานในคนอายุน้อยมากกว่าคนสูงอายุ มีอุบัติการณ์ อายุ 50 ปีขึ้นไป 1รายต่อแสนโดส และอายุน้อยกว่า 50 ปี 1 รายต่อ 5 หมื่นโดส ซึ่งจะเห็นว่าในประเทศอังกฤษเกิดมากกว่าไทยถึง 30 เท่า ในประเทศไทยถือว่าเกิดน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะVITTสามารถเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก และสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากประชาชนมีอาการดังนี้ข้อใดข้อหนึ่ง คือ ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากหรือหน้าเบี้ยว เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด ขาบวมเจ็บ ปวดท้องรุนแรง หรือพบมีจุดเลือดออกคล้ายไข้เลือดออกแต่จะไม่มีไข้ ภายหลังได้รับวัคซีน 4-30 วัน ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน และควรแจ้งประวัติการรับวัคซีน โดยนำบัตรนัดหรือบัตรฉีดวัคซีนไปด้วย ซึ่งหากตรวจพบและรักษาได้เร็วจะป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้ รวมถึง แพทย์จะต้องนึกถึงภาวะนี้หากคนไข้เข้ารับการรักษาและมีเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับประวัติรับวัคซีน&amp;rdquo;นพ.จักรรัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ที่เกิดจากวัคซีนโควิด-19 ชนิด&amp;nbsp;mRNA&amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันมี 2 ตัว คือไฟเซอร์และโมเดอร์นา&amp;nbsp; รายงานอุบัติการร์การเกิดประมาณ 16 ราย&amp;nbsp; ใน 1 ล้านโดสของการฉีด พบในเพศชาย เป็นส่วนใหญ่ อาการพบได้ภายใน&amp;nbsp;30 วันหลังได้รับวัคซีน แต่ส่วนใหญ่พบภายในท 7 วัน พบในเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มที่ 1&amp;nbsp; เพศชายที่อายุ 12-17ปีจะมีอัตราการเกิดสูงสุด รองลงมาช่วงอายุ 18-24 ปี ยังไม่มีรายงานในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยหายเป็นปกติได้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย ใจสั่น หากมีอากการภายใน 30 วันหลังได้รับวัคซีนควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ กรณีเป็นผู้ป่วยที่มีประวัติ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเคยมีภาวะหัวใจล้มเหลวมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อประเมินภาวะของโรคก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิด&amp;nbsp;mRNA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อพิจารณาประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนที่ประเทศไทยใช้อยู่ยังมีมากกว่าอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น จึงยังคงแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนต่อไป ดังนั้น ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ติดโควิด-19แล้วมีอาการรุนแรงและเสียชีวิต คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคและหญิงตั้งครรภ์ให้เข้ารับการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116071</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138a282478d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอจักรรัฐ&#039;เผยกราฟผู้ป่วยชี้กทม.ดีขึ้นบ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 &amp;nbsp;- นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กล่าวว่า ภาพรวมประเทศไทยฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อยู่ที่ 16 ล้านคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นวัคซีนซิโนแวค 7 ล้านคน วัคซีนแอสตร้าเซเนกร้า 8 ล้านคน วัคซีนซิโนฟาร์ม 1 ล้านคน และวัคซีนไฟเซอร์ 3.7 หมื่นคน ในส่วนเข็มที่ 2 ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 4.6 ล้านคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นวัคซีนซิโนแวค 3.4 ล้านคน วัคซีนแอสตร้าเซเนกร้า 8 แสนคน วัคซีนซิโนฟาร์ม 4.3 แสนคน และวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 หมื่นคน ส่วนเข็มที่ 3 ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 3.2 แสนคน แบ่งเป็นวัคซีนแอสตร้าเซเนกร้า 1.8 แสนคน และไฟเซอร์ 1.3 แสนคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากกราฟสถานการณ์จำนวนผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อในชุมชนรายวัน ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-11 ส.ค. 64 โดยในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ย 44% และต่างจังหวัดใน 71 จังหวัดอยู่ที่ 56% หมายความว่าผู้ติดเชื้อ 60% ได้กลับภูมิลำเนา ซึ่งในภาคเหนือและภาคอีสาน มีผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับแล้วประมาณ 1 แสนคน และจากการติดตามการตรวจโควิดด้วย ATK ทั้วประเทศจนถึงวันนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 คน โดยข้อมูลส่วนนี้ก็จะถูกนำไปเทียบกับการตรวจด้วย RT-PCR เพื่อประเมินจำนวนการรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ HI และ CI ขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯก็ได้มีการตั้งจุดตรวจด้วย ATK จำนวน 6 โซน เฉลี่ยพบผลบวกประมาณ 8-15 คนต่อวัน ตามกราฟในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ากรุงเทพฯ หลังจากหันมาใช้วิธีการตรวจด้วย ATK เพิ่มขึ้นในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็พบว่าจำนวนพบผลบวกลดลง ซึ่งอาจจะบ่งบอกได้ว่าสถานการณ์ในกรุงเทพจะดีขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในจังหวัดโดยรอบก็จะต้องดีขึ้นตามด้วย จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการเร่งฉีดวัคซีน ทั้งนี้อยากให้ในส่วนของต่างจังหวัดเก็บข้อมูลจากการตรวจโควิดด้วย ATK ว่าพบผลบวกจำนวนเพื่อทำการประเมินการเข้าสู่ระบบการรักษา HI และ CI หรือการรักษาไอซียูให้มากขึ้นด้วย&amp;rdquo; นพ.จักรรัฐ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112943</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์, ผู้ป่วย, ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d34db1c378.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูลกระหม่อมฯภาวนาเร่งจองวัคซีนGen2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงภาวนาให้โควิดคลี่คลาย ทรงแนะรีบจองวัคซีน generation &amp;nbsp;2 ด่วน สธ.ยันฉีดไฟเซอร์กระตุ้นเข็ม 3 ให้บุคลากรด่านหน้าไม่น้อยกว่า 5 แสนโดส ลั่นไม่มีวีไอพี &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; แจงชัดปม &amp;nbsp;จ.ม.แอสตร้าฯ นายกฯ เซ็นสัญญาตั้งแต่ พ.ย.63 และส่วนข้ออ้าง 3 ล้านโดสไม่มีที่มา ย้ำไทยต้องการ 10 ล้านโดส/เดือน สวนดุสิตโพลเผย ปชช.สนใจข่าวประสิทธิภาพวัคซีน ชี้การบริหารจัดการวัคซีนทำสับสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์อินสตาแกรมโดยระบุว่า &amp;quot;สวัสดีวันเข้าพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ทำบุญใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์ภาวนาขอให้สถานการณ์การระบาดโควิดคลี่คลายซะที ขอบอกอีกครั้งว่าเราต้องรีบจองวัคซีน &amp;nbsp;generation 2 ด่วน ซึ่งนอกจาก Novavax ที่ดิฉันเขียนถึงเมื่อวันก่อน Pfizer, Moderna, AstraZeneca เขาก็กำลังทำวัคซีน generation 2 อยู่เช่นกัน ซึ่งจะป้องกันเชื้อ Variants &amp;nbsp;ได้ดีกว่าวัคซีนที่มีตอนนี้ รีบจองอย่าช้าอีกล่ะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน #เพราะเราเป็นกำลังใจให้กัน #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงประเด็น &amp;quot;สถานการณ์โควิด-19 และวัคซีนไฟเซอร์&amp;quot; ว่า บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าจะได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไม่น้อยกว่า 5 แสนโดส ไม่ใช่ 2 &amp;nbsp;แสนโดสอย่างที่เป็นข่าวปลอม ที่มีการนำเสนอออกมาในสื่อมวลชนบางแห่ง ทั้งนี้วัคซีนไฟเซอร์จะเข้ามาประเทศไทย ในช่วงเดือน ก.ค. และเริ่มฉีดได้ในเดือน ส.ค. ขอย้ำว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่า 5 แสนโดส เป็นการฉีดวัคซีน กระตุ้นเข็มที่ 3 ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ตอนนี้ได้รับการฉีดไปบ้างแล้ว โดยฉีดวัคซีน &amp;quot;ซิโนแวค&amp;quot; จำนวน 2 เข็ม และฉีด &amp;quot;แอสตร้าเซนเนก้า&amp;quot; ไปแล้วอีก 1 เข็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก สธ.กล่าวว่า ข่าวที่ออกมาว่ามีการบังคับให้บุคลากรทางการแพทย์รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 3 &amp;nbsp;เพื่อกระตุ้น ยืนยันไม่เป็นความจริง แต่เป็นความสมัครใจเอง &amp;nbsp;ส่วนที่มีข้อมูลว่ามีการเรียกเก็บเงินค่าฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นค่าใช้จ่ายทั้ง 21.5 ล้านโดสที่มีแผนจะเข้ามาในไตรมาส 4 นี้ &amp;nbsp;นั้นไม่เป็นความจริง แต่เป็นการฉีดให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;ย้ำว่าเป็นข่าวปลอม ประชาชนต้องระวังอย่าได้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ และจะไม่มีการให้วัคซีนแก่กลุ่มพิเศษหรือกลุ่ม วีไอพีอย่างเด็ดขาด หากใครพบมีการทำเช่นนั้นขอให้แจ้งเข้ามาได้ทันที สธ.จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา &amp;nbsp;กรมควบคุมโรค กล่าวถึงการฉีดวัคซีนที่สะสมตั้งแต่วันที่ 28 &amp;nbsp;ก.พ.-24 ก.ค.64 โดยเป้าหมายสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะต้องได้รับวัคซีน 12.5 ล้านคนภายในปี 64 ซึ่งในเข็มที่ 1 &amp;nbsp;ฉีดไปแล้ว 2.5 ล้านคน หรือ 20% ส่วนในเข็มที่ 2 ฉีดไปแล้วอยู่ที่ 1.6 แสนคน หรือ 1.3% จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยรุนแรง รวมถึงผู้ที่อยู่ใน 7 กลุ่มโรคก็พบว่ายังได้รับวัคซีนไม่มาก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 5.3 ล้านคน ในเข็มที่ 1 ได้รับวัคซีนอยู่ที่ 1.3 ล้านคน และเข็มที่ 2 อยู่ที่ 2.3 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรากรณีจดหมายแอสตร้าเซนเนก้าที่ถูกมองว่าการจองล่าช้า ที่มาทำในเดือนมกราคม 2564 จำนวน 26 ล้านโดส และอีกครั้งเดือน พฤษภาคม 2564 จำนวน 35 ล้านโดส เมื่อเทียบกับอาเซียนแล้วเราค่อนข้างช้ากว่าที่อื่นว่า อย่างที่เขาบอกว่าเดือนมกราคม 2564 หรือพฤษภาคม 2564 อันนี้เป็นวันที่เขาบันทึกลงไปในสารบบของเขา แต่จริงๆ แล้วการคอนเฟิร์มรัฐบาลไทยได้ลงนามไป ถ้าจำได้ตั้งแต่วันที่ 27 &amp;nbsp;พฤศจิกายน 2563 มีการลงนามที่ทำเนียบรัฐบาล มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วด้านหลังมีประธานของแอสตร้าเซนเนก้าจากอังกฤษร่วมลงนาม เพราะว่ามันเป็นออนไลน์ แต่ในงานเอกสารคือส่งกลับไป กว่าเขาจะส่งกลับมาใช้เวลาอีก 2 เดือนกว่า อันนี้ก็เป็นระบบของเขาไม่เกี่ยวกับเรา แต่ว่าสำหรับเราออเดอร์คอนเฟิร์มเรียบร้อยแล้ว ส่วนเอกสารที่ 2 อีก 35 ล้านโดสที่มาเดือนพฤษภาคม 2564 &amp;nbsp;เอกสารเราส่งไปตั้งแต่เดือนมีนาคมเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;
ย้ำคุยแอสตร้าฯ 10 ล้านโดส/เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่บอกว่า ทีมของรัฐมนตรีที่ไปเจรจาบอกไทยต้องการแค่ 3 ล้านโดสต่อเดือนเท่านั้นในการฉีด นายอนุทิน กล่าวว่า เนื้อหาในจดหมายที่อ้างว่าประเทศไทยฉีดได้เดือนละ 3 ล้านโดสเท่านั้นเอง เขาส่งมาให้ถึง 6 ล้านโดส อันนี้คือในทางการตลาดหรือเป็นการบลัฟกัน เพื่อให้บอกว่าเขาได้ทำมากกว่าที่เราต้องการ แต่ตนโทร.ไปถาม Country &amp;nbsp;Manager ของเขา ว่าฉันไม่เคยได้ยินเลยนะว่าใครพูด 3 &amp;nbsp;ล้านโดส เขาก็บอกว่าเขาโน้ตเอาไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมก็เลยบอกว่าโน้ตไว้แบบนี้ไม่ได้ เพราะวันที่ 7 &amp;nbsp;กันยายน 2563 ที่พบกัน นั่นคือการพบกันครั้งแรกระหว่างผมกับผู้บริหารแอสตร้าเซนเนก้า ไม่ใช่เป็นการเจรจาใดๆ &amp;nbsp;ทั้งสิ้น สาระของผมที่ตอบกลับเขาไปมีประโยคหนึ่งคือ เขาบอกว่าเขาคิดว่าจะจัดส่งให้ประเทศไทย 5-6 ล้านโดสต่อเดือน ผมตอบไปว่าประเทศไทยต้องการ 10 ล้านโดสต่อเดือน นั่นคือสาระที่ผมตอบจดหมายฉบับนี้ไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะฉีดได้ 100 ล้านโดสตามเป้าหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราฉีดได้ประมาณเดือนละ 10 &amp;nbsp;ล้านโดส จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีก็อีก 6 เดือน ประมาณ 60 ล้านโดส จำนวนวัคซีนที่เข้ามาในแต่ละเดือนก็ ประมาณ 10-12 ล้านโดส เดือนมิถุนายน 64 มีวัคซีนเข้ามาใกล้ๆ 10 &amp;nbsp;ล้านโดส เดือนกรกฎาคม 64 มีวัคซีนเข้ามาในระบบทั้งหมด ประมาณ 10-12 ล้านโดส จากนี้ไปเราได้สั่งไฟเซอร์ไปอีก &amp;nbsp;20 ล้านโดส ซึ่งจะมาในไตรมาสที่ 4 ส่วนแอสตร้าเซนเนก้า เขาก็ตอบมาในไลน์ของตนและไลน์ของอธิบดีกรมควบคุมโรคว่า เมื่อเขาหาฐานการผลิตในประเทศอื่นๆ ได้เขาก็จะสามารถเพิ่มการส่งให้แก่ประเทศไทยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายว่า ทำไมไม่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงทางวัคซีนสั่งห้ามส่งออก แต่อาจจะไม่ต้อง &amp;nbsp;100% อย่างน้อยตามเป้าที่เราต้องการ นายอนุทินกล่าวว่า &amp;nbsp;มาตรการมันง่าย เป็นหนังสือ ฉบับเดียวก็มีผล แต่ถามว่าโรงงานที่เขามาผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นโรงงานของเรา เป็นของคนไทย หรือเป็นโรงงานที่รับจ้างเขาผลิต เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดู บริษัทผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ถ้าเราไปทำอะไรเขา เขาอาจจะต้องรักษา integrity ของเขา ไปบีบเขามากไม่ได้ เพราะถ้าไปบีบปุ๊บเดี๋ยวประเทศอื่นเขาบีบด้วย เขาอาจจะบอกขอยกเลิกสัญญา เราจะทำอย่างไร ยังไม่นับรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศในภูมิภาคนี้ มีความต้องการวัคซีนโควิด มีการระบาดของเชื้อเป็นอย่างมากเหมือนกัน ถ้าเราไปบล็อกตรงนั้น เขาก็จะมากดดันประเทศไทยทันทีในหลายๆ เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไทยพิจารณากลับเข้ารับวัคซีนโควิดผ่านโครงการโคแวกซ์ นายอนุทินกล่าวว่า &amp;nbsp;ไม่ได้หมายความว่าการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมในปีนี้ถือว่าผิดแผน ผิดพลาดล้มเหลว แต่ไทยตัดสินใจบนสถานการณ์จริง &amp;nbsp;หากมองในมุมของประเทศไทยที่มีการซื้อวัคซีนตรงกับบริษัทผู้ผลิตที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่ ก.ย.63 ทำให้ตั้งแต่เดือน ก.พ.64 จนถึงสิ้นเดือน ก.ค.64 ไทยเรามีวัคซีนรวมสะสมทั้งสิ้นประมาณ 27 ล้านโดส ซึ่งย้อนกลับไปตอนที่ไทยมีแผนวัคซีน เราไม่ได้เลือกโคแวกซ์เป็นแผนหลัก เพราะตอนนั้น เราไม่อยากวางเงินซื้อ ซึ่งเรารู้ดีว่าหลังจากนั้นเราจะกำหนดอะไรไม่ได้ ทางไทยจึงกันงบไว้จัดซื้อจัดหากับผู้ผลิตโดยตรง &amp;nbsp;ที่การพูดคุยหารือยังเป็นไปได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันของโครงการโคแวกซ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น &amp;nbsp;ไทยและโคแวกซ์ได้หารือกันมาตลอด มีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ พบว่าในปี 2565 การกักตุนวัคซีนจะน้อยลง โคแวกซ์จะมีวัคซีนเข้ามามากขึ้น &amp;nbsp;บริหารจัดการง่ายขึ้น ชาติสมาชิกจะมีความชัดเจนเรื่องการได้รับวัคซีน ไทยจึงเข้าร่วม เราตัดสินใจบนสถานการณ์จริง
&amp;#39;จภ&amp;#39; เปิดจองซิโนฟาร์ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ &amp;nbsp;และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เตรียมเปิดสิทธิ์จองวัคซีนซิโนฟาร์มสำหรับประชาชน เฉพาะกลุ่มที่ลงทะเบียนรอบแรก 18 ก.ค.64 ได้สำเร็จ แต่ยังไม่ได้เข้าจองวัคซีนจำนวน &amp;nbsp;48,756 ราย จะเปิดให้เข้าจองวัคซีนได้ในวันอังคารที่ 27 ก.ค.64 &amp;nbsp;เวลา 10.10 น. จนถึง 28 ก.ค.64 เวลา 18.00 น. ผ่าน 2 &amp;nbsp;ช่องทาง ได้แก่ 1. เว็บไซต์ https://sinopharm.cra.ac.th &amp;nbsp;และ 2.แอปพลิเคชัน CRA SINOP ทั้งระบบ iOS และ &amp;nbsp;Android โดยสามารถเลือกวันเข้ารับการฉีดในโรงพยาบาลที่กำหนดได้ตั้งแต่วันที่ 6-15 ส.ค.64 หากไม่ได้เข้ามาดำเนินการวัคซีนและโอนเงินภายในวันที่ 29 ก.ค.64 ระบบจะยกเลิกการลงทะเบียนของท่านโดยอัตโนมัติ และหากท่านยังมีความประสงค์ในการจองวัคซีนซิโนฟาร์ม ท่านจะต้องทำการลงทะเบียนใหม่ในครั้งต่อไปอัตราค่าวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 โดสต่อคน 1,554 บาท (โดสละ 777 บาท) โดยทุกๆ 2 โดส ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะบริจาคสมทบครึ่งโดสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันเดียวกัน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;แจ้งด้วยว่า บมจ.การบินไทย โดยฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ ร่วมกับฝ่ายบริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ ได้รับขนส่งวัคซีนซิโนฟาร์ม 1 ล้านโดส น้ำหนักรวม &amp;nbsp;33.39 ตัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย 2 &amp;nbsp;เที่ยวบิน โดยมาถึงกรุงเทพฯ ที่อาคารขนถ่ายสินค้าการบินไทย เขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 25 &amp;nbsp;ก.ค.64 เวลา 09.13 น. และเวลา 10.28 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อาคารจอดรถอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี โรงพยาบาลปัตตานี เปิดให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบไดรฟ์ทรู &amp;nbsp;(Drive Thru) แก่กลุ่มเป้าหมายผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่ จ.ปัตตานี ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์อายุ 12 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้พิการที่ไม่สะดวกในการนั่งวีลแชร์ โดยมีประชาชนกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาฉีดวัคซีนเกือบ 60 คน ซึ่งการบริการฉีดวัคซีนแบบไดรฟ์ทรูได้รับความสนใจจากประชาชนชาวปัตตานีเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความสะดวกต่อคนพิการและผู้สูงอายุที่แทบไม่ต้องลงจากรถ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;ข่าวสารในช่วงวิกฤติ โควิด-19&amp;rdquo; จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,619 &amp;nbsp;คน ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค.64 สรุปว่าข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤติโควิด เรื่องที่ประชาชนสนใจคือ ร้อยละ 72.41 ระบุเป็นเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนและอาการข้างเคียง รองลงมาร้อยละ 71.23 ระบุเป็นมาตรการของภาครัฐในพื้นที่ควบคุม พื้นที่เสี่ยง ร้อยละ 68.38 ระบุเป็นสถานที่รองรับผู้ป่วย &amp;nbsp;โรงพยาบาลสนาม จำนวนเตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงแหล่งข้อมูลที่ประชาชนเชื่อถือ พบว่าร้อยละ &amp;nbsp;65.30 ระบุเป็นแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รองลงมา &amp;nbsp;ร้อยละ 59.75 ระบุเป็นนักวิชาการ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ อินฟลูเอนเซอร์ ร้อยละ 46.98 ระบุเป็นสื่อโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่วนความรู้สึกของประชาชนกับข่าวสารช่วงโควิดพบว่า ร้อยละ 43.99 ระบุว่าสับสนมาก &amp;nbsp;รองลงมาร้อยละ 40.75 ระบุว่าค่อนข้างสับสน ร้อยละ 15.26 &amp;nbsp;ระบุว่าไม่สับสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงข้อมูลข่าวสารที่ทำให้สับสนช่วงโควิด ร้อยละ 74.61 ระบุเป็นการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล การจอง-เลื่อนฉีดวัคซีน รองลงมา ร้อยละ 73.11 ระบุเป็นการฉีดวัคซีนแบบสลับยี่ห้อ วัคซีนเข็มที่ 3 ร้อยละ 72.23 ระบุเป็นความปลอดภัย ประสิทธิภาพ อาการข้างเคียงของวัคซีน ส่วนการติดตามข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤติโควิด ร้อยละ &amp;nbsp;36.34 ระบุว่าวิตกกังวลมากจนเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน ร้อยละ 30.31 ระบุว่าวิตกกังวลในระดับปานกลาง/เป็นระยะ ๆ ร้อยละ 22.17 ระบุว่าวิตกกังวลมากที่สุดจนเกิดพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำและหวาดกลัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111098</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, ทรงแนะรีบจองวัคซีน generation  2 ด่วน, นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, สวนดุสิตโพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd08b6bb692.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2021 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉีดวัคซีนแล้ว 1.4 ล้านโดส พบป่วยอาการหนัก 829 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;1 พ.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สธ.จัดการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 และการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.- 30 เม.ย. ฉีดแล้ว 1,477,078 โดส แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 1,095,230 ราย ส่วนผู้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งครบตามเกณฑ์จำนวน 381,848 ราย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 1,891 ราย เป็นในระบบบริการ 1,799 ราย จากการค้นหาเชิงรุก 85 ราย และเดินทางจากต่างประเทศ 7 ราย วันนี้พบเสียชีวิต 21 ราย เป็นสถิติสูงสุดของการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ป่วยที่กำลังรักษาทั้งหมด 28,745 ราย พบผู้ป่วยอาการหนัก 829 ราย โดยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 270 ราย ประมาณ 1 ใน 3 อยู่กรุงเทพมหานคร(กทม.) รองลงมาเป็นสมุทรปราการ นนทบุรี และ ชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ปอดอักเสบจนใส่ท่อช่วยหายใจ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัดส่วนการเสียชีวิตมีตัวเลขสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยวันนี้สูงสุด 21 ราย&amp;rdquo; นพ.จักรรัฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลประเภทผู้ป่วยระลอกเดือนเม.ย. รายสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 14-17 ของปี ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ค. รายงานจากระบบบริการและการเฝ้าระวัง รวม 31,850 ราย คิดเป็น 83.90% ซึ่งเปอร์เซ็นต์การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อที่เป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น แม้แต่การอยู่ในครอบครัวก็ต้องระวัง เพราะอาจไม่มีอาการแต่ติดเชื้อแล้ว ซึ่งใน กทม.กระจายทุกเขตแล้ว ส่วนการรายงานการค้นหาเชิงรุกรวมสะสม 6,133 ราย คิดเป็น 16.10% ซึ่งน้อยลง เพราะผู้ป่วยเข้าระบบบริการค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ทั้งนี้จึงเป็นตัวปัจจัยในการช่วยวิเคราะห์ว่า การระบาดของเดือน เม.ย. จะไปถึงจุดไหนบ้าง จึงสรุปได้ว่า 54% เป็นผู้ติดเชื้อมาจากสัมผัสในครอบครัวและเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่ง 2 สัปดาห์นี้ ทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นผลให้การตรวจหาเชื้อมีภาระค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม แต่แนวทางปัจจัยเมื่อเราเจอผู้ป่วย เราจะต้องให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงตรวจหาเชื้อครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.จักร​รัฐ​ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยเหตุที่ครั้งนี้มีการตรวจจำนวนมาก จึงต้องแนะนำว่า ครั้งแรกเมื่อตรวจแล้วต้องอย่าไปไหน ให้กักตัวอยู่บ้าน และสังเกตอาการ ทั้งมีไข้ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่น หากมีอาการต้องรีบประสานจุดส่งต่อ รพ.สนาม หรือฮอสปิเทล หรือรพ. แต่หากตรวจครั้งแรกเป็นลบ แต่ตัวเองเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ต้องกักตัว 14 วัน และไม่ต้องกังวลยังไม่ได้ตรวจครั้งที่ 2 สิ่งสำคัญคือต้องกักตัวก่อน&amp;rdquo; นพ.จักรรัฐ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101415</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210501/image_big_608d34db1c378.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
