<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.ออกคู่มือ คำแนะนำให้นักเรียนศึกษา &#039;อาการไม่พึงประสงค์ จากการฉีดวัคซีน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8ต.ค.64- นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยเป้าหมาย 5,048,000 รายทั่วประเทศทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังและไม่ประมาท ที่ผ่านมาคณะทำงานจัดทำแนวทำงานวินิจฉัยและรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการได้รับวัคซีน mRNA &amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วยสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้จัดทำคำแนะนำ &amp;ldquo;การวินิจฉัยและรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบที่เกิดภายหลังการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (Guideline for diagnosis and management of myocarditis and pericarditis after COVID-19 mRNA vaccination) ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในคำแนะนำฉบับดังกล่าว ได้ระบุถึงอาการภาวะไม่พึงประสงค์ที่สังเกตคือ มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก รู้สึกเหนื่อย หายใจแล้วรู้สึกเจ็บหน้าอก ใจสั่น เป็นลมหมดสติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดจุกแน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือลิ้นปี่ ซึ่งเป็นผลจาก hepatic congestion พบได้ในภาวะ right-sided heart failure ในบางรายอาจมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และตรวจพบค่าโปรตีนโทรโปนิน (troponin) มีระดับสูงขึ้น ทั้งนี้อาการแสดงเหล่านี้มักเกิดเร็วหลังได้รับวัคซิน เฉลี่ยจะแสดงอาการในวันที่ 3-7 หลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งหน่วยบริการทั่วประเทศที่ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มนักเรียน สามารถใช้แนวทางนี้ในการสังเกตอาการเด็กนักเรียนหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้วได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.จเด็จ กล่าวว่า ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของเรา แต่หากเกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นโดยเร็ว ซึ่ง สปสช.โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลได้มีการจัดระบบการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกรณีที่เกิดภาวะไม่พึงประสงค์หลังจากการฉีดวัคซีนสามารถขอรับการช่วยเหลือผ่านช่องทางนี้ได้ ซึ่งหลักการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ สปสช.นั้น ไม่ไช่การพิสูจน์ถูกผิดหรือชี้ชัดว่าเป็นผลที่เกิดจากการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด แต่เป็นเงินเยียวยาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดแก่ประชาชนเมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามแผนงานโครงการที่รัฐจัดให้ฟรี สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ที่ โรงพยาบาลที่ฉีด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือที่สำนักงาน สปสช.สาขาเขตพื้นที่ทั้ง 13 เขต โดยมีระยะเวลายื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย เมื่อมีผู้มายื่นคำร้องแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ระดับเขตพื้นที่จะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัย ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อเลขาธิการ สปสช. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผลการวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 มีอาการป่วยต้องรักษาต่อเนื่อง จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ระดับ 2 เกิดความเสียหายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการจนมีผลต่อการดำรงชีวิต จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท และระดับ 3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. 1330&amp;nbsp;ดาวน์โหลดแแบบคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโควิดได้ที่ https://www.nhso.go.th/storage/files/841/001/nhso_VaccinCovid19.pdf&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118972</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., ฉัดวัคซีนนักเรียน, นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, อาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc54e57e16c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.วอนคนรับแจกATK ไปแล้วอย่าเอาไปดอง ตรวจหาเชื้อทันที พบรับไป 1.2แสน ตรวจแค่6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ก.ย.64-นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่ สปสช.ได้ดำเนินการนโยบายแจกชุดตรวจ &amp;ldquo;แอนติเจน เทสต์ คิท&amp;rdquo; (Antigen Test Kit : ATK) เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง โดยเริ่มแจกจ่าย ATK แล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ย. เป็นวันแรก จากข้อมูลองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้แบ่งการตรวจรับ ATK เป็น 4 งวด งวดที่ 1 จำนวน 1.167 ล้านชุด ตรวจรับเรียบร้อยแล้ว และมีการกระจายไปที่ร้านยา และคลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม. รวมถึงหน่วยบริการในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 เขตสีแดงเข้มที่จัดส่งแล้ว คือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา สระบุรี นนทบุรี ตาก และอุตรดิตถ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จำนวน 2.155 ล้านชุด และ 1.4 ล้านชุด ตรวจรับแล้วเสร็จแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ย. และจัดส่งไปยังหน่วยบริการในเขต 4, 5, 6, 11 และเขต 12 เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนงวดที่ 4 จำนวน 3.778 ล้านชุด ที่เป็นล็อตสุดท้าย จะมีการตรวจรับอีกครั้งในวันที่ 22 ก.ย. นี้ โดยจะทยอยส่งให้กับหน่วยบริการในเขต 1, 2, 3, 8, 9 และเขตที่ 10 ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมวันที่ 19 ก.ย. 64 ณ เวลา 15:05 น. มีประชาชนรับชุดตรวจ ATK แล้วทั้งสิ้นจำนวน 60,691 ราย รวมจำนวน 121,922 ชุด ในจำนวนนี้เป็นการขอรับผ่านแอปเป๋าตัง 60,944 ราย ส่วนอีก 17 ราย เป็นการแจกโดย อสม. และขณะนี้พบผลเป็นบวก 54 ราย ได้แก่ กทม. 34 ราย สมุทรปราการ 9 ราย นนทบุรี 5 ราย ภูเก็ต 3 ราย สระบุรี 2 ราย และอยุธยา 1 ราย ซึ่งเข้าสู่ระบบการรักษาตามขั้นตอนแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลรายงานการรับชุดตรวจ ATK พบว่า ประชาชนที่รับชุดตรวจ ATK มีการบันทึกผลตรวจเข้ามาในระบบเพียง 6,947 รายเท่านั้น หรือคิดเป็น 6% จากจำนวนชุดตรวจ ATK ที่แจกไป ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่รับ ATK ไปแล้ว ขอให้รีบตรวจหาเชื้อโดยเร็ว เพื่อที่จะได้เข้าสู่ระบบติดตามและเฝ้าระวัง ที่จะมีผลต่อการลดการแพร่ระบาดในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่รับชุดตรวจ ATK ไปแล้ว ขอความร่วมมือในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยเร็ว และรายงานผลการตรวจผ่านระบบเป๋าตัง เพื่อที่จะนำไปสู่การรักษาและลดการแพร่ระบาดต่อไป&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117169</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc54e57e16c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.เผยตั้งแต่พ.ค.จ่ายเงินผู้มีอาการหลังฉีดวัคซีน 3,224 ราย วงเงิน157 ล้าน กทม.มากสุด914ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
15ก.ย.64- นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ สปสช.เปิดให้ผู้มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สามารถยื่นขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2564 ข้อมูลจนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาทั้งหมดจำนวน 4,333 รายและยังอยู่ระหว่างรอข้อมูลเพิ่มเติมอีก 105 ราย โดยทางคณะอนุกรรมการระดับเขตได้พิจารณาจ่ายเงินชดเชยแล้ว 3,224 ราย และพิจารณาไม่จ่าย 1,004 ราย รวมเป็นเงินที่จ่ายชดเชยเบื้องต้นไปแล้ว 157,295,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับตามความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์นั้นๆ โดยระดับ 1 มีอาการป่วยต้องรักษาต่อเนื่อง จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท มีผู้รับเงินเยียวยาแล้ว 2,892 ราย ระดับ 2 เกิดความเสียหายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการจนมีผลต่อการดำรงชีวิต จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท มีผู้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว 21 ราย และ ระดับ 3 กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท มีญาติผู้เสียชีวิตรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว 311 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาแยกตามเขต พบว่าสปสช.เขต 13 กทม. มีผู้ยื่นคำร้องเข้ามามากที่สุด จำนวน 914 ราย รองลงมาคือ สปสช.เขต 1 เชียงใหม่ จำนวน 618 ราย และ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี 499 ราย อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากจำนวนเงินที่มีการจ่ายเยียวยาไป พบว่า สปสช.เขต 13 กทม. จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 17,033,000 บาท รองลงมาคือ สปสช.เขต 4 สระบุรี 16,971,500 บาท และ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี จ่ายเงินแล้ว 15,576,700 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวว่า หลักการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ สปสช.นั้น ไม่ไช่การพิสูจน์ถูกผิดหรือชี้ชัดว่าเป็นผลที่เกิดจากการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด แต่เป็นเงินเยียวยาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดแก่ประชาชนเมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ซึ่งแม้ในภายหลังจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าสาเหตุของอาการต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากวัคซีน ก็ไม่เป็นเหตุให้เรียกเงินคืนแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ใน 3 จุด คือ ที่หน่วยบริการที่ไปรับการฉีด ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือที่ สปสช.เขตพื้นที่ ซึ่งหลังจากได้รับคำร้องแล้ว จะมีคณะอนุกรรมการในระดับเขตซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนภาคประชาชนเป็นผู้พิจารณาว่าจะจ่ายเงินเยียวยาหรือไม่และจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด ตามหลักฐานทางการแพทย์และระดับความหนักเบาของอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีผู้มายื่นคำร้องแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ระดับเขตพื้นที่จะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัย ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อเลขาธิการ สปสช. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผลการวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116800</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, สปสช., อาการไมพึงประสงค์หลังฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc54e57e16c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หน่วยบริการแจก ATKส่งข้อมูลขอรับแจกทั่วปท.5.5ล้านชุด ยกเว้นกทม.ที่จัดสรรเฉพาะได้ไป1.64 ล้านชุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ก.ย.64- นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ตามที่ สปสช. กำหนดกระจายชุดตรวจ แอนติเจน เทสต์ คิท&amp;rdquo; (Antigen Test Kit : ATK) จำนวน 8.5 ล้านชุด ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงตรวจโควิดด้วยตนเอง ซึ่งจะเริ่มแจกตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2564 ในวันนี้ สปสช. ได้มีการประชุมเพื่อติดตามแผนการกระจาย ATK &amp;nbsp;เบื้องต้นจะกระจาย ATK จำนวน 8,195,600 ชุดก่อน และสำรองที่ส่วนกลาง 304,400 ชุด โดยข้อมูลรายงานล่าสุด (10 ก.ย.) มีหน่วยบริการและหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกระจายแจก ATK ให้กับประชาชน อาทิ โรงพยาบาล รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกเอกชนและร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ ส่งข้อมูลจำนวนขอรับชุดตรวจ ATK มายัง สปสช. แล้วจำนวน 5,505,805 ชุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แยกเป็นข้อมูลจากพื้นที่ 12 เขตทั่วประเทศ (ยกเว้น กทม.) ขอรับการจัดสรร ATK จำนวน 5,261,455 &amp;nbsp;ชุด หรือร้อยละ 97 ของแผนการจัดสรร ATK &amp;nbsp;และพื้นที่ กทม. มีหน่วยงานและหน่วยบริการขอรับการจัดสรรแล้ว 244,350 ชุด หรือร้อยละ 10 ของแผนการจัดสรร ATK ขณะที่หน่วยบริการสังกัดกรมอนามัย เพื่อกระจายที่ตลาด (ไม่ซ้ำกับ กทม.) ได้ยืนยันขอรับการจัดสรรแล้ว 400,000 ชุด หรือร้อยละ 100&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของ กทม. นพ.จเด็จ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. ได้ประชุมหารือกับกรุงเทพมหานคร และ สปสช.เขต 13 กทม.แล้ว เบื้องต้นจะมีการจัดสรร ATK ตามกลุ่มประชากรและกลุ่มผู้ให้บริการ ดังนี้ กลุ่มตลาดจำนวน 410,000 ชุด กลุ่มขนส่งสาธารณะจำนวน 440,000 ชุด กลุ่มร้านเสริมสวยจำนวน 20,000 ชุด กลุ่มร้านนวด สปา จำนวน 56,000 ชุด กลุ่มครู อาจารย์ จำนวน 300,000 ชุด และกลุ่มชุมชนจำนวน 420,000 ชุด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามกระบวนการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และโรงพยาบาลราชวิถีจะตรวจรับการจัดซื้อ ATK วันนี้ และคาดว่าวันพรุ่งนี้จะเริ่มกระจาย ATK ไปตามจุดต่างๆ ตามแผนกระจาย ATK แล้ว เราจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมในการส่ง ATK ให้ถึงมือประชาชนตามแผนที่วางไว้ และเพิ่มช่องทางสอบถามกรณีขอรับ ATK ผ่านสายด่วน 1330 กด 17&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ในการติดตามความคืบหน้าการกระจาย ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด และผลตรวจนั้น สปสช.ได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยพัฒนาการรายงานระบบเรียลไทม์ (Real-time &amp;nbsp;system) ผ่าน Dashboard รวมถึงการรายงานนำผู้ที่ผลตรวจเป็นบวกเข้าสู่การดูแลทั้งในระบบการดูแลผู้ติดเชื้อที่บ้าน (Home Isolation) กรณีจังหวัดนั้นมีการจัดระบบดูแลผู้ติดเชื้อที่บ้าน หรือเข้าสู่ระบบการรักษาตามมาตรฐานหากจังหวัดนั้นยังไม่ได้จัดระบบดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่บ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแจกชุดตรวจ ATK นี้ อีกประเด็นที่เราเน้นย้ำคือจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมระบบให้พร้อมเพื่อรองรับ&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116289</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, สปสช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc54e57e16c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.จ่ายค่าเป็นธุระ แจกชุดตรวจATK ให้ปชช.10 บาท /ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ส.ค.64-นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 มีมติเห็นชอบปรับการจ่ายชดเชยบริการสำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับการกระจายชุดตรวจโควิด Antigen Test Kit (ATK) ให้กับหน่วยบริการเพื่อกระจายหรือแจกไปยังประชาชนให้ตรวจโควิดด้วยตนเอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้บอร์ด สปสช. ได้มีมติเพิ่มชุดตรวจโควิด ATK วงเงินเบื้องต้น 1,014 ล้านบาท ในแผนการจัดหาภายใต้โครงการยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2564 และจ่ายให้แก่เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ (เครือข่ายโรงพยาบาลราชวิถี) ดำเนินการจัดหาเพื่อสนับสนุนชุดตรวจให้แก่หน่วยบริการในเครือข่ายและประชาชนนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;แต่วงเงินดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะค่าอุปกรณ์ชุดตรวจ ดังนั้น เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับหน่วยบริการหรือสถานพยาบาล บอร์ด สปสช.จึงมีมติจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับกระจายชุดตรวจ ATK ไปยังประชาชน ในอัตรา 10 บาทต่อครั้งบริการ ภายใต้วงเงินประมาณ 85 ล้านบาทจากงบค่าบริการโควิด-19 ซึ่งจะเริ่มจ่ายภายหลังที่มีการกระจายชุดตรวจไปยังประชาชนแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อัตราค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะครอบคลุมกิจกรรมบริการ ได้แก่ 1. การขอ Authentication code หรือการยืนยันตัวตนของประชาชนก่อนรับแจกชุดตรวจโควิด ATK ตามแนวทางที่ สปสช.กำหนด 2. ให้คำแนะนำในการใช้ชุดตรวจ 3. ติดตามผลตรวจ ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด 4. กรณีผู้ติดเชื้อ จัดระบบให้เข้าสู่การดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation : HI) หรือที่ชุมชน (Community Isolation : CI)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรอบวงเงินนี้เป็นการสนับสนุนกรณีที่จะกระจาย ATK ให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจโควิดด้วยตนเอง ส่วนวิธีการกระจายขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ เบื้องต้นคือกระจายผ่านหน่วยบริการไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล รพ.สต.ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น ร้านยา หรือแม้แต่การส่งทางไปรษณีย์หรือให้ Rider ขับไปส่ง โดยเน้นในพื้นที่สีแดงที่มีการระบาดมากๆก่อน หากตรวจแล้วผลเป็นบวกประชาชนจะต้องติดต่อกลับมาให้หน่วยบริการดังกล่าวพาเข้าระบบ Home Isolation ดังนั้นเราจึงมีงบประมาณสนับสนุนให้เนื่องจากหน่วยบริการจะมีภาระงานเพิ่ม&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวว่า ในส่วนของผู้ป่วยโรคไต จากข้อมูลของสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าที่ผ่านมาผู้ป่วยโรคไตที่ติดเชื้อโควิด-19 และต้องรับบริการล้างไตด้วยการฟอกเลือดนั้น มีปัญหาไม่สามารถเข้ารับบริการฟอกเลือดได้ จึงมีข้อเสนอต่อ สปสช. เพื่อขอจ่ายชดเชยเพิ่มเติม ได้แก่ 1. ชุดตัวกรองเลือดแบบใช้ครั้งเดียว 2. อุปกรณ์ป้องกันฯ (PPE) สำหรับบุคลากร 3. ค่าบุคลากรการดูแลผู้ป่วยฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บอร์ด สปสช. จึงได้พิจารณาและเห็นชอบหลักการให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องรับบริการฟอกเลือดทุกราย เข้ารับบริการแบบผู้ป่วยใน (IPD) เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต โดยจะเบิกจ่ายจากงบค่าบริการโควิด-19 ส่วนกรณีที่หน่วยบริการไม่สามารถให้บริการแบบผู้ป่วยในได้ สปสช.จะมีการปรับการจ่ายต่างๆ ได้แก่ 1. แยกค่าใช้จ่ายสำหรับตัวกรอง รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ แบบใช้ครั้งเดียว (Single use) ออกจากรายการค่าใช้จ่ายปกติ โดยเสนอเพิ่มรายการในแผนและวงเงินการจัดหาฯ ปี 2564 และต่อเนื่องไปปี 2565 เพื่อให้เครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถี จัดหาและกระจายไปยังหน่วยบริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มการจ่ายค่าชุดอุปกรณ์ป้องกันฯ (PPE) สำหรับบุคลากร 3. เพิ่มการจ่ายค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย รวมค่าทำความสะอาด นอกจากนี้ยังจะมีการทบทวนระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียน เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยร่วมให้บริการล้างไตด้วยการฟอกเลือดให้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114254</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., ATK, นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61235e3e22518.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช. ลุยตรวจโควิดผ่าน Rapid Antigen Test รู้ผลใน 30 นาที วันละ 10,000-12,000 ราย เริ่ม 12 ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11ก.ค.64- นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ระบาดหนักจนมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ขณะเดียวกันก็มีประชาชนที่ต้องการเข้ารับการตรวจหาเชื้อเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบให้ สปสช.ประสานกับสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) และคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกกระจายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าตรวจให้ได้วันละ 10,000-12,000 คน เบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินการประมาณ 1-2 สัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวว่า การตรวจหาเชื้อดังกล่าว จะใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ที่ขึ้นทะเบียนแบบใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (Professional Use) ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 30 นาที โดยหากปรากฎว่าผลตรวจเป็นบวกหรือติดเชื้อก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษา อย่างไรก็ดี เนื่องจากขณะนี้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและเตียงในโรงพยาบาลใน กทม. ก็ใช้งานจนเต็มแล้ว ดังนั้นกรมการแพทย์จึงได้วางแนวทางให้รักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือในชุมชน (Community Isolation) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอย้ำว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งให้ท่านกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ เราได้ออกแบบระบบรองรับไว้แล้ว โดยให้คลินิกชุมชนอบอุ่น ในพื้นที่ที่ท่านพักอาศัยคอยติดตามดูแลสุขภาพของท่าน หากไม่สามารถดูแลที่บ้านได้เนื่องจากสภาพที่อยู่อาศัยไม่พร้อมก็จะเป็นการดูแลโดยชุมชนในสถานที่ที่ชุมชนจัดไว้ เช่น ศาลาวัด หอประชุมโรงเรียน ซึ่งขณะนี้กรุงเทพมหานคร รวมถึงภาคประชาสังคมได้ดำเนินการแล้ว โดยเมื่อทราบผลว่าติดเชื้อซึ่งส่วนใหญ่การพบการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มการตรวจเชิงรุกคือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือกลุ่มสีเขียว ก็จะมีการรายงานผลเข้าระบบฐานข้อมูลของ สปสช. ส่วนท่านกลับไปกักตัวที่บ้านก่อน อย่าออกไปไหน สปสช.จะจับคู่คลินิกชุมชนอบอุ่นใกล้บ้านเพื่อการดูแลให้ ซึ่งก็จะมีคลินิกชุมชนอบอุ่นติดต่อไปหาท่านภายใน 48 ชั่วโมง&amp;quot; นพ.จเด็จ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า เมื่อคลินิกชุมชนอบอุ่นติดต่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะส่งเครื่องวัดไข้และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือดไปให้ที่บ้าน รวมถึงยาฟ้าทะลายโจร โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ของคลินิกนั้นซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ทำวิดีโอคอล หรือ Telehealth ติดตามประเมินอาการวันละ 2 ครั้งทุกวัน ขณะเดียวกันก็จะจัดส่งอาหารให้วันละ 3 มื้อ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อสามารถกักตัวอยู่ในบ้านได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดหาอาหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แล้ว ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการแย่ลงหรือเปลี่ยนเป็นผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลืองและสีแดง คลินิกชุมชนอบอุ่นจะประสานกับโรงพยาบาลรับส่งต่อของตัวเองให้รับตัวผู้ป่วยไปรักษาในโรงพยาบาล และในกรณีที่โรงพยาบาลรับส่งต่อก็เตียงเต็มอีก ก็จะประสานสายด่วน 1330 ของ สปสช. หรือสายด่วน 1668 ของกรมการแพทย์ เพื่อหาเตียงให้ ซึ่งระหว่างที่รอเตียงอยู่ก็จะส่งยาฟาวิพิราเวียร์ไปให้ที่บ้าน เพื่อประคองอาการไปก่อนจนกว่าจะได้เตียงในโรงพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่ 80% เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว คือไม่แสดงอาการหรืออาการไม่รุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถรักษาที่บ้านได้ ขณะที่ สปสช.มีเครือข่ายคลินิกชุมชนอบอุ่นหรือหน่วยบริการปฐมภูมิอื่นในพื้นที่ กทม. 204 แห่ง แต่ละแห่งมีศักยภาพ (capacity) ดูแลผู้ป่วยได้ 200 ราย รวมแล้วสามารถดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่รักษาตัวที่บ้านได้ประมาณ 40,000 ราย ซึ่งเมื่อผู้ติดเชื้อสีเขียวเข้าสู่ระบบการรักษาตัวเองที่บ้าน ก็จะทำให้มีพื้นที่เตียงว่างในโรงพยาบาลสำหรับรองรับผู้ป่วยที่อาการปานกลางและอาการรุนแรงได้มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นอกจากการจับคู่คลินิกชุมชนอบอุ่นรักษาที่บ้านหรือที่ชุมชนแล้ว กรณีผู้ติดเชื้อไม่มีอาการที่ต้องการกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนาหรือต่างจังหวัด สปสช.เปิดสายด่วน 1330 ให้ประชาชนแสดงความจำนงที่จะกลับไปรักษาที่ต่างจังหวัด แล้ว สปสช.จะประสานจังหวัดและจัดรถไปส่งที่โรงพยาบาลให้ โดยค่าพาหนะเบิกจาก สปสช.ได้ตามหลักเกณฑ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จุดตรวจเชิงรุกโดยใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ที่ขึ้นทะเบียนแบบใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (Professional Use) ที่จะเริ่มในวันจันทร์ที่ 12 ก.ค.เป็นต้นไป เวลา 8.00 น.เป็นต้นไปจนกว่าจะตรวจครบ ดังนี้ 1.สนามกีฬาธูปะเตมีย์ กองทัพอากาศ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 2.สนามราชมังคลากีฬาสถาน (หัวหมาก) เขตบางกะปิ กทม. ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้ ทางสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) จะเป็นผู้ตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ตั้งเป้าจุดละ 3,000 รายต่อวัน และ 3. ลานจอดรถชั้น 5 อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ โดย คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นผู้ตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test (เนื่องจากวันแรกจะทดลองระบบวันละ 500 รายก่อนจะเพิ่มจนได้ตามเป้าหมายวันละ 3,000 ราย)&amp;nbsp;และในวันพุธที่ 14 ก.ค.เป็นต้นไป เวลา 8.00 น.เป็นต้นไปจนกว่าจะตรวจครบ จะเพิ่มอีก 1 จุดคือ 3,000 รายต่อวันเช่นกัน คือที่สนามฟุตบอลกองพล ปตอ. เกียกกาย เขตดุสิต กทม. สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) จะเป็นผู้ตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สปสช.มีแผนขยายการตรวจโควิด-19 เชิงรุกโดยใช้ชุดตรวจ Rapid Antigen Test ที่ขึ้นทะเบียนแบบใช้โดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ (Professional Use) ในคลินิกชุมชนอบอุ่นใกล้บ้านด้วย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น ลดความแออัดที่จุดตรวจเชิงรุก และลดการรอคอย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109366</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., #โควิด19, Rapid Antigen Test, นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, สปคม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eac773356b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดขอเคลม&#039;สปสฃ.&#039;เกิดอาการแพ้หลังฉีดวัคซีน 150 ราย  รวมเฉียดล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1มิ.ย.64-นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า วานนี้ (31 พฤษภาคม 2564) ได้ประชุมผู้บริหาร สปสช. ทั้ง 13 เขต เพื่อชี้แจงการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีที่ได้รับความเสียหายจากวัคซีนโควิด-19 แต่ละเขตขณะนี้ เริ่มมีผู้ทยอยยื่นคำร้องขอรับการความช่วยเหลือเบื้องต้นจากกรณีฉีดวัคซีนโควิด-19 เข้ามา โดยย้ำว่าหากประชาชนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 สงสัยว่าจะมีอาการเจ็บป่วยที่มีเหตุจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมถึงในกรณีที่เสียชีวิต ทั้งตัวผู้ฉีดวัคซีนหรือญาติสามารถยื่นคำร้องได้ที่โรงพยาบาลที่รับฉีดวัคซีน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานสาขาเขตของ สปสช. ได้ทันที โดยจะมีคณะอนุกรรมการฯ ระดับพื้นที่พิจารณาคำร้อง เมื่อพบว่าเป็นความเสียหายจะจ่ายเงินชดเชยภายใน 5 วันหลังคณะอนุกรรมการมีมติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรจะได้รับการช่วยเหลือไม่เกิน 400,000 บาท กรณีสูญเสียอวัยวะหรือพิการช่วยเหลือไม่เกิน 240,000 บาท และกรณีเกิดภาวะเจ็บป่วยที่ต้องรับการรักษาไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งจะช่วยเหลือจำนวนเท่าใดนั้น เป็นการพิจารณาของอนุกรรมการฯ ตามภาวะความรุนแรง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ต้องย้ำว่ากรณีที่สงสัยความเจ็บป่วยรวมถึงเสียชีวิตว่ามีสาเหตุจากวัคซีน สามารถยื่นคำร้องได้ทันที ไม่ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นการใช้หลักการช่วยเหลือเหลือเบื้องต้น ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด อาจเป็นเรื่องของเหตุสุดวิสัย และเมื่อมีได้จ่ายช่วยเหลือไปแล้ว ในภายหลังหากพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เราก็จะไม่เรียกเงินคืนเนื่องจากถือว่าเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น เรื่องนี้เป็นกลไกทางสังคมในการให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่กลไกทางการแพทย์ที่พิสูจน์สาเหตุ จึงต้องมีความรวดเร็วเพื่อบรรเทาผลที่เกิดขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.จเด็จ กล่าวว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีผู้ที่รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ยื่นคำร้องและ สปสช. ได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้วจำนวน 150 ราย รวมเป็นเงินช่วยเหลือจำนวน 991,700 บาท ส่วนใหญ่อาการไม่มากมีจำนวน 131 ราย อาการปานกลาง 15 ราย และอาการมากที่ต้องนอนโรงพยาบาล 4 ราย อย่างไรก็ตามกรณีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นที่ได้รับความเสียหายจากวัคซีนโควิด-19 นี้ เฉพาะบริการวัคซีนหลักที่เป็นของรัฐบาลจัดบริการฉีดให้กับประชาชนเท่านั้น โดยครอบคลุมทุกบริษัทที่รัฐนำเข้า แต่ไม่รวมถึงวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวัคซีนทางเลือกซึ่งให้บริการโดยโรงพยาบาลเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104882</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี, เคลมแพ้วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5b3d8a6914.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
