<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยาคุม&quot;ผสมแชมพู ไม่ช่วยรักษาโรคผมร่วง ผมบางได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ต.ค.63-นพ. ณรงค์ อภิกุลวณิช &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่มีข่าวเผยแพร่ใน Social ว่า ถ้าอยากเร่งให้ผมยาวหรือแก้ผมร่วง ให้เอายาคุมกำเนิดมาบดใส่แชมพูแล้วเอามาสระผมนั้น ขอเรียนว่า &amp;nbsp;ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิดคือ เอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสติน (progestin) ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีคุณสมบัติยับยั้งการตกไข่ ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนและลดฮอร์โมนเพศชาย ที่ทำให้เกิดภาวะผมบางจากพันธุกรรม &amp;nbsp;ส่วนฮอร์โมนโปรเจสตินมีคุณสมบัติยับยั้งฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ทำให้เกิดภาวะผมบางจากพันธุกรรมเช่นกัน ปกติยาคุมกำเนิด จะดูดซึมทางระบบอาหาร ไม่มีรายงานทางการแพทย์ว่าดูดซึมทางหนังศีรษะ การนำยาคุมกำเนิดไปใช้ผิดวิธี จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.มิ่งขวัญ &amp;nbsp;วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ &amp;nbsp;ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;โรคผมบางจากพันธุกรรมเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่จากปัจจัยฮอร์โมนแอนโดรเจนอย่างเดียว เช่นปัจจัยทางพันธุกรรมรวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;การรักษาด้วยการใช้ยาทาหรือยารับประทานที่ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนอาจจะไม่ได้ผลในผู้หญิง สำหรับผู้ชายไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดในการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มีเต้านมขนาดใหญ่ขึ้น พบว่าจากหลักฐานการศึกษาทางการแพทย์ มีการใช้ยาทาเอสโตรเจนในผู้ป่วยหญิงที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม แต่ไม่ได้ทำให้ผมขึ้นมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ยาคุมกำเนิดบดผสมในแชมพูอาจมีการดูดซึมที่หนังศีรษะได้ไม่ดีเท่ากับการทายา แต่กลับจะทำให้ปริมาณ ยาคุมกำเนิดลดลงพร้อมกับแชมพูสัมผัสหนังศีรษะในระยะเวลาจำกัดก่อนที่จะถูกล้างออก &amp;nbsp;ดังนั้นการดูดซึมจึงน้อยกว่าการทายาหรือการรับประทานยา ประสิทธิภาพในการต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ. สถาบันโรคผิวหนัง &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า &amp;nbsp;การศึกษาทางการแพทย์ที่พบว่ายาต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนชนิดอื่นนอกเหนือจากยาคุมกำเนิด อาจใช้ได้ผลในผู้ป่วยหญิงบางรายที่มีโรคผมบางทางพันธุกรรม ได้แก่ &amp;nbsp;spironolactone, finasteride, dutasteride, flutamide แต่ยารับประทานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในมาตรฐานการรักษาและห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีโอกาสจะตั้งครรภ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่ทารกในครรภ์ได้ &amp;nbsp;จากหลักฐานการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานยา spironolactone อย่างเดียวหรือรับประทานยา spironolactone ร่วมกับยาคุมกำเนิด ผลการศึกษาไม่พบว่าการรับประทานยาคุมกำเนิดช่วยให้ผมขึ้นมากขึ้น &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะดีกว่าการทำตามความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81933</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, ยาคุมกำเนิด, แชมพูสระผม, โรคผมร่วง ผมบาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f97c41cee187.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างภูมิคุ้มกันแบบไม่ลดการ์ด  หลังปลดล็อคโรคระบาดโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง แนะนำประชาชนสร้างภูมิคุ้มกันแบบไม่ลดการ์ด สำหรับมาตรฐานใหม่หลังการระบาดโรคโควิด 19 เพื่อทำให้ร่างกายยังคงมีศักยภาพในการ &amp;ldquo;สวนหมัด&amp;rdquo; เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าโรคโควิด 19 จะอยู่กับสังคมชาวโลกไปเรื่อยๆ อยู่เงียบๆ รอจังหวะ เพราะเรายังไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคนี้ให้หมดไปได้&amp;nbsp; นั่นหมายความว่าเรายังต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกายให้เหมาะสม&amp;nbsp; รักษาระยะห่างทางสังคมไว้และหมั่นล้างมือ&amp;nbsp; นอกจากนี้การลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อให้น้อยลงและยังช่วยป้องกันตัวเองจากโรคโควิด 19 ได้&amp;nbsp; คือการสร้างเกราะภายในร่างกายของเราที่เรียกว่า &amp;ldquo;ระบบภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพทย์หญิงมิ่งขวัญ&amp;nbsp; วิชัยดิษฐ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์&amp;nbsp; ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโดยภาพรวมภูมิคุ้มกันของเราได้รับการออกแบบมายอดเยี่ยมมากในการป้องกันเชื้อโรคและอันตรายจากภายนอก&amp;nbsp; แต่บางครั้งระบบนี้ก็มีจุดอ่อน เพราะร่างกายไม่มีประสบการณ์เมื่อเจอโรคใหม่ๆ อย่างไรก็ตามระบบภายในร่างกายมนุษย์ยังมีศักยภาพในการ &amp;ldquo;สวนหมัด&amp;rdquo; เพื่อสู้กับอะไรก็ตามที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มาดูกันว่าเราจะสร้างหมัดของเราให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเอาตัวรอดได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาหาร : คำว่าถูกหลักโภชนาการ นอกจากอาหารสด สะอาดและมีองค์ประกอบของสารอาหารสำคัญครบถ้วนแล้ว แต่ละมื้อต้องมีผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง รับประทานอาหารร้อนปรุงสุกใหม่ๆ และในยุคโควิด 19 เราต้องใช้ ช้อนกลางส่วนตัว&amp;nbsp; และยังต้องล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจล ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร &amp;ldquo;กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ก็ต้องการอาหารดี มีคุณภาพฉันนั้น&amp;nbsp; ผู้ที่ขาดสารอาหารจะมีแนวโน้มติดเชื้อโรคได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การนอนหลับพักผ่อน : ประเด็นนี้มีหลายคนมองข้าม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คนนอนน้อยมักติดเชื้อหวัดง่าย การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเป็นการสร้างภูมิคุ้นกันที่ดีมาก ระหว่างการนอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีเวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และจัดการระบบภายในให้เข้าที่ เราควรนอนหลับให้สอดคล้องกับวงโคจรของพระอาทิตย์ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ร่างกายไม่ฝืนสภาพการทำงานของระบบภายใน เพราะร่างกายเราถูกสร้างมาให้เดินเครื่องตามพระอาทิตย์ และการหลับในตอนกลางคืน แปลว่าเราจะไม่ไปเที่ยวสถานที่กลางคืน โอกาสติดโรคโควิด 19 ย่อมลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกกำลังกาย : ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความดันโลหิต ลดความเครียด การออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง&amp;nbsp; ทำให้เกิดระบบไหลเวียนเลือดที่ดี เซลล์และสารต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันไหลเวียนไปทั่วร่างกาย&amp;nbsp; แต่ควรเลือกออกกำลังกายในสถานที่เอื้อต่อการรักษาระยะห่างจากผู้อื่น หรือถ้าอยู่ในที่สาธารณะต้องรักษาระยะห่างจากบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานที่เหมาะสม : สถานที่ทำงาน สถานที่นอนหลับพักผ่อน ต้องมีอากาศสะอาด สถานที่ใดมีคนหมู่มากมารวมกัน จะมีคนต่างนิสัย ต่างความชอบ ต่างพฤติกรรม และมีปัญหาสุขภาพต่างกัน&amp;nbsp; โดยภาพรวมคนหมู่มากจะแย่งอาหาร แย่งอากาศดีๆ กัน ทำให้เกิดฝุ่นควัน ละอองฝอย และแพร่เชื้อโรคแก่กันโดยไม่ได้ตั้งใจ&amp;nbsp; เชื้อโควิดแพร่กระจายได้ง่ายมาก&amp;nbsp; ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว&amp;nbsp; ดังนั้นการไม่ลดการ์ดก็คือ ยังต้องรักษาระยะห่างทางสังคมไว้&amp;nbsp; ถ้าเราหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน ก่อนจะไปสถานที่ใดพิจารณาว่าสถานที่นั้นๆ จะเอื้อต่อการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลี่ยงการใช้สารเสพติด : การไม่สูบบุหรี่และไม่ไปรับควันบุหรี่จากบุคคลอื่น เป็นการเตรียมปอดให้แข็งแรงไว้สู้เชื้อโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากใครติดบุหรี่อยู่แล้ว&amp;nbsp; ให้ถือโอกาสนี้เริ่มถอน&amp;nbsp; ตั้งใจให้มั่น ค่อยๆ ถอน&amp;nbsp; เอาโรค&amp;nbsp;&amp;nbsp; โควิด 19 เป็นเครื่องเตือนใจ&amp;nbsp; ทุกครั้งที่มองเห็นหน้ากากปิดปากให้ถือเป็นสิ่งเตือนใจว่า &amp;ldquo;เราต้องงดสิ่งเสพติดให้ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รักษาจิตใจ : ปัจจุบันพบว่าจิตกับกายมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด&amp;nbsp; อาการทางกายหลายเรื่องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอารมณ์เครียด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อาการปวดท้อง ลมพิษ หรือโรคหัวใจ โดยภาพรวมความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติตนดังกล่าวจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อคงสภาพการมีสุขภาพที่ดีให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ และลดความเสี่ยงต่อการติดโรคโควิด 19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebbaecb67a80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมเข้มโควิดถึงพ.ค. ติดเชื้อเพิ่ม28คน&#039;ศบค.&#039;ย้ำอย่านิ่งนอนใจยกญี่ปุ่นตัวอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในหลวง-พระราชินี&amp;rdquo; มีพระราชดำรัสชื่นชมรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานหนักสู้ภัยโควิด-19 จนสถานการณ์ดีขึ้น หากต้องการสิ่งใดกราบบังคมทูลขอพระราชทานได้ตลอดเวลา &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะถก ศบค. ต่อไปประชุมแค่จันทร์-พุธ-ศุกร์ &amp;ldquo;หมอทวีศิลป์&amp;rdquo; เปิดตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ แค่ 28 ราย แต่อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ยก &amp;ldquo;ญี่ปุ่น&amp;rdquo; เป็นตัวอย่าง ระบุต้องคุมเข้มถึงเดือน พ.ค. สาธารณสุขแจงบุคลากรทางการแพทย์ป่วยไม่ใช่มารักษาไวรัสโคโรนาทั้งหมด จับตา ครม.ถกมาตรการพาคนไทยจากมาเลย์กลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกระแสพระราชดำรัสชื่นชมผลการปฏิบัติงานของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข จิตอาสา ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชน และประชาชน ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนัก ด้วยความอดทน เสียสละ ร่วมมือกันจนทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับเป็นที่น่าพอใจ พร้อมกับพระราชทานกำลังใจให้ทุกคน หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ประสงค์ให้พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระราชทานเพิ่มเติม ขอให้กราบบังคมทูลได้ตลอดเวลา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในช่วงเช้า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ โดยกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิค-19 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค ยาสามัญ หน้ากากผ้า เจลแอลกอฮอล์ ให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ จำนวน 623 ชุมชน 120,581 ครัวเรือนใน 46 เขตของกรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้หน่วยทหารของกองทัพบกได้นำถุงพระราชทานดังกล่าวไปมอบให้กับประชาชนที่บ้านมาตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. จนถึงปัจจุบัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและความห่วงใยต่อพสกนิกรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ได้พระราชทานการดูแลประชาชนผ่านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่ง ซึ่ง ผบ.ทบ.ได้มอบหมายให้หน่วยทหารในพื้นที่ต่างๆ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหรือผู้ป่วยได้รับทราบ และเข้าถึงการรับบริการใน รพ.สมเด็จพระยุพราชในแต่ละพื้นที่
บิ๊กตู่กำหนดโจทย์ 10 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดยเวลา 10.00 น. ได้ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือ ศบค. เพื่อติดตามสถานการณ์ และผลการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ซึ่งก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายกฯ กล่าวอวยพรเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ก่อนจะกำหนดประชุม ศบค. โดยต่อไปจะประชุมทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการประชุม นายกฯ ยังได้กล่าวถึงการตั้งคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการบริหารจัดการพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคโควิด-19 โดยให้เพิ่มผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมทั้งได้เล่าถึงการตรวจเยี่ยมการดำเนินการของภาครัฐ หน่วยงาน และประชาชนในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี พร้อมขอให้ทุกฝ่ายประเมินภาพรวมร่วมกันในการทำงานที่ผ่านมาด้วย ว่า Best and worst case เป็นอย่างไร จะผ่อนสั้นผ่อนยาว อนุโลม และเข้มงวดเรื่องใดบ้าง เช่น กรณีช่างตัดผม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางร่วมกัน ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหลักในการประเมินมาตรการผ่อนคลาย และหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายลงจะทำอย่างไร ให้พิจารณาให้ครอบคลุมทุกมิติ เชิงลึก เชิงกว้าง และรอบคอบ เพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเด็นสำคัญที่นายกฯ ให้ไว้ในการประชุม ประกอบด้วย 1.ให้ทุกหน่วยงานการประเมินสถานการณ์ Best and Worst Case เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 2.บันทึกเหตุการณ์โควิด-19 ในหอจดหมายเหตุเพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคต 3.บูรณาการข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชน 4.ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาใจใส่ ตรวจตรา ประเมินกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงาน หากต้องการความช่วยเหลือหรือเจ็บป่วยด้านใด ต้องได้รับการดูแล ต้องช่วยเหลือ 5.ด้านการกระจาย แจกจ่าย เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 6.การกำหนดราคาสินค้า สั่งให้กระทรวงพาณิชย์จัดทีมสร้างแนวร่วม เช่น จิตอาสา เพื่อช่วยสอดส่องดูแลให้เรียบร้อย 7.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำสถิติตัวเลข เช่น การติดเชื้อ ที่มาของโรค 8.พิจารณาการใช้แอปพลิเคชัน โดยเมื่อสำเร็จแล้วให้ช่วยชี้แจงให้ประชาชนผู้ใช้งานเข้าใจใช้งานได้จริง 9.ด้านโครงการวิจัยและพัฒนา ให้ศึกษาว่าขณะนี้เราทำอะไรได้บ้าง และ 10.ขอบคุณเอกชนที่ร่วมมือ และให้เกียรติรัฐบาล รวมทั้งขอบคุณที่ร่วมมอบสิ่งของ เครื่องใช้ รวมถึงร่วมวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่ประชุม หน่วยงานต่างๆ ยังได้รายงานผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินออกจากตึกสันติไมตรี ผ่านห้องทำงานสื่อมวลชน และแวะทักทายสื่อมวลชนพร้อมอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ และเมื่อถามถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษ ในวันที่ 14 เม.ย. นายกฯ ตอบว่า เตรียมไว้แล้ว และเมื่อกล่าวอีกว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ไม่ได้รดน้ำ นายกฯกล่าวตอบว่า &amp;quot;ปีหน้ารดให้เปียกเลยนะ และส่วนตัวได้ใส่บาตรไปแล้ว และจัดของถวายพระทุกวัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมหันมาโบกมือและกล่าวกับสื่อมวลชนอีกด้วยว่า &amp;quot;สวัสดีปีใหม่ สงกรานต์ ปีหน้าค่อยมารดน้ำกันนะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 เม.ย. นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน และผู้นำอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) สมัยพิเศษ ว่าด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ณ ทำเนียบรัฐบาล ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งเป็นประจำทุกปีที่ผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศจะร่วมประชุมกันปีละ 2 ครั้ง แต่เนื่องด้วยขณะนี้มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ส่งผลกระทบทั่วโลก ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องให้จัดการประชุมทางไกลแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อภายในประเทศ ว่าวันนี้ถือเป็นข่าวดีที่ตัวเลขลดลงมาต่อเนื่องเพียง 28 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่กลับมาจากอินโดนีเซีย 3 ราย อยู่ที่ จ.สตูล 2 ราย และยะลา 1 ราย ส่วนยอดผู้ป่วยสะสม 2,579 ราย มีผู้หายป่วยเดินทางกลับบ้านแล้ว 1,288 ราย โดยมีผู้หายป่วยกลับบ้านมากกว่าผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้เตียงเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ป่วย
ยังต้องเข้มถึงเดือนหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวว่า ขณะที่ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย เสียชีวิตสะสม 40 ราย รายที่ 39 เป็นชายไทย อายุ 56 ปี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ และรายที่ 40 เป็นชายไทย 43 ปี เป็นพนักงานบริษัท มีโรคประจำตัวเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะเห็นว่าผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งสองรายอายุไม่ถึง 60 ปี เราจึงจำเป็นต้องรวบรวมรายละเอียดคนกลุ่มนี้มาบอกให้ประชาชนรับทราบ เพื่อที่จะเรียนรู้อาการต่างๆ เป็นอย่างไร และเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอดป่วยสะสมทั่วประเทศ กทม.มี 1,306 ราย, ภูเก็ต 182 ราย, นนทบุรี 150 ราย และยะลา 84 ราย แต่ถ้าดูยอดผู้ป่วยต่อจำนวนประชากรในจังหวัดสูงที่สุดยังเป็น จ.ภูเก็ต ที่มีการถามว่าขณะนี้สถานการณ์ในไทยไว้วางใจได้หรือยัง หลังตัวเลขผู้ป่วยรายวันลดลงนั้น ขอให้ดูประเทศญี่ปุ่น ที่นิ่งๆ ทรงๆ แต่อยู่ๆ ก็กลับขึ้นมาสูงอีก ถือว่าน่ากังวลว่ามันจะขึ้นมากกว่านี้อีกหรือไม่ และที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งพบผู้ป่วยรายแรกในปลายเดือน ม.ค. เพียงเดือนเศษก็สามารถกระโดดขึ้นมาเป็น 180 คนได้ ดังนั้นตัวเลขของเราที่อยู่ที่ 28 คนวันนี้ ก็อาจเพิ่มขึ้นได้อีก จึงไม่อยากให้นิ่งนอนใจ&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกถึงคำถามที่ว่าจะผ่อนคลายมาตรการลงได้ และการทำงานที่บ้านยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ว่ายังไม่อยากผ่อนคลายกันมาก พอเห็นตัวเลขแล้วดีใจ กลับไปทำตัวปกติ ซึ่งไม่ดีเลย เพราะแม้ในประเทศเราควบคุมดูแลล้อมรั้วกันอย่างดี แต่สถานการณ์ต่างประเทศตัวเลขยังเป็นสีแดงกันอยู่ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเลย เราอยู่ในแวดล้อมของสถานการณ์การติดเชื้อของทั่วโลกที่สูงขึ้น มีแต่บ้านเราเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ เพราะเราเข้มแข็งและช่วยกัน การร่วมกัน 70-80% ไม่สามารถทำให้ตัวเลขลดลงได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าจะลดลงต่อเนื่อง ประชาชนต้องร่วมกัน 90% ขึ้นไป ถ้าการ์ดเราตกลงมาก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น ทุกคนต้องเป็นแนวร่วม ต้องช่วยกันยาวไปถึงกลางเดือน สิ้นเดือน และต้นเดือนหน้า ตามที่มีการพยากรณ์ว่าโรคนี้จะอยู่กับเรา 3-4 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าบางพื้นที่ไม่มีการติดเชื้อ การผ่อนคลายในระดับจังหวัดและภาคอาจเกิดขึ้นได้ แต่อย่าเอาสาระที่ผม ต้องเอาสาระที่คณะกรรมการวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ซึ่งยังไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ ตัวเลข 28 รายในวันนี้เป็นผลจากพฤติกรรม 1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ วันนี้เพิ่งเข้าเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนยังต้องปรับตัวเรื่องชุดพฤติกรรม ถ้าผ่อนคลายวันนี้จะไปส่งผลเป็นตัวเลข 5-7 วันข้างหน้า ดังนั้นการ์ดเราจะตกไม่ได้ ขอทุกท่านร่วมมือร่วมใจ 90% ต่อไปเรื่อยๆ&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ยังไม่ชัดเปิดร้านตัดผม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าในบางพื้นที่จะให้ร้านตัดผมและเสริมสวยเปิดได้ในวันที่ 16 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขอตรวจสอบก่อน เพราะเรามีคำสั่งจากส่วนกลางว่าถ้าส่วนกลางมีมาตรการเข้มกว่าในส่วนของต่างจังหวัดต้องยึดตามส่วนกลาง แต่ถ้าส่วนกลางไม่ได้กำหนดไว้ แล้วต่างจังหวัดจะเข้มกว่าก็ทำได้ แต่อ่อนกว่าไม่ได้ จึงขอให้ระมัดระวังกันสักนิด เรื่องการตัดผมเป็นกิจกรรมที่ใกล้ชิดกันมาก มีโอกาสปนเปื้อนกับเชื้อโรคถ้าทำความสะอาดไม่ดี หรือใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ขอให้ปรับตัวสักหน่อย เดี๋ยวคงจะมีมาตรการผ่อนคลายขึ้นมาหากสถานการณ์ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในบุคลากรทางการแพทย์ว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 102 คน ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนที่ติดเชื้อจากการปฏิบัติงานจากการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยมี 20% ที่ติดเชื้อในชุมชน และติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ 65% และอีก 15% ไม่สามารถระบุได้ว่าติดเชื้อจากที่ใด เป็นพยาบาล 40% แพทย์ 10% ผู้ช่วยพยาบาลกับผู้ช่วยแพทย์ 10% และตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ 40%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการบริหารจัดการเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ว่า มีโรงพยาบาลในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลที่เข้าร่วมทั้งภาครัฐและเอกชน โดยภาครัฐมี 30 แห่ง และเอกชน 70 แห่ง จำนวนเตียงขณะนี้มีทั้งหมด 1,978 เตียง และหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโรงพยาบาลราชวิถี รพ.สนามธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่รองรับผู้ป่วยที่ดีขึ้นแล้ว 603 เตียง ยืนยันว่าศักยภาพของเราเพียงพอ โดยปลาย เม.ย.มีแผนขยายเตียงรับผู้ป่วยอาการหนักในภาครัฐ 187 เตียง และปลายเดือน พ.ค. จะมีทั้งหมด 292 เตียง และในต่างจังหวัดเตียงรับผู้ป่วยอาการหนักมีกว่า 5,000 เตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณรงค์ยังกล่าวถึงกรณีประชาชนเกิดความกังวลที่ต่างประเทศได้ปิดประเทศ ซึ่งอาจกระทบผู้ป่วยที่ต้องใช้ยานำเข้า เช่น โรคมะเร็งและเบาหวาน ว่าได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถึงแม้ว่าในหลายประเทศที่เป็นแหล่งผลิตยาได้ปิดประเทศ แต่คลังยาในไทยได้เตรียมยาไว้รักษาสำหรับป่วยโรคต่างๆ ซึ่งเพียงพอประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การ์ยกวินพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโครงการ 1 จังหวัด 1 แล็บ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจตัวอย่างอย่างน้อย 2 หมื่นตัวอย่างต่อวัน ว่ามีทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วม และสามารถดำเนินเปิดห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานแล้วกว่า 93 แล็บ และตั้งเป้าให้มีมากกว่า 100 แล็บ &amp;nbsp;
ช่วยคนไทยในมาเลย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจากกองทัพบกแจ้งถึงการติดตามนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสที่จะเดินทางกลับมาในเร็ววันนี้ว่า ผบ.ทบ.ได้ให้กรมกำลังพลทหารบกเตรียมการไว้แล้ว ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ยังมีแผนจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 เพื่อติดตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังมีคนไทยในอินโดนีเซียและกลุ่มต้มยำกุ้งจากมาเลเซียจะเดินทางกลับไทย ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้จัดเตรียมพื้นที่ควบคุมโรค หรือ local quarantine เพื่อกักตัวคนไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด และบางอำเภอในจังหวัดสงขลา รวมทั้งหมด 67 แห่ง จำนวน 2,495 ห้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานข้อมูลระหว่าง กต. สถานทูต กงสุลประเทศปลายทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของจังหวัดในพื้นที่รองรับ ซึ่งประเมินเบื้องต้นจะมีคนไทยที่ตกค้างหลังจากปิดพรมแดนในมาเลเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซียและอินเดีย โดยความพร้อมในการรับคนเข้ามาแต่ละวันจาก 3 ด่าน รวมแล้วประมาณ 300 คน&amp;nbsp;
​ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และหารือมาตรการช่วยคนไทยที่ตกค้างในมาเลเซีย ซึ่งนายนิพนธ์ระบุว่า รัฐบาลต้องรู้ตัวเลขที่แน่ชัดก่อน ดังนั้นจึงต้องสำรวจ โดยอาจให้ลงทะเบียนทางออนไลน์ ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอยู่ประมาณ 7,000-8,000 คน โดยในการประชุม ครม.วันที่ 15 เม.ย. ก็จะแนวทางหรือรวมงบประมาณเพื่อให้ ครม.พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานอีกว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้ลงนามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้รักษาวินิจฉัย หรือป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 10 เม.ย. แต่ สธ.เพิ่งได้รับทราบ เพราะเป็นช่วงวันหยุด ซึ่งต้องติดตามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ. จะออกประกาศของ สธ.ให้สอดคล้องกับกระทรวงการคลังหรือไม่ คือย้อนหลังไปรับรองสิ่งของที่นำเข้ามารักษาไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. หรือจะให้มีผลนับจากวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคโควิด-19 จำนวน 33 คนว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจการบริหารของนายอนุทิน และการตั้งให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ คุมการจัดซื้อเวชภัณฑ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องหรือไม่ ถือเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของข้าราชการใน สธ.อย่างมาก ทั้งๆ ที่ทำงานหนักและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดโควิด-19 มาตั้งแต่ต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63050</URL_LINK>
                <HASHTAG>การุณ โหสกุล, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, นพ.โอภาส การ์ยกวินพงศ์, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นิพนธ์ บุญญามณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e9460e4b8570.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ยอมให้การ์ดตก สธ.เตรียมพร้อม เตียงรับป่วยโควิดกทม.-ปริมณฑล 2,701เตียง เครื่องช่วยหายใจ 1 หมื่นเครื่อง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 เม.ย.63- นพ. ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยความคืบหน้าการบริหารจัดการเตียงรองรับการรักษาโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า รัฐบาลได้ทุ่มสรรพกำลังในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ด้านการรักษาพยาบาล ทำให้วันนี้เริ่มเห็นตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งความร่วมมือของทุกภาคส่วนในภารกิจด้านการรักษาและดูแลผู้ป่วย การวางแผนบริหารจัดการโรงพยาบาล และ Hospitel ทำให้ผู้ป่วยรักษาหายแล้วถึง 1,288 ราย คิดเป็นร้อยละ 50 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จร่วมกันในการเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2563 ได้บูรณาการความร่วมมือจัดสรรเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ขณะนี้มีเตียงรองรับผู้ป่วยรวม 2,701 เตียง ดังนี้ 1.เตียงในหอผู้ป่วย จำนวน 1,978 เตียง อยู่ในภาครัฐ 930 เตียง (โรงเรียนแพทย์ เหล่าทัพ ตำรวจ กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข) และภาคเอกชนอีก 1,048 เตียง 2.เตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) จำนวน 120 เตียง เป็นของรัฐ 65 เตียง เอกชน 55 เตียง ทั้งนี้ คาดว่าปลายเดือนเมษายนจะขยายเพิ่มเป็น 187 เตียง และ 292 เตียงในเดือนพฤษภาคม 3.Hospitel จำนวน 603 เตียง รองรับผู้ป่วยรอจำหน่ายที่มีอาการดีขึ้น เป็นโรงแรม 2 แห่ง และหอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเครื่องช่วยหายใจได้จัดเตรียมชนิดขีดความสามารถสูงสุด ที่ประมวลผลการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ สนับสนุนการทำงานของแพทย์ เพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง มีเพียงพออย่างน้อย 2 เท่าของเตียงไอซียู ที่กำลังจัดเตรียมไว้ 400 เตียงทั่วประเทศ มีอีกประมาณ 100 เครื่องในภาคเอกชนมีอีก และมีแผนจัดหาเพิ่มเติมอีกประมาณ 100 เครื่อง มั่นใจว่ามีทั้งเตียงและเครื่องช่วยหายใจรองรับเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ณ สถานการณ์ขณะนี้อย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประเทศไทยมีไอซียูรวมทั้งหมดประมาณ 6,000 เตียง และมีเครื่องช่วยหายใจที่สามารถใช้ในห้องไอซียู ประมาณ 10,000 เครื่อง แบ่งเป็นชนิดมีศักยภาพสูงสุดช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ ใช้งานในระดับวิกฤตสูงสุด 4,000 เครื่อง และกลุ่มขีดความสามารถสูง มีความซับซ้อนขึ้น มีระบบการวัดผลมากขึ้นแสดงผลใช้งานหลากหลายอีกประมาณ 6,000 เครื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลกและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลของเครื่องช่วยหายใจรุ่น PB560 ของบริษัท Puritan Bennett &amp;ndash; Covident (ขีดความสามารถระหว่างกลุ่มที่ 2 และ 3 ใช้ในICUได้) โดยให้ถอดแบบและนำไปผลิตโดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังร่วมมือกันทำงานชิ้นสำคัญชิ้นนี้อยู่ คาดว่าในอีก 1 ปีข้างหน้าจะสามารถใช้งานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63023</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมการแพทย์, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, เตรียมเตียงผู้ป่วยโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e94302b108a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระวังโรคผิวหนังกำเริบ ช่วงสภาพอากาศเปลี่ยน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศเริ่มต่ำลง อากาศเย็นและแห้ง ทำให้ผิวหนังแห้ง ลอก หยาบกร้าน มากกว่าปกติ ซึ่งมักจะทำให้เกิดปัญหามากในผู้สูงอายุที่มีภาวะผิวแห้งอยู่แล้ว และในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังจะทำให้อาการกำเริบ เช่น คัน แห้งแสบแดง โรคผิวหนังที่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาวได้แก่ โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการที่ผิวหนังแห้ง ภาวะผิวแห้ง อาจทำให้เกิดผื่นคัน พบมากในเด็ก ผู้สูงอายุ เนื่องจากผิวที่แห้งทำให้ไวต่อการระคายเคืองต่อน้ำ สบู่ หรือสารเคมีต่างๆ มักถูกกระตุ้นจากการอาบน้ำอุ่น ทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น วิธีการดูแลที่อยากแนะนำ คือ อย่าอาบน้ำร้อนเกินไป ให้อุ่นพอประมาณ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ที่สำคัญหลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง หากมีอาการแสบ คัน หรือผื่นลอกขึ้น อาจจะต้องมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น 1.โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง มักจะมีอาการมากที่มือ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำงานบ้าน จะมีอาการผื่นแดงคัน &amp;nbsp;แห้งแดงแตกที่มือ ดูแลเบื้องต้นโดยการใส่ถุงมือป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำโดยตรง และทาครีมบำรุงผิวบ่อยๆ 2.โรคภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก มักจะมีอาการผิวแห้ง ผื่นแดง คัน กำเริบในช่วงอากาศหนาวจากภาวะผิวแห้ง ซึ่งเด็กบางคนไม่ได้อาบน้ำในช่วงอากาศที่เย็น ทำให้แบคทีเรียที่ผิวหนังเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบ การดูแลผิวในเด็กเน้นการใช้ครีมบำรุง ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โรคเซบเดิม ผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน จะมีอาการผื่นแดงลอกเป็นขุยที่บริเวณไรผม ร่องแก้ม ข้างจมูก รูหู มักมีอาการกำเริบในช่วงที่อากาศเปลี่ยน ร่วมกับสาเหตุอื่นๆ เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลควรปรับพฤติกรรมและใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ทาครีมบำรุงบ่อยๆ และมาพบแพทย์ตามนัด 4.กลุ่มโรคไวรัสหลายชนิด ที่มีการแพร่กระจายได้มากในช่วงฤดูหนาว เช่น โรคสุกใส จะมีอาการไข้ร่วมกับตุ่มใสตามตัว หรือโรคหัดซึ่งจะพบในเด็กมีอาการไข้สูง ไอมาก ตาแดง และผื่นตามมา ไวรัสเหล่านี้ติดต่อทางทางเดินหายใจ การดูแลผิวในฤดูหนาว คือ ไม่อาบน้ำอุ่นเกินไป ใช้สบู่ที่อ่อนโยน ทาครีมบำรุงบ่อยๆ ถ้าผิวแห้งมากควรทาน้ำมัน และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52198</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5def8f74e3fa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหรียญที่ระลึกงานบรมราชาภิเษก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธนารักษ์&amp;quot; เผยโฉมเหรียญที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พ.ค.62 ครั้งแรก &amp;nbsp;รัฐบาลจัดพิธีสวด 5 ศาสนามหามงคล สบศ.ผนึกวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ จัดนักแสดง 2 พันคนร่วมมหรสพสมโภชฉลองพระราชพิธีฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงกษาปณ์ ถนนพหลโยธิน ปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมธนารักษ์ได้เปิดให้ประชาชนจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึก ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พ.ค. 2562 ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. ถึงวันที่ 4 เม.ย.2562 นั้น เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความต้องการในการสั่งจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกดังกล่าวเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และร่วมเฉลิมพระเกียรติอีกเป็นจำนวนมาก กรมธนารักษ์จึงขยายเวลาการรับจองต่อไปอีกจนถึงวันที่ 10 พ.ค.2562 โดยจะไม่มีการขยายเวลาเพิ่มอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ประชาชนสามารถจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกดังกล่าว ได้ที่หน่วยงานของกรมธนารักษ์ พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ นอกจากนี้ เหรียญเฉลิมพระเกียรติ (เหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ) ชนิดบุรุษ และสตรี ราคาจำหน่ายเหรียญละ 1,600 บาท เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.2562 เป็นต้นไป ณ หน่วยจำหน่ายของกรมธนารักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 3 ชนิดราคา ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ ชนิดราคา 19,000 บาท ประเภทขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงิน ชนิดราคา 1,000 บาท ประเภทขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท ประเภทธรรมดา จ่ายแลกเหรียญละ 20 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีประเภทเหรียญที่ระลึก 3 ประเภท ได้แก่ เหรียญที่ระลึกแพลทินัม (Platinum) จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,000,000 บาท เหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 5,000 บาท และเหรียญระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท และเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ ชนิดบุรุษ และสตรี จำหน่ายราคาเหรียญละ 1,600 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยสามารถจองได้ 1 สิทธิ์ 1 หมายเลขบัตรประชาชนเท่านั้น คือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญทองคำขัดเงา จำนวน 1 เหรียญ เหรียญเงินขัดเงา จำนวน 1 เหรียญ เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) จำนวนไม่เกิน 20 เหรียญ เหรียญที่ระลึก เหรียญแพลทินัม ไม่จำกัดจำนวน แต่ไม่เกินตามจำนวนผลิต เหรียญเงินรมดำพ่นทราย จำนวน 1 เหรียญ เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำนวน 1 เหรียญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอำนวยกล่าวว่า ขณะนี้กรมธนารักษ์มีความพร้อมในการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกทุกประเภท และพร้อมในการจ่ายแลกให้กับประชาชนที่เข้ามาจองได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป &amp;nbsp;ณ สถานที่สั่งจอง หรือส่งทางไปรษณีย์ โดยมียอดสั่งจองเหรียญแพลทินัมราคา 1 ล้านบาทแล้วกว่า 200 เหรียญ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนสนใจสั่งจองเพิ่มต่อเนื่อง โดยกรมมีเป้าหมายจ่ายแลกพอเพียงที่ 1,000 เหรียญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กรมยังได้เปิดให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฯ และเผยรูปแบบเหรียญทุกประเภทให้ประชาชนเห็นครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม กองอำนวยการร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือ กอร.พระราชพิธีฯ แถลงชี้แจงผลการประชุม การอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 7 &amp;nbsp; โดยมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชานุญาตให้รัฐบาลจัดพิธีศาสนามหามงคล 5 ศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ และฮินดู ในเวลา 17.00 น. ที่พระลานพระราชวังดุสิต เพื่ออุทิศถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพระบรมวงศานุวงศ์ ในราชวงศ์จักรี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สำหรับพิธีกรรมของศาสนาพุทธ สมเด็จพระวันรัต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ สวดเจริญพระพุทธมนต์ ขณะที่ผู้แทนศาสนา คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ และฮินดู ร่วมสวดถวายพระพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ เพื่อดูแลประชาชน โดยแบ่งออกเป็น 6 โซน รอบเขตกรุงเทพฯชั้นใน อาทิ ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า, หน้าพิพิธภัณฑ์เหรียญ ถนนบูรณศาสตร์, วัดสามพระยา, เทเวศประกันภัย, แยกเสาชิงช้า และเทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพาณิชยการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเตรียมทีมแพทย์เดินเท้ากระจายอยู่ทุกพื้นที่พร้อมเตรียมเส้นทางฉุกเฉินในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล จัดเตรียมทีมกู้ชีพชั้นสูง 40 ทีม และกู้ชีพพื้นฐาน 40 ทีม รวมถึงจัดชุดเดินเท้าในแต่จุด ขณะที่มีชุดปฐมพยาบาลกระจายตัวในการดูแลประชาชนทุกพื้นที่ และจะมีหน่วยส่งต่อโรงพยาบาลรัฐและหน่วยงานร่วมปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลานพระอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส โรงละครวังหน้า นางนิภา โสภาสัมฤทธิ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) กล่าวเปิดโครงการแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโครงการ &amp;ldquo;นาฏดุริยางคศิลป์ไทย สู่เยาวชนพัฒนศิลป์สร้างคนสืบทอดวัฒนธรรมไทย&amp;rdquo; ครั้งที่ 3 ว่า สบศ.เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยตั้งแต่ระดับพื้นฐานวิชาชีพจนถึงวิชาชีพชั้นสูง ทั้งด้านนาฏศิลป์ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และทัศนศิลป์ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้ สบศ.จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านนาฏศิลป์และดุริยางค์สู่เด็กและเยาวชนภาคฤดูร้อนขึ้นเป็นปีที่ 3 มีการอบรมเยาวชนถึง 300 คน หลักสูตรที่นำมาอบรมเน้นการแสดงเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาทิ การแสดงชุดรำถวายพระพรรัชกาลที่ 10 การแสดงชุดเชิญขวัญ การแสดงระบำดอกบัวการแสดงชุดในน้ำมีปลาในนามีข้าว การแสดงชุดฟ้อนเงี้ยว การแสดงชุดระบำสี่ภาค การฝึกหัดโขนและแม่ท่าเบื้องต้น ตลอดจนการแสดงโขนเป็นชุดเป็นตอนจับนาง และเสมอข้ามสมุทร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย ได้แก่ การแสดงชุดเด็กดีถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระบำดอกบัวรำอวยพรอ่อนหวาน รำกินรีร่อนการขับร้องเพลงและบรรเลงดนตรีไทย การแสดงโขน &amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร ณ ลานอุโบสถบวรสถานสุทธาวาส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนิภากล่าวว่า นอกจากการจัดอบรมโครงการนาฏดุริยางคศิลป์ไทยให้กับเด็กและเยาวชนเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญแล้ว สบศ.ยังร่วมกับวิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่งทั่วประเทศ จัดเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมการแสดงเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ซึ่งรัฐบาลกำหนดจัดงานมหรสพสมโภชในช่วงเดือน พ.ค.อย่างยิ่งใหญ่ บริเวณท้องสนามหลวง โดย สบศ.ได้เตรียมนักเรียนและนักศึกษาในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 2,000 คน เข้าร่วมการแสดง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สบศ.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดการแสดงชุดมหกรรมการแสดงโขน การแสดงรำโคมถวายพระพร มหกรรมดุริยางค์ไทย ตลอดจนการแสดงละครนอกละครใน และการแสดงพื้นบ้านต่างๆ การจัดมหรสพครั้งนี้ถือเป็นการรวบรวมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งมีความวิจิตรงดงามอย่างอลังการ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34389</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc074dca3977.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
