<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยฆ่าตัวตายสูงอันดับ3ของโลก เปลี่ยนจากวัยทำงานมาเป็นผู้สูงอายุติดบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
7ก.ย.61- ข้อมูลWho จัดไทยฆ่าตัวตายสูงอันดับ 3 ของโลก อัตรา 16 ต่อแสนประชากร &amp;nbsp;แม้ภาพรวมแนวโน้มยลดลงเรื่อยๆ แต่กลับสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ติดบ้าน และกลุ่มเด็กอายุ 10-19 ปี จากเดิมที่เป็นกลุ่มวัยทำงาน ผลวิจัยชี้ชัดพวกโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน มีโอกาสฆ่าตัวตายสูงกว่าพวกที่มีเพื่อน บุคคลแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่โรงพยาบาลราชวิถี นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวในโครงการการสัมมนาการป้องกันการฆ่าตัวตาย ครั้งที่ 12 ว่า ช่วงที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกเผยแพร่ข้อมูลการฆ่าตัวตายของประเทศไทยว่า สูงถึง 16 ต่อแสนประชากร อยู่อันดับ 3 ของโลก ทั้งที่ใช้ตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเดียวกันที่ประมาณ 4,000 คนต่อปี ใช้หลักการคำนวณที่เป็นมาตรฐานสากล จากอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ &amp;nbsp;ที่ยืนยันในใบมรณบัตรคำนวณร่วมกับสถิติประชากรกลางปีที่ได้จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทั้งนี้ แม้พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายของไทยจะลดลงเรื่อยๆ โดยปี 2558 มีอัตราฆ่าตัวตาย 6.47 ต่อแสนประชากร ปี 2559 อยู่ที่ 6.35 ต่อแสนประชากร และปี 2560 ข้อมูลถึงวันที่ 15 พ.ค. 2561 อัตราฆ่าตัวตาย 6.03 ต่อแสนประชากร แต่กลับสูงขึ้นในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุติดบ้าน และกลุ่มเด็กอายุ 10-19 ปี จากเดิมที่เป็นกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งในส่วนของเด็กและวัยรุ่นจะพบประมาณ 140-160 คนทุกปี ส่วนปี 2561 ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นทางการ จากการจำแนกตามพื้นที่ พบว่า ภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ยังมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุด ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอของ จ.สงขลา มีอัตราฆ่าตัวตายต่ำที่สุดในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การป้องกันฆ่าตัวตาย จะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งมักจะแก้ไม่ได้ เช่น มีประวัติการฆ่าตัวตายมาก่อน ครอบครัวเคยมีการฆ่าตัวตาย มีการใช้สารเสพติด หรือมีโรคทางจิตเวช จะต้องใช้วิธีในการเฝ้าระวัง 2. ปัจจัยกระตุ้น เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน แต่ฝึกเรื่องวิธีการจัดการปัญหาได้ และ 3.ปัจจัยปกป้อง คือ ดูแลสุขภาพกายและจิตได้ดี การเชื่อมโยงกับคนรอบๆ มีทักษะชีวิตดี ยอมรับนับถือตัวเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลงได้ ซึ่งปีนี้สมาคมจิตแพทย์ฯ เน้นเรื่องการเชื่อมโยงเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ชวนันท์ กล่าวว่า มีผลวิจัยชัดเจนว่า คนที่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลรอบๆ ได้มาก อัตราทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายจะต่ำกว่าคนที่โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน แต่ ไม่ได้หมายถึงการมีเพื่อนหรือผู้ติดตามในสื่อออนไลน์มาก แต่ต้องเป็นคนที่เราไว้ใจ อาจจะไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาให้เราได้ แต่ช่วยรับฟังเราได้ แค่เพียงคนเดียวก็ยังดี จะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้ ซึ่งมีผลวิจัยว่าถ้ามีเพื่อนที่เราไว้ใจได้ 3-4 คน จะอัตราลดลงฆ่าตัวตายลง 75% หากมี 5-6 คน ลดได้ 89% เพราะในทางจิตวิทยา หากเรามีเพื่อนเราจะรู้สึกดีกับตัวเอง และเมื่อทุกข์ใจก็มีจะคนที่คอยรับฟังเรา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คนในครอบครัวจะต้องสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน หรือการมีชมรมผู้สูงอายุที่ทำให้เขาได้เจอคนรอบๆ โดยวิธีในการสร้างความสัมพันธ์นั้น หากเป็นคนในครอบครัว ควรเริ่มจากการใช้เวลาทำอะไรร่วมกัน และไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป เช่น ดูทีวีร่วมกัน ออกไปกินข้าว เดินเล่น ไปสวนสาธารณะ ไปทะเล หรือแม้แต่ไปชอปปิ้งด้วยกัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเพื่อนนั้นควรเริ่มจากการเปิดใจคบอย่างผิวเผินก่อน แล้วดูว่าคนไหนเข้ากับเราได้ สุดท้ายก็จะเปิดใจกันมากขึ้นและยอมรับกันมากขึ้นจนเป็นคนที่เราไว้ใจได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17031</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐกร จำปาทอ, รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์, สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, อัตราฆ่าตัวตายของไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b925184290d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
