<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>15มิ.ย.เลิกเคอร์ฟิว คงพรก.ฉุกเฉิน/บิ๊กตู่ชี้คลายล็อกเฟส4สร้างรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.ไฟเขียว 15 มิ.ย.เลิกเคอร์ฟิวคลายล็อกเฟส 4 อีเวนต์-คอนเสิร์ต-งานเลี้ยงจัดได้ สายดื่มนั่งดริงก์ที่ร้านได้ แต่ผับบาร์-โรงเบียร์-คาราโอเกะ-อาบอบนวดยังห้าม ให้แข่งขันกีฬาแบบไม่มีคนดู &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เชื่อหลังผ่อนปรน ปชช.มีรายได้เพิ่มขึ้น ย้ำต้องเคร่งครัดมาตรการสาธารณสุข ยังไม่เคาะชดเชยสงกรานต์ จ่อคืนเดือนละวันบวกเพิ่มช่วงหยุดยาว 3 วัน เตรียมเปิดประเทศรับนักธุรกิจเที่ยวแบบเจาะจง กพท.ปลดล็อกสนามบินภูเก็ต 13 มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 12.00 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;หรือ ศบค.&amp;nbsp;แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ราย ทั้งหมดอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ&amp;nbsp;ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม&amp;nbsp;3,129&amp;nbsp;ราย หายป่วยสะสม&amp;nbsp;2,987 ราย ซึ่งไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมคงที่&amp;nbsp;58&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ราย เป็นผู้เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เข้าพักในสถานที่กักตัวของรัฐ รายที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นหญิงไทย อายุ&amp;nbsp;39&amp;nbsp;ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางถึงประเทศไทย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี&amp;nbsp;9&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;ตรวจพบเชื้อ รายที่&amp;nbsp;2-4&amp;nbsp;เป็นชายไทย อายุ 37&amp;nbsp;และอายุ&amp;nbsp;53&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;อาชีพรับจ้าง และหญิงไทย อายุ&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางถึงไทย&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่กักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;แต่ไม่มีอาการ ทำให้ขณะนี้ไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศติดต่อกันเป็นเวลา&amp;nbsp;18&amp;nbsp;วัน แต่เราการ์ดต้องไม่ตก เพราะนักวิชาการบางคนบอกว่าต้องไม่มีการแพร่ระบาดติดต่อกันถึง&amp;nbsp;28&amp;nbsp;วัน แม้เราปลอดภัย แต่สถานการณ์โลกยังติดเชื้อเป็นจำนวนมาก จึงยังน่ากังวลอยู่ สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 7,596,987&amp;nbsp;ราย และเสียชีวิต&amp;nbsp;423,844&amp;nbsp;ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในที่ประชุมใหญ่ ศบค. นายกรัฐมนตรีขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานหนัก จนตัวเลขเป็นศูนย์ติดต่อกัน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;วัน ถือเป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่มีการเผยแพร่เป็นตัวอย่างไปทั่วโลก แต่นายกฯ บอกว่าตอนนี้ยังไม่สามารถไว้วางใจในเรื่องของความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในระลอกสอง เพราะในเชิงวิชาการมีการพูดกัน รวมถึงกิจกรรมและกิจการที่มีความเสี่ยงสูงก็เริ่มมีการผ่อนคลาย สิ่งที่ต้องทำโดยเร็วคือ การวิจัยยาและวัคซีน ซึ่งเราจะร่วมมือกับต่างประเทศในการดำเนินการ เพื่อดูแลคนของเราให้ดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอหลักการการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด โดยจะพิจารณาจากประเทศหรือเมืองที่ดูแลพื้นที่ภายในของตัวเองได้เป็นอย่างดี อาทิ จีน ฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลาว เมียนมา ตะวันออกกลางบางประเทศ ซึ่งการเดินทางระหว่างกันต้องเข้มงวด ต้องมีการประกันสุขภาพด้านสาธารณสุข และที่เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อให้เขาเข้ามาแล้วต้องกักตัวหรือไม่ เราจึงต้องทำให้มั่นใจที่สุด และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาต้องเป็นลักษณะนักท่องเที่ยวแบบเจาะจง เข้ามาแล้วเราควบคุมได้ เช่น การเข้ามาเพื่อเล่นกอล์ฟที่เข้ามาแล้วมีที่อยู่ชัดเจน และสามารถติดตามบุคคลที่เขาไปสัมผัสได้ รวมถึงอาจจะเป็นการจำกัดบางพื้นที่ บางแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้เบื้องต้น คือ กลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มที่เข้ามารับบริการตรวจรักษาทางการแพทย์ เพราะเป็นกลุ่มมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและติดตามตัวได้&amp;nbsp;ทั้งนี้ ผอ.ศบค.ได้เห็นชอบในหลักการ แต่ในส่วนของรายละเอียดให้มีตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อดูมาตรการและวิธีการ ดำเนินมาตรการโดยเร็ว แม้วิธีการนี้จะทำให้เกิดรายได้ แต่ต้องควบคุมโรคด้วย
15 มิ.ย.เลิกเคอร์ฟิว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า สำหรับมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;โดยมีการยกเลิกห้ามออกนอกเคหสถาน&amp;nbsp;แต่ยังคงมาตรการควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศทั้งทางบก น้ำและอากาศ&amp;nbsp;ส่วนการผ่อนคลาย ได้แก่ 1.การผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น การเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติ&amp;nbsp;หรือสถาบันการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ&amp;nbsp;โรงเรียนนอกระบบและโรงเรียนกวดวิชาสามารถดำเนินการได้ รวมถึงการเรียนการสอนของโรงเรียนในระบบที่มีนักเรียนไม่เกิน&amp;nbsp;120&amp;nbsp;คน รวมถึงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ถ้ามีการจัดเตรียมได้เร็วสามารถเปิดได้ในสัปดาห์หน้า และการใช้อาคารสถานที่ของหน่วยงานราชการและหน่วยงานในกำกับของรัฐจัดอบรม สัมมนา หลักสูตรที่หน่วยงานนั้นจัดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต แบ่งเป็น&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ส่วนคือ การจัดประชุม อบรม สัมมนา จัดนิทรรศการ งานพิธี จัดเลี้ยง แสดงดนตรี หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงแรม โรงมหรสพ ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า หรือสถานที่อื่นๆ อนุญาตให้มีการดำเนินการ แต่กำหนดว่าต้องมีหลักเกณฑ์จัดพื้นที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน รวมถึงงานจัดเลี้ยง งานอีเวนต์ การเปิดตัวสินค้า การประกวด แข่งขันกีฬา&amp;nbsp;ให้ยืน-นั่งห่างกัน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร และงานดนตรี คอนเสิร์ต อนุญาตให้มีการดำเนินการ แต่ให้ใช้หลักเกณฑ์พื้นที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;รวมถึงการบริโภคสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม และร้านอาหาร และสถานที่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และได้รับการผ่อนคลายก่อนหน้านี้ ยกเว้นในส่วนของสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ โรงเบียร์ ยังไม่อนุญาตให้ดำเนินการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานพัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์เด็กพิเศษ และสถานดูแลผู้สูงอายุรายวัน สถานที่ดูแล สถานที่พำนักอาศัยหรือสถานสงเคราะห์อื่นที่จัดสวัสดิการให้กับเด็กหรือผู้สูงอายุ อนุญาตให้ดำเนินการ แต่มีหลักเกณฑ์เด็กเล็กต้องมีพื้นที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อคน ผู้สูงวัยต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คัดกรองไข้&amp;nbsp;สำหรับศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม เปิดให้บริการเป็นรอบ ในส่วนของกิจการถ่ายภาพยนตร์&amp;nbsp;วีดิทัศน์ และรายการโทรทัศน์ ทีมงานไม่เกิน&amp;nbsp;150&amp;nbsp;คน และผู้เข้าชมไม่เกิน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กิจกรรมด้านการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และสันทนาการ ที่ได้รับการผ่อนคลายคือ การอบตัว อบสมุนไพร&amp;nbsp;อบไอน้ำแบบรวมในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา หรือสถานประกอบการนวดแผนไทย&amp;nbsp;แต่เน้นให้บริการแบบแยกห้องเดี่ยว หากเป็นห้องรวมให้ควบคุมผู้ใช้บริการ จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการต่อรอบ คิดเกณฑ์&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อคน ยกเว้นในส่วนของสถานบริการกิจการอาบน้ำ สถานประกอบกิจการอาบอบนวดยังไม่อนุญาตให้เปิดดำเนินการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การออกกำลังแบบกลุ่มในสวนสาธารณะ ลานกิจกรรม พื้นที่กิจกรรมสาธารณะหรือลานกีฬากลางแจ้ง จำกัดการรวมกลุ่มกำหนดพื้นที่ 5&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อคน และรวมกันไม่เกิน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;คน สวนน้ำ สนามเด็กเล่น สวนสนุก ยกเว้นการใช้เครื่องเล่นในลักษณะติดตั้งชั่วคราวและมีพื้นที่สัมผัสมาก เช่น บ้านบอล บ้านลม ในส่วนของสวนน้ำ คิดหลักเกณฑ์&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ตารางเมตรต่อคน สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย หรือลานกีฬาเพื่อการเรียนการสอนในทุกประเภทการกีฬา สามารถจัดการแข่งขันและถ่ายทอดการแข่งขันได้ แต่ต้องไม่มีผู้ชมอยู่ในสนามแข่งขัน และผู้จัดการแข่งขันต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ราชการกำหนด รวมถึงให้เปิดตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญ ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เฉพาะในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และศูนย์คอมมูนิตีมอลล์&amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการขนส่งข้ามจังหวัดนั้น เครื่องบินสามารถดำเนินการได้โดยให้มีผู้โดยสารเกือบ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ เพราะการเดินทางในประเทศใช้เวลาไม่เกิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ชั่วโมง แต่ความเสี่ยงติดเชื้อต้องนั่งติดกันถึง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง และต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ในส่วนของรถโดยสารนั้น ให้มีผู้โดยสาร&amp;nbsp;70&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ ทุกมาตรการต้องยึดหลักการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาด
เชื่อ ปชช.รายได้ดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีคำถามว่า การติดเชื้อภายในประเทศน้อยลงเรายังจำเป็นต้องลงทะเบียนในแอปพลิเคชันไทยชนะหรือไม่&amp;nbsp;ตอนนี้ไม่มีที่ใดในโลกปลอดภัย แม้ประเทศไทยจะแพร่เชื้อภายในเป็นศูนย์มา&amp;nbsp;18&amp;nbsp;วันแล้ว แต่ถ้าเราเปิดการเดินทางโอกาสเสี่ยงก็จะสูงขึ้น แอปพลิเคชันไทยชนะจึงยังมีความสำคัญ และนายกฯ เน้นย้ำให้ใช้ อีกทั้งวันนี้โทรศัพท์ระบบปฏิบัติการไอโอเอสสามารถดาวน์โหลดแอปดังกล่าวแล้วได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนอยากฝากวันนี้ คือ มาตรการควบคุมหลัก คือ อยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ถือหลักรักสะอาด ปราศจากแออัด และที่เพิ่มเข้ามาคือจัดไปไทยชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า วันนี้มีการผ่อนผันและผ่อนคลายมาตรการใน 25 กิจการ และประเทศไทย จากที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ 2 ของผู้ที่ติดเชื้อมากที่สุดในโลก ถึงวันนี้อยู่ที่อันดับ 86 ของโลก เป็นผลจากการบริหารจัดการที่ดี การทำหน้าที่ได้ดีของบุคลากรทางการแพทย์ และด้วยความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงและประชาชนทุกคน ทั้งนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะบังคับใคร แต่บางครั้งจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษออกมา ส่วนตัวทราบดีถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทยอยผ่อนปรนมาตรการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากผ่อนคลายเร็วกว่านี้ สถานการณ์อาจไม่ใช่แบบนี้ ผมเห็นใจผู้มีรายได้น้อย และเชื่อว่าหลังจากวันที่ 15 มิถุนายนที่มีการผ่อนคลายแล้ว ก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่สามารถที่จะหาเงินมาดูแลประชาชนได้ตลอดไป ดังนั้น จึงต้องให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังด้านสาธารณสุข โดยรับฟังความเห็นที่มีคุณค่าจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ขอขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้งที่ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า​ ที่ประชุม ศบค.ยังไม่ได้ข้อสรุปวันหยุดชดเชยสงกรานต์ที่ผ่านมา จากเดิมที่จะให้หยุดติดต่อกัน 3 วันในเดือน ​ก.ค. จะพิจารณามาทยอยให้วันหยุดทีละวัน ให้ติดกับวันหยุดของแต่ละเดือนจนครบ 3 ครั้ง เพื่อไม่ให้หยุดยาวทีเดียวพร้อมกัน 6 วัน โดยยังมีเวลาถึงเดือน ธ.ค. เช่น หากเดือนหน้ามีวันหยุดยาว 3 วัน อาจจะพิจารณานำวันหยุดจากสงกรานต์มาบวกเพิ่มให้อีก 1 วัน รวม เป็น 4 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ศบค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการเปิดการบินระหว่างประเทศว่า เรื่องนี้ขอให้ใจเย็นๆ ขณะนี้มีความคิดที่จะให้มีการจับคู่เดินทางระหว่างประเทศ โดยจะไปดูประเทศที่มีมาตรฐานในการควบคุมกลุ่มโรคที่อยู่ระดับเดียวกัน หรือประเทศที่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ดี ลดการแพร่ระบาดไปได้มาก เป็นลักษณะทำความตกลงจับคู่กัน โดยประเทศทั้งสองฝ่ายจะต้องทำมาตรการในการคัดกรองผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศของตัวเอง ซึ่งวันเดียวกันนี้จะเสนอรูปแบบดังกล่าวให้ที่ประชุม ศบค.และนายกรัฐมนตรีพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จะเป็นลักษณะของแนวทางการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด หรือ&amp;nbsp;Travel Bubble&amp;nbsp;หรือไม่ นายอนุทิน ยอมรับว่า มีแนวคิดเช่นนั้น แต่ขอย้ำว่าไม่ใช่การเปิดเดินทางโดยเสรี เพราะทั้งสองประเทศต้องมานั่งหารือกันถึงมาตรการคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศ ขณะนี้เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา และตอบรับแนวคิดดังกล่าวด้วยเช่นกัน จะนำเสนอให้ที่ประชุม ศบค.พิจารณา ถ้าที่ประชุมให้ความเห็นชอบเราก็จะเดินหน้าเปิดเจรจากับประเทศต่างๆ ต่อไป โดยอาจจะเริ่มต้นโดยให้ธุรกิจเข้ามาก่อน ส่วนนักท่องเที่ยวยังคงต้องรอขั้นตอนต่อไป
ปรับกำลังรับคลายเฟส 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว โดยเริ่มมีผลในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะปรับกำลังตำรวจให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมเหมือนเมื่อก่อน คือมีการตั้งด่านป้องกันอาชญากรรม และด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ตามปกติ ลดด่านตรวจเคอร์ฟิวให้มาปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ เพื่อดูแลความปลอดภัยในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นการปรับกำลังตามสถานการณ์การผ่อนคลายปลดล็อกในแต่ละเฟส ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า หากมีการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว บช.น.พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ เพื่อป้องปรามเหตุอาชญากรรมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) สำหรับการคลายล็อกในเฟสที่ 4 บช.น.จะร่วมกับทางสำนักงานเขตในแต่ละพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบร้านอาหารและสถานประกอบการต่างๆ ที่ได้รับการคลายล็อก ซึ่งจะมีการจำหน่ายสุราให้ดื่มภายในร้านได้ แต่ยังห้ามการเล่นดนตรีสด&amp;nbsp;หรือการเต้นรำภายในร้าน เพราะอาจเป็นการเข้าข่ายสถานบันเทิง ซึ่งจะเป็นการละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนจะเข้าไปดำเนินการตักเตือนก่อนในช่วงแรกและทำประวัติไว้&amp;nbsp;แต่หากพบว่าเป็นการตั้งใจหรือฝ่าฝืนซ้ำ จะดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ แถลงว่า ได้ปรับรูปแบบการให้บริการด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่ รวมถึงบริการการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ด้วย โดยเฉพาะ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กลุ่มสำคัญคือ&amp;nbsp;1.กลุ่มโรคสำคัญคือหลอดเลือดสมองตีบ หรือแตก สมองบาดเจ็บ ไขสันหลังบาดเจ็บ ซึ่งกระทบอาจจะทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้&amp;nbsp;2.กลุ่มผู้พิการที่ต้องได้รับเครื่องช่วยพิการเพื่อช่วยการดำรงชีวิตประจำวัน และ&amp;nbsp;3.กลุ่มผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;มาตรการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย คือ&amp;nbsp;1.คัดกรองก่อนมาถึงสถานพยาบาล ถ้าเสี่ยงต้องรับการตรวจเชื้อก่อน ถ้าไม่เสี่ยงสามารถมา รพ.ได้ เมื่อมาถึงก็ต้องคัดกรองอีกครั้ง&amp;nbsp;2.จัดลำดับ จำแนกประเภทผู้ป่วย คือ กลุ่มที่ต้องได้รับการฟื้นฟูที่สถานพยาบาล โรคหลอดเลือดสมอง ช่วงการฟื้นฟูที่ดีที่สุดตั้งแต่เริ่มป่วย&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนแรก เพราะกล้ามเนื้อ เส้นประสาทที่เสียไปสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ดี และที่ต้องได้รับบริการเร่งด่วน อาทิ ปวดรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มเหล่านี้ต้องเข้ารับมาที่รพ.ก่อน และกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องมาสถานพยาบาล อาทิ ผู้สูงอายุ โรคกระดูกและกล้ามเนื้อที่อาการไม่เปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เมื่อผ่านการคัดกรองแล้ว แม้ว่าไม่มีความเสี่ยง แต่มีบางหัตถการที่ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นพาหะแพร่เชื้อโดยไม่มีอาการ คือผู้ป่วยที่ต้องฝึกการกลืน ฝึกการพูด เคาะฟังปอด ดังนั้นกลุ่มนี้จะต้องส่งตรวจก่อน เพื่อสร้างความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย&amp;nbsp;4.จัดการฟื้นฟูแบบมีระยะห่าง&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;เมตร หรืออาจจะฟื้นฟูในที่โล่ง ระบายอากาศได้ดีนอกอาคาร การทำความสะอาด ล้างเครื่องมือเป็นระยะ&amp;nbsp;5.นัดหมายล่วงหน้า&amp;nbsp;6.จัดระบบการฟื้นฟูทางไกล ในรายที่มีอาการคงที่ ไม่อันตรายแล้ว และ&amp;nbsp;7.สร้างระบบส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็นในเครือข่าย ทั้ง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;มาตรการนี้ รพ.จะค่อยๆ ทยอยทำตามศักยภาพของตัวเอง
ปลดล็อกสนามบินภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(กพท.)&amp;nbsp;ออกประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่องเงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการใช้ท่าอากาศยานเพื่อการขึ้นลงของอากาศยาน&amp;nbsp;(ฉบับที่&amp;nbsp;5)&amp;nbsp;ให้เพิ่มท่าอากาศยานภูเก็ตในรายชื่อท่าอากาศยานที่เปิดให้อากาศยานขึ้นลงได้ ตั้งแต่วันที่ 13&amp;nbsp;มิถุนายน พ.ศ.2563&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;00.01&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019 (โควิด-19)&amp;nbsp;และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มีความประสงค์จะใช้เส้นทางทางอากาศ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โดยคำแนะนำของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp;2019&amp;nbsp;อาศัยอำนาจตามความในข้อ&amp;nbsp;2 (3)&amp;nbsp;ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา&amp;nbsp;9&amp;nbsp;แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่&amp;nbsp;5)&amp;nbsp;ประกอบกับมาตรา 15/10 (6)&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497&amp;nbsp;ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินอากาศ&amp;nbsp;(ฉบับที่&amp;nbsp;14)&amp;nbsp;พ.ศ. 2562&amp;nbsp;ออกประกาศกำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการใช้ท่าอากาศยานเพื่อการขึ้นลงของอากาศยานเป็นการเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับท่าอากาศยานที่เปิดให้อากาศยานขึ้นลงได้ที่ให้บริการเฉพาะการบินภายในประเทศ ได้แก่ ขอนแก่น ชุมพร ตาก ตราด ตรัง นครพนม นครราชสีมานครศรีธรรมราช น่านนคร นราธิวาส บุรีรัมย์ ปาย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่สอด แม่ฮ่องสอน ระนอง ร้อยเอ็ด เลย ลำปาง สกลนคร สุโขทัย อุดรธานี อุบลราชธานี&amp;nbsp;และท่าอากาศยานที่ให้บริการทั้งการบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้แก่ กระบี่ เชียงใหม่ ดอนเมือง ภูเก็ต แม่ฟ้าหลวงเชียงราย สมุย สุวรรณภูมิ สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ หัวหิน อู่ตะเภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานเขตสาทร นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมผู้บริหารเขตกลุ่มเขตกรุงเทพใต้ ถึงความพร้อมโรงเรียนสังกัดกลุ่มเขตกรุงเทพใต้ การบริหารจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 เตรียมแผนการสอนรูปแบบปกติและสลับวันเรียนให้เหมาะสมตามขนาดจำนวนนักเรียนและพื้นที่ก่อนเปิดเทอม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68527</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬา สุขมานพ, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัลลภ สุวรรณดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิทธิพล คุณปลื้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee3796e486e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์แนะสารพัดวิธี ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมการแพทย์ โดยสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ชี้ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าที่คิด อาจเกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แนะเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นๆ และผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย การหกล้มเกิดจากการสูญเสียการทรงตัว ทำให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุ คือ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสายตา การเปลี่ยนแปลงข้อต่อและเอ็น ระบบทางเดินปัสสาวะ โรคประจำตัว รวมถึงการใช้ยาบางตัวมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมในบ้านและนอกบ้าน เช่น พื้นบ้าน แสงสว่าง บันได ห้องน้ำ ห้องครัว รองเท้าของผู้สูงอายุ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกและข้อต่อ ช่วยเรื่องการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้คล่องแคล่วมากขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มลดลง แต่ต้องเลือกท่าทางให้เหมาะกับบุคคลด้วย สำหรับแนวทางป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ 1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกหรือไม่ลื่น วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี 2.ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบบ้านมีผลต่อการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ เช่น วัสดุพื้นบ้าน แสงสว่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ควรเลือกให้เหมาะสมต่อการใช้งาน นอกจากนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการหกล้มของผู้สูงอายุแก่ผู้ดูแล เพื่อให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงตามวัย การกินยาที่ถูกต้อง ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายผู้สูงอายุ การสังเกตอาการข้างเคียง หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54454</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c50b1c837b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนโรคภัยผู้สูงอายุมากับหนาว ระบบทางเดินหายใจและปวดข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาจเจอโรคระบบทางเดินหายใจ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และอาการปวดข้อ ที่อาจเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้เบื้องต้น โดยการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความหนาเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น ออกกำลังกายเป็นประจำ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง และหากที่ผู้สูงอายุต้องการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมความพร้อมของร่างกาย ยาประจำที่ใช้ และยาที่จำเป็นให้พร้อมก่อนออกเดินทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงสำหรับผู้สูงอายุในช่วงหน้าหนาว ได้แก่ 1.โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดง่าย และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการได้รับเชื้อโรคจากผู้อื่น ถ้ามีอาการไอหรือมีไข้สูงเกิน 3 วันควรรีบไปพบแพทย์ 2.ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่ ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอักเสบและคัน โดยเฉพาะหน้าหนาวซึ่งอากาศแห้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นจะยิ่งชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไปอีก ควรเลือกสบู่ชนิดที่ไม่ล้างไขมันออกมากเกินไป และอาจใช้สบู่ฟอกเป็นบางครั้ง หรือฟอกเฉพาะส่วนข้อพับแขนและขาหนีบก็เพียงพอ จากนั้นควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง สำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่ายควรใช้โลชั่นประเภทที่ใช้กับผิวเด็กอ่อน และควรทาวันละหลายๆ ครั้ง ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ไม่ควรเลียริมฝีปาก แนะนำให้ทาลิปสติกมันบ่อยๆ&amp;quot; คุณหมอกล่าว และยังมีโรคต่อไปคือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ผู้สูงอายุจึงควรดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่รับประทานอาหารรสจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรปรึกษาแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีอาการรุนแรงขึ้น เช่น บวม รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือเจ็บแน่นหน้าอก 4.อาการปวดข้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง อากาศที่หนาวเย็นอาจจะกระตุ้นให้โรคข้อเกิดการอักเสบขึ้นได้ เช่น โรคเกาต์ ดังนั้นการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ลูกหลานมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ของลูกหลานยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48620</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daeef12996ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง ต้นเหตุ&quot;ซึมเศร้า&quot;ในผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์ชี้โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ ทำให้หม่นหมอง สิ้นหวัง ไร้ค่า และอาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย ลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุควรเข้าใจภาวะโรคซึมเศร้า รับฟังเรื่องราว อดทนในการดูแล และรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง หากมีปัญหาในการดูแลหรือปรับตัวกับผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าสามารถเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ ทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่าย แยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นภาระต่อคนอื่น ถ้ามีอาการมากจะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตายหรือคิดฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ สาเหตุของโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุมักเกิดจาก โรคทางกาย เช่น การเจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคประจำตัว ทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ตามปกติและยากลำบากขึ้น จากยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจบางชนิด ยารักษามะเร็งบางชนิด ยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด นอกจากนี้ยังพบสาเหตุทางจิตใจและสังคม ได้แก่ สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก ไม่มีงานไม่มีรายได้ สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเหมือนเช่นเดิม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ &amp;nbsp;กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่อนข้างสูงกว่าวัยอื่น นอกจากอาการด้านจิตใจคือ ซึมเศร้า ไม่อยากทำอะไร ไม่ใส่ใจตนเอง รู้สึกตนเองไร้ค่า แล้วอาจมาด้วยอาการทางกาย ดังนี้ &amp;nbsp;1.นอนไม่หลับ หรือหลับมากกว่าปกติ 2.มีอาการปวดตามที่ต่างๆ หลายๆ ที่พร้อมกัน เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง หรือ ไม่สบายตามร่างกาย 3.มีอาการอ่อนเพลียรู้สึกไม่มีแรง 4.มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับถ่ายอุจจาระกะปริดกะปรอย แต่เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ได้แก่ การรักษาด้วยยา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะเห็นผลการรักษา ซึ่งไม่ควรซื้อยากินเองแต่ควรปรึกษาแพทย์ เพราะยาแก้โรคซึมเศร้าอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธี การทำจิตบำบัดแบบประคับประคองด้านจิตใจ พฤติกรรมบำบัด เพื่อแก้ไขความคิดในด้านลบต่อตนเอง การรักษาทางด้านจิตใจ เช่น ให้คำปรึกษา และการรักษาด้วยไฟฟ้าในผู้ป่วยเฉพาะรายที่อาการหนักไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุควรเข้าใจภาวะโรคซึมเศร้าก่อน ยินดีรับฟังเรื่องราวที่ผู้สูงอายุเล่าให้ฟัง มีความอดทนในการดูแลอย่างเพียงพอ เพราะผู้สูงอายุบางรายอาจมีลักษณะอารมณ์กลับมาเป็นเด็กหรืออาจหงุดหงิด จึงควรพูดคุยด้วยท่าทีที่อ่อนโยน รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง ทั้งนี้ สามารถเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46878</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190929/image_big_5d90a015d1b0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครอบครัว เพื่อนสนิท รับศพเหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวและเพื่อนสนิทรับศพ เหม-ภูมิภาฑิต จาก รพ.ไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดลาดปลาเค้า ก่อนจะฌาปนกิจในวันที่ 29 ก.ย. ผู้ช่วยผู้จัดการเผยไม่มีลางบอกเหตุว่าจะฆ่าตัวตาย เพิ่งโทร.นัดไปคุยเรื่องงานก่อนเสียชีวิตเพียงวันเดียว และเพิ่งรู้ว่าป่วยซึมเศร้ามากว่า 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่กองพยาธิกรรม อาคาร 14 รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ญาติและผู้ใกล้ชิดนายภูมิภาฑิต หรือเหม นิตยารส ดาราหนุ่ม ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอเสียชีวิตที่คอนโดฯ ย่านลาดปลาเค้า เดินทางไปติดต่อขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศล ประกอบด้วยน้องสาวดาราหนุ่ม พร้อมด้วย น.ส.ธีรดา ธีรเกียรติ ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนตัว และเพื่อนดารา อาทิ เก่ง ชัชวาล เพชรวิศิษฐ์ ดาราช่อง 3 แอนดรูว์ กรเศก โคนินทร์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธีรดากล่าวว่า ได้เจอกับเหมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา และได้คุยผ่านทางโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายช่วงค่ำวันที่ 24 ก.ย. โดยเป็นการโทร.นัดหมายให้มาคุยงานกันที่อาร์ซีเอ ในวันที่ 25 ก.ย.62 เวลา 16.00 น. จากนั้นเหมได้ส่งข้อความมาบอกว่าอาจจะเดินทางไปยังจุดนัดหมายช้ากว่าปกติ ก่อนที่จะมาทราบข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว จากระยะเวลา 8 ปีที่ตนดูแลน้องเหมมา ไม่ได้มีการมาปรึกษาปัญหาชีวิต หรือมีลางบอกเหตุว่าน้องจะคิดฆ่าตัวตาย สภาวะอารมณ์ก็ปกติ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากโรคซึมเศร้า ซึ่งน้องมีอาการป่วยมานานกว่าหนึ่งปี และได้รักษาจนอาการดีขึ้น แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตนไม่ทราบว่าน้องกินยาต่อเนื่องหรือไม่ ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวว่าน้องมีปัญหาด้านการเงิน และไปค้ำประกันให้เพื่อนจนเป็นหนี้สินกว่า 15 ล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่สามารถตอบได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเก่ง ชัชวาล กล่าวว่า เท่าที่รู้จักเหมมา น้องเป็นคนร่าเริง และมักจะเจอกันในงานกิจกรรมต่างๆ เมื่อทราบข่าวทีแรกยังไม่เชื่อ ยังบอกกับหลายๆ คนว่าเป็นข่าวปลอม เพราะล่าสุด 3 อาทิตย์ก่อนเพิ่งนัดทานข้าวกัน ซึ่งน้องก็ไม่ได้มีอาการเครียด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แอนดรูว์ กรเศก โคนินทร์ ยังอยู่ในอาการโศกเศร้า น้ำตาคลอเบ้าอยู่ตลอดเวลาจนไม่อาจให้สัมภาษณ์ใดๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของน้องสาวดาราหนุ่มปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข็นร่างอันไร้วิญญาณของดาราหนุ่มขึ้นรถตู้ของอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปยังวัดลาดปลาเค้า เพื่อเตรียมพิธีรดน้ำศพในเวลา 16.00 น. และจะมีการสวดพระอภิธรรมในเวลา 19.00 น. จนถึงวันที่ 28 ก.ย. ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 29 ก.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา น.ส.ณัฐนพิน หรือเมย์ นิตยารส น้องสาวเหม ให้สัมภาษณ์ว่า พอรู้เรื่องว่าพี่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่พี่ไม่ค่อยพูด นอกจากบอกว่าไปหาหมอและได้ยามากิน ทั้งนี้เวลาอยู่ที่บ้าน พี่ชายจะคุยเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ตนก็พอรู้ถึงปัญหาชีวิตโดยเฉพาะเรื่องเงินทอง ก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อย วันหนึ่งก็คงผ่านไปได้ ไม่คิดว่าพี่จะตัดสินใจแบบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน เปิดเผยว่า การสอบสวนยังมุ่งเน้นในการทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ เพื่อพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งต้องรอผลการชันสูตรจากทางนิติเวช แต่จากการสอบปากคำครอบครัวผู้ตาย ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยเขียนจดหมายลาตายไว้ แต่ทางครอบครัวพบก่อน ประกอบกับเมื่อวันพุธ ผู้ตายมีการโพสต์ข้อความทิ้งไว้ในโซเชียลส่วนตัวในเชิงกล่าวลา รวมทั้งยังเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว นอกจากนี้ทางครอบครัวยังทราบว่าผู้ตายมีความเครียดจากปัญหาส่วนตัว ทั้งเรื่องการเงินและปัญหาต่างๆ จากข้อมูลทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่จึงให้น้ำหนักไปทางกระทำด้วยตนเองมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจ ทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่าย แยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นภาระต่อคนอื่น ถ้ามีอาการมากจะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตายหรือคิดฆ่าตัวตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุของโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุมักเกิดจากโรคทางกาย เช่น การเจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคประจำตัว ทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ตามปกติและยากลำบากขึ้น จากยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจบางชนิด ยารักษามะเร็งบางชนิด ยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด นอกจากนี้ยังพบสาเหตุทางจิตใจและสังคม ได้แก่ สูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก ไม่มีงานไม่มีรายได้ สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเหมือนเช่นเดิม เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46707</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัชวาล เพชรวิศิษฐ์, ณัฐนพิน นิตยารส, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, ภูมิภาฑิต นิตยารส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cba9751449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอง...ต้องออกกำลัง เพื่อป้องกันอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ&amp;nbsp; กรมการแพทย์ แนะผู้สูงอายุควรหมั่นออกกำลังกายสมอง เพื่อกระตุ้นการทำงานด้วยวิธีปรับความเคยชินจากสิ่งเดิมๆ หากเดินทางให้บริหารสมอง หรือแม้แต่ขณะทำงาน เพื่อป้องกันสมองเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โดยปกติเซลล์ประสาทของมนุษย์มีการเจริญเติบโตจนถึงอายุ 5-6 ปี หลังจากนั้นจะไม่มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ประสาท แต่สามารถเพิ่มจำนวนของแขนงเซลล์ประสาทได้ตลอดชีวิต ทำให้มีการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทมากขึ้น แขนงเหล่านี้ทำหน้าที่ในการรับและส่งสัญญาณประสาทไปยังเซลล์ต่างๆ รอบเซลล์ประสาทเพื่อให้การทำงานของสมองเป็นไปตามปกติ การเพิ่มจำนวนของแขนงเซลล์ประสาทเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ถ้าเรามีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น จะมีการแตกแขนงของเซลล์ประสาทมากขึ้น ถ้าเรามีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำอะไรซ้ำซาก จะเป็นการกระตุ้นให้สมองมีการแตกกิ่งก้านสาขาเพิ่มขึ้น การทำงานของสมองจะดีขึ้น ดังนั้นผู้สูงอายุสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการหมั่นออกกำลังกายสมองเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุต้องหมั่นออกกำลังกายสมองเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง โดยวิธีการออกกำลังสมองแบบง่ายๆ ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1) ถ้าอยู่บ้าน ลองเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเดิมๆ เป็นการใช้ประสาทสัมผัสในด้านอื่น เช่นหลับตาแล้วใช้มือคลำวัตถุว่าเป็นอะไร เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วนสัมผัส สลับกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำตั้งแต่ตื่นนอน เช่น จากที่อาบน้ำก่อนกินข้าวเปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบน้ำ จะทำให้สมองใช้พลังงานในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรมเดิมๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2) ระหว่างเดินทางให้บริหารสมองโดยไม่เปิดแอร์ แต่เปิดกระจกขณะขับรถ เลือกบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น&amp;nbsp; เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีการเดินทาง เพราะวิวทิวทัศน์ กลิ่นและเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นสมองให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง เป็นการเพิ่มการทำงานของสมองให้มากกว่าปกติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3) ขณะทำงานสามารถฝึกสมองได้ โดยเปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงานเพื่อสร้างภาพใหม่ๆ ในสมอง เพิ่มการทำงานของสมองให้มากขึ้น เพราะไม่คุ้นชินทำให้สมองต้องเรียนรู้มากขึ้น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย โดยจำใบหน้า น้ำเสียง หรืออุปนิสัยส่วนตัว เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆ ให้กับสมอง ทั้งนี้รวมถึงการชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ นอกจากนี้ ควรหากิจกรรมสนุกๆ ทำ เพื่อพัฒนาสมองทั้งซีกขวาและซีกซ้าย เช่น วาดรูป สเกตช์ภาพต่างๆ จะเป็นการฝึกด้านจินตนาการให้กับสมอง ทำงานฝีมือ หรือประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ฟังเพลงภาษาต่างๆ เพื่อฝึกความสามารถด้านภาษาของสมองเพิ่มเติม หรือแม้แต่การเล่นปริศนาอักษรไขว้. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42145</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190728/image_big_5d3d9827daa37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันเวชศาสตร์ฯ พัฒนาเครือข่าย การบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ พัฒนาระบบเครือข่ายการบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการในทุกระดับของสถานบริการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุทำให้ต้องมีบริการด้านการแพทย์และพยาบาลที่ต่างจากในวัยอื่น เนื่องจากอายุมากขึ้นจะมีการถดถอยของสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเริ่มถดถอย ประกอบกับผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง เกิดจากสภาพร่างกาย พฤติกรรม การดำรงชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งแวดล้อม เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะกระดูกพรุน รวมถึงบาดเจ็บจากการพลัดตก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หกล้ม อาจทำให้เกิดความพิการ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีบริการทางการแพทย์และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการดูแลผู้สูงอายุทั้งทางด้านการแพทย์ สังคม และเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11(1) ด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้สะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งแผนสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในประเด็นการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และการทำงานแบบบูรณาการในหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลระยะยาวมีความสำคัญมากในระบบสุขภาพและบริการสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือผู้พิการ โดยแบ่งตามระดับความต้องการการดูแล ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีความต้องการความช่วยเหลือมาก ผู้ดูแลจึงต้องใช้ทักษะทางการพยาบาลในสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งมี 5 ประเภท ได้แก่ บ้านพักคนชรา สถานที่ให้การช่วยเหลือในการดำรงชีพ สถานดูแลระยะยาวในโรงพยาบาล สถานบริบาล และสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยดูแลระยะยาว ดังนี้ 1.ช่วยเหลือด้านกิจวัตรประจำวัน 2.ช่วยเหลือด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่อเนื่อง เช่น เตรียมอาหาร จัดการเรื่องยา 3.ช่วยเหลือทางด้านสุขภาพแก่ผู้ป่วย เพื่อฟื้นฟูสุขภาพหรือการดูแลที่ต้องใช้ทักษะทางการพยาบาล &amp;nbsp;4.บริการอื่นๆ ดูแลผู้ป่วยให้มีความพร้อมก่อนกลับบ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการศึกษารูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายในประเทศไทยของสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ปี 2558 พบว่าผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายส่วนใหญ่ต้องการกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน โดยเมื่อผู้สูงอายุป่วยเรื้อรังและได้รับการดูแลระยะยาว ต่อมาจะเข้าสู่การดูแลระยะสุดท้ายของชีวิต เป็นการดูแลที่ลดอาการเจ็บปวดหรืออาการอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการให้ความสุขสบายและเปิดโอกาสให้มีเวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยผู้สูงอายุระยะสุดท้ายต้องการธรรมในศาสนาที่ตนเองนับถือ ต้องการตายอย่างสงบ บรรเทาทุกข์ทรมานในภาวะใกล้ตาย และต้องการการดูแลจากคนใกล้ชิด ความอบอุ่นใจ การให้กำลังใจ ดังนั้นผู้ที่จะให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุระยะสุดท้ายต้องทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สถาบันเวชศาสตร์ฯ เห็นความสำคัญในการพัฒนาระบบเครือข่ายการบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการในทุกระดับของสถานบริการ ซึ่งเป็นระบบการดูแลที่บูรณาการระหว่างโรงพยาบาลเฉพาะทาง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลซึ่งจะทำให้กระบวนการติดตามดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ได้รับการดูแลทุกขั้นตอนจนกระทั่งในชุมชนและที่บ้าน ตลอดจนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี จึงได้จัดประชุมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้การบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายให้แก่บุคลากรสหสาขาวิชาชีพในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ให้มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมได้เป็นต้นแบบในการศึกษาดูงาน และเป็นพี่เลี้ยงให้โรงพยาบาลที่สนใจด้านการบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายในแต่ละเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข โดยถอดบทเรียนพัฒนาระบบเครือข่ายการบริการผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ไร้รอยต่อในพื้นที่ดำเนินการ และจัดทำเป็นคู่มือการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d0a2905de0b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
