<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.แจ้งความรพ.พระราม2แล้ว พยาบาลโดนสอบด้วย ส่งต่อสภาพยาบาลดำเนินการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.61-นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางทีมกฎหมายกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อให้ดำเนินคดีกับโรงพยาบาลพระราม 2 รวมทั้งหมด 5 กระทงที่เกี่ยวข้องกับกรณีส่งต่อ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน ผู้ป่วยที่ถูกสามีสาดน้ำกรด ไปรักษาที่รพ.อื่น แต่ต่อมาผู้ป่วยได้เสียชีวิต และในวันพรุ่งนี้(27พ.ย.) จะให้ปากคำเพิ่มเติมกับทางสน.ท่าข้าม ซึ่งหลังจากนี้ การดำเนินการตามกฎหมายก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าหากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่ของสบส.คนที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางสบส.ก็พร้อมที่จะเข้าไปให้ใข้อมูล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาความผิดของพยาบาลโรงพยาบาลพระราม 2 นั้นเรียนว่าตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ฉบับแก้ไข 2559 นั้นสามารถพิจารณาโทษได้เพียงแค่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล กับผู้ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่ หรือพยาบาลนั้นไม่สามารถพิจารณาลงโทษได้ตามกฎหมายนี้ จึงต้องใช้พ.ร.บ.วิชาชีพแทน แต่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งเพียงแค่ความผิดทางจริยธรรม หรือเพิ่มเติมส่วนใด ซึ่งจากการให้การของพยาบาลบอกว่าผู้ดำเนินการสถานพยาบาลได้ให้ผู้ป่วยนอนรักษาในรพ.แล้ว แต่ผู้ป่วยเองเป็นคนขอไปรักษาอีกรพ.หนึ่ง ตัวพยาบาลเลยดำเนินการให้ ก็ต้องดูอีกครั้งว่าผิดมาตราไหนบ้าง ทั้งนี้คาดว่าน่าจะสามารถส่งเรื่องให้สภาการพยาบาลได้เร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส.กล่าวถึงกรณี รพ.พระราม 2 มีการดัดแปลงอาคารจอดรถมาให้บริการผู้ป่วย ว่า ทาง รพ.พระราม 2 ได้มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอเปิดใช้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยสบส.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมาตรฐานแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมาแล้ว พบว่ายังมีจุดที่ยังต้องปรับปรุง และจะมีการนำเรื่องเข้าอนุกรรมการสถานพยาบาลเพื่อให้พิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งเข้าคณะกรรมการสถานพยาบาล ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันที่ 13 ธ.ค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22821</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, รพ.พระราม 2, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfbc63ae67a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องโอนคดีให้ป. หมอละเมิดคนไข้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุ๋ม&amp;quot; เข้ายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ขอโอนคดีหมอล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ให้กองปราบฯ เผยแจ้งความท้องที่นานเป็นเดือน เพิ่งมาเรียกสอบหลังเป็นข่าวครึกโครม ซ้ำร้ายตำรวจกางบันทึกประจำวันให้สื่อถ่ายออกทีวีประจานผู้เสียหาย เผยเจ้าทุกข์โผล่แล้วกว่า 50 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ น.ส.ปนัดดา หรือบุ๋ม วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำความดี นำผู้เสียหายที่ถูกสูตินรีแพทย์ในจังหวัดนครสวรรค์ทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศขณะตรวจภายใน จำนวน 6 คน ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอให้โอนสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวจาก สภ.เมืองนครสวรรค์ มาให้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้ทำคดีแทน หลังจากก่อนหน้านี้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ แต่คดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่รวมแล้วกว่า 50 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปนัดดากล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนมากว่า 2 เดือน หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์กลับไม่พยายามหาพยานหลักฐาน เพิ่งจะมาเรียกสอบหลังจากที่เป็นข่าวครึกโครมขึ้นมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีผู้เสียหายกว่า 50 คน ที่เคยเข้ารับการตรวจภายในที่คลินิกของแพทย์คนดังกล่าว ต่างร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศในลักษณะเดียวกัน ที่ตกใจมากที่สุดคือมีสื่อนำเสนอชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ของหญิงผู้เสียหาย ทำให้ตัวเขาถูกละเมิดสิทธิ์ สภาพจิตใจย่ำแย่มาก โดยที่ปรากฏเป็นข่าวทางสถานีโทรทัศน์ พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกางบันทึกประจำวันให้สื่อถ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีของผู้เสียหายขณะนี้ น.ส.ปนัดดาเปิดเผยว่า มี 1 คน ที่เหลือขาดอายุความแล้ว เพราะเหตุเกิดมาแล้ว 5-6 ปี แต่หญิงเหล่านั้นยินดีเป็นพยาน เพราะปกติแล้วหญิงที่ถูกกระทำในลักษณะดังกล่าวไม่กล้าที่จะแจ้งความเพราะอาย บางคนมีครอบครัว มีสามีแล้วก็ไม่กล้าแจ้ง แต่ขอแนะนำว่าผู้หญิงถ้าถูกข่มขืนให้ไปตรวจร่างกายภายใน 24 ชั่วโมง เราต้องปกป้องสิทธิ์ของเรา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนที่มีคำถามถึงหลักฐานการดำเนินคดีกับแพทย์คนดังกล่าว ที่อาจต่อสู้คดีว่าเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ ยืนยันว่าเคสนี้มีหลักฐานที่ไม่ใช่เครื่องมือการแพทย์แน่นอน แต่ไม่ขอเปิดเผย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย น.ส.ปนัดดากล่าวว่า ขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยตรวจสอบด้วยว่าตำรวจเป็นคนเปิดเผยรายชื่อผู้เสียหายหรือไม่ ส่วนสื่อที่เสนอข่าวอาจจะมีการฟ้องดำเนินการทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ตนพร้อมทีมแพทย์จะลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์&amp;nbsp;เพื่อดูพยานหลักฐาน หลังเหยื่อสาววัย&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ปีอ้างว่าเคยถูกหมอล่วงละเมิดทางเพศ โดยจะตรวจดูว่ามีการลงบันทึกยอมความกันไว้หรือไม่&amp;nbsp;ถ้ามี สามารถนำมาประกอบเป็นพยานหลักฐานบางอย่างได้&amp;nbsp;รวมทั้งข้อความทางไลน์เกี่ยวกับการโอนเงินจำนวน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แสนบาท โดยหากทางหมอทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ถ้าหมอบริสุทธิ์ เหยื่อก็ต้องรับผิดชอบ&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรณีมีการส่งข้อความแช้ตทางไลน์เหมือนกับว่าหมอกับคนไข้สนิทสนมในเชิงชู้สาว โดยหมอบอกว่าจะดูแลจนชั่วชีวิต&amp;nbsp;เป็นข้อความระหว่างหมอกับคนไข้ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;รวมทั้งมีการซื้อของจากต่างประเทศมาฝาก&amp;nbsp;ดูแล้วห่วงใยเกินระหว่างหมอกับคนไข้ ซึ่งเราจะตรวจสอบว่าทำไมต้องโอนเงินให้คนไข้ ถ้าตัวเองไม่ได้ทำผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า ขณะนี้ผู้เสียหายมีประมาณ 3 ราย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในปี&amp;nbsp;2559&amp;nbsp;ก็สามารถดำเนินคดีได้&amp;nbsp;เพราะเพิ่งรู้ว่าไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงมอบอำนาจหน้าที่การตรวจสอบให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครสวรรค์ ดำเนินการ โดย สบส.จะเป็นพี่เลี้ยงในกรณีร้องขอให้ช่วยเรื่องข้อกฎหมาย แต่กรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพียงประเด็นเดียว เรื่องไม่ได้ควบคุมกำกับให้เกิดความปลอดภัยในการให้บริการ ส่วนประเด็นอื่นจะเป็นเรื่องการเข้าข่ายความเสียหายส่วนบุคคลที่อาจเป็นคดีอาญา ดังนั้นต้องไปฟ้องร้องกันในชั้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้เป็นความผิดที่มีอัตราโทษค่อนข้างสูง จึงต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ทาง สบส.ยังไม่ได้รับการรายงานผลกการตรวจสอบแต่อย่างใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า สบส.จะลงไปตรวจสอบคลินิกแห่งนี้ว่าได้มาตรฐานจริงหรือไม่ โดยจะนำเข้าคณะกรรมการสถานพยาบาลพิจารณาในการอนุญาตเปิดคลินิกต่อไป ส่วนประเด็นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีบุคคลที่ 3 ในห้องตรวจคนไข้ สำหรับคลินิกนรีเวชระหว่างการตรวจภายใน จะต้องมีบุคคลที่ 3 หรือมีผู้ช่วยแพทย์ที่เป็นผู้หญิงคอยอยู่กับแพทย์ขณะตรวจภายในห้องเสมอ เรื่องนี้ถือเป็นมาตรฐาน หากไม่มีก็ถือว่าไม่เหมาะสม และต้องมีการปรับ ส่วนเรื่องการลวนลามหรือกระทำอนาจารคนไข้ เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf413e766326.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันรพ.ฉาว ผิด5ข้อหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สบส. แถลงผลสอบ รพ.พระราม 2 กรณีสาวถูกสามีสาดน้ำกรด พบผิด 5 กระทง สั่งปรับกรณีไม่มีแพทย์ให้การรักษาหญิงถูกสาดน้ำกรด ส่วนอีก 4 กระทงให้ร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีโทษจำคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีการแถลงข่าวสรุปผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน รพ.พระราม 2 ปฏิเสธการรักษา และมีการให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน กรณีสาวถูกสามีสาดน้ำกรดใส่หน้า โดย นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดี สบส. กล่าวว่า สบส.ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ รพ.พระราม 2 เพื่อรวบรวมข้อมูลระหว่างเกิดเหตุ ทั้งเอกสารทางการแพทย์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ประกอบด้วยคณะกรรมการ 15 คน และมีการประชุมสรุปผลเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น. โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการของ รพ.พระราม 2 และ รพ.บางมด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ที่มีความเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง คือวันที่ 9 พ.ย.-19 พ.ย. ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมดเพียง 10 วัน ผลสรุปของคณะกรรมการทางกองกฎหมายได้ส่งมาเพื่อให้ตนพิจารณาในช่วงเช้าที่ผ่านมามี 5 กรณี ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กรณีให้พยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ตรวจประเมินอาการผู้ป่วยและให้การรักษาเบื้องต้นโดยไม่มีการรายงานแพทย์ ซึ่งทางคณะกรรมการมีมติว่าอาจจะเข้าข่ายการกระทำผิดในเรื่องไม่มีการควบคุมและดูแลมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานประกอบวิชาชีพผิดไปจากสาขาที่ขออนุญาต เข้าข่ายผิดมาตรา 34 (1) (2) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท โดยคณะอนุกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยจะมีการดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป โดยผู้ที่จะถูกดำเนินคดีคือ ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.จากการสอบถามพยาบาลที่ให้การตรวจรักษาแล้วได้รายงานผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ผู้ดำเนินการได้สั่งการให้รับผู้ป่วยไว้นอน รพ. แสดงว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนที่จะนำผู้ป่วยไปนอนที่ รพ.ตามข้อสั่งการ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทางคณะกรรมการมีมติว่าอาจจะเข้าข่ายการไม่ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เข้าข่ายหรือน่าจะมีความผิดตามมาตรา 34 (2) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท มติของคณะอนุกรรมการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อนำไปสู่กระบวนยุติธรรม ซึ่งผู้ที่จะถูกดำเนินคดีก็คือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กรณีไม่มีแพทย์ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย เพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินตามมาตรฐานที่มีการกำหนดไว้ กรณีนี้อาจจะเข้าข่ายทำผิดตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และ พ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 35 (3) และ (4) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท กรณีนี้อนุกรรมการมีมติให้เปรียบเทียบปรับ ผู้ที่จะถูกลงโทษคือ ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล กับผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.กรณีไม่ให้การช่วยเหลือดูแลแก่ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน อาจจะเข้าข่ายผู้ได้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมิได้ควบคุมดูแลให้การรักษาดูแลแก่ผู้ป่วยตามมาตรา 33/1 อัตราโทษเข้าได้กับมาตรา 36 วรรค 1 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท มติกรรมการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้กระทำความผิดคือผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล กับผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.กรณีเมื่อได้ช่วยเหลือเยียวยาแล้ว และอ้างว่าเป็นความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการไปรักษาตัวใน รพ.แห่งที่ 2 ที่มีสิทธิ์ประกันสังคมอยู่ เข้าข่ายการส่งต่อโดยไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ตามมาตรา 36 (3) คณะกรรมการมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิกล่าวว่า จะเห็นว่ามีการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ 4 กรณี และมี 1 กรณีที่ให้เปรียบเทียบปรับ ซึ่งเราได้นำมติเข้าสู่คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ เพื่อกำหนดว่าจะปรับเป็นเงินเท่าไร ก่อนส่งให้คณะกรรมการสอบสวนต่อไป ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ พนักงานสอบสวนจะเริ่มเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน และส่งต่อให้พนักงานอัยการมีมติต่อไปว่าจะมีการฟ้องร้องประเด็นใดบ้าง จากนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดที่ศาลยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลคือ กรณีพยาบาลที่ได้ให้การรักษาและยอมรับว่ามิได้รายงานแพทย์ จะเข้าข่ายกรณีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพที่ไม่ได้เป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งทาง สบส.จะได้ส่งเรื่องนี้ไปยังสภาการพยาบาลต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22389</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, รพ.พระราม 2, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf413c48059d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.สั่งปิดตึกรพ.พระราม2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สบส.ลงดาบ รพ.พระราม 2 สั่งปิดตึกผู้ป่วยนอก พบดัดแปลงจากที่จอดรถโดยไม่ได้ขออนุญาต พร้อมสั่งชี้แจงเหตุใดไม่มีแพทย์เข้าเวรในวันที่หญิงถูกสาดน้ำกรดไปขอรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงพยาบาลพระราม 2 ที่ถูกร้องเรียนปฏิเสธหญิงคนไข้ถูกสามีสาดน้ำกรด จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ว่า ขณะนี้ความผิดของโรงพยาบาลดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ที่เห็นชัดๆ กรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาต จึงได้มีคำสั่งปิดไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความผิดตาม &amp;nbsp;พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 2.มีคำสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรง จึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลพระราม 2 ทำการปรับปรุงโรงพยาบาล ในส่วนที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยได้ให้ระยะเวลาในการปรับปรุง 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการจะเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย และ 4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงใน พ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อทำการพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ สำหรับคดีของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียชีวิตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการลงไปตรวจสอบแล้ว 2 รอบ ซึ่งก็ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเข้ามาพูดคุยในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ประเด็นทำไมไม่มีแพทย์อยู่เวรเพื่อให้บริการ คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะได้ข้อสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน เพื่อขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร ตรวจสอบอาคาร และใบอนุญาตเปิดใช้อาคารของโรงพยาบาลพระราม 2 ก่อนจะแจ้งข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า จะร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนการต่อใบอนุญาตให้ รพ.พระราม 2 ที่จะครบกำหนดใบอนุญาตสิ้นปีนี้ จนกว่าจะได้รับการแก้ไขในมาตรฐานสถานพยาบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21982</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bec266e8a154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ภาพวงจรปิด เช็กสาวถูกกรด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝากขัง &amp;quot;คำตัน&amp;quot; สาดน้ำกรดฆ่าเมีย ส่งตัวเข้าเรือนจำหลังไม่มีคนประกัน สบส.ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดทั้ง 2 รพ.มาแล้ว ส่งอีก 2 ชุดตรวจสอบซ้ำ รอง ผวจ.ขอนแก่นเข้าเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย แจงเงินช่วยเหลือจากทางราชการ พร้อมส่งทีมแพทย์เยียวยาจิตใจลูกสาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาธนบุรี ถนนเอกชัย วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ พนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ได้ควบคุมตัวนายคำตัน หรือหมู สิงหนาท อายุ 50 ปี ชาว จ.ลพบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาธนบุรี จ.764/2561 ลงวันที่ 10 พ.ย.2561 คดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ได้ใช้น้ำกรดสาดภรรยาจนได้รับบาดเจ็บแล้วเสียชีวิต มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13-24 พ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานอีก 7 ปาก กับต้องรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาด้วย จึงขออำนาจศาลฝากขังไว้ก่อน พร้อมกันนี้พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยตัวแล้วผู้ต้องหาจะหลบหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องฝากขัง ได้สอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ ขณะที่นายคำตันผู้ต้องหาก็ไม่ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอประกันตัวในชั้นฝากขังนี้แต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเวลาราชการศาลแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษธนบุรีระหว่างการฝากขังต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการตรวจสอบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดี สบส. กล่าวว่า ประเด็นที่จะต้องตรวจสอบในตอนนี้คือ พฤติการณ์ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินของทั้ง รพ.พระราม 2 และ รพ.บางมด และการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ จากนั้นจะรวบรวมหลักฐานส่งให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งอัยการและนักกฎหมายช่วยพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ ก่อนส่งต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ภาพจากกล้องวงจรปิด 2 โรงพยาบาลแล้วด้วย และวันเดียวกัน สบส.ก็ได้ส่งชุดตรวจสอบมาตรฐานฐานลงไปตรวจสอบเพิ่มอีก 2 ชุด ถ้าพบว่ามีส่วนใดที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ก็จะมีคำสั่งทางปกครอง ให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 10 หมู่ 9 บ้านแสงอรุณ ต.โนนทอง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น มีการตั้งศพ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ปี ที่เสียชีวิตจากการถูกสาดน้ำกรด บำเพ็ญกุศลทางศาสนา โดยมีนางทองอาจ ทาระวัน แม่ของ น.ส.ช่อลัดดา พร้อมด้วยน้องเตเต้ ลูกสาวผู้ตายวัย 12 ปี และญาติๆ จัดการงานศพ โดยในช่วงเช้า นางทองอาจได้พาน้องเต้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอแวงใหญ่ เพื่อยื่นเรื่องขอใบมรณบัตร รวมทั้งย้ายที่อยู่ของน้องเต้ จากกรุงเทพฯ มาที่ จ.ขอนแก่น เพื่อให้เรียนหนังสือใกล้บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับศพของ น.ส.ช่อลัดดา จะทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ที่วัดแสงธรรมรังสี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม รอง ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วยนายอลงกต &amp;nbsp;วรกี ปลัดจังหวัดขอนแก่น และนายสุธี ศรสวรรค์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินทางไปยังบ้าน น.ส.ช่อลัดดาเพื่อเคารพศพ ซึ่งคณะของนายสันติได้แจ้งถึงแนวทางการช่วยเหลือของทางราชการตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นได้ให้เงินช่วยเหลือจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 10,000 บาท เงินช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม 110,000 บาท นอกจากนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะทำเรื่องการศึกษาของน้องเต้ จากกรุงเทพฯ มาที่ขอนแก่น เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ตามระเบียบของทางราชการ คือการเรียนฟรีจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะเดียวกัน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะทำเรื่องครอบครัวอุปถัมภ์เพื่อให้น้องเต้ ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.6 ได้รับการช่วยเหลือแบบรายเดือนตามระเบียบที่กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผวจ.ขอนแก่นยังได้สั่งให้สาธารณสุข อ.แวงใหญ่ ส่งทีมแพทย์มาเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งการรักษาบาดแผลที่น้องเต้ถูกน้ำกรดกระเซ็นได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ น้องเต้ยังได้ร้องเพลงหน้าศพ โดยเรียนร้องเพลงกับครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21919</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำตัน สิงหนาท, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, สันติ เหล่าบุญเสงี่ยม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beadc6cceb2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ส่งทีมตรวจสอบสองชุดดูกล้องวงจรปิด2รพ.เพื่อดูพฤติการณ์การรักษา หญิงโดนสาดน้ำกรด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr:medihubnews.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย. 61-นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงพยาบาลพระราม 2 ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน กรณี ถูกสามีสาดน้ำกรดขณะนอนหลับ ว่า ประเด็นที่ สบส.จะตรวจสอบในตอนนี้ คือ พฤติการณ์ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน และการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ ซึ่งกระบวนการนั้น หากตรวจสอบแล้วสงสัยว่า จะมีความผิดตามมาตราที่มีบทลงโทษสูง ตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 คือ มีโทษถึงขั้นจำคุกนั้น จะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ ส่งให้แก่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทั้งอัยการและนักกฎหมายช่วยพิจารณาเพื่อความรอบคอบก่อนว่ามีความผิดหรือไม่ ก่อนส่งต่อพนักงานสอบสวน เพื่อจะได้ไม่หลุดในภายหลัง ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องของฉุกเฉินดูแลหรือไม่ ก็เข้าข่ายต้องส่งหลักฐานให้กรรมการสอบข้อเท็จจริงช่วยพิจารณา ซึ่งจากการส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบทั้ง 2 โรงพยาบาลแล้วได้ภาพจากกล้องวงจรปิดมาบางส่วน วันนี้ (13 พ.ย.) จึงไปนำกล้องวงจรปิดทั้งหมดส่งกรรมการฯ พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า โดยในวันนี้ สบส.ส่งชุดตรวจสอบมาตรฐานฐานลงไปตรวจสอบเพิ่มอีก 2 ชุด ถ้าพบว่า มีส่วนใดที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ก็จะมีคำสั่งทางปกครอง ให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างกันไปว่าเป็นมาตรฐานด้านใดหากไม่สามารถพัฒนาหรือปรับปรุงตามที่สั่งการ อาจต้องนำเรื่องเข้าสู่กรรมการสถานพยาบาล เพื่อพิจารณาพักใช้ใบอนุญาต ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการชี้แจงจากรพ.พระราม 2 ว่าได้มีการดูแลปฐมพยาบาลแล้ว และขณะที่ผู้ป่วยมาสัญญาณชีพ ความดันต่างๆ ก็ปกติดี &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้นหากดูจากกล้องวงจรปิดก็จะเห็นว่า มีการทำแผลจริง ตอนผู้ป่วยออกจากห้องฉุกเฉินมีการพันผ้าพันแผลออกมาด้วย ส่วนเรื่องสัญญาณชีพ ความดันต่างๆ ที่ไม่ปรากฏในกล้องวงจรปิดคงต้องดูผลการบันทึกของโรงพยาบาลร่วมด้วย อย่างไรก็ตามการดูกล้องวงจรปิดนั้น เพื่อดูเรื่องของการส่งต่อว่า ขามาและก่อนออกไปมีสภาพอย่างไร &amp;nbsp;เช่น ผู้ป่วยเดินมาตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ แล้วตอนกลับเป็นอย่างไรเดินกลับเองขึ้นแท็กซี่เองหรือไม่ โดยขณะนี้เราได้ข้อมูลจากโรงพยาบาลแห่งที่สองมาแล้ว เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลได้ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าข้อมูลของโรงพยาบาลแห่งที่สองเป็นอย่างไร เนื่องจากเป็นความแตกต่างระหว่าง 2 โรงพยาบาลอาจเกิดความขัดแย้งกัน ซึ่งจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กรรมการใช้พิจารณา &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะพอสรุปความคืบหน้าได้ ซึ่งอันไหนที่เป็นอำนาจของ สบส. จะดำเนินการทันที ถ้าอันไหนเป็นอำนาจพนักงานสอบสวนก็จะต้องรอบคอบในการส่งประเด็นข้อมูลหักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าผลชันสูตรออกมาว่าเกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว ต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะพิจารณาประเด็นอะไร อาจจะจำเป็นหรือไม่จำเป็น ตอนนี้จะดูแค่พฤติการณ์กับกล้องวงจรปิด และดูมาตรฐาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจกล้องวงจรปิด2รพ.หญิงโดนสาดน้ำกรดเข้าไปรักษา, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaaa84163cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
