<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์ชี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดความรุนแรงและเสียชีวิตจากโควิดได้   แนะเด็กต่ำกว่า 12 ควรฉีดด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ต.ค.64- สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง พบอัตราการติดเชื้อใหม่ และอัตราการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ยิ่งสร้างความกังวลให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มักพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ด้วย &amp;nbsp;และหากเกิดการติดเชื้อร่วมกันทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด หรือที่เรียกว่า Co-infection &amp;nbsp;ก็จะทำให้มีอาการรุนแรง และยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตมากขึ้นอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดเสวนา &amp;ldquo;ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่&amp;hellip;ในยุคโควิด-19&amp;rdquo; โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ที่ถูกต้อง ความสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในช่วงการระบาดของโควิด 19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงของโควิด รวมถึงลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รศ. นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) มีรายงานว่าในทุก ๆ ปี จะมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 500 &amp;ndash; 1,000 ล้านคนต่อปี และมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก ประมาณ 3 - 5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 290,000 &amp;ndash; 650,000 คนต่อปี ซึ่งการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคไม่รุนแรง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง นอกจากนี้ ยังพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดการป่วย ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่ลง รวมไปถึงลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและการเข้ารับการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ขณะที่ช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด19 นี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามฉีดปูพรมวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากยิ่งขึ้น เพื่อตัดศัตรูออกไปด้านหนึ่ง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ช่วยป้องกันโควิด แต่เชื่อว่าน่าจะมีการกระตุ้นทางอ้อมของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ได้ช่วยรักษาบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นทรัพยากรสำคัญในภาวะวิกฤต อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระจากการป่วยไข้หวัดใหญ่ลง เพื่อจะได้รับมือกับโควิด อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน ตัวผู้ป่วยเองก็ลดความสับสนและความวิตกกังวลจากอาการที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงยังลดการเกิดโรคร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Co-infection จากทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้&amp;quot;รศ.นพ.ทวีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยในช่วงปี ค.ศ. 2020 &amp;ndash; 2021 ของการระบาดโควิด 19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไว้อย่างน่าสนใจมากมาย ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกามีผลวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22 มกราคม - 10 มิถุนายน 2020 (อ้างอิงจากข้อมูลเผยแพร่โดย US National Library of Medicine - National Institutes of Health) พบว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุมมากขึ้นทุก ๆ 10% จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 28%1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศบราซิลมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อัตราความรุนแรงของโควิด &amp;nbsp;และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด ในประเทศบราซิล (อ้างอิงจากบทความ BMJ Evidence-Based Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม 2021) เป็นการเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด &amp;nbsp;ประมาณ 50,000 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม &amp;ndash; 23 มิถุนายน 2021 โดยศึกษาเปรียบเทียบใน 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ป่วยโควิด ที่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระยะ 1-3 เดือนที่ผ่านมา และ 2. กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ผลปรากฏว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโควิด จะช่วยลดอัตราการนอนในแผนกผู้ป่วยหนักได้ 7% ช่วยลดอัตราของผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจได้ถึง 17% และลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 16%2 &amp;nbsp;ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีอัตราการเกิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ลดลงทั่วโลก &amp;nbsp;อาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัย การกักตัวอยู่บ้าน และการสร้างระยะห่างทางสังคม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักมีคำถามว่า ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกหรือไม่ คำตอบคือ มีความจำเป็นอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาต่าง ๆ มากมายที่บ่งชี้ว่า &amp;lsquo;วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;rsquo; และหากกรณีที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และมีอาการก็จะต้องไปตรวจรักษาเหมือนผู้ป่วยโควิด-19 เพราะอาการที่แสดงเบื้องต้นจะไม่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ทั้งการติดเชื้อโควิดและเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดเชื้อร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้มีการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น นอนโรงพยาบาลนานมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถานการณ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ของไทยในปัจจุบันพบได้ทุกอายุ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือเด็กอายุ 5-14 ปี ขณะที่ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด &amp;nbsp;ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จึงแนะนำให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันทั้งจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะจะยิ่งทวีความรุนแรงของโรคได้ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไตวาย โรคตับ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ขณะเดียวกันก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ได้แนะนำระยะเวลาของการฉีดวัคซีนโควิด 19 และวัคซีนอื่น ๆ ในวันเวลาเดียวกันได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด 19 &amp;nbsp;ควรห่างจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนชนิดอื่น ๆ เป็นเวลา 14 วัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของวัคซีนทั้งสองที่อาจจะซ้อนกัน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายระยะเวลาการเปิดให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิด 3 สายพันธุ์ สำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มเติมบุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัดและโรงเรียนในทุกช่วงอายุโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งนับเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ดี ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ที่มีการระบาดภายในประเทศไทย โดยมีแนวทางปฎิบัติในการเข้ารับวัคซีน 3 แบบ คือ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก่อน ฉีดวัคซีนโควิด-19, ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ระหว่าง ฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลัง ฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แพทย์ขอแนะนำให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้ทั้ง 2 สายพันธุ์ &amp;nbsp;กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น ที่สำคัญจากการศึกษาวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 และอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118520</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไข้หวัดใหญ่, #โควิด19, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่, ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_6157dff94d79e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ทำคลิป&#039;หมออุดม-หมอทวี&#039;ชี้แจงการฉีดวัคซีนเด็ก ย้ำอาการข้างเคียง กับการติดเชื้อ ผลแตกต่างมหาศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ก.ย.64-ตามที่ขณะนี้มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน mRNA ให้กับเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป เนื่องจากวัคซีน mRNA อาการข้างเคียงที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อายุน้อยพบมากกว่าผู้ที่สูงอายุ เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่พบในเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ ศธ. ได้มีการจัดทำคลิปวีดีโอ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ และได้มีการเชิญนพ.อุดม คชินทร รองประธานที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (ศบค.) มาให้ความรู้ในคลิปวีดีโอ เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนในเด็ก โดยนพ.อุดม ได้มีการพูดถึงเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน Pfizer ในเด็ก ซึ่งสถิติในเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปี ที่ฉีดวัคซีน Pfizer ของอเมริกา พบเกิดผลข้างเคียงกับเด็กผู้หญิง 9 คน ใน 1 ล้านคน เด็กผู้ชาย 66 คน ใน 1 ล้าน ส่วนผลข้างเคียงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้น นพ.อุดม มองว่าหากเทียบโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 กับ ผลข้างเคียงการรับวัคซีนถือว่าแตกต่างกันมหาศาล อีกทั้งผลข้างเคียงดังกล่าว จะเกิดขึ้นภายใน 7 วัน หรือ ยาวนานได้ถึง 30 วัน โดยอาการแรกเริ่ม คือ เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว ดังนั้นผู้ปกครองต้องคอยเฝ้าระวัง หากบุตรหลานมีอาการดังกล่าวรีบแจ้งให้แพทย์รับทราบ เพราะอาการเหล่านี้มียารักษา สามารถรักษาให้หายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นพ.อุดม ยังพูดถึงเรื่องที่ควรระวัง คือ หลังการฉีดวัคซีน Pfizer ห้ามออกกำลังกายเด็ดขาดในช่วง 3 วันแรก เนื่องจากการออกกำลังกาย เป็นการกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรง อาจจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้เรายังมีคลิปวีดีโอจากนพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และนพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้แก่ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจได้รับชมด้วย ซึ่งผมคิดว่า ศธ.มีการวางมาตรการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่&amp;quot;ปลัด ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้กับเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10-18 ปีนั้น ตนรับทราบว่าโรงเรียนแต่ละแห่งที่เข้าร่วมการฉีดวัคซีนครั้งนี้ ได้มีการจัดทำหนังสือให้ความยินยอมจากผู้ปกครอง ในกรณีที่ให้บุตร หลานเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มแล้วทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117397</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไฟเซอร์, #ศธ., ฉีดวัคซีนในเด็ก12-18ปี, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, นพ.อุดม คชินทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_61498d91b9ded.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอนคร&quot;เตือน ไทยต้องเตรียมแผนรับมือ หาวัคซีนเพิ่มเติม เหตุแอสตร้า ฯอาจส่งไม่ครบเดือนละ 10 ล้านโดส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 กระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;วัคซีนโควิด ไทยจะเดินต่อไปอย่างไร&amp;rdquo; โดยนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ(สวช.)ได้กล่าวถึงสถานการณ์การจัดหาวัคซีนว่า การจัดหาวัคซีนมีอยู่ 2 ส่วนคือการวางแผนจัดหา และจำนวนวัคซีนที่ได้รับจริง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน ได้มีการจัดหาวัคซีนซิโนแวคได้รวม 9.5 ล้านโดส และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ส่งมอบ 6 ล้านโดสในเดือนมิถุนายน ซึ่งได้มีการวางแผนในการส่งมอบวัคซีนร่วมกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในเดือนกรกฎาคมและเดือนต่อๆไปเฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส รวม 61 ล้านโดส/ปี สถานะการผลิตของแอสตร้าเซนเนก้าอยู่ที่ประมาณ 180 ล้านโดส/ปี โดยเฉลี่ย 15 &amp;nbsp;ล้านโดส/เดือน ซึ่งในจำนวนที่สยามไบโอ ผลิตได้จะต้องส่งมอบให้ต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายบริษัท แอสตร้าฯ ทำให้เฉลี่ยไทยแล้วจะได้รับวัคซีนเดือนละประมาณ 5- 6 ล้านโดส&amp;nbsp;
างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; สัดส่วนของไทยจะได้รับวัคซีนเดือนกรกฎาคม-กันยายน ประมาณ 5-6 ล้านโดส/เดือน จึงต้องมีการจัดหาวัคซีนจากแหล่งอื่นเข้ามาควบคู่ด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการฉีดวัคซีนได้ 10 ล้านโดส/เดือน &amp;nbsp;ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ที่เป็นการผลิตและส่งมอบไปด้วย &amp;quot;ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติกล่่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.นครกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของการเจรจากับทางผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์ที่มีการจองไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่จะได้รับในไตรมาสที่ 3 ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก จึงคาดว่าจะได้รับการส่งมอบวัคซีนในไตรมาสที่ 4 ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จำนวนประมาณ 20 ล้านโดส โดยอาจจะมีการเฉลี่ยฉีดในกลุ่มเยาวชน และการร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีก &amp;nbsp;อย่างวัคซีนของประเทศคิวบา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดซับยูนิตโปรตีน คล้ายกับวัคซีนโนวาแวกซ์ ของอเมริกา โดยตัวแรกที่ผลิตออกมาประสิทธิผลป้องกันโรคถึง 92% ก็เป็นตัวที่น่าสนใจ และในปีหน้าจะจัดหาวัคซีต่อไวรัสโควิด19 กลายพันธุ์ให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.นคร &amp;nbsp;แสดงความเห็นเพิ่มว่า สำหรับแผนหากในเดือนสิงหาคมมีการติดเชื้อเดลต้าเพิ่มขึ้น ก็ได้มีการวิจัยการฉีดวัคซีนแบบบูสเตอร์โดส ถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของระดับภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีนวัคซีนซ้ำ เช่น หากวัคซีนซิโนแวคครบ 2 โดส แล้วฉีดซ้ำอีก 1 โดส หรือฉีดซิโนแวค 2 โดสแล้วฉีดเพิ่มด้วยแอสตร้าอีก 1 โดส หรือฉีดซิโนแวค 2 โดสแล้วฉีดด้วย mRNA 1 โดส เพื่อดูว่ามีระดับภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นพอที่จะสู้กับสายพันธุ์เดลต้าได้หรือไม่ โดยผลการศึกษาใช้เวลาประมาณ กรกฎาคม-สิงหาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยว่า &amp;nbsp;วัคซีนซิโนแวค เป็นวัคซีนเชื้อตัวตายจากประเทศจีน ประเทศไทยก็ได้มีการนำเข้ามาฉีดเฉพาะกิจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนของคุณภาพวัคซีนที่มีการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัยในไทย พบว่ามีประสิทธิผลในการป้องกันโรค 71-91% &amp;nbsp;สำหรับคนที่ฉีดแล้วแต่มีการติดเชื้อก็จะมีอาการน้อย อย่างในประเทศบราซิล ที่มีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ P1 ได้มีการฉีดวัคซีนซิโนแวค 80-90% ในเมืองหนึ่งซึ่งมีประชากร 7-8 หมื่นคน ปรากฏว่าอัตราการตายลดลงถึง 95% หรือในประเทศอินโดนีเซีย ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข้อมูลว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวคสามารถลดการตาย แต่เมื่อเร็วๆนี้พบว่ามีแพทย์บางคนที่ฉีดครบ 2 เข็มแล้วเสียชีวิต ซึ่งพบว่ามาจากการแพร่ระบาดของเชื้อเดลต้า ซึ่งก็จะต้องทำการศึกษาต่อถึงผลของวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี กล่าวต่อว่า ซึ่งข้อมูลวัคซีนซิโนแวคกับสายพันธุ์เดลต้าในประเทศจีน รายงานว่า เมืองกวางโจวมีคนไข้ทั้งหมด 166 คน พบมีการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าทั้งหมด ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และมีการติดตามสังเกตผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดปรากฏว่าลดการติดเชื้อในผู้สัมผัสถึง 69% ลดการเป็นปอดอักเสบ 73% ลดการเป็นโรครุนแรงและเสียชีวิต 95% ส่วนการฉีดวัคซีนซิโนแวคกับสายพันธุ์เบต้าหรือ South Africa ยังไม่พบข้อมูลรายงาน ดังนั้นวัคซีนซิโนแวคทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถใช้ได้ในการป้องกันการป่วยและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า นพ.ทวี บอกว่า น่าจะเป็นวัคซีนตัวหลักของประเทศไทย ที่มีประสิทธิผลต่อสายพันธุ์แอลฟ่าถึง 70-90% และผลกับเดลต้า พบว่าจากการศึกษาหลายแห่งโดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียมีการระบาดของสายพันธุ์นี้หนัก พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิผลกับประชากรในเมืองหนึ่งถึง 97% ลดการตายและป่วยไปมาก ดังนั้นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสามารถใช้ได้ดีกับสายพันธุ์เดลต้า แต่การใช้กับสายพันธุ์เบต้ามีประสิทธิผลเพียง 10.4% ซึ่งจะต้องมีการจับตาดูต่อไป และวัคซีน mRNA ที่มีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีมากสูงถึง 94% ของโมเดอร์นา และ 95% ของไฟเซอร์ แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ ตัวแปรการกลายพันธุ์ของโควิด-19 ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีวัคซีน CureVac ซึ่งเป็น mRNA ของประเทศเยอรมัน จากผลการศึกษาในอาสาสมัครยุโรปกับลาตินอเมริกาทั้งหมด 40,000 คน พบผลการป้องกันลดลงไปเหลือเพียง 48% ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุของเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์ แต่ยังคงลดการตายและการป่วย 100% จึงต้องมีการติดตามและศึกษาผลของวัคซีน และเชื้อที่มีการแพร่ระบาดในประเทศนั้นๆ รวมไปถึงการใช้จริงในคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการฉีดวัคซีนในเด็ก ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าผู้ใหญ่ และมีการแสดงอาการน้อย แต่ที่กังวลคือเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนหากฉีดในเด็ก แม้ว่าในจีนจะเป็นประเทศแรกที่มีการฉีดวัคซิโนแวคและซิโนฟาร์มในเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ -17 ปี หรือประเทศอินโดนีเซียที่กำลังจะมีการฉีดวัคซีนในเด็กเช่นกัน และเมื่อไม่นานนี้เอกสารกำกับยาของวัคซีนไฟเซอร์ มีข้อความที่ระบุว่า หากฉีดในกลุ่มวัยรุ่นอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ในเข็มสองมักจะเกิดในเด็กผู้ชายในอัตราเกิด 2 ต่อ 1 แสนโดส กุมารแพทย์อาจจะต้องมีการพิจารณาการใช้วัคซีนอย่างละเอียดขึ้น&amp;rdquo; นพ.ทวี บอกถึงการใช้วัคซีนในเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในการแพร่ระบาดของสายพันธุ์แอลฟ่าทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 50 คน ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดลงความเห็นตรงกันว่าสถานการณ์จะแย่กว่าเดิมหากมีสายพันธุ์เดลต้าเข้ามาแพร่ระบาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลของกรุงเทพฯพบว่าสายพันธุ์เดลต้าตรวจพบแล้ว 40% และคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม หรือเดือนสิงหาคม อาจจะเป็นพบการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการติดเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์แอลฟ่าถึง 1.4 เท่า ดังนั้นหากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตทั้งเดือน 992 คน อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมถึง 1,400 คน เดือนสิงหาคมพุ่งขึ้นไปถึง 2,000 คน และในเดือนกันยายน 2,800 คน จะส่งผลทำให้ระบบสาธารณสุขเดินต่อไปได้ยาก เครื่องมือในการป้องกันที่สำคัญคือวัคซีน ที่ทางรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาคือ จากเดิมที่ยุทธศาสตร์เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ คือ ฉีดวัคซีนแบบปูพรมให้คนไทยได้วัคซีน 70% ซึ่งนักวิชาการออกมาบอกไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะอังกฤษก็มีการปูพรมฉีด แต่ภายหลังก็มีผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการฉีดวัคซีนแบบปูพรมอาจจะต้องให้คนในประเทศได้รับวัคซีนถึง 90% และต้องใช้วัคซีนที่ดีมากๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยอาจจะต้องมีการปรับการใช้ยุทธศาสตร์ทางเลือกที่ 1 คือมุ่งเป้าฉีดไปที่คนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการให้จบภายใน 2 เดือน(ก.ค.-ส.ค.) แต่เนื่องจากความต้องการเยอะมาก และต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกิจกรรมในประเทศ แต่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขคือ 1.มีวัคซีนไม่จำกัด 2.ขีดความสามารถในการฉีดที่เร็ว แน่นอนว่าไม่มีประเทศไหนที่มีวัคซีนแบบไม่จำกัด ซึ่งขีดความสามารถในการฉีดวัคซีนที่ไทยไม่มีปัญหา แต่ในการฉีด 10 ล้านโดสที่ผ่านมา คนสูงอายุได้รับวัคซีนเพียง 10% หากเป็นแบบนี้ไปทุกเดือนอาจจะต้องใช้เวลาถึง 7-8 เดือนกว่าจะป้องกันครอบคลุมผู้สูงอายุได้ ส่วนทางเลือกที่ 2 ทาง คือ การนำวัคซีนทั้งหมดที่มีอยู่ ทำข้อตกลงทั้งภาครัฐ ส่วนจังหวัด ภาคประชาสังคม มุ่งเป้าหมายแรกฉีดวัคซีนในคนสูงอายุ กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีโรคประจำตัวให้ได้ที่มีอยู่ขณะนี้ 17.5 ล้านคน พบฉีดวัคซีนไปได้แล้ว 2 ล้านคน หากนำวัคซีนมาฉีดจำนวนที่เหลือกว่า 15 ล้านคน ก็จะสามารถฉีดให้จบได้ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้และจะลดอัตราการตายลงด้วย&amp;rdquo; นพ.คำนวณ &amp;nbsp;เสนอทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108405</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, นพ.นคร เปรมศรี, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา, โนวาแวกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60ded0f748d5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;โควิดอีเดียต&quot;ศัพท์ใหม่ พวกดื้อแพ่ง ไม่กักตัว ไม่อยู่บ้าน &quot;หมอทวี&quot;ชี้ไทยเสียชีวิตอัตรา 4% สัญญาณดีเส้นกราฟไม่ทะยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25มี.ค.63- ในรายการ&amp;quot;เรื่องลับมาก&amp;quot;ทางช่องเนชั่น 22 ซึ่งมีดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นพิธีกรได้สัมภาษณ์ นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ &amp;nbsp;หัวข้อ&amp;quot;หลังประกาศพรก.ฉุกเฉินแล้วจะหยุดการแพร่ระบาดโควิด-19ได้หรือไม่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย นพ.ทวี กล่าวถึงการที่ไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตว่า อัตรากาเสียชีวิตของเราจะอยู่ที่ประมาณ1-5% ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เกินความคาดหมาย &amp;nbsp;หรือตอนนี้เท่ากับอัตรา 4% &amp;nbsp;ชณะที่ อิตาลีมีผู้เสียชีวิต 6-7% เยอรมัน 0.7 % จีน 2% &amp;nbsp;ของไทยถือว่า อยู่ในวิสัยที่คาดไว้ ใกล้เคียงประเทศอื่น ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิต อัตรา 3แสนราย นั้นมาจากการทำแบบจำลอง แบบ Worst case sceario &amp;nbsp;ซึ่งถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ตัวเลขก็จะวิ่งไปทางเลวร้าย ตายเป็น 3-4แสนคน หรือมีคนติดเชื้อเป็นล้านคนได้ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ เรายังมีคนที่อยู่ในกลุ่มล่อแหลม ผู้ที่หลุดรอด มีอาการน้อย กลุ่มนี้ถ้าดึงมาได้เยอะ อัตราการเสียชีวิตก็จะลดลงได้อีก&amp;nbsp;
ส่วนพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ เป็นมาตรการบังงคับให้คนไม่เคลื่อนไหวมาก เพราะการให้คนอยู่บ้านเป็นแนวทางเดียวทางการแพทย์ไม่ให้คนติดเชื้อเพิ่มมากชึ้น และทำให้ระบบสาธารณสุขของเรามีทรัพยากรการรักษาเพียงพอ และมีความพร้อมรับมือกับคนที่มีอาการหนักได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถึงเวลาที่เราต้องบังคับกัน &amp;nbsp;ผมเห็นหลายวันที่ผ่านมา มีบางคนดื้อแพ่ง ไม่สนใจ ไม่แคร์ จับกลุ่มกันกินเหล้า อันนี้ อันตรายมาก จึงต้องเบรกคนกลุ่มสุดท้ายกลุ่มนี้ &amp;nbsp;เพราะเราได้มีการปิดสถานบริการต่างๆไปแล้ว &amp;nbsp;แต่ก็ยังเหลือกลุ่มที่ดื้อแพ่ง &amp;nbsp;ที่ไม่มีความจำเป็นต้องออกมานอกบ้าน แต่คนพวกนี้ ก็ไปรวมตัวที่อื่น พรก.ต้องการการจัดการกับคนกลุ่มนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.เสรี วงษ์มณฑา ที่เป็นพิธีกร ถามว่า คนกลุ่มนี้ เป็น &amp;nbsp;&amp;quot;โควิดอีเดียต&amp;quot;ใชหรือไม่ นพ.ทวี กล่าวว่าถือว่าเป็นศัพท์ใหม่ เพิ่งทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเด็นว่า จะควบคุมไม่ให้คนที่เดินทางกลับบ้านไปแล้ว ไปแพร่เชื้อได้อย่างไร &amp;nbsp;นพ.ทวี กล่าวว่า สำหรับคนกลุ่มที่เดินทางกลับบ้าน ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่มาจากผับหรือสนามมวย แต่การที่มีชาวบ้านบางคน กลับไปถึง ก็ไปเลี้ยงฉลอง &amp;nbsp;ซึ่งปรากฎว่า มีชาวบ้านแจ้งไปยังอสม. ที่ทำหน้าที่คอยดูแลแทนสาธารณสุข ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณกับระบบสาธารณสุขมาก ไปตักเตือนดแล &amp;nbsp;ซึ่งจริงๆแล้ว คนที่เดินทางกลับบ้านไป อย่างแรกที่ต้องทำคือ &amp;nbsp;ควรอาบน้ำอาบท่า &amp;nbsp;ไหว้พ่อแม่แบบมีระยะห่าง &amp;nbsp;1เมตร และกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ถึงจะปลอดภัยกับตนเองและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ไม่พุ่งเหมือนจรวด จาก188 &amp;nbsp;ตอนนี้ลดเหลือประมาณ 100 ถือว่าดี แต่ถ้าเราสามารถทำเส้นกราฟ ให้แบนราบได้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่จะหวังให้เหลือ 10-20 เป็นไปไม่ได้ &amp;quot;นพ.ทวีกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60889</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, เรื่องลับมาก, โควิตอีเดียต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7b29fabb042.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติด&#039;โคโรนา&#039;ในไทยอีก7</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยเพิ่มอีก 7 คน เป็นจีน 4 ไทย 3 โดย 1 คนไทยคือกลุ่มที่กลับจากอู่ฮั่น อาการมีน้ำมูก มีไข้เล็กน้อย อยู่ระหว่างทีมแพทย์เฝ้าติดตามอาการต่อเนื่อง ทำให้ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 32 ราย เป็นลำดับ 4 ของโลก หมอย้ำใส่หน้ากาก ถุงมือ ไม่การันตีว่าจะปลอดภัย ฉะนั้นควรล้างมือบ่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.), นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค, นพ.สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 6 และผู้บริหาร สธ. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัยแถลงว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 7 คน เป็นคนจีน 4 คน คนไทย 3 คน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมรวมเป็น 32 คน รักษาหายกลับบ้าน 10 คน นอนรักษาตัว 22 คน อยู่ในข่ายเฝ้าระวังสอบสวนโรค 654 คน อาการดีขึ้นกลับบ้านได้ 279 คน รับไว้ในโรงพยาบาล 375 คน คัดกรองจากสนามบินทั้งหมด 49 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา และยังอยู่ในลำดับที่ 4 จากทั่วโลก เนื่องจากมีมาตรการในการดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และเฝ้าระวัง เป็นการคัดกรองตรวจโรคแบบเข้มข้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่ง 3 ใน 4 คนของคนจีนที่พบติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่ม &amp;nbsp;เป็นผู้ที่คลุกคลีใกล้ชิดกับคนในครอบครัวเดียวกันกับที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ส่วนอีก 1 คนเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ยังอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า คนไทย 2 คนที่ติดเชื้อไวรัสเพิ่มนั้นเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพต้องติดต่อใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว คือคนขับรถสาธารณะ ไกด์นำเที่ยว ส่วนคนไทยอีก 1 คนเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากอู่ฮั่นพร้อมกับ 138 คนไทย ขณะนี้ยังแยกห้องและเฝ้าระวังอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ส่วนอาการมีน้ำมูก มีไข้เล็กน้อย อยู่ระหว่างเฝ้าติดตามอาการต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัยเผยว่า สำหรับอาการผู้ป่วยชายไทยคนขับรถบัสที่ป่วยเป็นวัณโรคร่วมกับติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อาการยังทรงตัว รักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ทีมแพทย์ยังคงเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ย้ำขอความร่วมมือประชาชน หากต้องเดินทางไปในที่ชุมชน ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อ และอย่าเชื่อข่าวลือข่าวปลอม ควรเช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องถูกเผยแพร่จนสร้างความตระหนก ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลจากเฟซบุ๊กและสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้คนไทยที่กลับจากอู่ฮั่นมีติดเชื้อ 1 ราย แต่ไม่ได้หมายความว่าก่อนเดินทางจากจีนจะไม่ตรวจคัดกรอง มีการคัดกรองละเอียด ทั้งจีนทำและไทยทำด้วย เพียงแต่ว่าระยะฟักตัวที่ไม่แสดงอาการก็ยังมี เราจึงต้องรัดกุมในการให้เฝ้าระวังตัว 14 วัน จึงต้องมีมาตรการรัดกุมอย่างที่ผ่านมา&amp;quot; นพ.สุวรรณชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สุเทพกล่าวถึงความคืบหน้าในการดูแลคนไทยกลับบ้านจากอู่ฮั่นที่ฐานทัพเรือสัตหีบว่า วันนี้เป็นวันที่ 4 ของการเฝ้าระวังกลุ่มคนไทยกลับบ้านจากอู่ฮั่น โดยคณะผู้เชี่ยวชาญได้รายงานพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในกลุ่มคนไทยกลับบ้านจากอู่ฮั่น 1 ราย นอนพักในห้องแยกในโรงพยาบาลชลบุรี ส่วนอีก 1 รายที่โรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 ผลทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ ยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ซึ่งทั้ง 2 รายอาการทั่วไปปกติ ไม่มีไข้&amp;nbsp;
ล้างมือบ่อยๆ ปลอดภัยสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุเทพกล่าวอีกว่า ส่วนคนไทยกลับบ้านจากอู่ฮั่น ที่นอนพักในโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ 4 ราย อาการดี ไม่มีไข้ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ รอแพทย์พิจารณาอนุญาตให้กลับไปเฝ้าระวังต่อเนื่องที่อาคารรับรอง และอีก 132 คนในอาคารรับรองฐานทัพเรือทั้งหมดไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะมีทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค พร้อมรถส่งต่อผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินประจำที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมห้องแยกความดันลบ (negative pressure) 17 ห้อง และสำรองห้องแยกพิเศษพร้อมอุปกรณ์ (Modified AIIR) อีก 18 ห้อง พร้อมอุปกรณ์ป้องกันชนิดต่างๆ ไว้อย่างเพียงพอที่โรงพยาบาลใน จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับฐานทัพเรือสัตหีบกำหนดข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยกับผู้เข้าพัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาปฏิบัติงาน ทั้งในเรื่องของการปฏิบัติตนประจำวัน ความสะอาดบริเวณห้องพัก วิธีการติดต่อทีมแพทย์ พยาบาลเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการความช่วยเหลือ รวมทั้งแนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติ เน้นให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือน้ำยาล้างมือบ่อยๆ ห้ามใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่จับกลุ่มหรือคลุกคลีใกล้ชิดกันเอง และขอให้อยู่ในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับการจัดการขยะ ทุกคนจะมีถุงขยะสีแดงประจำตัว จัดเก็บทุกวันโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เพื่อทำลายตามมาตรฐาน ขอฝากถึงญาติคนไทยกลับบ้านจากอู่ฮั่น ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอาหารการกิน กองทัพเรือและสาธารณสุขจัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ ขอความร่วมมือยังไม่ต้องนำอาหารที่ลูกหลานชื่นชอบมาเยี่ยม เพราะจะมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ&amp;rdquo; นพ.สุเทพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีข้อกังวลเรื่องการแจกหน้ากากอนามัยโดยไม่สวมถุงมือ จะเสี่ยงต่อการรับเชื้อต่างๆ ว่า มือทุกคนมีเชื้อกันหมด แต่ถามว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือไม่ ก็ไม่น่ามี เพราะไม่ได้ไปสัมผัสใกล้ชิดคนที่มีเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีการสวมถุงมือหรือไม่นั้น ตนมองว่าคนแจกไม่ได้สวมถุงมือก็ไม่เป็นอะไรมาก เพราะแม้จะใส่ถุงมือแจกตลอดเวลาก็อย่าคิดว่าจะปลอดภัย เพราะคิดว่าใส่ถุงมือแล้วปลอดภัย ก็ไปหยิบจับสิ่งต่างๆ มาตลอดวัน การถอดน้อย และคงเป็นเรื่องยากที่จะมาถอดถุงมือทิ้ง ล้างมือแล้วใส่ถุงมือใหม่ ดังนั้น การไม่สวมถุงมือแต่มีการล้างมือบ่อยๆ ก่อนแจก ขณะที่แจกก็เพียงพอ แต่คงไม่ต้องถึงขั้นแจก 1 คน ล้างมือ 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับเรื่องหน้ากากอนามัยนั้น ที่มีความต้องการมากเพราะมีการแตกตื่นและการกักตุน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีการออกประกาศควบคุมและตรวจสอบแล้ว และประสานผู้ผลิตให้ผลิตเพิ่มมากขึ้น 1 ล้านชิ้นต่อวัน คาดว่าเพียงพอสำหรับประชาชน โดยคนที่ควรสวมคือคนป่วย ส่วนคนทั่วไปสบายดี สามารถใช้หน้ากากผ้าได้ ไม่อยากให้สังคมตื่นตระหนกเกินไป โดยขอให้ซื้อหน้ากากอนามัยตามความเสี่ยง อย่างตนหากไม่ได้เจอคนเสี่ยงหรือดูแลคนไข้ ตนก็ไม่ได้ใส่ ที่สำคัญคือล้างมือบ่อยๆ เลี่ยงไปที่แออัดหรือใกล้ชิดผู้ป่วย
&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;ให้กำลังใจอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทุกคน ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังมิตรประเทศอาเซียน ประเทศกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 และทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สถานการณ์ในทุกประเทศคลี่คลายโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือของอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แนวทางการรักษาที่ประสบผลสำเร็จ และมาตรการต่างๆ ผ่านช่องทางที่มีอยู่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชนของประเทศสมาชิก เป็นต้น นอกจากนี้ นายกฯ ยังฝากให้กำลังใจผู้ป่วยทุกรายให้หายเป็นปกติในเร็ววัน&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี เขต 8 (อ.สัตหีบ) พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุขพบคนไทยที่เดินทางกลับจากอู่ฮั่นติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จำนวน 1 รายว่า ผู้ป่วยที่พบเป็นคนไทยที่เดินทางกลับมาจากอู่ฮั่น ซึ่งมาเฝ้าดูอาการอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมีมาตรการคัดแยกและป้องกันการแพร่ระบาดที่มีมาตรฐาน มีกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพเรือให้การดูแลอย่างดี ขอให้ประชาชนอย่าหวั่นวิตก เชื่อมั่นในมาตรการของไทยซึ่งมีมาตรฐานและความปลอดภัยที่ไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น เห็นได้จากตัวเลขการรักษาหายของเราที่เป็นลำดับต้นๆ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่สัตหีบให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เข้าใจในสถานการณ์ เราในฐานะเจ้าบ้านยินดีต้อนรับให้มาพักฟื้น ไม่เคยรังเกียจ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน และจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เราก็มีมาตรการป้องกันในพื้นที่ โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการดูแลตัวเอง มีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือทุกพื้นที่ รวมถึงในโรงเรียน ส่วนภาคการท่องเที่ยวนั้น ไม่มีผลกระทบอะไร นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเที่ยวตามปกติ โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ยังมีปริมาณมากเหมือนเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ที่ยังเป็นห่วงคือเรื่องของเฟกนิวส์ ที่มีการแชร์และส่งต่อจนเกิดความเข้าใจผิดอยู่ สิ่งนี้จะทำให้กระทบความเชื่อมั่นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 คนไทยรับมืออย่างไร&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,199 คน พบว่าเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษจากการติดตามข่าวและสถานการณ์ &amp;ldquo;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019&amp;rdquo; ร้อยละ 76.8 คือวิธีป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ รองลงมาร้อยละ 48.9 คือแนวทางการรักษาและควบคุมการติดเชื้อ และร้อยละ 43.2 คือจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความวิตกกังวล/กลัวการติดเชื้อ &amp;ldquo;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019&amp;rdquo; เพียงใด พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 42.0 ระบุว่า กังวลระดับปานกลาง รองลงมาร้อยละ 37.4 ระบุว่ากังวลระดับน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 20.6 ระบุว่ากังวลระดับมากถึงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการรับมือกับสถานการณ์จากข่าวการติดเชื้อ &amp;ldquo;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019&amp;rdquo; นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.6 ระบุว่ารับมือโดยการสวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน รองลงมาร้อยละ 68.5 ระบุว่าติดตามข่าวสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 61.6 ระบุว่าระมัดระวังตัวเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีคนเยอะๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสิ่งที่รัฐบาลควรทำมากที่สุดจากสถานการณ์ &amp;ldquo;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019&amp;rdquo; ที่เกิดขึ้นในประเทศขณะนี้ ประชาชนร้อยละ 66.7 ระบุว่าควรให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนขจัดข่าวลวงที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน รองลงมาร้อยละ 54.2 ระบุว่าควรเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการออกมาให้ข้อมูลกับประชาชน และร้อยละ 53.1 ระบุว่าควรให้ข้อปฏิบัติเรื่องการป้องกันที่ถูกต้องกับประชาชนอย่างทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความมั่นใจในฝีมือของทีมแพทย์และสาธารณสุขของไทยในการรับมือกับสถานการณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.0 ระบุว่ามั่นใจมากถึงมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 26.5 ระบุว่ามั่นใจปานกลาง และร้อยละ 5.5 เท่านั้นที่ระบุว่ามั่นใจน้อยถึงน้อยที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56648</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณรงค์ สายวงศ์, นพ.ทวี โชตพิทยสุนนท์, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, สะถิระ เผือกประพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200208/image_big_5e3ec628da283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
