<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เตือนคลินิกตั้งจุดตรวจโควิดต้องรอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกจึงเข้ามาให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อโรคโควิด 19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit เพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 &amp;nbsp;อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนให้ได้รับบริการตรวจคัดกรองจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งภาครัฐก็ขอขอบคุณสถานพยาบาลเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการฝ่าฟันวิกฤติการระบาดของโรคโควิด 19 โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็มีการพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับคลินิกที่มีการตั้งจุดบริการคัดกรองโควิด 19 ในพื้นที่สาธารณะจนประชาชนโดยรอบเกิดความกังวลว่าจะเกิดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกิดคลัสเตอร์โควิด 19 จากจุดบริการของคลินิก ดังนั้น เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วยขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการ คุมเข้มมาตรฐานบริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 มีการจัดตั้งจุด ให้ถูกต้อง ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยให้จัดตั้งจุดบริการคัดกรองในรูปแบบ One stop service ตั้งแต่การคัดกรอง จนสิ้นสุดการรักษา แยกจากจุดบริการผู้ป่วยนอก (OPD) ทั่วไป ห้ามปะปนกับจุดให้บริการอื่นๆของคลินิก หรือพื้นที่สาธารณะ อย่างทางเท้าด้านหน้าคลินิกโดยเด็ดขาด หากกรม สบส.ตรวจพบว่าคลินิกแห่งใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า สำหรับบทกำหนดโทษของสถานพยาบาลเอกชนที่ตั้งจุดให้บริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ไม่เหมาะสม จนอาจจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคนั้น ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะมีความผิดในฐานไม่ควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่พบว่าผู้ให้บริการมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้บริการรายดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบเห็นการจัดตั้งจุดบริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ของคลินิกที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สบส. 1426 และในส่วนภูมิภาคให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113700</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คลินิก, จุดคัดกรอง, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สธ., สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c80e84b526.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เตือนคลินิกตั้งจุดตรวจโควิดต้องรอบครอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.64 &amp;ndash; นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกจึงเข้ามาให้บริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อโรคโควิด 19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit เพื่อป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 &amp;nbsp;อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนให้ได้รับบริการตรวจคัดกรองจากสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งภาครัฐก็ขอขอบคุณสถานพยาบาลเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการฝ่าฟันวิกฤติการระบาดของโรคโควิด 19 โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็มีการพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับคลินิกที่มีการตั้งจุดบริการคัดกรองโควิด 19 ในพื้นที่สาธารณะจนประชาชนโดยรอบเกิดความกังวลว่าจะเกิดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกิดคลัสเตอร์โควิด 19 จากจุดบริการของคลินิก ดังนั้น เพื่อป้องกันการสัมผัสกับผู้ป่วยขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ดำเนินการ คุมเข้มมาตรฐานบริการตรวจคัดกรองและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อโควิด 19 มีการจัดตั้งจุด ให้ถูกต้อง ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยให้จัดตั้งจุดบริการคัดกรองในรูปแบบ One stop service ตั้งแต่การคัดกรอง จนสิ้นสุดการรักษา แยกจากจุดบริการผู้ป่วยนอก (OPD) ทั่วไป ห้ามปะปนกับจุดให้บริการอื่นๆของคลินิก หรือพื้นที่สาธารณะ อย่างทางเท้าด้านหน้าคลินิกโดยเด็ดขาด หากกรม สบส.ตรวจพบว่าคลินิกแห่งใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า สำหรับบทกำหนดโทษของสถานพยาบาลเอกชนที่ตั้งจุดให้บริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ไม่เหมาะสม จนอาจจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคนั้น ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะมีความผิดในฐานไม่ควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่พบว่าผู้ให้บริการมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ผู้ให้บริการรายดังกล่าวจะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.2547 ฐานประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบเห็นการจัดตั้งจุดบริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ของคลินิกที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สบส. 1426 และในส่วนภูมิภาคให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113699</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คลินิก, จุดคัดกรอง, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สธ., สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c80e84b526.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 19:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. ส่งทีมวิศวกรสำรวจเตาเผาศพในกทม.-ปริมณฑล ยันไม่แพร่เชื้อโควิดแม้ใช้งานหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;6 ส.ค.64 - ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข โดยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พร้อมด้วย นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าว ข้อปฏิบัติฌาปนกิจผู้เสียชีวิตจากโควิด ปลอดโรค ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายแพทย์ธเรศ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับเตาเผาศพผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 มีลักษณะชำรุดแตกร้าวจากการใช้งาน ประชาชนกังวลเรื่องการแพร่กระจายเชื้อสู่ชุมชน นั้น ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และกรมอนามัย ได้ส่งทีมวิศวกรทางการแพทย์และวิศวกรอาสา ลงพื้นที่สำรวจเตาเผาศพในวัดที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งมีทั้งหมด 189 วัด ขณะนี้ตรวจสอบไปแล้ว 31 วัด จากการตรวจสอบระบบและโครงสร้างเตาเผา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทางวัด พบว่า เตาเผาศพมีมาตรฐาน ไม่มีการแพร่เชื้อโควิด ส่วนรอยร้าวที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการใช้งานอย่างหนัก เกินศักยภาพที่ส่วนใหญ่เผาศพได้ 2-4 ศพต่อวัน ความสามารถและเวลาในการเผาขึ้นอยู่กับชนิดของเตา อายุการใช้งาน และร่างของผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนา วัดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 92 แห่ง เผาศพไปแล้ว 3,067 ศพ วัดในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 42 แห่ง เผาศพไปแล้ว 1,067 ศพ และวัดจังหวัดปทุมธานี จำนวน 55 แห่ง เผาศพไปแล้ว 222 ศพ พบว่ารองรับการจัดการศพในสภาวะวิกฤตนี้ได้ถึง 2 เท่า&amp;nbsp;ขอให้ความมั่นใจว่าเตาเผาศพที่ได้ไปตรวจสอบมีมาตรฐานและระบบรองรับ มีความปลอดภัยกับชุมชนโดยรอบ แต่การดำเนินจัดการเผาศพผู้ติดเชื้อต้องเป็นไปตามมาตรฐานอย่างถูกต้อง&amp;rdquo; นายแพทย์ธเรศกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นอกจากนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดทำระบบ GIS รวบรวมข้อมูลรายชื่อวัดที่รับฌาปนกิจผู้ติดเชื้อโควิด19 ฟรี สำหรับประชาชน สถานพยาบาล หน่วยกู้ภัย และการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถค้นหาวัดที่อยู่ใกล้ และสถานที่ตั้ง เพื่อการกระจายไปฌาปนกิจยังวัดต่างๆ ลดโหลดการใช้งานเตาเผาให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ดาวน์โหลดระบบ GIS ได้ที่เว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และกรมอนามัย สำหรับวัดที่มีปัญหาเกี่ยวกับเตาเผาศพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้รวบรวมข้อมูลบริษัทผลิตและจำหน่ายเตาเผาศพไว้เพื่อสะดวกในการติดต่อสอบถาม&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านนายแพทย์ดนัย กล่าวว่า การจัดการศพผู้ที่เสียชีวิตจากโรคโควิด19 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ กรมอนามัยได้จัดทำ 3 แนวทาง ดังนี้ 1) ยืนยันสาเหตุการตาย โดยแยกเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 เสียชีวิตในโรงพยาบาล จะดำเนินการโดยทีมจัดการศพ โดยศพผู้เสียชีวิตจะถูกบรรจุใส่ถุงบรรจุศพ 2 ชั้น และทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายนอกถุงบรรจุศพตามมาตรฐาน ส่วนกรณีที่ 2 เสียชีวิตนอกโรงพยาบาล ทีมจัดการศพจะนำศพใส่ถุงบรรจุศพ 2 ชั้นตามมาตรฐาน และแจ้งพนักงานสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือพนักงานควบคุมโรคติดต่อของโรงพยาบาล 2) แจ้งตายตามขั้นตอน และออกใบมรณบัตรภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อนำไปฌาปนกิจ และ 3) การขนศพผู้เสียชีวิตและการประกอบพิธีทางศาสนา กรณีญาติมีความพร้อม หลังจากที่ญาติรับทราบแนวปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และมีใบมรณบัตร สามารถประสานวัดและอาสาสมัคร หรือกู้ภัย หรือมูลนิธิ เพื่อขนศพ แต่หากญาติไม่มีความพร้อมหรือติดโควิดทั้งครอบครัว และศพไม่มีญาติ ให้แจ้งโรงพยาบาลเพื่อประสานกับทางวัดเพื่อดำเนินการขนศพ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายแพทย์ดนัย เพิ่มเติมว่า การจัดพิธีศพทางศาสนา ทั้งการเผาศพหรือฝังศพทั้งถุง ขอให้ดำเนินการในพื้นที่ที่จัดเตรียมเฉพาะ ห้ามเปิดถุงบรรจุศพอย่างเด็ดขาด ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยให้ใช้เตาเผาศพเท่านั้น หลีกเลี่ยงการเผากลางแจ้ง และควรใช้เตาเผาศพปลอดมลพิษแบบสองห้องเผา ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิในห้องเผาศพไม่น้อยกว่า 760 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิในห้องควันไม่น้อยกว่า 1,000 องศาเซลเซียสตลอดระยะเวลาการเผาศพ ซึ่งควันที่ลอยจากปล่องจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ และระหว่างการเผาศพไม่ควรเปิดประตูเตาเผาศพ หลีกเลี่ยงการเขี่ยหรือพลิกศพ และไม่ควรนำสิ่งของอื่นๆ เข้าเตาเผาเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการทำงานของเตาเผา และอาจเกิดสารตกค้างอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ เมื่อเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้วถือได้ว่าเชื้อโรคถูกเผาทำลายไปหมดแล้ว สามารถเก็บกระดูกเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลได้ ส่วนพระสงฆ์ที่ประกอบพิธี และผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ได้สัมผัสกับศพโดยตรง ไม่จำเป็นต้องใส่ชุด PPE&amp;nbsp;และผู้ร่วมพิธีต้องสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากอาจสัมผัสเชื้อจากบุคคลอื่นหรือจุดสัมผัสร่วมได้ ภายหลังเสร็จพิธีเผาศพเมื่อกลับถึงบ้านให้อาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), ฌาปนกิจศพโควิด, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, เผาศพโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d2dd983cdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.เร่งสอบโรงพยาบาลเอกชนเรียกเงินแสนเพื่อจองเตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.64 นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ( สบส.) เปิดเผยว่าได้รับข้อมูลคลิปเสียง ระบุโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เรียกเก็บเงินหลักแสนบาท เพื่อจองเตียงสำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยที่ยังไม่มีการรักษาพยาบาลใดๆ จึงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ตั้งอยู่ในย่านเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ จึงประสานงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ตรวจสอบข้อมูล และได้มีคำสั่งไปถึงโรงพยาบาลฯ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำที่ สบส.ภายในสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบว่ามีการเรียกเก็บเงินค่าจองเตียงจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ผู้รับอนุญาตและผู้ดําเนินการสถานพยาบาลก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 ในฐานที่ไม่ควบคุมดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยซึ่งอยู่ในสภาพอันตราย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการในลักษณะของกาาเรียกเก็บเงินเพื่อจองเตียงผู้ป่วยโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. &amp;nbsp;กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้ประชาชนไทยที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งสามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลใดก็ได้ทั้งรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ จึงขอให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิดอย่างเต็มความสามารถ ห้ามเอาค่าใช้จ่ายมาเป็นเงื่อนไขในการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 ขอให้สถานพยาบาลจัดเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาเบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศกำหนดจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหากประชาชนประสบปัญหาหรือข้อสงสัยในการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเอกชน ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน กรม สบส. 1426
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สบส., เรียกเงินค่าเตียง, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60927e08b4311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สบส.&#039;ยัน&#039;รพ.เอกชน&#039;โฆษณาให้จองวัคซีนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยภาครัฐก็มีการทยอยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาคเอกชนบางส่วน ก็ได้แสดงความจำนงที่จะนำเข้าวัคซีนทางเลือก มาให้บริการแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคติดต่ออันตรายนี้ ซึ่งภาครัฐยินดีที่จะให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 &amp;nbsp;ด้วยการที่สถานพยาบาลเอกชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเข้ามาให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ย่อมส่งผลดีต่อพี่น้องประชาชนในการรับวัคซีนได้อย่างครอบคลุม และรวดเร็ว แต่เพื่อป้องปรามมิให้เกิดการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และคุ้มครองประชาชนให้ได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มาตรฐานจากสถานพยาบาลเอกชน ในการโฆษณาหรือประกาศอันเป็นประโยชน์ทางการค้าของสถานพยาบาลจึงต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตเสียก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า ในการโฆษณาจองวัคซีนโควิด -​19 นั้น สบส.ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางในการโฆษณาเบื้องต้นไว้ 5 ข้อดังนี้ 1.วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่จะโฆษณาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา และได้รับการอนุมัติให้โฆษณายาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2.โฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล กรณีการจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต้องยื่นขออนุมัติจากผู้อนุญาต ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 คือ สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หากได้รับการอนุมัติแล้วจึงสามารถเผยแพร่โฆษณาได้ 3.หากสถานพยาบาลมีการเรียกเก็บเงินมัดจำ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ จากประชาชน หากไม่สามารถดำเนินการตามถ้อยคำที่ปรากฏในโฆษณา จะต้องคืนเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายใดๆเต็มจำนวน 4.การกำหนดระยะเวลาในการฉีดวัคซีน ต้องกำหนดระยะเวลาให้ใกล้เคียงที่จะได้รับวัคซีนมาให้บริการจริงมากที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนเกิดความคาดหวังเกินจริงกับระยะเวลา และป้องกันมิให้ประชาชนต้องรอคอยเนิ่นนานจนเกินสมควร 5.ในการโฆษณาทุกครั้งต้องระบุข้อความ &amp;ldquo;รัฐบาลได้มีการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ส่วนการจองวัคซีนโควิด 19 ของสถานพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนสามารถเลือกรับบริการได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง&amp;rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาตัดสินใจก่อนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นการโฆษณาจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของสถานพยาบาลเอกชน มิได้มีการขออนุมัติอย่างถูกต้อง สบส.จึงต้องมีคำสั่งให้ระงับการโฆษณา ด้วยเนื้อหาของโฆษณาที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัตินั้นอาจจะมีข้อความที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ประกอบกับที่ผ่านมาภาคเอกชนก็ยังไม่มีกำหนดเวลาของวัคซีนที่เข้ามาอย่างชัดเจน และบางครั้งก็มีการเก็บค่ามัดจำ/ค่าจองซึ่งเป็นภาระของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความคาดหวังเกินจริงและร้องเรียนภายหลังได้ กรม สบส.จึงขอกำชับให้สถานพยาบาลเอกชนที่ต้องการโฆษณาหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ยื่นคำขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศให้ถูกต้องทุกครั้ง โดยโฆษณาหรือประกาศฯ ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการ ช่วยลดปัญหาการฟ้องร้อง และป้องกันการถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านธุรกิจสถานพยาบาล ที่กำหนดให้การโฆษณาหรือประกาศฯ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน หากสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดมีข้อคำถาม หรือต้องการคำแนะนำในการขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศของสถานพยาบาล ก็สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่กองกฎหมาย กรม สบส.ผ่านสายด่วน 1426 หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ ในวันและเวลาราชการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106565</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, วัคซีน, สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, เอกชน, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c99e1b0df6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส. ยันป่วยโควิดรักษาฟรี รพ.เอกชนให้เก็บจากกองทุนรัฐ หากฝ่าฝืนมีความผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.64 - เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)&amp;nbsp;กล่าวถึงค่ารักษาโควิด 19 ในโรงพยาบาล(รพ.)เอกชนว่า ไม่ว่าผู้ป่วยจะเข้ารักษาที่สถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน ทุกสังกัด ภาครัฐ ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ารถรับส่งผู้ป่วย ค่าทำความสะอาดรถ หรือแม้กระทั่งเกิดภาวะเจ็บป่วยจากการฉีดวัคซีน ผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งจากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยเฉพาะเอกชนให้เรียกเก็บจากกองทุนของรัฐ เบื้องต้นให้เรียกเก็บจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จากบัญชีแนบท้าย และสปสช.เรียกเก็บจากกองทุนอีกครั้ง ค่าห้อง ค่ายา ค่าพาหนะรับส่งตัวผู้ป่วย เป็นหน้าที่ของสถานพยาบาลที่ต้องดูแลให้ผู้ป่วยปลอดภัยและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสปปช. หากไม่ทำถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;rdquo; อธิบดี สบส. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีสถานพยาบาลฝ่าฝืนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกับผู้ป่วย จำนวน 44 เรื่อง 74 ราย ซึ่งเราได้ดำเนินการตามกฎหมาย และคืนเงินให้ทั้ง 74 รายแล้ว หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถาม ได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 หรือสายด่วน สบส. 1426&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวยืนยันว่า คนไทยทุกคน ทุกสิทธิ์ หากเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิดสามารถตรวจคัดกรองฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากป่วยโควิดก็รักษาฟรีทุกรพ. ทุกสังกัด เมื่อใดก็ตามที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อรับบริการการตรวจจากทั้งสถานพยาบาลรัฐและเอกชนทุกที่ ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสถานพยาบาลเหล่านั้นจะเรียกเก็บกับสปสช. ขอย้ำว่าผู้ป่วยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะสปสช.ได้เตรียมงบประมาณไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องเก็บจากประชาชนเพิ่มเติม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ค่ารักษาโควิด, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60927c80927c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อฟันคลินิก-รพ.เอกชนไม่ส่งต่อผู้ป่วยโควิดหลังพบเชื้อ ไม่ส่งรายงาน-โฆษณาค่าตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.64 - นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ&amp;nbsp;(สบศ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมสบศ.มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้เริ่มเคาะประตูบ้านเพื่อทำความเข้าใจเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;การลงทะเบียนวัคซีนผ่านแอพพลิเคชั่น&amp;nbsp;&amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo;&amp;nbsp;การดูแลสุขภาพ และช่วงหลังสงกรานต์ ที่มีประชาชนที่กลับไปเยี่ยมบ้านและกลับมา ก็ให้ อสม.เข้าไปดูว่าผู้ที่อยู่ในบ้านมีอาการป่วยหรือไม่ หรือมีกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ จึงขอฝากประชาชนให้ความร่วมมือให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวว่า ในช่วงที่มีผู้ป่วยจำนวนมากมาตรการป้องกันโรค การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึงวัคซีนใจ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์การสาธารณสุข และผู้บริหาร สธ.ทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นพ.ธเรศ กล่าวถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ในแล็บนอกสถานพยาบาล ว่า การตรวจหาเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก จึงมีการสนับสนุนให้ภาคเอกชน คลินิกแล็บ พัฒนาการตรวจขึ้นมาโดยผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งมีทั้งสิ้น&amp;nbsp;279&amp;nbsp;แห่ง เป็นภาครัฐ&amp;nbsp;176&amp;nbsp;แห่ง เอกชน&amp;nbsp;103&amp;nbsp;แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;nbsp;109&amp;nbsp;แห่ง ส่วนใหม่เป็นภาคเอกชน ที่มีคลินิกแล็บใหญ่ๆ ถึง&amp;nbsp;14&amp;nbsp;แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวว่า ตามที่ สบส. ออกประกาศแนวทางเพื่อให้คลินิกต่างๆ ดำเนินการ กำหนดว่า&amp;nbsp;1.ก่อนตรวจผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ จะต้องเป็นคลินิกที่ได้รับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์&amp;nbsp;2.คัดกรองความเสี่ยงว่า ควรจะตรวจหรือไม่ และให้คำแนะนำผู้รับบริการก่อนตรวจว่า หากมีผลบวกต้องทำอย่างไร&amp;nbsp;3.หากผลตรวจเป็นบวก จะต้องแจ้งผู้รับบริการ แจ้งหน่วยควบคุมโรคภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ชั่วโมง เช่น ในกรุงเทพฯ แจ้งที่สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) ต่อมาให้แจ้งกรมวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อส่งข้อมูลเข้าโค-แล็บ (Co-Lab)&amp;nbsp;รวบรวมจำนวนผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำคัญที่สุดตามประกาศ คือ คลินิกแล็บจะต้องมีคู่สัญญากับสถานพยาบาลที่รับส่งต่อผู้ป่วย เพื่อเป็นหลักประกันเตียงให้ผู้ป่วย หรือ หากเตียงเต็มต้องประสานหาเตียงให้ผู้ป่วย แต่ถ้ายังหาไม่ได้ต้องรายงานไปยังผู้อนุญาตแต่ละพื้นที่ทราบ ข้อมูลขณะนี้ พบว่าในคลินิกแล็บ&amp;nbsp;14&amp;nbsp;แห่ง มี&amp;nbsp;11&amp;nbsp;แห่ง ที่มีสถานพยาบาลเอกชนเป็นคู่สัญญาแล้ว และที่เหลืออยู่ในระหว่างลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) โดยประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ในเว็บไซต์ของ สบส.&amp;rdquo;&amp;nbsp;นพ.ธเรศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศ กล่าวว่า ช่วงที่มีการระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ได้รับร้องเรียนคลินิกแล็บโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน ซึ่งได้รับการดำเนินการแล้ว&amp;nbsp;12&amp;nbsp;แห่ง ประเด็นหลัก คือ&amp;nbsp;1.การไม่ส่งต่อผู้ป่วยหลังตรวจพบเชื้อ&amp;nbsp;2.ไม่ส่งรายงานผู้ติดเชื้อไปยังกรมควบคุมโรค หรือกรมวิทยาศาสตร์ฯ และ&amp;nbsp;3.โฆษณาราคาค่าตรวจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีคำสั่งให้แก้ไขปรับปรุง ระงับการกระทำ ดังกล่าว แต่หากฝ่าฝืนก็จะมีการพักใช้หรือยุติการตรวจโควิด-19&amp;nbsp;และระงับโฆษณาต่อไป เป็นการดำเนินการทางกฎหมายจริงจัง ทั้งโทษปรับและจำคุกต่อไป หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลหรือเรื่องร้องเรียน ก็สามารถแจ้งมาที่สายด่วน&amp;nbsp;1426&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100803</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, หมอพร้อม, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60869af5d765c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
