<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 20:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระวัฒน์&#039;ขอโทษ!&#039;ผอ.โรงพยาบาลสมุทรปราการ&#039;ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.63- นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าผลตรวจ ของ ผอ รพ สมุทรปราการ นพ. นำพล แดนพิพัฒน์ ถือว่าไม่มีการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจด้วย PCR ได้ผล ค่าเกือบจะตกขอบ Ct = 34.71 จากที่แลปของเราที่
กาขาด
ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อมีการตรวจซ้ำในวันเดียวกันหรือวันต่อมา
ถ้าได้ผลลบจะถือว่าลบและถือว่าไม่ได้มีการติดเชื้อ&amp;nbsp;
แต่ตัวอย่างถัดมา &amp;nbsp;ได้ส่งที่โรงพยาบาลอื่น เนื่องจากท่านถูกกักตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผลที่ตรวจครั้งต่อมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เข้าใจว่าส่งที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ผลเป็นลบ ติดกัน
แสดงว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรปราการ &amp;nbsp;ไม่ได้มีการติดเชื้อครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้แจ้งให้ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรปราการ ทราบแล้วเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น
และจะได้ส่งข้อความใน Facebook นี้ให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและคณะที่ปรึกษาทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผมเอง &amp;nbsp;และเป็นความล่าช้าที่ได้ทราบผลทั้งหมดนี้เมื่อตอนเย็น
และกราบขอโทษท่านผู้อำนวยการ ที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งทราบเรื่องผลแลปและผลการตรวจต่อมาในวันนี้เอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราบขอโทษท่าน &amp;nbsp;และเสียใจที่ทำให้ถูกเข้าใจผิดครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความเสียใจและขอโทษอย่างสูงครับ
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61970</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e873d2e62d73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสจ.สมุทรปราการ เผยผู้ใกล้ชิด ผอ.รพ.ติดเชื้อโควิด กักตัวอยู่บ้าน 20 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ตามกระแสข่าวล่าสุด นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐโรงพยาบาลสมุทรปราการ ที่พึ่งย้ายมารับตำแหน่งผู้อำนวยการได้เพียง 10 วันได้เกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 และถูกส่งตัวไปรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร&amp;nbsp;เมื่อช่วงสายของวันนี้ที่ 26 มีนาคม 2563 ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการโรงพบาบาลสมุทรปราการและบุคคลใกล้ชิดอีก 20 คน ก็ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้านเพื่อรอดูอาการเช่นกันเนื่องระยะเวลาที่ผ่านมามีการประชุมหารือเกี่ยวกับการรับมือกระแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ต้องกักตัวเองเพื่อรอดูอาการอยู่ที่บ้านพักด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ตนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้านด้วยเช่นกัน ส่วนตัวผู้อำนวยโรงพยาบาลคนดังกล่าวนั้นเริ่มมีอาการมาตั้งหลายวันแล้วจึงได้เข้ารับการตรวจและผลการตรวจออกมาเมื่อวานนี้ว่า ผู้อำนวยท่านดังกล่าวได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ส่วนตนและรองผู้อำนวยการรวมทั้งผู้ใกล้ชิดประมาณ 20 คนที่มีการประชุมหาแนวทางแก้ไขการคัดกรองและการรักษาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสอยู่หลายครั้งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงด้วยเช่นกัน ในวันนี้ได้มีการเก็บตัวอย่างส่งไปตรวจที่ห้องแล็ปที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯแล้ว ซึ่งระหว่างนี้บุคคลทั้งหมดต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้านพักเช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61017</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สมุทรปราการ, นพ.นำพล แดนพิพัฒน์, โควิด19, โรงพยาบาลสมุทรปราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c6531f1ee5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมควบคุมโรค เผยผอ.โรงพยาบาลสมุทรปราการ ติดเชื้อโควิด-19 สั่งให้คนใกล้ชิดกักตัวเอง 14 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - นพ.อัษฎางค์&amp;nbsp;รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผอ.รพ.สมุทรปราการ ป่วยโควิด-19 โดยผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพิ่งออกมาในช่วงเช้าวันนี้ (26 มี.ค.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค เพราะยังไม่แน่ชัดว่า สาเหตุการติดเชื้อมาจากสถานที่ใด เนื่องจากเป็นฝ่ายบริหาร และมีการประชุมในหลายสถานที่ ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องพบว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่อยู่ระหว่างการสอบประวัติในเบื้องต้นสั่งการให้คนที่เกี่ยวข้องกักตัวเองสังเกตอาการ 14 วัน แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61013</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, นพ.นำพล แดนพิพัฒน์, ผอ.รพ.สมุทรปราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c610526b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลย์จดสิทธิ ปลาไหลเผือก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รพ.อภัยภูเบศรจัดมหกรรมสุขภาพอาเซียนใหญ่ที่สุดในรอบปี 8 ประเทศนำนวัตกรรมภูมิปัญญาโชว์ เวียดนามเสนอว่านแร้งคอดำ รักษาต่อมลูกหมากโต มาเลเซียชู ตงกัต-อาลี หรือปลาไหลเผือก เพิ่มสรรถภาพทางเพศ จดสิทธิบัตรแล้วทั่วโลก ด้านลาวใช้กัญชาร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี มีการจัดประชุมวิชาการมหกรรมสุขภาพอาเซียน (ASEAN Health Wisdom Conference 2019) ครั้งที่ 2 โดยปีนี้มี 8 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา และไทย ซึ่งแต่ละประเทศได้นำนวัตกรรมดูแลสุขภาพตามปรัชญาตะวันออกมาจัดแสดง นอกจากนี้ยังรวมนักวิชาการจากทั้ง 8 ประเทศมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด งานมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ ที่ภูมิภูเบศร จ.ปราจีนบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปีของโรงพยาบาล สาระสำคัญคือ สนับสนุนการทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการแพทย์แผนโบราณและการแพทย์ทางเลือกเพื่อชุมชนอาเซียนที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอความรู้ การใช้นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการแพทย์ดั้งเดิมของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า แต่ละประเทศนำข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ อาทิ เวียดนาม เสนองานวิจัยว่านแร้งคอดำ กับการรักษาต่อมลูกหมากโต และเนื้องอกมดลูก ซึ่งตรงกับภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านของไทย มาเลเซียเสนอสมุนไพรพื้นบ้าน ปลาไหลเผือก หรือ &amp;quot;ตงกัต-อาลี&amp;quot; หรือโสมมาเลย์ ช่วยเพิ่มพลังและสุขภาพเพศชาย จากการศึกษาพบว่า ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในเพศชายให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 46.8% และยังเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง เมียนมาเสนอการรักษาอัมพาตใบหน้า ด้วยการแพทย์แผนเมียนมา ปัญจกรรม การฝังเข็มและการให้ยาสมุนไพรร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องกัญชาที่ถูกหยิบมาเป็นการเรียนรู้ในงานด้วย โดยลาวนำเสนอข้อมูลกัญชาว่ามีการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนลาวหลายโรค เช่น ริดสีดวงทวาร รูมาตอยด์ มะเร็งกระดูก แต่ใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรอื่น และงานนี้ยังได้จัดนิทรรศการกัญชาทางการแพทย์ที่สอนเรียนรู้ตั้งแต่สายพันธุ์ เทคนิคการปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูปและการเก็บรักษา คัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้สารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ทั้งที่ให้สารทีเอชซี และซีบีดี เพื่อใช้ในการรักษาเฉพาะโรค พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษา นำร่องกัญชาพาเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเยาวชนอย่างครบมิติ ทั้งด้านคุณ โทษ ชีววิทยาของต้นกัญชา หลักทางฟิสิกส์และเคมีของกัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ดร.แอนนี จอร์ช หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ บริษัท ไบโอทรอพิคส์ เมืองเบอฮัต ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ตงกัต-อาลี หรือที่รู้จักในชื่อภาษาไทยว่า โสมมาเลย์ (ปลาไหลเผือก) พบมากในมาเลเซีย เวียดนาม ชวา สุมาตรา ไทย และบอร์เนียว โดยบริษัทได้นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ โดยการสกัดน้ำตงกัต-อาลีตามมาตรฐานสากล ด้วยการผสมผสานความทันสมัยของวิทยาศาสตร์ใส่ลงไปในพืชดั้งเดิม จากนั้นนำส่วนรากมาสกัดและอบแห้ง ผ่านการศึกษาด้านความปลอดภัยและพิษวิทยา และได้รับการรับรองคุณภาพจากหลายสถาบันมีชื่อเสียง อาทิ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สหรัฐ จีเอ็มพี และเครื่องหมายฮาลาลของมาเลเซีย มีสรรพคุณในการเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายและเพิ่มจำนวนอสุจิ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เป็นความร่วมมือในการวิจัยระหว่างสถาบันเอ็มไปทีกับรัฐมาเลเซีย จดทะเบียนสิทธิบัตรระดับโลกและสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.แอนนีกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า ตงกัต-อาลี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยปรับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้เพิ่มขึ้น 48.6% และมีคุณสมบัติในการต้านความชรา อีกทั้งยังช่วยเสริมสมรรถนะด้านกีฬา ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก เพิ่มความอึด ลดความเครียด ลดระดับคอร์ติซอล ซึ่งเป็นตัววัดความเครียด และเพิ่มเทสโทสเตอโรนในการศึกษาที่เฉพาะเจาะจงเรื่องสุขภาพทางเพศของผู้ชายได้ผลอย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดาวคิน เมียว มินต์ (Daw Khin Myo Myint) หัวหน้าสำนักงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู มหาวิทยาลัยการแพทย์ดั้งเดิม มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยโรคอัมพาตใบหน้าด้วยการแพทย์ดั้งเดิมมีใช้กันหลายวิธี ทั้งการแพทย์เมียนมา ปัญจกรรม ฝังเข็ม ตลอดจนการให้ยารับประทานและยาใช้ภายนอก โดยใช้น้ำมันยาร่วมกับสมุนไพรและการออกกำลังกาย แต่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือ การกดจุดบริเวณศีรษะและใบหน้า ทั้งจุดหลักและจุดเสริม โดยผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายหน้ากระจกเสริมด้วยวันละ 5 ครั้ง ทำท่าเลิกคิ้ว หลับตายิ้มแบบปิดปาก ทำแก้มป่อง ย่นจมูก เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการพยากรณ์โรคอัมพาตใบหน้านั้น พบว่า กว่า 70% ฟื้นคืนตัวได้เต็มที่ประมาณ 20-30% เป็นอัมพาตถาวรประมาณ 7% และสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำได้ในระยะเวลา 10 ปี ส่วนปัจจัยที่ทำให้ผลการรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เกิดจากอายุที่มากกว่า 60 ปี มีอาการเป็นหนักและเส้นประสาทเสียหายมาก เงื่อนไขทางสุขภาพที่มีโรคอื่นเกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.แอนนี จอร์ช, นพ.นำพล แดนพิพัฒน์, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, รศ.ดาวคิน เมียว มินต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e9744a29f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
