<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอแนะ&#039;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล&#039; ทางออกเลี่ยงอาการหนัก ใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มติดเชื้อ เห็นตรงกันเปิดประเทศ  ระลอก 5 มาแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าว การรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กับแผนการใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ เพื่อรักษาผู้ป่วยในไทย โดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยฯ &amp;nbsp;จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหาและกระจาย ยารักษาโควิด โดยช่วงแรกที่เกิดการระบาดโควิด19 ก็ได้มีการจัดหายาเพื่อใช้ในการรักษาคือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งมีทั้งแบบยาเม็ด และยาน้ำสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ ต่อมาก็ได้จัดหายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) โดยในประเทศไทยมีการใช้ 2 ชนิด จึงเรียกว่าแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody Cocktail) ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ทาง อย.ไทยได้ให้การรับรองใช้ในภาวะฉุกเฉิน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเข้าไปจับไวรัสทำให้ไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นหากมียาชนิดนี้รักษาในระยะต้น &amp;nbsp;เมื่อเริ่มมีอาการจะทำให้คนผู้ติดเชื้อหายได้เร็วขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง ลดการเสียชีวิต ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อโควิดก็จะช่วยให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น ไม่เกินศักยภาพต่อระบบสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.นิธิ กล่าวต่อว่า โดยยาแอนติบอดีค็อกเทลมีข้อบ่งชี้การใช้ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มโรคเรื้อรัง หรือโรคอ้วน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อ และมีอาการน้อย-ปานกลาง เมื่อแพทย์ประเมินแล้วมีความเสี่ยงอาการหนักหรืออาจะเสียชีวิต ก็จะให้ยาแอนติบอดีค็อกเทล โดยขณะนี้มีกระจายไปให้รพ.ต่างๆประมาณ 50% โดยแพทย์ที่ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด จะมีการจัดยาให้ตามข้อบ่งชี้ของยา เนื่องจากยามีอย่างจำกัด และยาชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในการรักษาหลัก ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน จึงมีค่าใช้จ่ายในการรับยา ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯได้มีการจำกัดราคาของรพ.ในการนำยาไปรักษาประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ทางรพ.อาจจะคิดร่วมด้วย เช่น ชุด PEE &amp;nbsp;เป็นต้น นอกจากนี้ไทยก็ได้มีการทำยาวิจัยยาแอนตี้ไวรัสตัวใหม่ๆที่อาจจะได้เห็นผลสำเร็จเร็วๆนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนมาตรการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนในเด็ก เพื่อเปิดการเรียนการสอน หรือมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะมีวัคซีน มียา ที่ดีเพียงพอ และการตรวจโรคที่รวดเร็ว แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นสิ่งสำคัญคือการจัดระบบในการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้ และมีความรู้เข้าใจเบื้องต้นในการรักษาหากได้รับเชื้อ อย่างการดูแลรักษาในระบบ HI/CI ได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับอยู่ในการติดตามรักษาของแพทย์&amp;rdquo; ศ.นพ.นิธิ &amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย อธิบายถึงยารักษาโควิด19ว่า เมื่อผู้ป่วยโควิด ติดเชื้อรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในไอซียู บทบาทหลักสำคัญคือ เวชบำบัดวิกฤตและการดูแลระบบทางเดินหายใจ เพราะในขณะที่เชื้อลงปอด เชื้อไวรัสเริ่มน้อยลง แต่สิ่งที่เป็นความรุนแรงคือ ปฏิกิริยาของร่างกายที่พยายามจะกำจัดเชื้อไวรัส หรือเรียกว่า ช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามที่จะกำจัดเชื้อ และสร้างเชื้อขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบในปอด &amp;nbsp;ทำให้บทบาทของยาต้านไวรัสลดน้อยลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดไหนก็ตาม จึงต้องมีการให้ยาลดการอักเสบ เช่น กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวที่มีการศึกษาวิจัยและพิสูจน์หลายชิ้นให้ผลตรงกันว่า ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ยังมียาที่ไปขัดขวางการทำงานของระบบภูมิต้านทานที่ทำงานมากเกินไป เช่น ยาโทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) ยาชาลิซูแมบ ยามาซิทินิป&amp;nbsp; ที่ใช้รักษาในโรครูมาตอยด์ จะมีประโยชน์ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหนักปานกลางไปจนถึงหนัก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอาการหนักมากถึงขั้นสุดแล้ว ยาเหล่านี้ก็อาจะไม่ช่วยเท่าไหร่ จึงจะเห็นความจำกัดในเรื่องการใช้ยารักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร เพิ่มเติมอีกว่า ยารักษาโควิด19 ที่ทางสมาคมโรคติดเชื้ออเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) (NIH) ที่ได้แนะนำยาในการรักษาในทางเวชปฏิบัติ คือยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) โทซิลิซูแมบ ยาคอร์ติโค สเตียรอยด์ และโมโนโคลนอลแอนติบอดี &amp;nbsp;โดยยาที่ไทยใช้อยู่รักษาผู้ป่วยโควิดอยู่คือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์, ฟ้าทะลายโจร ซึ่งยาทั้ง 2 ตัวนี้ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาดีจริงหรือไม่ เพราะในบางประเทศก็ไม่มีการนำยาฟาวิพิราเวียร์มาใช้รักษาโควิด &amp;nbsp;ส่วนยาที่ได้นำเข้าอย่าง แอนติบอดีค็อกเทล ที่มีคุณสมบัติช่วยบล็อกไม่ให้เชื้อไวรัสนี้เข้าเซลล์ ที่จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโควิดในกลุ่มความเสี่ยงสูงได้ดีพอสมควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร กล่าวอีกว่า ในส่วนการเปิดประเทศ จากการประมาณการณ์ในช่วงหลังจากเดือนต.ค.เป็นต้นไป อาจจะเห็นจำนวนคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่เยอะเท่ากับครั้งที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมประเมินสัดส่วนการติดเชื้อ และการรักษามาตรการการป้องกันตัวเองเช่นเดิม ดังนั้นเมื่อไม่สามารถปิดประเทศได้ตลอด ก็ต้องเปิดประเทศและอยู่ร่วมกับโควิด หากมีการติดเชื้อก็ทำการรักษาควบคู่กันไปได้ ซึ่งจะต้องอาศัยหลักบันได 3 ขั้นในการรองรับการแพร่ระบาดของโควิด19 คือ &amp;nbsp;ขั้นที่ 1 รับมือไม่ให้ติดเชื้อด้วยวิธีการป้องการตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ฉีดวัคซีนครบโดส ขั้นที่ 2 เมื่อป่วย ประเมินตนเองร่วมกับแพทย์ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากหรือน้อย เพื่อเข้าสู่การรักษา หากเสี่ยงมากก็จะได้รับยาแอนติบอดีค็อกเทล ขั้นที่ 3 เตรียมการรองรับผู้ป่วยรักษาในไอซียู ซึ่งขั้นที่ 1-2 นับว่าสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความก้าวหน้าด้านการรักษาโควิด19 ในต่างประเทศ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า &amp;nbsp; ในต่างประเทศมีการพัฒนายาในการรักษาและป้องกันความก้าวหน้าของโรคโควิด19 โดยยาที่มีผลการศึกษายอมรับว่ามีประสิทธฺภาพ คือยากลุ่มแอนติบอดีค็อกเทล ซึ่งจะมีหลายตัวที่ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้คือ อยู่ในช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ &amp;nbsp;อาการไม่เยอะมาก แต่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง โรคอ้วน หรือในผู้ที่ติดเชื้อโควิดหลังได้รับวัคซีนแล้ว เนื่องจากภูมิยังขึ้นไม่ดีมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง เป็นต้น ในอนาคตคาดว่าจะมีการขยายข้อบงชี้ไปยังกลุ่มโรคประสาท หญิงตั้งครรภ์ ในเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ยาหลังได้รับเชื้อไปแล้ว 10 วัน- 2 สัปดาห์ เพราะยาอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.โอภาส &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ในต่างประเทศที่มีการแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดีค็อกเทล ในข้อบ่งชี้เพื่อป้องกันสำหรับผู้ที่สัมผัสโรคโควิด19 ว่า มีการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เช่น สถานเลี้ยงดูคนชรา หรือในชุมชนที่อยู่แออัด ซึ่งเหมือนกับการใช้ยารักษาโรค HIV ที่ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาแต่ใช้เพื่อป้องกันหลังจากที่มีการไปสัมผัส &amp;nbsp;ส่วนในประเทศไทยยังไม่ได้มีการขอขึ้นทะเบียนข้อบ่งชี้ดังกล่าว แต่คาดว่าในอนาคตหากมีจำนวนยาที่นำเข้ามากขึ้น ก็จะมีการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในการป้องกัน สำหรับการคาดการณ์หากมีการระบาดในระลอกที่ 5 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;เพราะไม่สามารถหนีการระบาดได้จากการเปิดประเทศเพราะมีการเคลื่อนที่ของคน ซึ่งคิดว่าจะเป็นระลอกเล็กๆ และอาจจะมีผู้ติดเชื้อมาก แต่ต้องให้ผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด ดังนั้นภูมิคุ้มกันของคนไทยจึงต้องสูงมากพอ มีความพร้อมในการรักษาทั้งเตียง ยา และเครื่องมือทางแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2563 ที่มีการระบาดโควิด19 จำนวนผู้ป่วยยังไม่มากเท่ากับในเดือนมิ.ย.64 ที่มีการระบาดของเชื้อโควิด19 สายพันธุ์เดลตา ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีอาการรุนแรงโดยเฉพาะผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงกว่า 5% แต่ในระยะ2 เดือนที่ผ่านมานับว่าสถานการณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตลดจำนวนลง ถ้าในผู้ป่วยที่อายุไม่มาก หรือไม่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ระยะเวลาเฉลี่ยในการรักษาในไอซียูประมาณ 7-10 วัน แต่หากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังการรักษาจะนานขึ้นประมาณ 10-20 วัน &amp;nbsp;จึงมีการรลดศักยภาพเตียงผู้ป่วยที่ขยายไว้รองรับจำนวนมาก &amp;nbsp;แต่หากมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระลอกที่ 5 ก็เตรียมพร้อมเพิ่มศักยภาพเตียงและการรักษา สิ่งที่สำคัญการจับตาดูการกลายพันธุ์ของไวรัสเพราะวัคซีนที่ใช้อยู่อาจจะไม่ได้ผล และนโยบายที่ต้องควบคุมไม่ให้จำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเกินกว่าศักยภาพทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิดระลอก 5, การเปิดประเทศ, นพ.นิธิ มหานนท์, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_614993fec00b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ใน 10,000 ผู้ป่วยหายโควิด เกิดพังผืดในปอด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.64 สมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ และคณะทำงานโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) จัดเสวนาในกิจกรรมเติมเต็มลมหายใจ หัวข้อ &amp;ldquo;โรคพังผืดในปอด และความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด19&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในระบบทางหายใจของมนุษย์สามารถเกิดโรคเรื้อรังได้มากมาย อาทิ วัณโรคปอด โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคปอด(Interstitial Lung Disease) ในกลุ่มย่อยของผู้ป่วยโรคนี้จะมีปอดที่เป็นพังผืดอีก เรียกว่า โรคพังผืดในปอด Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโรคที่หายาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทำให้มีความท้าทายในด้านการคัดกรองวินิจฉัยโรคที่ไม่ชัดเจนและลำบาก รวมไปถึงการดูแลรักษา โดยอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพังผืดในปอด ได้แก่ มีอาการไอเรื้อรัง หรือ หอบเหนื่อยมานานกว่า 2 เดือน หรือมากจากการที่ปอดมีการติดเชื้อรุนแรง หากหาสาเหตุอื่นไม่พบ และไม่เคยสูบบุหรี่ แพทย์ต้องส่งวินิจฉัยเพื่อเติมหากมีผลเอกเรย์ปอดที่ผิดปกติ ฟังเสียงหายใจผิดปกติที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง คล้ายเสียงลอกแถบตีนตุ๊กแก และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำเมื่ออกกำลัง เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด19 เมื่อรักษาหาย หากเกิดรอยแผลเป็นหรือพังผืดในปอดจะค่อยๆหายไปใน 2-12 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงจากโควิดมีประมาณ &amp;nbsp;30-50% ซึ่งในจำนวนนี้เมื่อรักษาโควิดหายแล้วประมาณ 1 ใน 10,000 คน หรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรคพังผืดในปอด เพราะปอดเกิดพังผืดมาก ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า โรคพังผืดในปอด แตกต่างจากพังผืดที่เกิดขึ้นเล็กน้อยในปอด ซึ่งมาจากการรักษาโรคหายแล้ว เช่น วัณโรคในปอด ควรเรียกให้เข้าใจง่ายว่า แผลเป็นในปอด เพราะโรคพังผืดในปอด จะทำให้ส่วนล่างของปอดมีลักษณะแข็ง และเกิดพังผืดได้ทั่วปอดทั้งสองข้าง ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่สมดุล หรือเหนื่อยง่ายขึ้น หายใจไม่เต็มที่ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น โรคหนังแข็ง หรือหลังการติดเชื้อในโรคโควิด19 &amp;nbsp;หรือบางรายอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.กมล &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า โรคนี้พบได้บ่อยในประเทศตะวันตกอยู่ที่ 90-100 คน ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากการรวบรวมของสมาคมฯ ในโครงการ IPF Registry ซึ่งเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เก็บรวบรวมผู้ป่วยได้กว่า 131 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในปอดมีทั้งปัจจัยภายนอก รศ.นพ.กมล กล่าวอีกว่า จากการซักประวัติเกี่ยวกับอาชีพ เพราะจะมีการหายใจรับทั้งสารมลพิษอินทรีย์ สารมลพิษอนินทรีย์ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune dysfunction) ทำให้เกิดการอักเสบในปอด และอาจจะไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะใช้ประวัติการตรวจร่างกายร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความละเอียดสูง (HRCT) โดยอาจพิจารณาร่วมกับการประเมินทางผลปฏิบัติการอื่นๆ ร่วม และการติดตามต่อเนื่อง เพราะ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด สามารถพัฒนาเป็นโรคพังผืดชนิดลุกลาม (Progressive Phenotype ILD: PF-ILD) ซึ่งจะทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณถุงลมและหลอดลมฝอย ทำให้ออกซิเจนผ่านไปที่ปอดและกระแสเลือดยากขึ้น ผู้ป่วยจะหายใจหอบเหนื่อย ทำให้อวัยวะขาดออกซิเจนและทำงานไม่เต็มที่ แผลเป็นที่ปอดจะไม่หายกลับมาเป็นเนื้อปอดปกติ ดังนั้น หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพังผืดในปอดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความรุนแรงของโรคโรคพังผืดในปอด ซึ่งปอดจะเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น แต่โรคนี้ก็จะทำให้ปอดยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นเช่นกัน และอาจจะเทียบเท่ากับโรคมะเร็ง หากไม่ได้รับการรักษาจะมีเวลาอยู่ต่อได้เพียง 3.5 ปี โดยเทียบกับอัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีกับโรคมะเม็ง เช่น &amp;nbsp;โดยมะเร็งปอดอยู่ที่ &amp;nbsp;20% มะเร็งลำไส้ 60% มะเร็งเต้านม 85% มะเร็งต่อมลูกหมาก 87% และโรคพังผืดในปอดไม่ทราบสาเหตุเฉลี่ย 35% ซึ่งน้อยกว่าโรคมะเร็งอื่นๆ ส่งผลให้มีความรุนแรงในผู้ป่วยมากในระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การวินิจฉัยโรคนี้ค่อนข้างยาก โดยประชาชนหรือแพทย์ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจจะคิดว่า &amp;nbsp;ปอดเป็นเพียงแผลเป็นเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ตรงโรค หรือการส่งต่อการรักษาล่าช้า ก็มีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ส่งรักษาล่าช้า 1 ปี อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 8% ส่งรักษาล่าช้า 1-2 &amp;nbsp;ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18% &amp;quot;รศ.นพ.ฉันชายกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่นอนและเร็วที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะปอดเสื่อมสภาพ อาจทำให้หายใจไม่ไหว แต่สามารถชะลอไม่ให้ปอดเสื่อมเร็ว เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในปัจจุบันมียาต้านพังผืดในปอดซึ่งเป็นยาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของปอด ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทั้ง 3 ข้อบ่งชี้ ประกอบด้วย ผังผืดในปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ พังผืดในปอดจากโรคหนังแข็ง และพังผืดในปอดชนิดลุกลาม ซึ่งสามารถที่จะชะลอการลุกลามของโรค ลดการกำเริบแบบเฉียบพลัน และลดอัตตราการเสียชีวิต โดยมีการรักษาชนิดอื่นๆควบคู่ เช่น การบำบัดด้วยออกซิเจน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มาก คือ ผู้สูบบุหรี่ รวมไปถึงการเจอมลภาวะพิษต่างๆ วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ใส่หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน หากต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปอดติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อนุวัฒน์ โนรีวงศ์ ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด อายุ 78 ปี เล่าว่า อาการโรคพังผืดในปอดจะเหนื่อยมาก สำลักบ่อย ไอต่อเนื่องรุนแรงจนไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย แม้จะใช้เวลารักษานานแต่อาการกลับแย่ลงเพราะหาสาเหตุไม่ได้ และมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ กว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมนั้นต้องทรมานกว่า หลายปี ตนรู้สึกโชคดีที่ลูกสาวได้พาไปตรวจร่างกาย และได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอยู่ขณะนี้ลองสังเกตอาการโรคให้มากยิ่งขึ้น และปรึกษาแพทย์หากมีอาการเข้าข่ายส่งสัยเป็นโรคพังผืดในปอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117105</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, พังผืดในปอด, รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145af7377403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้เชี่ยวชาญ เผยรักษาโควิดหาย แต่ปอดได้รับผลกระทบ อาจพบพังผืดในปอด มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;การฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด19 ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น Vuca world ที่มีความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว ถ้าหากจะตามให้ทันโรคต้องอาศัยความเร็ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่ต้องมีการใส่หน้ากากอนามัยในชีวิตประจำวัน หรือในทางการรักษาทั้งในโรงพยาบาล ตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการปรับมาทำ ARI Clinic เพื่อคัดกรองโรค หอผู้ป่วยรวม(cohort ward) &amp;nbsp;ที่สามารถรับคนไข้ได้ 10-20 คน และมีช่วงที่ห้องไอซียูไม่เพียงพอ ก็ทำห้องไอซียูโมดูลาร์&amp;nbsp;
ส่วนการรักษานอกโรงพยาบาลตั้งแต่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นจนจำนวนเตียงไม่เพียงพอรองรับก็มีการทำ HI/CI และคาดว่าจะมีการทำแฟคตอรี่ ไอโซเลชั่น โฮเทล ไอซูเลชั่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรักษาโควิดหายแล้ว จากการรายงานต่างประเทศหรือในไทยเองพบว่า &amp;nbsp;ผู้หายป่วยโควิดยังมีอาการคงค้างอยู่ ซึ่งทางกรมการแพทย์ก็ได้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของคนที่เคยป่วยโควิด19 ในภาพรวมทุกอาการไม่ใช่เพียงแค่ปอดเท่านั้น เพื่อรวบรวมข้อมูล ในการประเมินปัญหาและหาแนวทางการรักษาดูแลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด19 ภาพรวมของประเทศที่มีจำนวนลดลงแล้ว ก็ยังคงเฝ้าระวัง จากการลองคาดการณ์ว่าสถานการณ์แย่ที่สุด หากคนไข้มียอดกลับมาติดเชื้อเป็น 30,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 5,500 คน โดยจะใช้การตั้งรับแบบเชิงรุก ทั้งแนวทางการรักษา ยาต้านไวรัสต่างๆ เพราะผู้ติดเชื้ออาจจะกลับขึ้นมาสูงขึ้นอีกได้ &amp;rdquo; นพ.สมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไข้ที่ได้รับเชื้อโควิด19 ซึ่งจะมีปัญหากับปอดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่ป่วยเท่านั้น แต่หลังจากหายแล้วก็อาจจะมีผลระยะยาวเพราะเชื้อไวรัสยังคงอยู่ จากข้อมูลการศึกษาในแถบยุโรป พบในคนที่ติดเชื้อโควิด19 ต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 50-60% และข้อมูลจากของไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;คนติดเชื้อโควิดเกือบ 1.4ล้านคน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้กว่า 30% ที่มีอาการปอดอักเสบ โดยกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องปอดมาก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ เพราะปอดจะเสื่อมลงตามวัย กลุ่มคนที่มีโรคเรื้อรัง ส่งผลให้สมรรถภาพปอดแย่ลง &amp;nbsp;และกว่าปอดจะหายต้องใช้เวลาถึง 36 เดือน และนานมากขึ้นในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเข้าใจในการดูแลและฟื้นฟูปอด ดังนั้นการจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสื่อให้ความรู้ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในการฝึกสมรรถภาพปอดของตนเองไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโควิด19 หรือผู้ที่ไม่ป่วย รวมไปถึงแพทย์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ &amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า โควิดเป็นไวรัส RNA ที่มีโครงสร้างพันธุกรรมในการกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างสูง และง่าย รวมไปถึงการระบาดข้ามสิ่งมีชีวิต ความเร็วในการกลายพันธุ์เฉลี่ยใน 1 เดือน อาจจะกลายพันธุ์ 1 ตำแหน่งของพันธุกรรม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเชื้อไวรัสข้าสู่ร่างกาย และระบาดในพื้นที่ใดนานๆ ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อไวรัสก็จะสร้างตัวใหม่ขึ้นมา หรือมีการแปรเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรม ทำให้เกิดสายพันธุ์แปลกๆขึ้น อย่างในปี 2563 ไทยพบแต่พบการติดเชื้อเฉพาะสายพันธุ์อู่ฮั่น จนในปี 2564 ก็เริ่มมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ที่พบในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น อัลฟ่า เบตา แกรมมา และเดลตาที่ระบาดหนักในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.เจษฎา กล่าวต่อว่า ดังนั้นการกลายพันธุ์ที่มีผลกระทบกับมนุษย์ ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) จะพิจารณา 3 ข้อ คือ 1.การระบาดเร็วขึ้นหรือไม่ &amp;nbsp;2.มีความรุนแรงของโรค 3.การดื้อต่อวัคซีน ซึ่งหากจะให้ประเมินโควิดจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากการประเมินของ WHO ที่ได้แบ่งลำดับชั้นของโควิด ได้แก่ ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่ากังวล ชั้นสายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจ และชั้นสายพันธุ์ที่น่าจับตา ซึ่งสายพันธุ์อัลฟ่า เบตา แกรมมา เดลตา ก็ยังคงอยู่ในชั้นของความน่ากังวล เพราะมีการแพร่กระจายเร็ว ส่วนสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอย่าง สายพันธุ์มิว ที่พบว่ามีการระบาดเพิ่มขึ้นในโคลัมเบีย ส่วนในประเทศอื่นๆที่พบจำนวนยังไม่มาก หรือสายพันธุ์เอปซิลอน ที่มีลักษณะเด่น คือ ดื้อวัคซีน ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์นี้ยังไม่ระบาดเร็วเท่าเดลตา &amp;nbsp;ทางที่ดีก็คือเราต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับโควิด และเตรียมรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการป้องกันคือ การดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร กล่าวถึงเชื้อโควิด19 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดว่า ตั้งแต่เริ่มรับเชื้อโควิดจะมีการฝังตัวอยู่ประมาณ 3-5 วัน และจะเริ่มมีอาการไข้ ครันเนื้อครันตัว ปวดเมื่อย ไอ &amp;nbsp;และหลังจากนั้นใน 1 สัปดาห์ เชื้อจะเริ่มลงไปยังระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอด จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น จากนั้นช่วง 2-4 สัปดาห์ อาการเหนื่อย ไอก็จะเพิ่มขึ้นจากการที่ไวรัสไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้หลั่งสารเคมีบางอย่างออกมา ซึ่งสารเคมีตัวนี้ต้องการที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส แต่อาจจะเป็นผลเสียหากมีมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สมดุล จึงทำให้เกิดการอักเสบของปอดรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้คนไข้เริ่มมีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในผู้ป่วยประมาณ 3-5% อาจจะมีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากจนกระทั่งระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่เครื่องฟอกเลือด &amp;nbsp;เพื่อลดภาวะของการอักเสบ อย่างการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโควิด 2 ราย ที่หายกลับบ้านแล้วในวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา คนแรก เพศหญิงอายุ 59 ปี ป่วยตั้งแต่ช่วง 27 ก.ค. มีปอดอักเสบทั้งสองข้าง หลังจากรักษาหายและกลับบ้านไปกว่า 2-3 เดือน &amp;nbsp;แต่ยังต้องใช้เครื่องออกซิเจนอยู่ เมื่อมาติดตามผลการรักษาพบว่าปอดคนไข้มีพังผืดหรือมีเศษซากของเชื้อคงค้าง &amp;nbsp; แต่เชื้อโควิด19ตาย ไปหมดแล้ว อีกรายในเพศหญิง อายุ 72 ปี ที่ป่วยโควิดตั้งแต่ 24 มิ.ย. ซึ่งมีอาการปอดอักเสบรุนแรง จากการติดตามผลการรักษาก็ยังมีอาการเหนื่อยหอบ ทั้ง 2 ราย ปอดยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ ทำให้เกิดผลกระทบระยะยาวในการหายใจไม่เต็มที่และเหนื่อยหอบ จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูคุณภาพปอด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ กล่าวเสริมว่าว่า ผู้ป่วยโควิดที่ปอดอักเสบรุนแรง ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในกลุ่มผู้ที่โรคหัวใจ โรคปอด โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น จากข้อมูลประเทศไทยในการระบาดระลอกที่ 3 หรือระลอกที่ 4 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. พบว่าคนไข้ที่เป็นปอดอักเสบต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 30-50% ซึ่งใน 100 คน เฉลี่ย 10% จะต้องให้ออกซิเจน และอีก 3% ต้องใช้เครื่องไฮโฟลว์ หรือจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1% มีเพียง 2% ที่รักษาหาย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ปอดอาจจะได้รับผลกระทบหลังรักษาโควิดหาย ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ซึ่งหลังจากออกจากโรงพยาบาลไป 3 เดือน ระยะปอดอักเสบจากเชื้อโควิดก็จะเริ่มหมด และจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดถาวร เรียกว่า ระยะปอดเป็นผัดผืดจากโควิด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการติดตามผลของผู้ที่หายป่วยแล้วไม่พบเชื้อ หรือพบเพียงซากเชื้อ แต่ก็ยังคงมีอาการปอดอักเสบที่ลุกลาม ทั้งนี้ผู้ที่หายป่วยแล้วยังไม่ต้องตื่นตระหนกกับการเป็นพังผืดที่ปอดเ พราะในไทยยังไม่มีการพบ และคาดว่าอาจจะพบในจำนวนที่ไม่มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ กล่าวถึงการฟื้นฟูปอดว่า เมื่อหายป่วยจากโควิด19 ต้องฟื้นฟูทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอด รวมไปถึงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายสามารถกลับไปใช้งานได้ ซึ่งในคนไข้โควิดส่วนใหญ่จะมีอาการเหนื่อยน้อยลงหลังจากหายแล้ว แต่จะเป็นอาการล้ามากกว่า ดังนั้นเมื่อกลับไปฟื้นฟูตัวเองที่บ้านวิธีการแรกคือต้องเรียนรู้วิธีการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ เพื่อลดการหอบเหนื่อย หากหายใจลำบากต้องมีการปรับท่านอนโดยเอาหมอนหนุนศีรษะให้สูง เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ดี หรือการนั่งอาจจะนอนฟุบไปที่โต๊ะ หากยังไม่รู้สึกดีให้นั่งเอาศอกไว้ที่หน้าตักและโน้มตัวไปข้างหน้า หรือการยืนหลังพิงกำแพง ขาห่างกำแพง 2 ฟุต เพื่อให้กล้ามเนื้อหายใจบริเวณลำคอเกิดการผ่อนคลาย โดยทุกท่าต้องมีการควบคุมการหายใจเหมือนการนั่งสมาธิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นก.นภาพร กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกยังได้ระบุระดับของการออกกำลังกาย 5 ขั้น คือ 1.เตรียมความพร้อม สำรวจอาการเหนื่อยของตนเอง 2.ทำกิจกรรมเบาๆ อาทิ เดิน หรือทำงานบ้าน &amp;nbsp;3.การใช้แรงระดับปานกลาว อาทิ วิ่งหรือว่ายน้ำ 4.การทำงานระดับปานกลาง เช่น การเต้น และ5.การกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ &amp;nbsp;ส่วนการออกกำลังกายอาจจะเริ่มด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การทรงตัวด้วยการจับขาที่งอไว้ด้านหลัง หากเดินไม่ไหวให้นั่งและยกขาสลับขึ้นลง หรือเหยียดขาพร้อมกับกระข้อเท่าขึ้นสลับไปมา การยกขวดย้ำสลับข้างเพื่อกล้ามเนื้อส่วนแขน โดยการออกกำลังกายผู้หายป่วยโควิดสามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายในเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116593</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร, พังผืดในปอด, สถาบันโรคทรวงอก, สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย, สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f42c3079de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 08:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช็อก!&#039;หมอนิธิพัฒน์&#039;เผยพบสายพันธุ์เดลต้าในรพ.ศิริราชเกินครึ่งแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.64- นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล แพทย์โรงพยาบาลศิริราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า Officially COVID-ICU attending physician from June 28 to July 4, 2021&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นวันแรกของเดือนนี้ที่กลับมาเป็นอาจารย์ประจำการหอผู้ป่วยไอซียูโควิดแห่งแรกของศิริราชรวม 7 เตียง ขณะนี้กิจการเราดีมากจึงขยายไปอีกสองที่ ที่ละ 6 เตียง รวมทั้งหมดจึงเป็น 19 เตียง ซึ่งเต็มมาเกือบตลอดเดือนนี้ และคาดว่าจะเป็นแบบนี้ในเดือนหน้าอีกทั้งเดือน ถ้าเป็นเชิงพาณิชย์สงสัยอัตราการเติบโตของมูลค่าเพิ่มนับว่าก้าวกระโดด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากการสุ่มตรวจเมื่อราวสิบวันก่อน ในศิริราชพบสายพันธุ์เดลต้าประมาณ 30% ถ้าถึงวันนี้น่าจะเกินครึ่งไปแล้ว สัปดาห์นี้จะลองส่งตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงดูว่าจะพบคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร สายพันธุ์นี้นอกจากจะแพร่ได้ง่ายไปสู่ทั้งเด็ก คนท้อง และคนชรา ยังอาจจะเกิดปอดอักเสบได้เร็วและได้แรงกว่าสายพันธุ์เดิมๆ ที่เราคุ้นเคย นี่เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เรียกการระบาดช่วงนี้เป็นระลอกสี่ และเป็นตัวชี้ขาดหนึ่งในความยากง่ายของการควบคุมโรคภายหลังเริ่มใช้มาตรการต่างๆ ที่เผยโฉมให้ชัดเจนวันนี้ คงต้องลุ้นกันตัวโก่งเหมือนบอลยูโรที่มาได้ครึ่งทางของรอบ 16 ทีมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ป่วยทั้ง 7 รายที่ดูแลอยู่ตอนนี้ สองในเจ็ดน่าจะมาจากสายพันธุ์เจ้าปัญหา วันนี้ย้ายผู้ป่วยเก่าได้สองรายและนำรายใหม่เข้ามาแทน คาดว่าเจ้าตัวร้ายคงกลายเป็นขาใหญ่ของที่นี่แทนคือ 4 จาก 7 ราย ที่น่าสนใจคือผู้ป่วย 3 รายเป็นอาจารย์อาวุโสของผมเอง ทุกท่านแม้อยู่ในวัยเกือบหรือเกิน 80 แล้ว แต่ยังแข็งแรงดีและไม่มีโรคหรือภาวะเสี่ยงชัดเจน ที่สำคัญคือทั้งหมดหาต้นตอคนนำเชื้อมาให้ได้ไม่ชัดเจน แสดงถึงมีการลุกลามของเชื้อเข้าไปในชุมชนวงกว้าง ซึ่งเป็นอีกสัญญาณบ่งชี้ของการระบาดระลอกสี่ ภาวนาให้เหล่าครูทุกท่านได้รับผลดีของการดูแลรักษาโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเรื้อรัง นี่ช่วยตอกย้ำอีกครั้งว่า วัคซีนที่กำลังจะได้มาในเดือนหน้า จะต้องเร่งฉีดให้กับผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรังเป็นอันดับต้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด ทีมของเราหลังจากตรวจเยี่ยมผู้ป่วยกันเรียบร้อยแล้ว วันนี้งานไม่ยุ่งมากจึงสั่งพิซซ่าและโค้กมาปลุกขวัญลูกทีม เรามีแพทย์ 7 คน กับพยาบาล 12 คนสำหรับดูแลผู้ป่วย 7 ราย แต่ในโรงพยาบาลที่พร้อมน้อยกว่าเรานั้น ปริมาณงานเท่ากันนี้เขาอาจใช้คนแค่ครึ่งเดียวของเราหรืออาจไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ คิดดูแล้วกันว่ามันจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน แล้วอย่างนี้จะใจดำไม่ควบคุมโรคจริงจังให้กับพวกเขาพอจะได้มีโอกาสผ่อนคลายบ้างเลยหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยามที่กรุงเทพกำลังจะถูกข้าศึกโควิดสายพันธุ์ภารตะตีแตก ได้มีการระดมทหารใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการฝึกฝนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเสริมทัพ พวกเขาเหล่านี้ถูกส่งตัวจากหัวเมืองมาร่ำเรียนในเมืองหลวง เพื่อหวังกลับไปเป็นกำลังสำคัญดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด การกะเกณฑ์เขามาช่วยงานก่อนส่งตัวกลับที่ตั้ง ควรเป็นไปโดยความยินยอมของทั้งตัวเขา หัวหน้างานเขา และที่สำคัญประชาชนในพื้นที่เขาหากสถานการณ์โควิดที่นั่นยังเบาบางอยู่ วอนผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายอย่ารานน้ำใจผู้น้อยมากไปนักเลย สายงานแพทย์เราใช้ระบบอาวุโสและคุณธรรมในการร้อยรัดพวกเราเข้าด้วยกันไว้ มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการตามระดับบังคับบัญชาเหมือนวิชาชีพอื่น &amp;nbsp;อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นไฟไหม้ฟางก่อความบาดหมางใจกันโดยใช่เหตุ ที่จริงเราน่าจะช่วยกันประสานเสียงว่า การแก้ไขหลักของสถานการณ์ในกรุงเทพต้องเน้นการควบคุมโรคให้อยู่หมัด มากกว่าการขยายเตียงโควิดในโรงพยาบาลต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107988</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, สายพันธุ์เดลต้า, หมอศิริราช, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60da6aadaf5f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอนิธิพัฒน์ &#039; โพสต์ &#039;ศึกแดงเดือด&#039;  น่าจะใกล้ยุติ ถ้าไม่มีกลุ่มก้อนใหม่เหนือคาดหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1มิ.ย.64- นพ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชฯ &amp;nbsp;ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก สถานการณ์ ระบาดของโควิด 19 &amp;nbsp;มีสัญญานดี &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสิ้นเดือนก่อน เคยหวังให้สิ้นเดือนนี้โควิดระลอกสามเริ่มคุมได้ด้วยตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ทั้งประเทศที่ 100 แต่สงสัยจะตกตัวคูณ 50 ไป วันนี้จึงเห็นตัวเลข 5,000++ มาแทน แต่สัญญาณที่ดีคือ ผู้ป่วยโควิดรุนแรง/วิกฤตที่ต้องการใช้เตียงระดับ 2/3 ในรพ.หลักเขตกทม.และปริมณฑล (รวมในทัณฑสถานด้วย) เริ่มทรงตัวและลดลงติดกันสองวันแล้ว นี่เป็นผลจากการบูรณาการของทุกภาคส่วนเมื่อช่วงสิบวันที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวเชื่อว่าศึกแดงเดือดกำลังจะใกล้ยุติ หากไม่มีกลุ่มก้อนใหม่ที่เหนือความคาดหมาย แต่ที่มาแรงคือกลุ่มก้อนตามโรงงานขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด ยังดีว่าพวกนี้เป็นวัยทำงานที่มีต้นทุนสุขภาพดี การสูญเสียจึงน่าจะเป็นสัดส่วนที่น้อยเหมือนกับที่เกิดขึ้นในระลอกสองที่สมุทรสาคร หากเป็นจริงดังว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะค่อยลดลงจนเหลือเป็นเลขตัวเดียวภายในสองสัปดาห์นี้ และเมื่อเริ่มฉีดวัคซีนตามนัดได้จริงเท่าที่มีการประโคมข่าว แนวโน้มการควบคุมการระบาดของโควิดในประเทศไทยก็จะเริ่มดูมีอนาคต แต่ทุกฝ่ายยังต้องช่วยกันยกการ์ดสูงไปอีกระยะหนึ่ง และต้องช่วยกันอุดช่องโหว่ไม่ให้ข้าศึกเล็ดลอดมาตามแนวชายแดนได้ง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ได้ไปร่วมรายการกับสื่อในกำกับรัฐ เรื่องที่พูดมีตั้งแต่บุหรี่กับโควิด แนวโน้มสถานการณ์โควิดในเมืองหลวงที่อาจกำลังดีขึ้น ปัญหาโรคเรื้อรังกับวัคซีน การยอมรับผลของวัคซีนที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต แต่ดูเหมือนในแผ่นโฆษณาจะไปเน้นแค่โควิดกลายพันธุ์จะน่ากลัวไหมเท่านั้น เสร็จงานเลยถือโอกาสถ่ายรูปคู่กับ
โพเดียมประจำของท่านโฆษกและผู้ช่วยโฆษกศบค. ไม่เคยคิดจะไปเทียบชั้นกับเขาทั้งสองที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารกับสังคมยามวิกฤต และที่สำคัญต่างก็ทำหน้าที่กันได้ดี เพียงแต่บางครั้งคนชงข้อมูลที่ไม่รอบด้านมาจึงพาลให้เสียรังวัดไปบ้าง ขอชื่นชมกับเจ้าหน้าที่สื่อในกำกับรัฐที่ร่วมงานกันมาแล้วสองครั้ง หากหน่วยเหนือเปิดใจกว้างให้เขาทำหน้าที่สื่อน้ำดีอย่างเต็มความสามารถ และไม่จำเป็นต้องโฆษณาชวนเชื่อแต่ผลงานของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว เชื่อได้ว่าจะทำให้การประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างสร้างสรรค์ของภาครัฐจะทรงพลังยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104901</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5c4acdcdd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอนิธิพัฒน์&quot;โพสต์พอใจการแก้ปัญหาจัดหาเตียง มีทิศทางดีขึ้น ไล่พวกHate speech ไปไกลๆอย่ามาแจม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26เม.ย.64-รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;nbsp;ได้โพสต์เฟสบุ๊ก&amp;quot;นิธิพัฒน์ เจียรกุล&amp;quot; เกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขปัญหาหาเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรลุวัตถุประสงค์แล้วสำหรับประเด็นร้อน เรื่อง (บน) เตียง ที่โยนสู่สาธารณะ หากทำให้เกิดความขัดข้องหมองใจของคนที่เกี่ยวข้องที่ทำงานหนักอยู่แล้วก็ขออภัย หากทำให้คนหน้างานที่หลังแอ่นกันอยู่ขณะนี้ผ่อนคลายก็แสนจะดีใจ หากทำให้คนที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการรับมือวิกฤตโควิดระลอกหนักนี้ได้นำไปไตร่ตรองใช้ได้บ้างก็จะดีใจเป็นที่ยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่สำหรับพวกมาแจมโดยใช้คำพูดสร้างความจงเกลียดจงชัง (hate speech) ขอร้องช่วยไปไกลๆ และถ้ามีหลุดเข้ามาก็ขอให้ช่วยกันปล่อยวางอย่าไปโต้ตอบ ผมไม่เชื่อว่าใครที่ทำเช่นนี้จะคิดหรือทำเพื่อส่วนรวมจริงจังอะไรนักตามที่พวกเขาพร่ำบ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลไกการรับมือวิกฤตโควิดทางการแพทย์แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ฝ่ายนโยบาย คือ รัฐบาล (ข้าราชการการเมืองทางตรงและทางลัด) และ ข้าราชการประจำ ส่วนฝ่ายปฏิบัติการ คือ ข้าราชการประจำ (เช่น สังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือกลาโหม กทม.) ข้าราชการกึ่งประจำ (เช่น ผมเองที่เป็นพนักงานของรัฐ สังกัดกระทรวงอุดมศึกษา) และ สังกัดอื่นๆ รวมทั้งภาคเอกขน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธรรมชาติฝ่ายปฏิบัติการจะทำงานหนักและปิดทองหลังพระเหมือนที่พ่อหลวงสอนเราไว้ ส่วนฝ่ายนโยบายที่ทำงานหน้าพระเป็นคนตัดสินทิศทาง และมีหน้าที่ทำให้ประชาชนที่เป็นทั้งคนดูและคนรับผลได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้นข้อมูลเรื่องเตียงดูแลผู้ป่วยโควิดที่ตรงกับความเป็นจริงจึงมีความสำคัญในการกำหนดนโยบาย ถ้าเรายังสื่อสู่สาธารณะว่าเอาอยู่เพราะยังมีเยอะ ด้านหนึ่งจะทำให้พวกประชาชนนอกแถวยังไม่สำนึก แต่ด้านที่สำคัญคือทำให้ฝ่ายนโยบายไม่สำนึกเพื่อเร่งควบคุมปัญหาไม่ให้บานปลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่าตัวเลขเตียงว่างที่แจ้งเมื่อวานเป็นเรื่องจริงแต่ไม่ทั้งหมด ผมเสนอให้ต่อไปควรแบ่งเป็นสองส่วนก่อนคือ เตียงที่พร้อมใช้งานในช่วง 3 วัน (มีสถานที่ มีบุคลากร และมีอุปกรณ์) และที่จะพร้อมใน 4-7 วัน (กำลังจัดเตรียม ถ้าพร้อมเมื่อไรก็เปลี่ยนสถานะไปเป็นส่วนแรก) ส่วนเตียงในอนาคตกว่านี้หรือเตียงทิพย์ยังไม่ควรนับและไม่ควรนำมาแถลง โดยในแต่ละส่วนให้แบ่งย่อยไปอีกว่าเป็นเตียงไอซียูโควิด เตียงโควิดในโรงพยาบาลหลัก หรือเตียงโควิดใน hospitel หรือโรงพยาบาลสนาม เพราะจะทำให้เห็นความชัดเจนในการเตรียมรับมือกับปัญหาได้ตรงจุด ส่วนระบบการแจ้งเตียงก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพและไม่เป็นภาระมากกับคนหน้างานตามโรงพยาบาลทุกประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย 11 รายวันนี้ โดยเป็นไปตามคาดว่าต้องเป็นเลขสองหลัก และอาจคงเป็นเช่นนี้ไปอีกพักหนึ่งเพราะยังมีผู้ป่วยหนักอีก 500+ คน ซึ่ง 130+ ใส่เครื่องช่วยหายใจ (กลุ่มนี้มีอัตราเสียชีวิตราว 25-50% ขึ้นกับต้นทุนสุขภาพของผู้ป่วยและศักยภาพของโรงพยาบาล) พวกเราอาจดีใจไปกับอัตราตายระลอกสองที่ 0.1+% และเฉลี่ยสองระลอกที่ 0.3% แต่ระลอกนี้ผ่าน 0.17% ไปแล้ว และน่าจะไปต่อจนเกิน 0.3% &amp;nbsp;แต่เราอาจช่วยไม่ให้สูงมากได้ ด้วยการลดจำนวนผู้ป่วยใหม่และรักษาผู้ป่วยตกค้างให้ทันท่วงที แต่กว่าจะเห็นผลก็ไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ พร้อมไปกับการพยายามใช้เตียงโควิดไอซียูที่มีอยู่ตอนนี้ให้มีประสิทธิภาพด้วยระบบการเกลี่ยศักยภาพและการช่วยเหลือกันระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ (ในกทม. ต้องแบ่งโซน) การเพิ่มเตียงไอซียูโควิดเฉพาะหน้านี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะภาคการแพทย์ได้เบ่งศักยภาพมาเกือบเต็มที่แล้วและมีข้อจำกัดด้านกำลังคน ซึ่งจะสาธยายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ผมไปตรวจเยี่ยมส่วนหนึ่งของทีมโควิดศิริราชในฐานะเป็นอาจารย์รับผิดชอบ ส่วนแรกดูแลผู้ป่วยอาการปานกลางจนถึงรุนแรงน้อย 18 เตียง ผลัดหนึ่งใช้แพทย์ 2-3 คน พยาบาล 8-10 คน สายสนับสนุน 2 คน (นอกเวลาราชการ/กลางคืนลดเท่าที่จำเป็น) และส่วนที่สองดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรงมากจนถึงวิกฤต 7 เตียง ผลัดหนึ่งใช้แพทย์ 3-4 คน พยาบาล 10-12 คน สายสนับสนุน 2 คน ทั้งสองส่วนถ้าผู้ป่วยอาการหนักขึ้นจะต้องเรียกกำลังพลมาเสริมกว่านี้อีก พวกเขาต้องทำงาน nine to five หรืออย่างน้อยวันละ 8 ชม. ต่อเนื่องกันมากว่าสองสัปดาห์และคงจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ สำหรับโรงพยาบาลระดับรองหรือโรงพยาบาลในภูมิภาค ด้วยปริมาณงานเท่ากันนี้เขาใช้คนน้อยกว่าที่ผมใช้อีก คิดดูมันจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เวลาที่ทุกฝ่ายจะวางข้อขัดข้องใจต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เราจะจับมือกันเดินไปข้างหน้าเพื่อหาทางรอดของประเทศชาติ&amp;nbsp;
#ประเทศไทยต้องไปรอด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100754</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, hate speech, ขาดแคลนเตียง, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_6084d8207ad7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอนิธิพัฒน์&quot;จวกแถลงเตียงพอจนเหลือ   แต่ทำไมอาม่ารอจนเสียชีวิต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25เม.ย.64- นพ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชฯ&amp;nbsp; ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;&amp;quot;นิธิพัฒน์ เจีบนกุล&amp;quot; ตั้งกระทู้ถามรัฐ ที่แถลงว่ามีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เพียงพอ แต่ทำไมยังมีคนรอเตียง แล้วเสียชีวิต ข้อความดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ดูข่าวทีวีศบค.บอกเหลือเตียงรับผู้ป่วยโควิดอีกกว่าสองหมื่นเตียง อ้าว...ทำไมดรามาอาม่าเกิดขึ้น ทำไมสามีคนไข้ที่ผมดูแลต้องรอเตียงที่บ้านมา 8 วันยังไม่ได้ สงสัยพวกหมอที่ชงข้อมูลขึ้นไปคงคิดว่ามีเตียงอะไร ที่ไหน ก็จะดูแลคนไข้โควิดได้เลย ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่แจ้งเป็นแสนเตียงเลยล่ะ โรงพยาบาลต่างๆ มีเตียงเช่นนี้อีกเยอะ&amp;nbsp;
ขอทีเถอะพวกที่ไม่ได้ทำเวชปฏิบัติดูแลผู้ป่วยแล้ว แต่ไปปรนนิบัตินักการเมืองเพื่อหวังผล ให้ข้อมูลที่เป็นจริงและสอดคล้องกับศักยภาพการแพทย์ของประเทศไทย อย่าให้อายเจ้าหน้าที่ขนย้ายผู้ป่วยโควิดในรูปที่เขารบเคียงบ่าเคียงไหล่พวกเราหมอ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุน อย่างเต็มกำลังความสามารถอยู่ ณ ขณะนี้เลย
#เอาจิตวิญญาณเพื่อผู้ป่วยคืนมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100624</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ขาดแคลนเตียง, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_6084d8207ad7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
