<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลัก 10ประการ ช่วยให้นอนหลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5มี.ค.64-นพ. บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลกได้กำหนดให้วันศุกร์ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมทุกปี เป็นวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ซึ่งในปี 2564 นี้ กำหนดคำขวัญ &amp;ldquo;Regular Sleep Healthy Future&amp;rdquo; เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการนอนหลับ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอน และเป็นโอกาสที่จะเผยแพร่ความรู้และพยายามส่งเสริมสุขภาพด้วยการนอน โดยปีนี้สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยร่วมมือกับกรมอนามัยจัดงานวันนอนหลับโลกในประเทศไทย ภายใต้คำขวัญที่ว่า &amp;ldquo;หลับตื่นให้เป็นเวลา สุขภาพดีกว่าในอนาคต&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับที่เพียงพอและสุขอนามัยการนอนที่ดีทุกช่วงวัย เนื่องจากการนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัว ภาวะภูมิต้านทานต่ำ และเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งพบว่าคนไทยร้อยละ 30 มีปัญหานอนไม่หลับช่วงกลางคืนหรือหลับไม่เพียงพอแบบไม่มีคุณภาพ และร้อยละ 10 &amp;nbsp;ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง โดยร่วมกันจัดทำคู่มือการนอนหลับเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย ส่งเสริมให้มีสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี มีระยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ได้แก่ เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 3&amp;ndash;5 ปี ควรมีระยะเวลาในการนอน 11-13 ชั่วโมง เด็กวัยเรียนอายุ 5-10 ปี ควรมีระยะเวลาในการนอน 10-11 ชั่วโมง วัยรุ่นอายุ 10&amp;ndash;17 ปี ควรมีระยะเวลาในการนอน 8.5-9.5 ชั่วโมง วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรมีระยะเวลาในการนอน 7-9 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับวิธีการที่ช่วยให้หลับเพียงพอและสุขอนามัยที่ดีในการนอนหลับ (Sleep hygiene) สามารถปฏิบัติได้ตามหลัก 10 ประการ ดังนี้ 1) รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้าอย่างน้อย 30 นาที 2) นอนงีบในเวลากลางวัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ควรเกิน 30 นาที 3) ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ 4) หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรืออาหารมื้อหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน 5) หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6) เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน 7) ห้องนอนมีอุณหภูมิที่เหมาะสม เตียงที่นอนต้องสบาย 8) ผ่อนคลาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่วิตกกังวลก่อนนอน 9) ใช้ห้องนอนเพื่อนอนเท่านั้น และ 10) หากนอนไม่หลับภายใน 30 นาที ให้อ่านหนังสือหรือฟังเพลงเบา ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กรมอนามัยและสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกันส่งเสริมให้คนไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกกลุ่มวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการนอนหลับ ปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี 10 ประการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาการนอนไม่เพียงพอและนอนไม่มีคุณภาพของคนไทย ให้มีสุขภาพที่ดีทุกกลุ่มวัยต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95110</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.บัญชา ค้าของ, นอนหลับ, สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041f96313564.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบเด็กไทย &quot;อ้วน -เตี้ย &quot;เพิ่ม  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​2 ธ.ค.63 นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;พัฒนาศักยภาพบุคลากร ChOPA &amp;amp; ChiPA Coach&amp;rdquo; ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ กรุงเทพมหานคร ว่า สถานการณ์ภาวะโภชนาการของเด็กไทยในฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบเด็กอ้วนสูงกว่าค่าเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 10 ตั้งแต่ปี 2561-2563 จากร้อยละ 11.8, 13.6 และ 12.78 ตามลำดับ และเด็กเตี้ย พบสูงกว่าค่าเป้าหมาย ร้อยละ 5 ในช่วงเวลาเดียวกัน ร้อยละ 5.7 8.9 และ 5.9 ตามลำดับ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สู่การขับเคลื่อนระบบการดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียนวัยรุ่นระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคและภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา ให้มีความฉลาดรู้ทางการเคลื่อนไหว (Physical Literacy) และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) พร้อมที่จะขับเคลื่อนให้เด็กเพิ่มกิจกรรมทางกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และนอนหลับอย่างเพียงพอ 9-11 ชั่วโมงต่อวัน ด้วยหลักสูตร ChOPA &amp;amp; ChiPA Coach&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​&amp;ldquo;ปีงบประมาณ 2564 นี้ กรมอนามัยจะเร่งรัดส่งเสริมกิจกรรมทางกายสู่การจัดการโรคอ้วน เตี้ย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเด็กไทยยุควิถีชีวิตใหม่ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;กระโดด โลดเต้น เล่นเปลี่ยนร่าง&amp;rdquo; มุ่งเน้นให้เด็ก &amp;ldquo;กระโดด โลดเต้น และเล่น ด้วยความสนุกสนาน&amp;rdquo; ในหลากหลายบริบท ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน จนรู้สึกเหนื่อยหรือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หอบอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวัน โดยกิจกรรมที่ทำนอกจากเป็นกิจกรรมแบบแอโรบิกทั่วไปแล้ว ควรเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่อข้อต่อร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ และยืดกล้ามเนื้อทุกวัน &amp;ldquo;การกระโดด โลดเต้น เล่นสนุก&amp;rdquo; เพื่อการเจริญเติบโต &amp;nbsp; ต้องทำให้หนักพอที่จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนเพลียหรือล้า แต่ต้องไม่มากเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บ เพราะจะทำให้โปรตีน และฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต (Human Growth Hormone : HGH) ถูกดึงไปใช้สำหรับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การซ่อมแซมแทนที่จะนำมาใช้สำหรับการเจริญเติบโต&amp;rdquo; รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว
***
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85734</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.บัญชา ค้าของ, เด็กไทยอ้วนเตี้ยเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc7439ebab00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าการ์ดตกลุ้นเลิกฉุกเฉินก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันแรกผ่อนคลายเฟส 3 หลายกิจกรรมทั่ว ปท.คึกคัก &amp;quot;ศบค.&amp;quot; เผยมีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย ข่าวดี! 7 วันที่ผ่านมาไม่พบติดเชื้อในประเทศ แต่ขอ ปชช.การ์ดอย่าตก แย้มหากเดือนมิ.ย.สถานการณ์ดีขึ้นเดือน ก.ค.ลุ้นเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เล็งเพิ่มเงิน 500 บาทให้ &amp;quot;อสม.&amp;quot; พร้อมเทงบ 2 แสนบาท จัดซื้อเครื่องมือแพทย์เสริมประสิทธิภาพ &amp;quot;รพ.สต.&amp;quot; ตำรวจเข้มคุมอาชญากรรมซ้ำเติมโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกในการเริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในระยะ 3 หลายกิจกรรมได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความคึกคักทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดสงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจการที่ได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการในเฟส 3 เริ่มเปิดร้านอีกครั้งเป็นวันแรก เช่น ร้านนวดเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มของร้านนวดเพื่อสุขภาพของคนตาบอด อาทิ ร้านนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ โดยคนตาบอดของนายธีระพงษ์ รักษายศ อายุ 49 ปี และนางวรรณี &amp;nbsp;สว่างจันทร์ อายุ 46 ปี สองผัวเมีย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 65 ถนนประชาอุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งสองคน เริ่มเปิดร้านเป็นวันแรกตั้งแต่ช่วงเช้า และมีลูกค้าโทร.เข้ามาจองคิวใช้บริการนวดทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ทางร้านได้ปรับรูปแบบการบริการใหม่ เน้นเรื่องความสะอาดตามมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการวางเจลล้างมือไว้หน้าร้าน เตรียมหน้ากากอนามัยใหม่ให้ลูกค้าที่อาจจะลืมใส่มา และเว้นระยะห่าง และต้องโทร.มาจองก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้ามารอลดความแออัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีระพงษ์ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน และเป็นนายกสมาคมส่งเสริมอาชีพคนตบอดภาคใต้ กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้กลับมาเปิดร้านอีกครั้งหลังจากที่ต้องหยุดยาวมากว่า 1 เดือน ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาบ้าง จากที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ และได้ช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมซึ่งล้วนเป็นผู้พิการทางสายตาที่ประกอบอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ยะลา บรรยากาศที่ด่านตรวจบ้านคลองทรายใน ต.ยุโป อ.เมืองฯ จ.ยะลา ซึ่งเป็นด่านหลักที่ผ่านเข้า-ออกจังหวัดยะลา รอยต่อกับ จ.ปัตตานี และเส้นทางสู่ จ.สงขลา ประชาชนยังคงทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่อง หลังทราบข่าวว่าทางจังหวัดยะลาได้มีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ตามแนวทางของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรุ่งเรือง จันทร์แสงดี เจ้าหน้าที่ปกครองชำนาญงาน รักษาการหัวหน้าด่านตรวจคลองทรายใน กล่าวว่า ทางด่านได้ดำเนินการตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ในการที่ผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ แต่ในการเดินข้ามจังหวัดนั้น ก็ยังคงมาตรการในการดูแลและป้องกันตัวเองในการป้องกันเชื้อโรคในระหว่างที่เดินทาง คือต้องมีมาตรการในการสวมหน้ากากอนามัย ทางเจ้าหน้าที่จะมีการสุ่มตรวจ แนะนำขั้นตอนวิธีปฏิบัติ วิธีการเดินทางระหว่างจังหวัดอย่างไรให้ปลอดภัย คือจะผ่อนปรนให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.จันทบุรี น.ส.วณิชา วัฒนพงษ์ เจ้าของกิจการการแสดงโลมาแสนรู้ ได้เตรียมพร้อมที่จะกลับมาเปิดให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมความน่ารักของปลาโลมาแสนรู้ การให้อาหารปลาหมอยักษ์ การให้นมปลาคาร์พ การชมการเลี้ยงหอยนางรม รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีกครั้ง หลังได้ปิดชั่วคราวมากว่า 2 เดือนเศษ โดยกำหนดเปิดในวันที่ 13 มิ.ย.63 ซึ่งการเปิดให้เข้าชมโลมาแสนรู้ ทางผู้ประกอบการก็ยังคงมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 จัดสถานที่โซนอัศจรรย์ในการนั่งชมออกเป็นสีๆ และเว้นระยะห่าง 1.20-1.50 เมตร การจัดวัดอุณหภูมิผู้ที่จะเข้ามาชม จัดเจลล้างมือไว้ให้ผู้ที่จะเข้าชมได้ล้าง การสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า รวมทั้งการนำเอาเเอปฯ ไทยชนะเข้ามาสแกนด้วย&amp;nbsp;
คึกคักรับผ่อนปรนเฟส 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านมาตานวดแผนไทย ส่งเสริมสุขภาพด้วยศาสตร์และศิลป์ ตั้งอยู่เลขที่ 129 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอ่างทอง กิจการร้านนวด กลับมาเปิดบริการตามปกติ หลังถูกปิดมานานเกือบ 3 เดือน หลังจากที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันในรอบที่ 3 ซึ่งรวมถึงร้านนวดแผนไทยที่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น ที่ศูนย์อาหารและบริการ 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือคอมเพล็กซ์ มข. นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าฯ จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ภายหลังจากที่ ศบค.ได้กำหนดมาตรการการผ่อนปรนระยะที่ 3&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนระยะ 3 วันแรก จากการตรวจสอบพบทุกจุดปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และทุกคนขอบคุณรัฐบาลที่ได้คลายล็อกและให้ผู้ประกอบการได้กลับมาให้บริการอีกครั้งบนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดจะออกตรวจสถานประกอบการที่ได้รับการผ่อนปรน ทุกร้านตามประกาศในภาพรวมทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยประจำวันว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 43 ปี เดินทางกลับมาจากรัสเซีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. และพักอยู่ในสถานกักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจเชื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ไม่พบเชื้อ แต่ตรวจซ้ำอีกครั้งวันที่ 31 พ.ค. พบเป็นโควิด-19 โดยไม่แสดงอาการ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,082 ราย หายป่วยสะสม 2,965 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังอยู่ที่ 57 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับจนถึงวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่พบผู้ป่วยรายใหม่ในสถานกักตัวของรัฐ แต่ไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ แต่ 7 วันยังไม่น่าไว้วางใจ ต้องไม่พบการติดเชื้อในประเทศอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ โดยวันนี้เราเข้าสู่การผ่อนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายเป็นกิจการ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลางไปถึงสูง จะมีความตึงกับความหย่อนเกิดขึ้น เราเพิ่งไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศได้แค่ 7 วัน ประชาชนจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเหมือนเดิม เพราะความเสี่ยงยังอยู่กับท่าน และ 5 มาตรการหลักยังต้องเข้มข้นเหมือนเดิม&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อใน 2 สัปดาห์ล่าสุด พบเป็นอาชีพรับจ้างทั่วไป ฟรีแลนซ์มากที่สุด รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา และพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่กลับมาจากต่างประเทศ ขณะที่ยอดตรวจเชื้อถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการตรวจไปแล้ว 420,529 ตัวอย่าง โดยพยายามปิดช่องว่างหรือข้อสงสัยที่ว่าเราตรวจน้อย โดยพยายามเข้าไปตรวจในกลุ่มสงสัยต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ญี่ปุ่นเตรียมเปิดให้คนไทยสามารถเข้าประเทศได้ ซึ่งมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่เข้าญี่ปุ่นได้คือ ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อกลับมาไทยแล้วจะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัวเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรานำมาเรียนรู้ นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มิ.ย. จะมีผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 3 เที่ยวบิน 355 คน และวันที่ 2 มิ.ย. มี 3 เที่ยวบิน 455 คน เราพยายามจะปรับเพื่อรองรับให้ได้วันละ 500 คน&amp;quot; โฆษก ศบค.กล่าว
เตือน ปชช.อย่าการ์ดตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนแพลตฟอร์มไทยชนะ.com มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133,694 ร้าน มีจำนวนผู้ใช้งาน 18,587,269 คน ส่วนแอปพลิเคชันไทยชนะ มีผู้ดาวน์โหลดแล้ว 120,076 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยระบุว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวดี ใช้สะดวก จะให้ฝ่ายปกครองในระดับจังหวัดนำมาใช้งาน การผ่อนคลายในระยะที่ 3 เมื่อมีความเสี่ยงสูง ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อไปไหนมาไหน หากเช็กอินถ้ามีผู้ติดเชื้อในพื้นที่นั้นๆ จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาสอบถาม นี่ถือเป็นทางรอดที่ต้องทำ แล้วมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 จะตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า มีข่าว ศบค.หารือเรื่องวันหยุดชดเชยสงกรานต์ที่เลื่อนมาจากเดือน เม.ย. โดยจะให้หยุดชดเชยในเดือน ก.ค. ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องของช่วงเวลาในอนาคตถูกกำหนดโดยปัจจุบัน ในเดือน ก.ค.จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ก็อยู่ที่ผลของการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และ 4 จึงต้องขอความร่วมมือในการดูแลสุขลักษณะของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การ์ดต้องไม่ตกเหมือนก่อน การผ่อนคลายในระยะที่ 1 และ 2 แต่ปัจจุบันหลายคนใส่หน้ากากน้อยลง รถเริ่มกลับมาติด มีแนวโน้มเรื่องการป้องกันลดลงทุกด้าน อีกทั้งยังจะมีโรคตามฤดูกาลเข้ามาอีก เราจึงหวังให้เดือน มิ.ย.ผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าผ่านการผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 ไปอย่างเรียบร้อย ในเดือน ก.ค.ก็จะได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวันหยุด นี่คือความหวังและความฝันที่เราจะทำร่วมกัน เราจะได้ไปเที่ยวทะเลที่มีหาดทรายที่ขาวกว่าเดิมก่อนใคร ขอให้เราผ่านเดือนนี้ไปให้ได้ ทุกอย่างจะกลับคืนมา&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงการใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันไทยชนะว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 18.5 ล้านคน &amp;nbsp;ขณะที่มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133.694 ร้าน ขณะที่แอปพลิเคชันไทยชนะมีผู้ดาวน์โหลดและลงทะเบียนยืนยันแล้ว 120,076 คน ส่วนการประเมิน 5 ข้อมีผู้ให้ความร่วมมือกว่า 20 ล้านครั้ง ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยเข้าใจมาตรการ 5 ข้อเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวว่า หลังมีการผ่อนปรนกิจการระยะที่ 3 ขณะนี้ประชาชนเริ่มผ่อนปรนตามมาตรการต่างๆ ที่มีการผ่อนปรน อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในส่วนของสถานประกอบการที่เข้าร่วมกับ Thaistop Covid รวมทั้งสิ้น 40,455 แห่ง ปรากฏว่ามีหลายกิจการที่ผ่านเกณฑ์กว่า 80% แต่ในส่วนของร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ พบมีไม่ผ่านเกณฑ์การป้องกันโรคกว่า 1 ใน 4 &amp;nbsp;ส่วนของฝั่งโรงเรียนที่กรมอนามัยได้ทดลองเปิด มีเกณฑ์ที่ไม่ผ่านกว่าครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเมื่อสถานประกอบการเปิดพร้อมกับโรงเรียน จะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะกับคนที่บ้าน ซึ่งจะต้องทำวิธีให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านไม่ไปเอาเชื้อจากข้างนอกเข้ามา ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ ปฏิบัติตามที่สถานประกอบการกำหนดให้เต็มที่ เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมาในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการประกาศปิดโรงเรียนกว่า 500 แห่งหลังจากที่พบว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นอีกครั้ง ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะมีเด็กที่ติดเชื้อน้อย แต่ก็ต้องระวังการนำเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้&amp;quot; รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่ง ก็สามารถพูดได้ว่าเราสามารถควบคุมโรคได้ แต่ถ้าถามว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือยังนั้น ยังเร็วเกินไป ส่วนสถานการณ์ข้างหน้า ถ้าทุกคนยังคงช่วยกันดูแล มีความพยายามที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ในลักษณะแบบนี้ ต่อไปก็คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยในระดับต่ำต่อเนื่อง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราพลาด หรือเผลอให้มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมาก และถ้ามีผู้ป่วยหลุดเข้าไปได้โอกาสที่จะเจอสถานการณ์กลับมาเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเตือนผู้ที่ใส่เฟซชิลด์โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัยด้วย จะไม่ป้องกันทั้งตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าอยู่ใกล้กับผู้ที่ไม่สบาย โอกาสที่จะติดเชื้อจะเท่ากับการที่ไม่ใส่อะไรเลย&amp;quot; รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
จัดงบให้&amp;#39;อสม.-รพ.สต.&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถของการบริหารจัดการคัดกรองและกักตัวควบคุมโรคให้สามารถรับคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศต่อวันได้มากขึ้น จาก 400 คน เป็น 500 คน โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ เจ้าหน้าที่และชุดแพทย์ให้เพียงพอ สามารถรองรับการปฏิบัติได้ภายใน 5 มิ.ย.63 เพื่อให้สามารถรับคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ กลับประเทศได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการบริหารงบประมาณ 45,000 ล้านบาทในส่วนที่จะต้องนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นว่า สธ.ได้ร่วมประชุมหารือกับทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรที่ทำงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์​ เพื่อให้การใช้งบประมาณจำนวนนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด และจะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณทุกรายการที่มีการใช้จ่ายว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ทุกคนตระหนักดีว่าเงินที่จะนำไปใช้นี้ เป็นเงินกู้ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ การจะใช้เงินทุกบาทต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมนำเสนอมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า 2 โครงการแรกที่ได้ให้นโยบายแก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คือ 1.เพิ่มค่าตอบแทนการทำงานให้แก่ อสม.ท่านละ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.63 จนถึงเดือน ก.ย.64 เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าปฏิบัติงานให้ อสม.ทุกคน ซึ่งเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว สามารถทำงานป้องกันและควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ด้วยการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ สำหรับให้บริการประชาชน เพื่อที่ประชาชนจะใช้บริการ รพ.สต.ได้มากขึ้น และลดความแออัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ลดความเสี่ยงทั้งการแพร่เชื้อและการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ โดย สสจ., หมออนามัย และ อสม.ร่วมกันพิจารณาว่า รพ.สต.แต่ละแห่งมีความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์อะไรบ้าง ซึ่งจะให้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อ 1 รพ.สต. ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.แต่ละแห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับการใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านการแพทย์​ ยา และวัคซีน เพื่อให้บริการรักษาผู้ป่วยนั้น ระบบการแพทย์ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้ดีมาก แต่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา ประมาทไม่ได้ การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของแพทย์​ เป็นเรื่องที่จำเป็น การสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย และยา เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ สำคัญที่สุดคือการพัฒนาวัคซีน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองของกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการกันอยู่&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงมาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 3 ที่มีการปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเหลือ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 23.00-03.00 น. ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนมาตรการ ตรวจสอบ ป้องกัน ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ตามนโยบายรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.กำหนดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงขึ้นอีก พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และหน่วยร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วน ในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67575</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระพงษ์ รักษายศ, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, นพ.บัญชา ค้าของ, นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, วณิชา วัฒนพงษ์, วรรณี  สว่างจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4fcb757ad0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สธ.&#039;ห่วงผ่อนคลายตลาดสดเสี่ยงพบเชื้อเพิ่มวอนทุกพื้นที่ร่วมกันคุมเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.63-ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงการผ่อนปรนมาตรการต่างๆว่า วันนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทย ที่มีการผ่อนปรนให้เปิดกิจการได้บางประเภท เพราะขณะนี้ระดับการระบาดของไทยต่ำมาก อยู่ที่ 0.31 แต่หลังเปิด 6 กิจการแล้ว 14 วัน ยังน่าเป็นห่วงว่าระดับการระบาดจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการสัมผัสใกล้ชิดกันซึ่งพบมากถึง 41.53 % เพราะวันนี้พบปรากฏการณ์คนเดินทางออกต่างจังหวัดไปเจอกัน สัมผัสกัน ก็จะเสี่ยงติดจากตรงนี้ได้ และจากชุดข้อมูลการแพร่โรคในพื้นที่ของกรมควบคุมโรคพบว่า เช่น พบว่าจังหวัดนนทบุรี 1 คนมีความสามารถในการแพร่โรคไปได้อีก 1 คน ส่วนภูเก็ต สงขลา ชลบุรี เชียงใหม่ 1 คนสามารถแพร่โรคได้มากกว่า 1 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกจังหวัดสามารถมีการแพร่เชื้อได้ทั้งสิ้น ดังนั้นถือว่าน่าเป็นห่วงจึงต้องเข้าระบบการรายงานและกักตัว&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.บัญชา กล่าวว่า สถานที่ชุมชน เช่น ตลาดนัด แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเดิมตอนที่เราคุมโรคได้ดี อัตราการระบาดอยู่ที่ 2.81% ดังนั้นเมื่อเปิดแล้วจะแพร่สูงหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการและประชาชนคือส่วนสำคัญ โดยมีป้อมปราการ 5 ด่านต้านโควิดคือ 1. คัดกรองไข้จะสามารถเอาอยู่ส่วนหนึ่ง เพราะผู้ป่วยโควิดกว่า 87% มีอาการไข้ จึงนำมาสู่มาตรการ 2 คือสวมหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยต้องไม่น้อยกว่า 80% เพื่อลดการแพร่และรับเชื้อฯ มาตรการ 3 ถ้ายังมีเชื้อติดอยู่ที่มือการจัดให้มีที่ล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์ก็สามารถฆ่าเชื้อได้ไม่น้อยกว่า 90% แล้ว รวมกับมาตรการเว้นระยะห่าง และลดจำนวนคนใช้บริการก็จะลดโอกาสแพร่โรคได้อีก 70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นถ้าทำทั้ง 4 อย่างนี้อย่างเคร่งครัดเราจะช่วยกันลดการแพร่ระบาดของโรคได้เยอะ ส่วนมาตรการที่ 5 เป็นมาตรการเสริม อาทิ โหลดแอพพลิเคชั่นจัดคิว ลดความแน่น หรือโหลดแอพฯ ติดตามคนป่วยก็สำคัญแต่ไม่ได้บังคับ แต่ถ้าอัตราการแพร่โรคสูงขึ้นอาจจะต้องบังคับ ทั้งนี้เมื่อเปิดบริการแล้ว การจะออกตรวจทุกๆ สถานบริการทุกๆ 2 ชั่วโมง คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นคนที่จะร่วมตรวจสอบได้คือประชาชน ซึ่งที่หน้าร้านมีป้ายรับรองที่มีคิวอาร์โค๊ดอยู่ประชาชนสามารถแสกน ตรวจสอบร้องเรียนได้ ขอย้ำว่า ผู้ประกอบการคือแม่ทัพคุมด่านโควิด ส่วนลูกทัพคือประชาชน หากดื้อไม่ทำตาม จะเกิดปรากฎการณ์แพร่เชื้อสู่กันและกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในการคลายล็อกดาวน์ให้เปิด 6 ประเภทกิจการ ซึ่งมีการออกแนวทางปฏิบัติต่างๆ อย่างที่ห่วงกันคือตลาดสด ซึ่งมีกว่า 4 พันแห่งทั่วประเทศ ตรงนี้มีการสั่งให้ทำอย่างเคร่งครัดคือการตรวจวัดไข้ จัดที่ล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างระหว่างบุคล ระหว่างแผงค้าขาย เป็นต้นอย่างๆ นั้น ในส่วนของจังหวัดจะมีทีมเจ้าพนักงานออกตรวจสม่ำเสมอ หากพบว่าฝ่าฝืนเจ้าพนักงานมีอำนาจในการตักเตือนหรือสั่งปิดกิจการนั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64952</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, ตลาดสด, นพ.บัญชา ค้าของ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eae8d29cd9b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
