<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาทำร้าย-ทอดทิ้งผู้สูงวัย เรื่องใกล้ตัวที่ต้องเข้าถึงเข้าใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;กอดหอมพ่อแม่ตั้งแต่วัยเยาว์&amp;rdquo; วิธีบอกรักเสริมสร้างครอบครัวอบอุ่น และแก้ปัญหาลูกหลานทอดทิ้งและทำร้ายบุพการี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นข่าวอยู่เสมอๆ กับเหตุการณ์ลูกแท้ๆ ทำร้ายพ่อแม่สูงวัย กระทั่งได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออก หรือผู้ใหญ่บางรายเสียชีวิต หรือแม้แต่การใช้คำพูดรุนแรง ทำร้ายจิตใจคนวัยเกษียณ ตลอดจนการทอดทิ้งให้ท่านต้องอยู่ลำพัง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าบุตรหลานจะทำไปโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่การระลึกอยู่เสมอว่า บุพการีนั้นเป็นผู้ให้กำเนิดย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำ ทว่ารายละเอียดของการประพฤติไม่เหมาะกับพ่อแม่ย่อมมีความละเอียดซับซ้อน และเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ เพื่อให้การดูแลกันและกันของคนในครอบครัวอบอุ่นและเข้าใจกันทุกฝ่ายมากขึ้น นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประพันธ์อธิบายว่า &amp;ldquo;อันดับแรกเมื่อพบเห็นข่าวลูกหลานทำร้ายคนสูงวัย หมอแนะนำว่ายังไม่ควรไปตีตราบุตรหลานที่กระทำรุนแรงต่อผู้สูงวัย แต่เราต้องแยกประเด็นปัญหาให้ออกก่อนว่า สาเหตุสำคัญที่เขาได้กระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อพ่อแม่มันเกิดจากอะไร เช่น หากว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; ที่โดยปกติแล้วอาการของผู้ป่วยนั้นมักจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น จากที่กินอาหารแล้วบอกว่าไม่ได้กิน หรือทำอะไรแล้วก็มักจะบอกว่าไม่ได้ทำ หรือบางครั้งมีคำพูดหยาบคายขึ้นมา เช่น คำว่า &amp;ldquo;ตอแหล&amp;rdquo; โดยที่ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเอง เนื่องจากเป็นภาวะของโรคประจำตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แก้ปัญหาลูกหลานทำร้ายผู้ป่วยอัลไซเมอร์ สังคมอย่าเพิ่งตัดสินบุตรหลานที่กระทำรุนแรง เพราะการแก้ปัญหาที่ตรงจุด คือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคให้บุตรหลานรับรู้ และผู้ดูแลเองจำเป็นต้องพาพ่อแม่ไปปรึกษาแพทย์ด้านสมอง เพื่อนำมาสู่การรักษาที่ตรงจุดในผู้ป่วย จะช่วยแก้ปัญหาได้ 2 เรื่องพร้อมกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ลูกหลานที่ดูแลต้องเป็นคนรับฟังทุกวัน ตรงนี้จะทำให้เขาเกิดความเครียด กระทั่งแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา ในลักษณะของการกระโชกโฮกฮากต่อพ่อแม่ กระทั่งทำให้ผู้ที่พบเห็นมองว่าเป็นลูกที่ไม่ดี ตรงนี้ทางออกที่ดีที่สุด หมออยากแนะนำให้ลูกหลานที่ต้องดูแลพ่อแม่ป่วยโรคดังกล่าวเข้าใจอาการพื้นฐาน เนื่องจากเป็นอาการของโรค และจำเป็นต้องพาท่านไปพบแพทย์ด้านสมอง เพื่อรับการบำบัดอย่างถูกวิธี อีกทั้งคนภายนอกเองก็ต้องไม่รีบตีตราและตัดสินบุตรหลานที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจปัญหาสุขภาพของพ่อแม่ เมื่อแก้ปัญหาตรงจุด มันก็จะลดความรุนแรงลงได้ทุกฝ่าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกหนึ่งสาเหตุของการ &amp;ldquo;ทำร้ายพ่อแม่เพราะฤทธิ์ของยาเสพติด&amp;rdquo; อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ตรงนี้อาจไม่ใช่ความอกตัญญู เพราะอย่าลืมว่าผู้เสพนั้นไม่สามารถควบคุมสติและอารมณ์ได้ เพราะยาเสพติดจะมีผลต่อสมอง ทำให้ขาดสติและความยับยั้งชั่งใจได้ลดน้อยลง ที่สำคัญเมื่อเขาได้ลงมือทำร้ายพ่อแม่ไปแล้ว เมื่อมีสติก็จะมาเสียใจในภายหลัง ตรงนี้สังคมจึงไม่ควรตีตราความผิดเช่นเดียวกัน แต่ทางแก้ไขปัญหาคือ ต้องพาลูกหลานที่มีประวัติการใช้ยาเสพติดไปรักษาให้หายขาด เพื่อให้กลับมาดูแลผู้ให้กำเนิดด้วยความอบอุ่นอีกครั้ง หรือหากิจกรรมที่เหมาะสมให้ผู้ป่วยทำ เพื่อป้องกันการใช้ยาเสพติดซ้ำอีก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สุดท้ายคือปัญหาที่พบได้บ่อยๆ คือ &amp;ldquo;บุตรหลานปฏิเสธดูแลพ่อแม่เพราะขาดศีลธรรม&amp;rdquo; กรณีนี้มักพบในพ่อแม่ปกติไม่เจ็บป่วย แต่ถูกลูกหลานปล่อยปละละเลยไม่ดูแล โดยที่ไม่ได้ประสบปัญหาด้านสุขภาพแต่อย่างใด หรือสามารถประกอบอาชีพได้ปกติ ตรงนี้อาจเข้าข่ายอกตัญญู การแก้ปัญหานั้นก็คงต้องกลับมาที่การปลูกฝังเรื่องศีลธรรม ซึ่งอาจจะต้องขอความร่วมมือจากสถานศึกษาในการอบรมบ่มเพาะในเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของการที่เราเป็นลูกหลาน จะต้องมีหน้าที่กตัญญูรู้คุณผู้ให้กำเนิด&amp;nbsp;
และสิ่งที่ลืมไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ &amp;ldquo;การกอดพ่อแม่&amp;rdquo; บ่อยๆ และต้องหมั่นทำให้เคยชินตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่หลายคนมักจะอายกับการกอดพ่อแม่ ตรงนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมของเรา อีกทั้งเราต้องยอมรับว่าสังคมไทยขาด&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเรื่องนี้ เพราะบางครั้งลูกหลานไม่จำเป็นต้องบอกให้พ่อแม่รู้ว่ารัก แต่การแสดงความรักด้วยการโอบกอดจะทำให้ครอบครัวอบอุ่นได้ ลองคิดเอาง่ายๆ ว่า ตอนที่เราเป็นเด็กและพ่อแม่กอดเรา เด็กๆ ยังรู้สึกอบอุ่น ดังนั้นเมื่อเราโตขึ้นและหมั่นไปกอดท่านบ่อยๆ ผู้สูงอายุจะรู้สึกดีแค่ไหน ดังนั้นการกอดบุพการีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และยังเป็นตัวเชื่อมครอบครัวให้อบอุ่น ที่จะช่วยแก้ปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงวัยได้ทางหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ต้องประกอบกันหลายส่วน โดยเฉพาะความกตัญญูรู้คุณผู้ให้กำเนิดร่วมด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20385</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcc77da73848.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเตรียมพร้อมวันนี้ รับมือเข้าสู่วัยสูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจไม่ต่างกับช่วงวัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่น เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้น จึงควรเตรีมความพร้อมดูแลร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับวัยที่เปลี่ยนแปลงว่าก่อนอื่นต้องยอมเข้าถึงและเข้าใจว่า 1.ผู้สูงอายุจะมีภาวะผิวหนังขาดความยืดหยุ่น 2.ระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลงจากการบีบตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง 3.การตอบสนองกำจัดสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจไม่ดี ทำให้ติดเชื้อและสำลักได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ระบบความคิดวิเคราะห์ช้าลง อาจเกิดความจำเสื่อมการได้ยินลง 5.เพศชายอาจขับถ่ายปัสสาวะได้ลำบาก เพศหญิงมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง และทรวงอกสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดการหย่อนคล้อย 6.ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบจากการไม่ได้ใช้งาน ส่งผลให้ความแข็งแรงและการหดตัวของกล้ามเนื้อมีความเสื่อมถอย 7.ระบบทางเดินอาหาร มีโอกาสท้องผูกบ่อย กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยลดลง 8.ผู้สูงอายุจะถ่ายปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมีปริมาณปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น 9.ร่างกายผู้สูงอายุสร้างฮอร์โมนชนิดต่างๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย กระดูกหัก หรือยุบง่ายเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ &amp;nbsp;กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ทำให้อาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล น้อยใจ รู้สึกเหงา เนื่องจากกลัวการถูกทอดทิ้ง ไม่มั่นใจในการทำกิจกรรมต่างๆ จากภาวะที่ร่างกายเสื่อมถอย เกิดความคิดลังเลซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกด้อยค่าจากภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้หรือสูญเสียบทบาทของตนเองจากที่เคยเป็นผู้นำครอบครัวเปลี่ยนมาเป็นผู้พึ่งพิงผู้อื่น ส่งผลให้ผู้สูงอายุบางคนชอบพูดคุยกับคนอื่นๆ บางคนชอบบ่น เอาแต่ใจตนเอง หรือมีลักษณะเก็บตัวร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ได้แก่ ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เพื่อบำรุงและซ่อมแซมร่างกาย ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและทำให้สุขภาพดี ฝึกจิตใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง มีความสุขกับสิ่งใกล้ตัว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18739</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb0c67bbe516.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะวิธีปฏิบัติตัว..ชะลอโรคอัลไซเมอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคอัลไซเมอร์คือภาวะสมองเสื่อมที่พบมากที่สุด เกิดจากการฝ่อตัวของสมองซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองบริเวณนั้นๆ โดยเฉพาะสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ชัดเจนของโรคอัลไซเมอร์นั้นยังไม่ทราบ ทราบแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในสมองขึ้น จนทำให้สมองทำหน้าที่ลดลงและเหี่ยวไป ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่อาจมีการถ่ายทอดในครอบครัวทางกรรมพันธุ์ได้ในผู้ป่วยส่วนน้อย ส่วนใหญ่ไม่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ อายุที่มากขึ้น โดยจะพบมากขึ้น 2 เท่าทุก 5 ปีที่อายุมากกว่า 60 ปี คือร้อยละ 1 ตอนอายุ 60 ปี เป็นร้อยละ 2 ตอน 65 ปี เพิ่มจนเป็นร้อยละ 32 ตอน 85 ปี เนื่องจากปัจจุบันนี้คนเราอายุยืนขึ้น โรคนี้จึงพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ และจะเป็นปัญหาที่สำคัญของทุกประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการของโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นจะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรง เช่น ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำอะไรซ้ำๆ หลายครั้ง อารมณ์แปรปรวน ระยะกลางคือ ผู้ป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ จำชื่อของคนรู้จักไม่ได้ ทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายขั้นตอนได้ยากขึ้น ระยะสุดท้ายเป็นระยะที่อาการของโรครุนแรงมากขึ้น โดยมีอาการประสาทหลอน อาละวาด เรียกร้องความสนใจ มีอาการชัก ทั้งนี้ ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะซึมเศร้า ความเครียด ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะสามารถช่วยตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวว่า การรักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันมีเพียงการใช้ยารักษา และการดูแลที่จะช่วยบรรเทาอาการด้านความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยได้เพียงชั่วคราว หรืออาจช่วยให้พัฒนาการของโรคช้าลงได้ในบางราย โดยการดูแลรักษา ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การวางแผนดูแลผู้ป่วยโดยแพทย์ร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่นๆ ซึ่งจะมีการพูดคุย สอบถามถึงสิ่งที่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลอาจต้องการความช่วยเหลือ 2.สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย มีการปรับสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต 3.การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจให้ผู้ป่วยเดินเป็นประจำทุกๆ วัน เพื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเดิน อาจขี่จักรยานอยู่กับที่ หรือออกกำลังกายโดยนั่งบนเก้าอี้แทน 4.การรับประทานอาหาร ควรเสริมด้วยน้ำปั่นจากผลไม้ผสมนมหรือโยเกิร์ตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีแคลอรีสูง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน 5.การใช้ยารักษา แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางชนิดและชะลอการพัฒนาของโรค 6.การบำบัดทางจิต โดยนักจิตวิทยา เช่น การกระตุ้นสมองช่วยปรับปรุงความสามารถด้านความทรงจำ ทักษะการแก้ปัญหา รวมทั้งการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สาเหตุการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรค แต่มีวิธีที่อาจช่วยชะลอการเริ่มต้นของโรคด้วยการปฏิบัติ ดังนี้ เลิกสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีใน 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคุมระดับความดันโลหิต และที่สำคัญควรฝึกการทำงานของสมอง เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี เล่นกีฬา เป็นต้น&amp;quot; นพ.ประพันธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16909</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, อัลไซเมอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fd82e410cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านหลังนี้...ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านคือวิมานของทุกคน โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกครบทั้งพ่อแม่ลูก ...ข้อความนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่ในชีวิตประจำวันแล้ว บ้านที่จะได้ชื่อว่าเป็นวิมานได้นั้นคงต้องมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับความปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ด้วยสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เราพบว่ามีปัญหาการหกล้มของผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องของสุขภาวะภายในครอบครัวที่สามารถช่วยเหลือและป้องกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;quot; คุณหมอกล่าว และสรุปได้ว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือ การออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดิน ทั้งนี้ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุสามารถนำไปปฏิบัติเอง เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เป็นต้น ยกเว้นบางรายที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นอกจากการออกกำลังกาย ยังพบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เหมาะสม จะช่วยลดการบาดเจ็บ หกล้มในผู้สูงอายุได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวว่า การปรับปรุงบ้านให้มีความปลอดภัยสำหรับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุหกล้ม ลื่นล้ม เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 3 คน ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบ้าน เริ่มตั้งแต่ทางเข้า ประตูเข้า-ออก ติดราวจับบันได ปรับพื้นลาด รื้อพื้นที่กีดขวาง เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องนอนต้องมีไฟส่องนำทางสายตา ระดับเตียงนอนต้องสูงจากพื้นพอดีเข่าให้ลุกนั่งได้ง่าย จุดเสี่ยงที่สุดคือ ห้องน้ำต้องมีราวจับและพื้นกันลื่น มีเก้าอี้นั่งเสริมอาบน้ำ ตลอดจนปรับเปลี่ยนสุขภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ซึ่งบั้นปลายชีวิตผู้สูงอายุใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเป็นหลัก ในขณะที่ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การสร้างสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยจะช่วยลดการบาดเจ็บ หกล้มได้ และสำคัญที่สุด คือ ความรัก ความเอาใจใส่ ตอบแทนพระคุณผู้สูงอายุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15479</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b7428de5246b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อสุขภาพที่ดีของวัยเกษียณ ปฏิบัติตามคำเตือนการอพยพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุติดเตียงโดยการแบก อุ้ม หรือหิ้ว เพราะอาจจะยิ่งทำให้ได้รับบาดเจ็บจากการเคลื่อนย้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากคำเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกนั้น นอกจากคนทั่วไปแล้ว บ้านไหนที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยยิ่งต้องให้การระมัดระวัง เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายคุณตาคุณยายและข้าวของออกไปจากพื้นน้ำท่วมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันผลเสียด้านสุขภาพที่อาจตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลในการเตรียมตัวอพยพหนีน้ำท่วม ตลอดจนการเฝ้าระวังโรคที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขังช่วงหน้าฝนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;สำหรับการเตรียมตัวเพื่ออพยพเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมนั้น ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง และรายที่ยังสามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้ เริ่มจาก &amp;ldquo;ผู้สูงวัยป่วยติดเตียง&amp;rdquo; ที่ลูกหลานหรือญาติที่ดูแลจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายไว้ให้พร้อม อาทิ &amp;ldquo;เปลเคลื่อนที่&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;รถเข็น&amp;rdquo; หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวในลักษณะของการหิ้วหรือแบก เพราะอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บมากขึ้นไปอีก หากว่าบางรายมีแผลกดทับเรื้อรังที่บริเวณหลัง ที่สำคัญต้องอพยพตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีน้ำท่วมขังก่อนแล้วจึงค่อยพาท่านออกจากบ้าน เพราะนั่นอาจทำให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น ที่ลืมไม่ได้ควรเตรียมยาโรคประจำตัวที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุไปด้วยทุกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวได้ปกติ&amp;rdquo; ที่อาจจะมีข้อกำจัดในเรื่องของการ &amp;ldquo;ห่วงทรัพย์สินภายในบ้าน&amp;rdquo; กระทั่งไม่ยอมออกไปนั้น หากเป็นรายที่สามารถพูดคุยเจรจากันด้วยเหตุผลได้ ลูกหลานก็สามารถบอกด้วยเหตุและผลถึงการเคลื่อนย้ายในครั้งนี้ แต่ถ้าท่านใดไม่ยอมฟัง ก็แนะนำว่าให้ลูกหรือหลานที่ท่านรักบอกว่า &amp;ldquo;จะพาท่านออกไปหาหมอเพื่อตรวจอาการของโรค ผู้สูงอายุก็จะยอมทำตาม&amp;rdquo; และเมื่ออพยพออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ก็ให้ลูกหลานที่ท่านรักมากที่สุดคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยต้องไม่ปล่อยให้ท่านอยู่กับคนอื่นเพียงลำพัง เพราะนั่นจะทำให้ท่านอยากกลับเข้าไปในบ้านที่น้ำท่วมอีกครั้ง เพราะห่วงทรัพย์สินนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญอยู่ใน &amp;ldquo;แหล่งน้ำท่วมขัง&amp;rdquo; ตลอดเวลา ภายหลังจากการอพยพเคลื่อนย้ายหนีน้ำแล้วนั้น ลูกหลานเองก็ควรให้ความใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย โดยเฉพาะ &amp;ldquo;โรคท้องร่วง&amp;rdquo; ที่มักพบได้ในช่วงหน้าฝน และบ้านเรือนตั้งอยู่ในน้ำแช่ขัง ซึ่งจะเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคทางเดินอาหาร ที่ผู้สูงอายุได้รับจากการเดินย่ำ หรือมือไปสัมผัสโดนน้ำเน่าเสียเป็นเวลานานๆ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรยืนหรือเดินแช่เท้าในน้ำ และต้องรีบล้างมือ-เท้าให้สะอาดโดยเร็วที่สุด อีกทั้งต้องผึ่งลมให้แห้งโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองลงมือคือ &amp;ldquo;โรคน้ำกัดเท้า&amp;rdquo; เนื่องจากเชื้อโรคมักจะปนอยู่ในน้ำเน่าเสีย และยิ่งผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน ยิ่งต้องเลี่ยงการเดินลุยน้ำแช่ขังให้มากที่สุด หรือหาอุปกรณ์สำหรับพันเท้า เช่น การสวมถุงพลาสติก หรือรองเท้าบูต เพื่อไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำ เพราะจะเสี่ยงต่อแผลเน่าเปื่อย คัน และติดเชื้อเรื้อรังในรายที่มีบาดแผลที่เท้าอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ยังพบผู้สูงอายุ &amp;ldquo;เกิดภาวะอ่อนเพลีย&amp;rdquo; ช่วงน้ำท่วมขังจากการที่ดื่มน้ำน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากเลือดมีความหนืดข้น จึงไปกระตุ้นให้ระดับความดันทำงานหนักมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้ผู้สูงอายุหมั่นจิบน้ำต้มสุก หากต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14921</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, น้ำท่วม, โรคน้ำกัดเท้า, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b69a4dacd3e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะสว.ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคพบบ่อยในทุกกลุ่มอายุ แต่ระบาดมากในฤดูฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิต้านทานน้อย อาจมีอาการแทรกซ้อน บางรายถึงขั้นเสียชีวิต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การติดต่อของโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่กระจายไปยังบุคคล บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อน เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของโรคและอาการแทรกซ้อน แนะ 7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ 1.หญิงที่มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หอบหืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ 7.ผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอระบุว่า สามารถรับบริการได้ทุกสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2561 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับจะครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่รวม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.ชนิด A (H1N1) 2.ชนิด A (H3N2) 3.ชนิด B โดยมีผลในการป้องกันร้อยละ 60-70&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการป่วยมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยมีไข้สูง ตัวร้อน หนาว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่หลังต้นแขน ต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบอาจทำให้หายใจเร็ว เหนื่อย หอบ และเสียชีวิตได้ สำหรับการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ แต่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ คือยาโอเซลทามิเวียร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรดูแลตนเอง ดังนี้ นอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ควรออกกำลังกาย ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ หากมีไข้ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ถ้าไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13444</URL_LINK>
                <HASHTAG>HIV, คุณภาพชีวิตของ, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, พาราเซตามอล, ยาแอสไพริน, ยาโอเซลทามิเวียร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180715/image_big_5b4b392038440.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคควรระวัง..ช่วงฟุตบอลโลก ภัยเงียบของแฟนคลับ..สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วงฟุตบอลโลกเปิดสนาม&amp;rdquo; สิ่งที่ต้องนำมาเตือนคนทั่วไป ตลอดจนผู้สูงวัย คือการดูแลสุขภาพระหว่างลุ้นกีฬา เพราะถ้าหากประมาทและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเส้นเลือดในสมองแตกและตีบ ซึ่งอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพื่อให้การชมกีฬาของผู้สูงวัยเป็นไปอย่างสนุก ขณะเดียวกันก็เซฟสุขภาพไปพร้อมๆ กัน นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ มีคำแนะนำมาเตือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ผู้สูงวัยถือได้ว่าเป็นช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคระหว่างเชียร์ฟุตบอลได้มากที่สุด โดยเฉพาะ &amp;ldquo;โรคเส้นเลือดในสมองแตกและตีบ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โรคเส้นเลือดหัวใจ&amp;rdquo; อันเนื่องจากความดันโลหิตที่พุ่งสูงขึ้นขณะเชียร์กีฬา ประกอบกับในเส้นเลือดของผู้สูงวัยมักจะมีทั้งไขมันและพลัก หรือแบคทีเรียในกระแสเลือด เมื่อ 2 ตัวนี้เจอกัน ไขมันจะดันเชื้อแบคทีเรียให้ไหลตามเส้นเลือด กระทั่งไปอุดตันที่สมอง เมื่อนั้นก็จะทำให้ผู้วัยที่กำลังชมกีฬาเกิดภาวะ &amp;ldquo;เส้นเลือดในสมองตีบ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แตก&amp;rdquo; ได้นั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การรับชมกีฬาฟุตบอลที่ดุเดือดจะทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะความดันโลหิตสูง และเสี่ยงให้เกิดภาวะโรคเส้นเลือดในสมองแตกและตีบได้ในที่สุด)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอาการของ &amp;ldquo;โรคเส้นเลือดในสมองแตกและตีบ&amp;rdquo; จะคล้ายกันคือ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว แขน-ขาตกไม่มีแรง แต่ถ้าหากญาติหรือลูกหลานสามารถพาท่านมาส่ง รพ.ได้ในระยะเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และแพทย์ทำการรักษาได้ทันทีโดยการฉีดยาละลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยก็จะสามารถรอดชีวิตได้ โดยทั่วไปร้อยละ 80% จะพบว่าคนไข้เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่ถ้าผู้สูงอายุมี &amp;ldquo;อาการเส้นเลือดในสมองแตก&amp;rdquo; โอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูงมาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าอาการเกิดในตำแหน่งใด ทั้งนี้ แพทย์จะรักษาโดยการผ่าตัดหากว่ารีบพาผู้ป่วยส่ง รพ.ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองลงมาเป็นโรคที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหากต้องรับชมกีฬาในช่วงเวลาดึก ได้แก่ &amp;ldquo;อาการอ่อนเพลีย&amp;rdquo; ซึ่งจะทำให้เวียนศีรษะ ทั้งจากการนอนไม่เพียงพอและดื่มน้ำน้อย ซึ่งผลจากตรงนี้จะเกิดภาวะ &amp;ldquo;เบื่ออาหาร&amp;rdquo; ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และยังส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ นั่นจะทำให้ป่วยเป็น &amp;ldquo;โรคหวัด&amp;rdquo; ได้ค่อนข้างง่าย ซึ่งหลักๆ ก็จะพบอาการทั้ง 2 ประเภทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นถ้าผู้สูงอายุที่ต้องการชมกีฬาฟุตบอลในช่วงกลางคืนนั้น 1.แนะนำให้นอนหัวค่ำเพื่อตื่นขึ้นมารับชม หรือถ้าหากดูไป 1-2 คู่แล้ว ก็ควรพักเบรกมานอนก่อน หรือเปลี่ยนไปชมคู่ที่ถ่ายทอดช่วงเวลากลางวันแทน 2.ควรดื่มน้ำให้พอ 3.ไม่ควรตั้งใจเชียร์มากเกินไป เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง 4.ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุรับชมเพียงคนเดียว แต่ควรมีลูกหลานอยู่ด้วย เพื่อที่ว่าหากคุณตาคุณยายไม่สบายจะได้รีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11533</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, อาการอ่อนเพลีย, โรคเส้นเลือดหัวใจ, โรคเส้นเลือดในสมองแตกและตีบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b265d4075362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
