<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขตตะวันตก&quot;ประจวบฯ&quot;อุบัติเหตุเยอะสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
31ธ.ค.61-นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 5 กล่าวถึงสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ของเขตสุขภาพที่ 5 นพ.ปานเนตร กล่าวว่า เท่าที่มีการรายงานข้อมูลมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พบว่า ยังไม่มีอะไรน่าผิดสังเกต แต่จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุเยอะสุด ยังคงเป็น จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีคนเสียชีวิต 4 ราย เป็นการเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บยังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย สำหรับสาเหตุที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดอุบัติหตุเยอะสุด เพราะพื้นที่มีลักษณะเป็นแนวยาวลงสู่ภาคใต้ ซึ่งเป็นช่วงกึ่งกลางเส้นทางในการขึ้นและลงภาคใต้ ทำให้คนขับมักเกิดอาการอ่อนเพลียในพื้นที่นี้จากการขับรถมาระยะหนึ่งพอดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.พ.ปานเนตร กล่าวว่า แต่ที่น่าสังเกตปีนี้ยังไม่มีเหตุการณ์รถทัวร์แหกโค้งคว่ำเทกระจาดเลย คาดว่าน่าจะมาจากการที่กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดกับคนขับ โดยใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในการติดตามชั่วโมงขับ และการพักผ่อน และการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับ อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังในคืนวันที่ 31 ธ.ค. เพราะเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุสูงหลังการไปเคาท์ดาวน์ ก็ได้ประสานฝ่ายปกครองและตำรวจในการกวดขันเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งเมาสุรา ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25493</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ประจวบคีรีขันธ์, อุบัติเหตุปัใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4364ce5992.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2รพ.เมืองกาญจน์ฯผนังมีรอยร้าวเล็กน้อย ไม่กระทบโครงสร้าง ยังไมอพยพผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
31ธ.ค.61- นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขตสุขภาพที่ 5 กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.9 ใน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เมื่อคืนวันที่ 30 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า ในส่วนของสาธารณสุข ได้รับรายงานว่า มีโรงพยาบาล 2 แห่งใน อ.ศรีสวัสดิ์ คือ รพ.ศุกร์ศิริศรีสวัสดิ์ และ รพ.ท่ากระดาน โดยทั้ง 2 โรงพยาบาลได้รับผลกระทบมีรอยร้าวที่ผนังเล็กน้อย แต่ไม่เสียหายกับโครงสร้างหลัก ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้ย้ายผู้ป่วยจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ แต่ขณะนี้มีการเฝ้าระวังดูเหตุการณ์เพิ่มเติม และรายงานเข้าระบบสาธารณสุขฉุกเฉินแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;เมื่อถามว่า ต้องเฝ้าระวังแผ่นดินไหวถึงระดับใด จึงจะอพยพผู้ป่วย นพ.ปานเนตร กล่าวว่า ถ้าต้องอพยพจะมีขั้นตอน โดยจะอพยพผู้ป่วยไปยัง รพ.พหลพลพยุหเสนา ที่อยู่ในตัวเมือง ซึ่งเรามีระบบเตรียมความพร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอยู่ แต่อยู่ในช่วงเฝ้าระวังเหตุการณ์ ซึ่งจะมีระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวของจังหวัดอยู่ และเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องแผ่นดินไหวแจ้งเตือนแผ่นดินไหวถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างอาคาร ก็จะอพยพผู้ป่วยไปยัง รพ.พหลพลพยุหเสนา ทันที ซึ่งขณะนี้ รพ.ศุกร์ศิริศรีสวัสดิ์ มีจำนวน 10 เตียง มีผู้ป่วย 4-5 คน ส่วนรพ.ท่ากระดานมี 30 เตียง อัตราการครองเตียง 50% ส่วนนักท่องเที่ยว ไม่มีรายงานอุบัติเหตุจากเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25491</URL_LINK>
                <HASHTAG>2รพ.เมืองกาญจนบุรี มีรอยร้าวผนัง, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ยังไม่อพยพผู้ป่วย แผ่นดินไหวเมืองกาญจนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181231/image_big_5c29d1cb22529.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ&quot; โรคภัยที่ผู้สูงวัยต้องใส่ใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ สาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นกรดในปัสสาวะและภูมิคุ้มกันลดลง รวมถึงมีแหล่งสะสมเชื้อโรคเพิ่มในร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการปัสสาวะเล็ด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้สูงอายุต้องใส่ใจโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของจุดซ่อนเร้น ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรีย จึงทำให้เกิดการอักเสบ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ติดเชื้อส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อไตและท่อไต 2.ติดเชื้อส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตจะมีไข้ ปวดหลังร่วมด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุเกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุลดลง เช่น &amp;nbsp;ผู้ชายจะติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลง ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อย ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างในช่องคลอดสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่ในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมองทำให้ประสาทในการควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้ปัสสาวะค้าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และโรคอื่นๆ เช่น &amp;nbsp;เกาต์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สกานต์ บุนนาค รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุเมื่อมีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดชนิดคลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และควรดื่มน้ำให้มาก อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อขับเชื้อออกจากปัสสาวะ ซึ่งโดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุควรดูแลตัวเองไม่ให้ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ดังนี้ 1.ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจาง และล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง 2.ดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด 3.สวมเสื้อผ้า กางเกงที่โปร่งสบายเพื่อป้องกันการอับชื้น 4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน แอลกอฮอล์ ชา น้ำอัดลม 5.ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันท้องผูกเพราะมีผลต่อการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ อีกทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัย ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20535</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, นพ.สกานต์ บุนนาค, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181023/image_big_5bcf11b0ad28e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเตรียมพร้อมวันนี้ รับมือเข้าสู่วัยสูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจไม่ต่างกับช่วงวัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่น เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้น จึงควรเตรีมความพร้อมดูแลร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับวัยที่เปลี่ยนแปลงว่าก่อนอื่นต้องยอมเข้าถึงและเข้าใจว่า 1.ผู้สูงอายุจะมีภาวะผิวหนังขาดความยืดหยุ่น 2.ระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลงจากการบีบตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง 3.การตอบสนองกำจัดสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจไม่ดี ทำให้ติดเชื้อและสำลักได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ระบบความคิดวิเคราะห์ช้าลง อาจเกิดความจำเสื่อมการได้ยินลง 5.เพศชายอาจขับถ่ายปัสสาวะได้ลำบาก เพศหญิงมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง และทรวงอกสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดการหย่อนคล้อย 6.ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบจากการไม่ได้ใช้งาน ส่งผลให้ความแข็งแรงและการหดตัวของกล้ามเนื้อมีความเสื่อมถอย 7.ระบบทางเดินอาหาร มีโอกาสท้องผูกบ่อย กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยลดลง 8.ผู้สูงอายุจะถ่ายปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมีปริมาณปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น 9.ร่างกายผู้สูงอายุสร้างฮอร์โมนชนิดต่างๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย กระดูกหัก หรือยุบง่ายเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ &amp;nbsp;กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ทำให้อาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล น้อยใจ รู้สึกเหงา เนื่องจากกลัวการถูกทอดทิ้ง ไม่มั่นใจในการทำกิจกรรมต่างๆ จากภาวะที่ร่างกายเสื่อมถอย เกิดความคิดลังเลซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกด้อยค่าจากภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้หรือสูญเสียบทบาทของตนเองจากที่เคยเป็นผู้นำครอบครัวเปลี่ยนมาเป็นผู้พึ่งพิงผู้อื่น ส่งผลให้ผู้สูงอายุบางคนชอบพูดคุยกับคนอื่นๆ บางคนชอบบ่น เอาแต่ใจตนเอง หรือมีลักษณะเก็บตัวร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ได้แก่ ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เพื่อบำรุงและซ่อมแซมร่างกาย ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและทำให้สุขภาพดี ฝึกจิตใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง มีความสุขกับสิ่งใกล้ตัว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18739</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb0c67bbe516.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 19:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 19:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัลไซเมอร์ ปล่อยไว้ไม่รักษา จะประสาทหลอน อาละวาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ส.ค.61-กรมการแพทย์แนะวิธีปฏิบัติตัวชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เริ่มแรกอาการไม่รุนแรง แต่ปล่อยไว้นานอาจประสาทหลอน อาละวาด แนะวิธีปฏิบัติตัวชะลอการเกิดโรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคอัลไซเมอร์คือภาวะสมองเสื่อม ที่พบมากที่สุด เกิดจากการฝ่อตัวของสมอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมองบริเวณนั้น ๆ โดยเฉพาะสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา อาการของโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้น จะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรง เช่น ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำอะไรซ้ำ ๆ หลายครั้ง อารมณ์แปรปรวน ระยะกลางคือผู้ป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ จำชื่อของคนรู้จักไม่ได้ ทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายขั้นตอนได้ยากขึ้น ระยะสุดท้ายเป็นระยะที่อาการของโรครุนแรงมากขึ้น โดยมีอาการประสาทหลอน อาละวาด เรียกร้องความสนใจ มีอาการชัก ทั้งนี้ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะซึมเศร้า ความเครียด ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งแพทย์จะสามารถช่วยตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันมีเพียงการใช้ยารักษาและการดูแล ที่จะช่วยบรรเทาอาการด้านความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยได้เพียงชั่วคราว หรืออาจช่วยให้พัฒนาการของโรคช้าลงได้ในบางราย โดยการดูแลรักษา ได้แก่ 1. การวางแผนดูแลผู้ป่วย โดยแพทย์ร่วมกับสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งจะมีการพูดคุยสอบถามถึงสิ่งที่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลอาจต้องการความช่วยเหลือ 2. สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย มีการปรับสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต 3. การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจให้ผู้ป่วยเดินเป็นประจำทุก ๆ วัน เพื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเดิน อาจขี่จักรยานอยู่กับที่หรือ ออกกำลังกายโดยนั่งบนเก้าอี้แทน 4. การรับประทานอาหาร ควรเสริมด้วยน้ำปั่นจากผลไม้ผสมนมหรือโยเกิร์ตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีแคลอรีสูง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 5. การใช้ยารักษา แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการบางชนิดและชะลอการพัฒนาของโรค 6. การบำบัดทางจิต โดยนักจิตวิทยา เช่น การกระตุ้นสมองช่วยปรับปรุงความสามารถด้านความทรงจำ ทักษะการแก้ปัญหา รวมทั้งการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด สาเหตุการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรค แต่มีวิธีที่อาจช่วยชะลอการเริ่มต้นของโรคด้วยการปฏิบัติดังนี้ เลิกสูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ใน 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคุมระดับความดันโลหิต และที่สำคัญควรฝึกการทำงานของสมอง เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี เล่นกีฬา เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15872</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, โรคอัลไซเมอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c05ed746ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านหลังนี้...ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านคือวิมานของทุกคน โดยเฉพาะบ้านที่มีสมาชิกครบทั้งพ่อแม่ลูก ...ข้อความนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่ในชีวิตประจำวันแล้ว บ้านที่จะได้ชื่อว่าเป็นวิมานได้นั้นคงต้องมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับความปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ด้วยสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เราพบว่ามีปัญหาการหกล้มของผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องของสุขภาวะภายในครอบครัวที่สามารถช่วยเหลือและป้องกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;quot; คุณหมอกล่าว และสรุปได้ว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือ การออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดิน ทั้งนี้ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุสามารถนำไปปฏิบัติเอง เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เป็นต้น ยกเว้นบางรายที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นอกจากการออกกำลังกาย ยังพบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เหมาะสม จะช่วยลดการบาดเจ็บ หกล้มในผู้สูงอายุได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวว่า การปรับปรุงบ้านให้มีความปลอดภัยสำหรับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุหกล้ม ลื่นล้ม เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 3 คน ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบ้าน เริ่มตั้งแต่ทางเข้า ประตูเข้า-ออก ติดราวจับบันได ปรับพื้นลาด รื้อพื้นที่กีดขวาง เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้องนอนต้องมีไฟส่องนำทางสายตา ระดับเตียงนอนต้องสูงจากพื้นพอดีเข่าให้ลุกนั่งได้ง่าย จุดเสี่ยงที่สุดคือ ห้องน้ำต้องมีราวจับและพื้นกันลื่น มีเก้าอี้นั่งเสริมอาบน้ำ ตลอดจนปรับเปลี่ยนสุขภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ซึ่งบั้นปลายชีวิตผู้สูงอายุใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเป็นหลัก ในขณะที่ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การสร้างสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยจะช่วยลดการบาดเจ็บ หกล้มได้ และสำคัญที่สุด คือ ความรัก ความเอาใจใส่ ตอบแทนพระคุณผู้สูงอายุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15479</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b7428de5246b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะสว.ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคพบบ่อยในทุกกลุ่มอายุ แต่ระบาดมากในฤดูฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิต้านทานน้อย อาจมีอาการแทรกซ้อน บางรายถึงขั้นเสียชีวิต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การติดต่อของโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่กระจายไปยังบุคคล บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อน เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของโรคและอาการแทรกซ้อน แนะ 7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ 1.หญิงที่มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หอบหืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ 7.ผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอระบุว่า สามารถรับบริการได้ทุกสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2561 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับจะครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่รวม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.ชนิด A (H1N1) 2.ชนิด A (H3N2) 3.ชนิด B โดยมีผลในการป้องกันร้อยละ 60-70&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการป่วยมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยมีไข้สูง ตัวร้อน หนาว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่หลังต้นแขน ต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบอาจทำให้หายใจเร็ว เหนื่อย หอบ และเสียชีวิตได้ สำหรับการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ แต่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ คือยาโอเซลทามิเวียร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรดูแลตนเอง ดังนี้ นอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ควรออกกำลังกาย ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ หากมีไข้ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ถ้าไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13444</URL_LINK>
                <HASHTAG>HIV, คุณภาพชีวิตของ, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, พาราเซตามอล, ยาแอสไพริน, ยาโอเซลทามิเวียร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180715/image_big_5b4b392038440.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
