<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>23735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟ.ฟันสะอาดจัง ปัญหาเด็กที่ไม่เล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2560 พบว่า กว่า 50% ของเด็กไทยมีฟันผุก่อนเข้าชั้นอนุบาล ทั้งนี้ โรคฟันผุมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย โดยฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นเมื่อเด็กอายุราว 6-7 เดือน เด็กแต่ละคนมีฟันซี่แรกอาจขึ้นเร็วหรือช้าต่างกัน บางคนมีฟันซี่แรกอาจจะขึ้นตั้งแต่ 3 เดือน หรือบางคนอาจขึ้นหลังจากอายุครบ 1 ขวบปีไปแล้ว แต่ไม่พบบ่อยนัก การขึ้นของฟันน้ำนมมักจะเริ่มจากฟันหน้าล่าง แล้วขึ้นไปที่ฟันหน้าบน ทยอยขึ้นจนมีฟันน้ำนมครบ 20 ซี่ เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบครึ่งถึง 3 ขวบ ในช่วง 1-4 ปี จึงเป็นช่วงสำคัญในการวางรากฐาน สุขภาพช่องปากที่ดีสำหรับลูกน้อย เริ่มต้นการรักษาสุขภาพช่องปากตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปรากฏมีข่าวมากมายและเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ ถึงความพยายามในการรักษาความงามของช่องปากด้วยนวัตกรรมการจัดฟัน จนเป็นเหตุให้เยาวชนส่วนหนึ่งตกเป็น &amp;quot;เหยื่อ&amp;quot; ของความอยากสวยอยากงามจากเทรนด์หรือแฟชั่นการจัดฟัน ฟอกฟัน และการใช้สิ่งประดับฟัน ทั้งๆ ที่ความสะอาดต่างหากคือสัญลักษณ์ที่งดงามของฟัน และจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การดูแลสุขภาพฟัน&amp;rdquo; สำหรับวัยวัย 1 -4 ขวบ&amp;rdquo; ถือเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากการบดเคี้ยวแล้ว การปล่อยให้เด็กเล็กฟันผุอาจส่งผลต่อการติดเชื้อ และแม้ว่าในบ้านเราจะยังไม่มีรายงานว่ามีเด็กไทยเสียชีวิต แต่ในต่างประเทศมีข่าวในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กที่ต้องนอนรักษาตัวเป็นเวลานาน เพราะการติดเชื้อจากปัญหาฟันผุก่อนวัยอันควร เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันในเด็กเล็กแฝงตัวอยู่ในช่องปากตั้งแต่เด็กคลอดจากครรภ์มารดา ทพญ.ดาราวรรณ หอมรสสุคนธ์ ทันตแพทย์เด็ก รพ.กรุงเทพ กล่าว และให้ข้อมูลอีกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หน้าที่ของฟันน้ำนมใช้เพื่อบดเคี้ยวอาหาร ให้ความสวยงาม ความมั่นใจให้กับเด็ก สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น ช่วยในการออกเสียงที่ไพเราะ และที่สำคัญคือช่วยเก็บที่ให้กับฟันแท้ที่จะขึ้นมาในวันข้างหน้า ในช่วงวัยเด็กเล็กที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย พร้อมๆ กับการเจริญเติบโตของฟันและขากรรไกร ควรมีการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยไปด้วยกัน ควรแยกเวลาทานนมและเวลานอนออกจากกัน ซึ่งเด็กมีโอกาสฟันผุมากขึ้น หากปล่อยให้เด็กดูดนมหลับคาอกหรือหลับคาขวด และตื่นขึ้นมาดื่มนมในเวลากลางคืน ไม่แนะนำให้ใช้เครื่องดื่มรสหวานใส่ขวดนม หรือใช้นมปรุงแต่งรส น้ำหวาน น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้ฟันผุลุกลามอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแนะนำให้มีการทำความสะอาดฟันและช่องปากร่วมกับการพบทันตแพทย์สำหรับเด็ก ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรือไม่เกิน 6 เดือนหลังฟันซี่แรกขึ้น และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานอายุตั้งแต่ 6 เดือนไป (เริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น) หรืออย่างช้าคือเด็กอายุ 1 ขวบไปพบคุณหมอฟัน เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุในเด็กเล็กจะอยู่ในช่องปากตั้งแต่เด็กคลอดจากครรภ์มารดา เพราะหากรักษาฟันน้ำนมได้โดยไม่ผุ จะทำให้ฟันน้ำนมช่วยปกป้องขากรรไกรเพื่อให้ฟันแท้ขึ้น (ขึ้นอายุ 6 -7 ขวบปี) ได้อย่างสมบรูณ์และสวยงาม หรือฟันน้ำนมทำหน้าที่เป็นหมุด สำหรับจองพื้นที่ให้กับฟันแท้นั่นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทพญ.ดาราวรรณ หอมรสสุคนธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทพญ.ดาราวรรณ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;โรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ง่ายที่สุด มักเกิดจากเชื้อโรคกลุ่ม Strep mutans ซึ่งมีการใช้น้ำตาลแล้วผลิตเป็นกรด ทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุของโครงสร้างฟัน เชื้อโรคกลุ่มใหญ่นี้พบได้ทั้งในช่องปากตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้น และส่งต่อได้จากแม่ แต่โรคฟันผุก็สามารถป้องกันได้หากผู้ปกครองได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากทันตแพทย์ โดยแนะนำให้พบทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อเด็กมีอายุครบ 1 ขวบ โดยทันตแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุของเด็ก พิจารณาการใช้ฟลูออไรด์ที่เหมาะสม ในการให้ฟลูออไรด์เสริมตามความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ ทันตแพทย์จะสอนวิธีทำความสะอาดช่องปากและฟัน เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถได้ฝึกปฏิบัติจริงในเด็ก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันตรายอย่างแรกสำหรับการที่เด็กเล็กฟันผุ เริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่าง ฟันไม่สวย บดเคี้ยวอาหารลำบาก เนื่องจากว่าฟันผุเกิดจากเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคก็จะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเด็กเล็ก ถ้าดูแลไม่สมบูรณ์ หรือถ้าเป็นเล็กน้อย เช่น อาการเป็นหนองที่ปลายรากฟัน จะพบได้ที่บริเวณเหงือก หรือหากเป็นมากขึ้นก็จะพบกลุ่มหนองบริเวณเหงือก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการบวมทั้งใบหน้าและขึ้นตา และเป็นไปได้ว่าขึ้นสมองบ้างก็มีเหตุการณ์ดังกล่าวในต่างประเทศ และหากถามว่าอันตรายเป็นมากแค่ไหน เนื่องจากเป็นการติดเชื้อก็จะทำให้เด็กกินอาหารไม่ได้ และต้องนอน รพ.นาน อีกทั้งเคยมีเคสว่ามีอันตรายถึงขึ้นชีวิต ส่วนตัวหมอยังไม่พบ เพราะทางรพ.กรุงเทพเองก็พยายามเน้นย้ำให้ดูแลสุขภาพฟันเด็กและช่องปาก หรือยังไม่เคยเจอในเด็กไทย แต่การลดปัญหาฟันผุในเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองควรให้ความใส่ใจและป้องกันแต่เนิ่นๆ ค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการจัดฟันสำหรับเด็กเล็ก สำหรับบ้านเราจะค่อนข้างพบได้น้อย หรือคิดเป็นประมาณ 10% ทั้งนี้ สาเหตุของการจัดฟันในเด็กเล็กมาจากการวินิจฉัยของแพทย์เรื่องจากการปรับโครงสร้างของขากรรไกร เนื่องจากขากรรไกรอาจไม่สมดุลกันของฟันบนกับฟันล่าง หมอจะใส่เครื่องมือช่วยปรับ หรือเด็กบางคนกลืนและดูดนิ้ว ใช้วิธีปรับพฤติกรรมไม่เหมาะสม แต่เด็กไทยว่าง่ายก็ค่อนข้างจะได้รับความร่วมมือ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเล็กจัดฟันค่อนข้างน้อยค่ะ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ เนื่องจากความสวยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งในการจัดฟันตั้งแต่เด็กหรืออายุไม่เกิน 10 ปี ที่สามารถพบได้เช่นกัน แต่อาจจะน้อยค่ะ ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรรับทราบข้อมูลอีกอย่างหนึ่งว่า บางครั้งถ้าจัดฟันในเด็กที่อายุยังน้อย เมื่อโตขึ้นอาจจำเป็นต้องจัดอีกรอบค่ะ ดังนั้นถ้าอยากให้แนะนำคือ ควรรอให้เด็กอายุตั้งแต่ 12-13 ปีขึ้นไปควรจัดฟันจะดีที่สุดค่ะ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กค่ะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกได้ว่าการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กเล็กอายุ 1-4 ปี โดยเฉพาะการป้องกันฟันผุเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยต้องเริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนที่มีฟันน้ำนมขึ้น ดังนั้นการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมอย่าง แปรงสีฟันที่มีด้ามตรง ไม่ต้องแฟนซีมาก อีกทั้งมีขนแปรงอ่อนนุ่ม ทำจากไนลอน ก็ถือเป็นคฑาวิเศษในการดูแลสุขภาพช่องฟันในเด็กเล็กที่ดี รวมถึงท่าแปรงฟันที่ถูกต้องสำหรับคุณน้องๆ หนูๆ ก็สำคัญเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากการเลือกแปรงฟันที่เหมาะสมแล้ว ในเด็กอายุ 6 เดือนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มทำความสะอาดช่องปาก โดยการที่ผู้ปกครองใช้ผ้ากอซสะอาด จากนั้นชุบน้ำและเช็ดบริเวณเหงือกหรือช่องปากที่แม้จะยังไม่มีฟัน หลังจากที่เด็กดื่มนม นอกจากนี้ หากลูกอายุ 1 ขวบปี อันที่จริงแล้วพ่อแม่สามารถสอนให้ลูกบ้วนปากหลังรับประทานอาหารได้เอง เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กอายุดังกล่าวสามารถหยิบจับอาหารเหลวรับประทานได้เอง หรือช่วยเหลือตัวเองได้อย่างง่ายๆ แต่พ่อแม่หลายคนไม่ทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการแปรงฟันที่ถูกต้องนั้น หมอแนะนำว่า 1.ให้ลูกนอนตักคุณแม่และเงยหน้าขึ้น หรือจะใช้วิธีให้ลูกนั่งหันหน้าเข้ามาแม่ และเงยหน้าขึ้น 2.ให้แปรงฟันที่บริเวณขอบเหงือก โดยการขยับถูสั้นๆ เบาๆ พร้อมกับนับ 1-10 (แปรงด้านนอก) เพราะเชื้อโรคจะอยู่บริเวณเหงือกหรือคอฟันนั่นเอง (การแปรงที่ฟันของเด็กเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง) 3.จากนั้นให้สลับทำด้านในของช่องปาก โดยการขยับถูแปรงสั้นๆ ที่บริเวณขอบเหงือกด้านในเช่นกัน 4.ขยับการแปรงฟันลูกน้อยสู่ด้านบนของบริเวณช่องปากด้านใน โดยทำซ้ำในลักษณะเดิม ที่สำคัญต้องแปรงฟันลูกน้อยให้ได้ 2 นาที&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการดูแลช่องปากที่ถูกต้อง ทพญ.ดาราวรรณ บอกถึงการหลีกเลี่ยงสาเหตุของปัญหาฟันผุที่สำคัญนั้น โดยทันตแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุของเด็ก และพิจารณาการใช้ฟลูออไรด์ที่เหมาะสม ในการให้ฟลูออไรด์เสริมตามความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ โดยในเด็กเล็กแนะนำให้ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณน้อยไม่เกินหนึ่งเมล็ดข้าวสาร แล้วใช้ผ้าสะอาดช่วยเช็ดฟองออก เพื่อป้องกันการกลืนยาสีฟันในเด็ก การรับประทานอาหารระหว่างมื้อไม่ควรเกิน 2 ครั้งต่อวัน หลีกเลี่ยงการให้ขนมกรุบกรอบ ขนมถุง ลูกอม เยลลี่ น้ำหวาน น้ำอัดลม ฝึกรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ในช่วงนี้ต้องประเมินว่า เด็กมีนิสัยติดจุกนมปลอม ดูดนิ้ว เม้มหรือกัดริมฝีปาก กัดเล็บหรือไม่ ถ้ามีควรเข้ารับการปรึกษาจากทันตแพทย์ เพื่อแนะนำการปรับเปลี่ยนนิสัยดังกล่าวที่อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพฟันและช่องปากค่ะ&amp;rdquo; .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.พรเทพ สวนดอก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พัฒนาการเด็กกำหนดอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลด้านร่างกายและจิตใจในเด็กอายุแรกเกิด-6 ปีก็สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้เติบโตในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า &amp;ldquo;เด็กมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละระยะเป็นลักษณะเฉพาะ พัฒนาการ 4 ด้านของเด็ก ได้แก่ การศึกษาปฐมวัย เป็นการศึกษาเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี และเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กความต้องการของเด็ก สอนให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ฝึกพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน เช่น พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านสังคม พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการทางด้านจิตใจ เด็กจะเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กระทั่งหลังคลอด ร่างกายและสมองจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วง 0-6 ปีแรกของชีวิต ขบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ การเจริญเติบโตและพัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้านวุฒิภาวะ (maturity) ของอวัยวะระบบต่างๆ และตัวบุคคล ทำให้เพิ่มความสามารถของบุคคลในการทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำสิ่งที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ตลอดจนการเพิ่มทักษะและความสามารถในการปรับตัวในภาวะใหม่ของบุคคล พัฒนาการของเด็กแบ่งออกเป็น 4 ด้าน 1. พัฒนาการด้านร่างกาย การบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ชอบปีนป่ายเตะบอล สามารถขี่จักรยานสามล้อได้ 2.พัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กสามารถที่จะใช้สัญลักษณ์แทนวัตถุและสถานที่ได้มีทักษะการใช้ภาษาอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ สามารถที่จะอธิบายประสบการณ์ของตนได้ โดยเด็กในวัยนี้สามารถที่จะวาดภาพพจน์ในใจได้ รวมถึงการใช้ความคิดหรือสร้างจินตนาการและการประดิษฐ์ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของเด็กในวัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณครูส่งเสริมให้เด็กใช้การคิดประดิษฐ์ในการเล่าเรื่องหรือการวาดภาพ ก็จะช่วยพัฒนาการด้านนี้ของเด็กได้มากยิ่งขึ้น 3. พัฒนาการด้านอารมณ์ เด็กในวัยนี้เริ่มมีลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่ คือ โกรธ อิจฉา กังวล ก้าวร้าว พอใจ เป็นต้น 4.พัฒนาการด้านสังคม เด็กจะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่รองเท้าเอง บอกเวลาขับถ่าย เข้าห้องน้ำเองและทำความสะอาดหลังขับถ่ายเองได้ ทั้งนี้ เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวเพื่อให้สังคมยอมรับ ทำตัวให้เข้ากลุ่มได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพัฒนาการของเด็กวัย 1-4 ปี ได้แก่ วัย 1 ปีเริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมาย เช่น พ่อ แม่ เลียนเสียง ท่าทางและเสียงพูดได้ พัฒนาการของเด็กวัย 1 ปี 3 เดือน ชี้ส่วนต่างๆ ของร่างกายตามคำบอก ดื่มน้ำจากถ้วย พัฒนาการของเด็กวัย 1 ปี 6 เดือน เริ่มเดินได้คล่อง รู้จักขอ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ พัฒนาการของเด็กวัย 1 ปี 8 เดือน พูดแสดงความต้องการ พูด 2-3 คำติดต่อกัน เริ่มพูดโต้ตอบ พัฒนาการของเด็กวัย 2 ปีสามารถเรียกชื่อสิ่งต่างๆ และคนที่คุ้นเคย ตักอาหารกินเอง พัฒนาการของเด็กวัย 2 ปี 6 เดือน ซักถาม พูดคำคล้องจอง เลียนแบบท่าทาง หัดแปรงฟัน พัฒนาการของเด็กวัย 3 ปี จะบอกชื่อและเพศตนเองได้ รู้จักให้และรับ รู้จักรอ พัฒนาการของเด็กวัย 4 ปี เริ่มซักถามคำว่า &amp;ldquo;ทำไม&amp;rdquo; สามารถล้างหน้า แปรงฟันเองได้ บอกขนาด ใหญ่ เล็ก ยาว สั้น และเล่นรวมกับคนอื่นโดยรอตามลำดับก่อนหลังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เด็กต้องการการดูแลที่ใกล้ชิด เพื่อความสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ พัฒนาการ และพฤติกรรม ผู้ปกครองและคนใกล้ชิดควรใส่ใจดูแลสุขภาพเด็กตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงขึ้นในอนาคต รวมทั้งเรื่องของสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย โรคฟันผุในเด็กเล็กมักเกิดขึ้นได้เพราะเด็กกับขนมหวานเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก และโรคฟันผุถือเป็นโรคติดเชื้อที่พบมากในประชากรเด็กไทย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพญ.ดาราวรรณ หอมรสสุคนธ์, นพ.พรเทพ สวนดอก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคฟันผุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a570c8c884.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
