<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าการ์ดตกลุ้นเลิกฉุกเฉินก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันแรกผ่อนคลายเฟส 3 หลายกิจกรรมทั่ว ปท.คึกคัก &amp;quot;ศบค.&amp;quot; เผยมีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย ข่าวดี! 7 วันที่ผ่านมาไม่พบติดเชื้อในประเทศ แต่ขอ ปชช.การ์ดอย่าตก แย้มหากเดือนมิ.ย.สถานการณ์ดีขึ้นเดือน ก.ค.ลุ้นเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; เล็งเพิ่มเงิน 500 บาทให้ &amp;quot;อสม.&amp;quot; พร้อมเทงบ 2 แสนบาท จัดซื้อเครื่องมือแพทย์เสริมประสิทธิภาพ &amp;quot;รพ.สต.&amp;quot; ตำรวจเข้มคุมอาชญากรรมซ้ำเติมโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกในการเริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในระยะ 3 หลายกิจกรรมได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความคึกคักทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดสงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจการที่ได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการในเฟส 3 เริ่มเปิดร้านอีกครั้งเป็นวันแรก เช่น ร้านนวดเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มของร้านนวดเพื่อสุขภาพของคนตาบอด อาทิ ร้านนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ โดยคนตาบอดของนายธีระพงษ์ รักษายศ อายุ 49 ปี และนางวรรณี &amp;nbsp;สว่างจันทร์ อายุ 46 ปี สองผัวเมีย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 65 ถนนประชาอุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งสองคน เริ่มเปิดร้านเป็นวันแรกตั้งแต่ช่วงเช้า และมีลูกค้าโทร.เข้ามาจองคิวใช้บริการนวดทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ทางร้านได้ปรับรูปแบบการบริการใหม่ เน้นเรื่องความสะอาดตามมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการวางเจลล้างมือไว้หน้าร้าน เตรียมหน้ากากอนามัยใหม่ให้ลูกค้าที่อาจจะลืมใส่มา และเว้นระยะห่าง และต้องโทร.มาจองก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้ามารอลดความแออัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีระพงษ์ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน และเป็นนายกสมาคมส่งเสริมอาชีพคนตบอดภาคใต้ กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้กลับมาเปิดร้านอีกครั้งหลังจากที่ต้องหยุดยาวมากว่า 1 เดือน ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาบ้าง จากที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ และได้ช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมซึ่งล้วนเป็นผู้พิการทางสายตาที่ประกอบอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ยะลา บรรยากาศที่ด่านตรวจบ้านคลองทรายใน ต.ยุโป อ.เมืองฯ จ.ยะลา ซึ่งเป็นด่านหลักที่ผ่านเข้า-ออกจังหวัดยะลา รอยต่อกับ จ.ปัตตานี และเส้นทางสู่ จ.สงขลา ประชาชนยังคงทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่อง หลังทราบข่าวว่าทางจังหวัดยะลาได้มีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ตามแนวทางของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรุ่งเรือง จันทร์แสงดี เจ้าหน้าที่ปกครองชำนาญงาน รักษาการหัวหน้าด่านตรวจคลองทรายใน กล่าวว่า ทางด่านได้ดำเนินการตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ในการที่ผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ แต่ในการเดินข้ามจังหวัดนั้น ก็ยังคงมาตรการในการดูแลและป้องกันตัวเองในการป้องกันเชื้อโรคในระหว่างที่เดินทาง คือต้องมีมาตรการในการสวมหน้ากากอนามัย ทางเจ้าหน้าที่จะมีการสุ่มตรวจ แนะนำขั้นตอนวิธีปฏิบัติ วิธีการเดินทางระหว่างจังหวัดอย่างไรให้ปลอดภัย คือจะผ่อนปรนให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.จันทบุรี น.ส.วณิชา วัฒนพงษ์ เจ้าของกิจการการแสดงโลมาแสนรู้ ได้เตรียมพร้อมที่จะกลับมาเปิดให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมความน่ารักของปลาโลมาแสนรู้ การให้อาหารปลาหมอยักษ์ การให้นมปลาคาร์พ การชมการเลี้ยงหอยนางรม รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีกครั้ง หลังได้ปิดชั่วคราวมากว่า 2 เดือนเศษ โดยกำหนดเปิดในวันที่ 13 มิ.ย.63 ซึ่งการเปิดให้เข้าชมโลมาแสนรู้ ทางผู้ประกอบการก็ยังคงมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 จัดสถานที่โซนอัศจรรย์ในการนั่งชมออกเป็นสีๆ และเว้นระยะห่าง 1.20-1.50 เมตร การจัดวัดอุณหภูมิผู้ที่จะเข้ามาชม จัดเจลล้างมือไว้ให้ผู้ที่จะเข้าชมได้ล้าง การสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า รวมทั้งการนำเอาเเอปฯ ไทยชนะเข้ามาสแกนด้วย&amp;nbsp;
คึกคักรับผ่อนปรนเฟส 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านมาตานวดแผนไทย ส่งเสริมสุขภาพด้วยศาสตร์และศิลป์ ตั้งอยู่เลขที่ 129 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอ่างทอง กิจการร้านนวด กลับมาเปิดบริการตามปกติ หลังถูกปิดมานานเกือบ 3 เดือน หลังจากที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันในรอบที่ 3 ซึ่งรวมถึงร้านนวดแผนไทยที่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น ที่ศูนย์อาหารและบริการ 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือคอมเพล็กซ์ มข. นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าฯ จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ภายหลังจากที่ ศบค.ได้กำหนดมาตรการการผ่อนปรนระยะที่ 3&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนระยะ 3 วันแรก จากการตรวจสอบพบทุกจุดปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และทุกคนขอบคุณรัฐบาลที่ได้คลายล็อกและให้ผู้ประกอบการได้กลับมาให้บริการอีกครั้งบนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดจะออกตรวจสถานประกอบการที่ได้รับการผ่อนปรน ทุกร้านตามประกาศในภาพรวมทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยประจำวันว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 43 ปี เดินทางกลับมาจากรัสเซีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. และพักอยู่ในสถานกักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจเชื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ไม่พบเชื้อ แต่ตรวจซ้ำอีกครั้งวันที่ 31 พ.ค. พบเป็นโควิด-19 โดยไม่แสดงอาการ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,082 ราย หายป่วยสะสม 2,965 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังอยู่ที่ 57 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับจนถึงวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่พบผู้ป่วยรายใหม่ในสถานกักตัวของรัฐ แต่ไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ แต่ 7 วันยังไม่น่าไว้วางใจ ต้องไม่พบการติดเชื้อในประเทศอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ โดยวันนี้เราเข้าสู่การผ่อนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายเป็นกิจการ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลางไปถึงสูง จะมีความตึงกับความหย่อนเกิดขึ้น เราเพิ่งไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศได้แค่ 7 วัน ประชาชนจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเหมือนเดิม เพราะความเสี่ยงยังอยู่กับท่าน และ 5 มาตรการหลักยังต้องเข้มข้นเหมือนเดิม&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อใน 2 สัปดาห์ล่าสุด พบเป็นอาชีพรับจ้างทั่วไป ฟรีแลนซ์มากที่สุด รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา และพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่กลับมาจากต่างประเทศ ขณะที่ยอดตรวจเชื้อถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการตรวจไปแล้ว 420,529 ตัวอย่าง โดยพยายามปิดช่องว่างหรือข้อสงสัยที่ว่าเราตรวจน้อย โดยพยายามเข้าไปตรวจในกลุ่มสงสัยต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ญี่ปุ่นเตรียมเปิดให้คนไทยสามารถเข้าประเทศได้ ซึ่งมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่เข้าญี่ปุ่นได้คือ ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อกลับมาไทยแล้วจะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัวเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรานำมาเรียนรู้ นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มิ.ย. จะมีผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 3 เที่ยวบิน 355 คน และวันที่ 2 มิ.ย. มี 3 เที่ยวบิน 455 คน เราพยายามจะปรับเพื่อรองรับให้ได้วันละ 500 คน&amp;quot; โฆษก ศบค.กล่าว
เตือน ปชช.อย่าการ์ดตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนแพลตฟอร์มไทยชนะ.com มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133,694 ร้าน มีจำนวนผู้ใช้งาน 18,587,269 คน ส่วนแอปพลิเคชันไทยชนะ มีผู้ดาวน์โหลดแล้ว 120,076 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยระบุว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวดี ใช้สะดวก จะให้ฝ่ายปกครองในระดับจังหวัดนำมาใช้งาน การผ่อนคลายในระยะที่ 3 เมื่อมีความเสี่ยงสูง ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อไปไหนมาไหน หากเช็กอินถ้ามีผู้ติดเชื้อในพื้นที่นั้นๆ จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาสอบถาม นี่ถือเป็นทางรอดที่ต้องทำ แล้วมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 จะตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า มีข่าว ศบค.หารือเรื่องวันหยุดชดเชยสงกรานต์ที่เลื่อนมาจากเดือน เม.ย. โดยจะให้หยุดชดเชยในเดือน ก.ค. ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องของช่วงเวลาในอนาคตถูกกำหนดโดยปัจจุบัน ในเดือน ก.ค.จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ก็อยู่ที่ผลของการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และ 4 จึงต้องขอความร่วมมือในการดูแลสุขลักษณะของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การ์ดต้องไม่ตกเหมือนก่อน การผ่อนคลายในระยะที่ 1 และ 2 แต่ปัจจุบันหลายคนใส่หน้ากากน้อยลง รถเริ่มกลับมาติด มีแนวโน้มเรื่องการป้องกันลดลงทุกด้าน อีกทั้งยังจะมีโรคตามฤดูกาลเข้ามาอีก เราจึงหวังให้เดือน มิ.ย.ผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าผ่านการผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 ไปอย่างเรียบร้อย ในเดือน ก.ค.ก็จะได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวันหยุด นี่คือความหวังและความฝันที่เราจะทำร่วมกัน เราจะได้ไปเที่ยวทะเลที่มีหาดทรายที่ขาวกว่าเดิมก่อนใคร ขอให้เราผ่านเดือนนี้ไปให้ได้ ทุกอย่างจะกลับคืนมา&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงการใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันไทยชนะว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 18.5 ล้านคน &amp;nbsp;ขณะที่มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133.694 ร้าน ขณะที่แอปพลิเคชันไทยชนะมีผู้ดาวน์โหลดและลงทะเบียนยืนยันแล้ว 120,076 คน ส่วนการประเมิน 5 ข้อมีผู้ให้ความร่วมมือกว่า 20 ล้านครั้ง ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยเข้าใจมาตรการ 5 ข้อเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวว่า หลังมีการผ่อนปรนกิจการระยะที่ 3 ขณะนี้ประชาชนเริ่มผ่อนปรนตามมาตรการต่างๆ ที่มีการผ่อนปรน อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในส่วนของสถานประกอบการที่เข้าร่วมกับ Thaistop Covid รวมทั้งสิ้น 40,455 แห่ง ปรากฏว่ามีหลายกิจการที่ผ่านเกณฑ์กว่า 80% แต่ในส่วนของร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ พบมีไม่ผ่านเกณฑ์การป้องกันโรคกว่า 1 ใน 4 &amp;nbsp;ส่วนของฝั่งโรงเรียนที่กรมอนามัยได้ทดลองเปิด มีเกณฑ์ที่ไม่ผ่านกว่าครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเมื่อสถานประกอบการเปิดพร้อมกับโรงเรียน จะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะกับคนที่บ้าน ซึ่งจะต้องทำวิธีให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านไม่ไปเอาเชื้อจากข้างนอกเข้ามา ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ ปฏิบัติตามที่สถานประกอบการกำหนดให้เต็มที่ เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมาในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการประกาศปิดโรงเรียนกว่า 500 แห่งหลังจากที่พบว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นอีกครั้ง ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะมีเด็กที่ติดเชื้อน้อย แต่ก็ต้องระวังการนำเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้&amp;quot; รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่ง ก็สามารถพูดได้ว่าเราสามารถควบคุมโรคได้ แต่ถ้าถามว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือยังนั้น ยังเร็วเกินไป ส่วนสถานการณ์ข้างหน้า ถ้าทุกคนยังคงช่วยกันดูแล มีความพยายามที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ในลักษณะแบบนี้ ต่อไปก็คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยในระดับต่ำต่อเนื่อง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราพลาด หรือเผลอให้มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมาก และถ้ามีผู้ป่วยหลุดเข้าไปได้โอกาสที่จะเจอสถานการณ์กลับมาเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเตือนผู้ที่ใส่เฟซชิลด์โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัยด้วย จะไม่ป้องกันทั้งตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าอยู่ใกล้กับผู้ที่ไม่สบาย โอกาสที่จะติดเชื้อจะเท่ากับการที่ไม่ใส่อะไรเลย&amp;quot; รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
จัดงบให้&amp;#39;อสม.-รพ.สต.&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถของการบริหารจัดการคัดกรองและกักตัวควบคุมโรคให้สามารถรับคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศต่อวันได้มากขึ้น จาก 400 คน เป็น 500 คน โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ เจ้าหน้าที่และชุดแพทย์ให้เพียงพอ สามารถรองรับการปฏิบัติได้ภายใน 5 มิ.ย.63 เพื่อให้สามารถรับคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ กลับประเทศได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการบริหารงบประมาณ 45,000 ล้านบาทในส่วนที่จะต้องนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นว่า สธ.ได้ร่วมประชุมหารือกับทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรที่ทำงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์​ เพื่อให้การใช้งบประมาณจำนวนนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด และจะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณทุกรายการที่มีการใช้จ่ายว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ทุกคนตระหนักดีว่าเงินที่จะนำไปใช้นี้ เป็นเงินกู้ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ การจะใช้เงินทุกบาทต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมนำเสนอมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า 2 โครงการแรกที่ได้ให้นโยบายแก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คือ 1.เพิ่มค่าตอบแทนการทำงานให้แก่ อสม.ท่านละ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.63 จนถึงเดือน ก.ย.64 เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าปฏิบัติงานให้ อสม.ทุกคน ซึ่งเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว สามารถทำงานป้องกันและควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ด้วยการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ สำหรับให้บริการประชาชน เพื่อที่ประชาชนจะใช้บริการ รพ.สต.ได้มากขึ้น และลดความแออัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ลดความเสี่ยงทั้งการแพร่เชื้อและการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ โดย สสจ., หมออนามัย และ อสม.ร่วมกันพิจารณาว่า รพ.สต.แต่ละแห่งมีความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์อะไรบ้าง ซึ่งจะให้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อ 1 รพ.สต. ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.แต่ละแห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับการใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านการแพทย์​ ยา และวัคซีน เพื่อให้บริการรักษาผู้ป่วยนั้น ระบบการแพทย์ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้ดีมาก แต่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา ประมาทไม่ได้ การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของแพทย์​ เป็นเรื่องที่จำเป็น การสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย และยา เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ สำคัญที่สุดคือการพัฒนาวัคซีน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองของกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการกันอยู่&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงมาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 3 ที่มีการปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเหลือ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 23.00-03.00 น. ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนมาตรการ ตรวจสอบ ป้องกัน ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ตามนโยบายรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.กำหนดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงขึ้นอีก พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และหน่วยร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วน ในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67575</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระพงษ์ รักษายศ, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, นพ.บัญชา ค้าของ, นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, วณิชา วัฒนพงษ์, วรรณี  สว่างจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4fcb757ad0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยตอบรับ&#039;ไทยชนะ&#039; เช็กอิน-เช็กเอาท์แล้ว46ล้านครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงว่า การใช้งานระบบไทยชนะ&amp;nbsp; ซึ่งใช้งานมาแล้ว 1 สัปดาห์&amp;nbsp; โดยทีมงานขอโทษประชาชนที่ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย ในช่วงผ่อนปรนระยะที่ 2&amp;nbsp; มีคนใช้ 11,757,624 ล้านคน และมีร้านค้าลงทะเบียน 106,235 ร้าน โดยเปิดใช้งานมา 8 วัน มีผู้เช็กอิน&amp;nbsp; เช็กเอ้าท์แล้วกว่า 46&amp;nbsp; ล้านครั้ง&amp;nbsp; และตอบแบบสอบถาม 11 ล้านครั้ง&amp;nbsp; ทั้งนี้ ถือว่าคนไทยให้การตอบรับเป็นอย่างดี&amp;nbsp; ถ้าเทียบกับประเทศอินเดีย ที่มีแพลตฟอร์มคล้ายกันมีการใช้งาน 10 ล้านคน แต่ประชาชนกรมี 1,800 ล้านคน&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณร้านค้า&amp;nbsp; กิจการ ที่ติดคิวอาร์โค้ดมาติด บริเวณทางเข้า-ออกและจัดให้มีคนดูแล แต่อยากให้มีการติดกระจายออกไปเพื่อให้เกิดดารเว้นระยะห่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่มีการปลอมแปลงเว็บไซต์ไทยชนะนั้น&amp;nbsp; เขาพยายามทำให้เหมือนจริงที่สุด&amp;nbsp; โดยมีการปลอมชื่อเว็บมากมาย&amp;nbsp; ขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการเข้าเว็บไซต์ทางช่องทางกูเกิ้ล&amp;nbsp; ควรพิมพ์เข้าไปเองว่า www.ไทยชนะ.com&amp;nbsp; เพื่อป้องกันความผิดพลาด&amp;nbsp; และในส่วนของเว็บไซต์ปลอมนั้นจะขึ้นคล้ายกันแต่ต้องมีการดาวน์โหลด เมื่อพบกรณีนี้ให้ปิดทันที ไม่ต้องไปยุ่ง เพราะอาจจะมีปัญหาตามมา และเราได้รับการร้องเรียนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่าน เมื่อลงทะเบียนแล้วจะมีการแจ้งเตือนเอสเอ็มเอส&amp;nbsp; ยืนยันว่าระบบของเราไม่มีส่งเอสเอ็มเอสให้ประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว&amp;nbsp; กระทรวงดีอีเอสกำลังดำเนินการทางกฎหมาย อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ระบุว่าจะต้องดำเนินการทางการกฎหมายสูงสุด&amp;nbsp; ทั้งนี้ระบบสามารถรองรับภาษาอังกฤษได้แล้ว&amp;nbsp; และเตรียมพัฒนารองรับภาษาจีน เกาหลี มาเลย์เซีย&amp;nbsp; ญี่ปุ่น พม่า และเขมร เพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีกรณีที่เมื่อเช็คอินแล้วจะได้รับข้อความขยะ เช่น เว็บไซต์ชวนเล่นพนัน นพ.พลวรรธน์&amp;nbsp; กล่าวว่า เป็นเฉพาะโทรศัพท์ระบบไอโอเอสเท่านั้น&amp;nbsp; ซึ่งเว็บไซต์โฆษณาประเภทนี้ระบาดมาตั้งแต่แรกแล้ว เราดำเนินการแล้ว และรู้แล้วว่าอยู่แถวไหน อย่างไร ถ้าใครที่กำลังทำอยู่ขอให้หยุด&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เราคิดระบบมาหลายรูปแบบอาจจะลำบากในช่วงแรก&amp;nbsp; แต่พอทำแล้วจะเกิดความคุ้นชิน&amp;nbsp; เหมือนกับการสวมหน้ากากอนามัย ขอรบกวนทำไปเรื่อยๆ ถ้าทำไปเรื่อยๆ จะชินไปกับมันเอง ท่านบอกว่าถือของยุ่งยาก ทีมงานกำลังพัฒนาระบบ เพื่อให้ท่านใช้อย่างราบรื่น ย้ำว่าเอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพื่อคุ้มครองโรคเท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66870</URL_LINK>
                <HASHTAG>47ล้านครั้ง, ดีอีเอส, นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต, ไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb6ed13ef93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. เปิดตัวแอปพลิเคชัน &#039;ไทยชนะ&#039; สแกนเข้า-ออกร้านค้า ยันไม่ละเมิดสิทธิเป็นข้อมูลลับการควบคุมโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.63 - นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ศบค.ได้มีการทำแอปพลิเคชั่น &amp;quot;ไทยชนะ&amp;quot; โดยจะทำหน้าที่จัดการดูแลเรื่องมาตรการ 5 ข้อของ ศบค. โดยเริ่มต้นผู้ประกอบการ หรือร้านค้าจะต้องไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ เพื่อให้ได้คิวอาร์โค้ดมาแปะที่หน้าร้าน และเมื่อประชาชนมาใช้บริการจะต้องสแกนคิวอาร์โค้ด ถือเป็นการเช็คอิน และลงทะเบียนข้อมูลไปยังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบบของแอปพลิเคชั่น ประชาชนจะทราบปริมาณความหนาแน่นของผู้ใช้บริการในร้านค้านั้นๆ และสามารถตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือไปร้านอื่นและควรจะเช็คเอาท์ออก เมื่อออกจากร้านทุกครั้ง โดยเมื่อเช็คอินแล้วข้อมูลจะถูกส่งไปที่กรมควบคุมโรค เพื่อสามารถติดตามตัวผู้ใช้บริการที่ไปร้านค้าที่เป็นพื้นที่เสี่ยง โดยจะมีข้อความส่งไปยังโทรศัพท์มือถือให้สามารถไปรับบริการตรวจฟรีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับหมด ไม่มีความซับซ้อนยุ่งยากอะไรในการใช้งาน&amp;nbsp;นอกจากนี้ ระบบจะกำหนดให้ประชาชนตรวจสอบผู้ประกอบการว่าปฏิบัติตามมาตรการ 5 ข้อของ ศบค.หรือไม่ และจะมีการให้คะแนนถือเป็นผลดีของผู้ประกอบการที่จะเรียกเรตติ้ง หากปฏิบัติตามทุกข้อ และยังถือเป็นความปลอดภัยของผู้ใช้บริการด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พลวรรธน์&amp;nbsp;กล่าวว่า ทุกกิจการที่ ศบค.ประกาศผ่อนคลาย สามารถไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ได้&amp;nbsp;ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านขนาดใหญ่ ร้านดัง หรือร้านรถเข็นริมทาง เราไม่ได้เลือกขนาด แต่เลือกตามการผ่อนปรน&amp;nbsp;แต่หากร้านไหนไม่ใช้วิธีนี้จะต้องมีสมุดจดและรับหน้าที่ลงทะเบียนให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งวิธีนี้จะวุ่นวายและยุ่งยาก เพราะถ้าหากร้านนั้นกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงจะต้องตามเช็คข้อมูลผู้ใช้บริการกันทั้งวันและไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ แต่หากใช้วิธีสแกนคิวอาร์โค้ดจะสามารถจำกัดบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้เป็นช่วงเวลา ซึ่งจะลดความวุ่นวายลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิ เพราะเป็นเรื่องการควบคุมโรค เรื่องของแพทย์เหมือนตอนเราไปโรงพยาบาล เราต้องบอกข้อมูลกับแพทย์และข้อมูลนั้นจะเก็บไว้ในกรมควบคุมโรค นำมาใช้ด้วยเหตุผลในการควบคุมโรคเท่านั้น จะใช้ในกิจกรรมอื่นไม่ได้ ซึ่งในวันที่ 15 พ.ค.จะเริ่มเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียน โดยในช่วงแรกคงติดขัดกันบ้าง เป็นเรื่องปกติของการปรับตัว ถ้าเราช่วยกันประเทศไทยเราชนะแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65915</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต, ศบค., แอปพลิเคชั่นไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebce9d878985.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
