<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ทัน..พร้อมรับมือโรคที่มากับหน้าฝน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พลากร ศรีนิธิวัฒน์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน เผยว่า โรคติดต่อที่พบบ่อยในฤดูร้อนและฤดูฝน โรคติดเชื้อจากทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (influenza) ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่พบบ่อยคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, สายพันธุ์ B และสายพันธุ์ C แต่ที่เป็นสาเหตุในคนที่พบบ่อยคือ สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ผู้ป่วยจะมีอาการที่สำคัญคือ มีไข้สูงฉับพลันทันทีทันใด มีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 3-4 วัน ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ จาม คัดจมูก มีน้ำมูก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอกล่าวว่า การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป คือ ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม และการสัมผัสมือหรือสิ่งของต่างๆ ร่วมกับผู้ป่วย โรคมีระยะฝักตัวประมาณ 1-3 วัน ระยะติดต่อผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการ จนถึง 7 วันหลังรับเชื้อ ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวบางรายจะหายภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายมีอาการนานกว่านั้น วิธีแยกอาการไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา สังเกตได้คือไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงและเป็นนานกว่าไข้หวัดธรรมดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคนไข้บางรายที่มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ปอดอักเสบหรือปอดบวม หรือถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ระยะที่ 2-3 หรือเด็กที่รับประทานยาแอสไพรินมาเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่รับประทานยากดภูมิมาเป็นระยะเวลานาน การรักษาไข้หวัดใหญ่นั้นส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ เนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัส แต่มีผู้ป่วยบางรายที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาต้านไวรัสก็สามารถให้ยาต้านไวรัสได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือกลุ่มที่อาการค่อนข้างรุนแรง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการป้องกันที่สำคัญคือ การฉีดวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรครุนแรงหรือเป็นอันตราย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายการให้วัคซีนฟรีสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ร่วมกับการดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67732</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.พลากร ศรีนิธิวัฒน์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200603/image_big_5ed789c22dfc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
