<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิ่งที่น่ากลัวกว่าโควิด! &#039;หมอพิเชฐ&#039;เตือนสติดนไทยละทิ้ง&#039;ความเห็นแก่ตัว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 63 - นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;#ความเห็นแก่ตัวน่ากลัวกว่าโรคร้าย วันอาทิตย์ ถือเป็นวันพักผ่อน แต่ผมประเมินตัวเองดูแล้วว่า ผมมีความเครียดมากกว่าช่วงก่อนๆ เยอะเลย ยิ่งได้อ่านสิ่งที่ส่งๆกันทางสื่อสังคมมากๆ ก็จะเริ่มรู้สึกว่า หลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จนต้องพยายามลดการอ่านข่าวลง และอ่านหนังสือก่อนนอนแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความเครียด พักผ่อนน้อย หลับไม่ดี กินอาหารไม่มีประโยชน์ ออกกำลังกายน้อย สูบบุหรี่หรือดื่มสุราเป็นประจำ&amp;rdquo; ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลกระทบให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะภูมิไวรับ เมื่อสัมผัสเชื้อโรค ก็จะติดและป่วยได้ง่าย ดีที่ผมแสดง &amp;rdquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; ทุกเช้า ด้วยการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ 35-50 นาที หัวใจเต้นเร็วพอประมาณ ก็รู้สึกผ่อนคลายเครียดไปได้เยอะ หลับได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้ดูคลิปหนึ่งด้วยความชื่นชมและซาบซึ้งใจ เจ้าของโรงงานเย็บเสื้อผ้า ได้ทำการเย็บหน้ากากผ้า แจกให้หน่วยงานต่างๆ ฟรี มีคนถามว่า &amp;ldquo;ทำไมไม่ทำขายเลย ตอนนี้ต้องการมาก ขายดีแน่ๆ&amp;rdquo; เขาบอกว่า &amp;ldquo;เงินใครๆก็ต้องการ แต่ก็ไม่สามารถซื้อความสุขความภาคภูมิใจได้ คนเขากำลังเดือดร้อนกัน จะมาคิดหากำไรได้อย่างไร&amp;rdquo; และเขายังบอกอีกว่า &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัวน่ากลัวกว่าโรคร้าย&amp;rdquo; เป็นกระทู้ให้ผมเขียนกลอนวันนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความ&amp;rdquo;เป็นจริงนิ่งคิดสักนิดก่อน
&amp;ldquo;เห็น&amp;rdquo;กันตอนตกยากลำบากเข็ญ
&amp;ldquo;แก่&amp;rdquo;หนุ่มเด็กเล็กใหญ่ได้ยากเย็น
&amp;ldquo;ตัว&amp;rdquo;เองเป็นประดุจตัวฉุดมัน
&amp;ldquo;น่ากลัว&amp;rdquo;มากหากคนเอาตนตั้ง
&amp;ldquo;กว่า&amp;rdquo;การหวังพลังชนดลสร้างสรรค์
&amp;ldquo;โรค&amp;rdquo;ระบาดคาดหมายทำลายกัน
&amp;ldquo;ร้าย&amp;rdquo;ไม่ทันเทียมเท่าใจเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; ที่ไม่ทำให้คนอื่นหรือสังคมเดือดร้อน เป็นสิ่งที่ทำได้ เช่น เห็นว่าตัวเองเสี่ยงที่จะรับเชื้อ หรือ แพร่เชื้อโรค ให้คนอื่น ก็เอาเวลามาปรับปรุงตัวเอง เห็นแก่ตัวเองด้วย &amp;ldquo;การปรับสุขอนามัยส่วนบุคคล การรักษาระยะห่างจากคนอื่นๆ และ เก็บตัวอยู่บ้าน&amp;rdquo; (Personal hygiene, social distancing, stay home) ขณะที่ &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; อีกหลายอย่างกลับสร้างความทุกข์ให้กับคนอื่นๆในสังคม กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าการระบาดของโรค เช่น ถ้าเราเป็นคนขายสินค้ากักตุนสินค้าไว้ขายหรือ เราเป็นคนซื้อเองซื้อเอาไว้ใช้เกินความจำเป็น หรือ การหลอกขายของปลอมหรือด้อยคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง การเอาแต่ใจตัวเอง เอาแต่ตัวเองได้หน้า หรือ เอาแต่พวกพ้องตัวเอง ก็ล้วนเป็น &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงได้เช่นกัน การเอาข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่เพื่อการหลอกหรือโฆษณาขายสินค้า ก็เป็นอีกตัวอย่างของความเห็นแก่ตัว เช่นกัน การเอาข้อมูลตัวเลขบางส่วนมาใช้ตามความเชื่อของตนเอง หรือ ความกลัวของตนเอง มาสร้างสถานการณ์ให้คนในสังคมเกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัว จะได้ทำตามที่ตัวเองอยากให้ทำ โดยไม่คำนึงผลกระทบรอบด้าน เอาแต่ความเชื่อตัวเองเป็นใหญ่ ก็เป็น &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; เช่นกัน อาจเป็นความสบายใจส่วนตัว แต่สังคมส่วนใหญ่อาจเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อมั่นว่า &amp;ldquo;การรับมือกับโรคระบาด&amp;rdquo; ที่เหมาะสม ยั่งยืน ไม่ใช้ &amp;ldquo;ความกลัว&amp;rdquo; เป็นตัวตั้ง แต่ใช้ &amp;ldquo;ความรู้&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; เป็นตัวนำ เราจึงจะอยู่กับโรคอุบัติใหม่ได้อย่างปกติสุข เพราะยังไงมันก็อยู่กับเราไปอีกนานแน่ๆ ทุก &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; ล้วนเกิดจากใจตัวเราเองทั้งนั้น จะดึงขึ้นหรือดึงลง ก็ล้วนอยู่ที่ใจเราจะกำกับ ใจจะกำกับได้ก็ต้องใช้ &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; ความเห็นแก่ตัวที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง และไม่เป็นโทษกับใครๆหรือสังคมโดยรวม มันคือ &amp;ldquo;ความรักตัวเอง&amp;rdquo; อันนี้ทุกคนควรมีครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัว&amp;rdquo; ที่ตัวเองและครอบครัวได้ประโยชน์ แต่คนอื่นหรือสังคมเสียประโยชน์ มันคือ &amp;ldquo;ความเห็นแก่ตัวที่แท้จริง&amp;rdquo; อันนี้เราควรละทิ้งครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61372</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเห็นแก่ตัว, นพ.พิเชฐ บัญญัติ, สธ., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e808f8da6a4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์สธ.เตือนสติคนไทย! มองปัญหาเท่าที่เป็นไม่มากเกินจริงไม่น้อยเกินไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 63 - นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;ldquo;ถ้ามีสติเราจะมองปัญหาเท่าที่มันเป็นไม่มากเกินจริงไม่น้อยเกินไป&amp;rdquo; โดยระบุว่า &amp;ldquo;คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เวลาคนเราโกรธ อาจจะเป็นช้างตัวเท่าหนู เวลาคนเราเศร้า อะไรนิดอะไรหน่อยก็น้ำตาซึม เวลาเรากลัวผี พอได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กๆ เราก็จะเต้นตึกตักนึกว่าผีมา เวลากลัว โกรธ รัก หลง เราจะเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผิดไปจากที่มันเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้ามีสติ&amp;rdquo;มิกลัวมัวขัดข้อง
&amp;ldquo;เราจะมอง&amp;rdquo;เหมือนจริงตามสิ่งเห็น
&amp;ldquo;ปัญหาเท่า&amp;rdquo;เข้าใจในประเด็น
&amp;ldquo;ที่มันเป็น&amp;rdquo;ไปอยู่อย่างรู้ทัน
&amp;ldquo;ไม่มาก&amp;rdquo;ทั้งกังวลคนแตกตื่น
&amp;ldquo;เกินจริง&amp;rdquo;ฝืนเฝ้าคิดจนบิดผัน
&amp;ldquo;ไม่น้อย&amp;rdquo;จนคนพลาดประมาทกัน
&amp;ldquo;เกินไป&amp;rdquo;มันมีโทษโปรดตรองดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคาดการณ์สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worse case scenario) จากข้อมูลตัวเลขการระบาดรายวันของประเทศต่างๆ โดยไม่อาศัยข้อมูลทางด้านอื่นประกอบ ทำให้เราเห็นภาพความน่ากลัวอย่างเห็นได้ชัด ถ้าหากปล่อยเป็นเช่นนั้น ไม่ช่วยกันป้องกัน ความเสี่ยงสูงสุดจะเป็นไปในทางนั้น ส่งผลให้เกิด &amp;ldquo;ความตระหนัก&amp;rdquo; ในคนหลายกลุ่ม และ &amp;ldquo;ความตระหนก&amp;rdquo; ในคนอีกหลายกลุ่ม แม้คนบางกลุ่มยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อมาตรการต่างๆก็ตาม แต่ก็เกิดผลดีในเชิงการป้องกันโรคระบาดได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เรากลัวไม่ใช่ &amp;ldquo;การเจ็บป่วย&amp;rdquo; เพราะศักยภาพใน &amp;ldquo;การรักษาพยาบาลผู้ป่วย&amp;rdquo; ของเราอยู่ในเกณฑ์ดี ที่เรากลัวคือ &amp;ldquo;การระบาดของโรค&amp;rdquo; ที่ต้องอาศัย &amp;ldquo;การป้องกันควบคุมโรค&amp;rdquo; ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสามทางระบาดวิทยา คือ ตัวคน (host) ตัวเชื้อโรค (agent) และ ตัวสิ่งแวดล้อม (environment) ถ้าเราป้องกันควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ด้วย &amp;ldquo;ระบบสาธารณสุข&amp;rdquo; ที่เข้มแข็ง การระบาดก็จะชะลอตัวลงหรือหยุดลงได้ พอมองมากกว่า &amp;ldquo;ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มรายวัน&amp;rdquo; เราจะเห็นโอกาสของประเทศ ที่จะสร้างสถานการณ์ที่ดีที่สุด (best case scenario) ของการระบาดโควิด-19 ขึ้นมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวคน&amp;rdquo; คนไทยไม่เหมือนอิตาลี อเมริกา เยอรมัน อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ทั้งลักษณะทางพันธุกรรม พฤติกรรม กิจกรรม วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิด ที่จะเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวเชื้อโรค&amp;rdquo; คาดว่า เชื้อโรคที่ก่อโรคโคสิด-19 ไม่ต่างกัน เป็นเชื้อซาร์โควี-2 เหมือนกัน แต่อาจต่างกันที่สายพันธุ์ย่อย
มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า เชื้อที่อิตาลี แรงกว่าและติดง่ายกว่าเชื้อจากจีนเกาหลีญี่ปุ่น ก็คงเป็นตามที่นักวิทยาศาสตร์จีนบอกว่า เชื้อโควิด-19 รุ่นแรกหรือ S-strain (ตัวแม่) จะดุร้ายน้อยกว่า รุ่นหลัง L-strain (ตัวลูก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ลักษณะพันธุกรรมหลัก ยังเป็นตัวเดียวกัน นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนที่ติดจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ มีอาการเล็กน้อย และไม่แพร่กระจายมาก (จริงๆแล้ว คนไปเที่ยวผับ น่าจะน้อยกว่า ดูมวย ก็ได้) เพราะติดจากคนฮ่องกง ที่เป็นเชื้อตัวแม่ ส่วนที่ติดจากสนามมวยลุมพินี จากเซียนมวยที่ป่วยเพราะติดจากลูกชายที่กลับจากอิตาลี ทำให้คนดูมวยส่วนหนึ่งป่วย และมีอาการน้อยช่วงเริ่มป่วยแล้วรุนแรงมากขึ้นจนมีปอดอักเสบ และมีคนติดกระจายไปหลายจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากของสภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด) ในประเทศอื่นๆ อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ขณะที่ของไทยเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส น่าจะมีผลอย่างมากต่อความสามารถในการก่อโรคในคน และความคงทนในสิ่งแวดล้อมของไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวิกฤตจะกลับกลายเป็นโอกาส คนกรุงหยุดงานกลับต่างจังหวัด เมืองกรุงลดความแออัด ลดกิจกรรมทางสังคมลง ไปกำกับระยะห่างทางสังคมของต่างจังหวัดได้ แล้วให้บทบาท &amp;ldquo;การป้องกันควบคุมโรคระบาด&amp;rdquo; เป็นบทบาทของจังหวัดแต่ละจังหวัด ให้ผู้ว่าฯเป็นแม่ทัพ มีตำรวจ สาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆ เป็นขุนศึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดการรบตะลุมบอนในชุมชน โดยผู้ที่ถนัดในการป้องกันควบคุมโรคในชุมชน คือ อสม. และ หมออนามัย ( เจ้าหน้าที่ รพ.สต.) ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ เราก็จะเริ่มเห็นทิศทางสู่ชัยชนะได้ง่ายขึ้น ชุมชนต่างจังหวัด เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แหล่งแพร่เชื้อแออัดไม่มากนัก เมื่อสาธารณสุข ตำรวจ มหาดไทย จับมือกัน มาครบทั้ง &amp;ldquo;พระเดช&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พระคุณ&amp;rdquo; แถมยังมี &amp;ldquo;พระสงฆ์&amp;rdquo; มาช่วยอีกในหลายๆพื้นที่ และอาจมี &amp;ldquo;พระเครื่อง&amp;rdquo; ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองหน้ารับศึกในชุมชน ทั้ง หมออนามัย (เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลชุมชน) อสม. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ใกล้ชิดชาวบ้านที่สุด จะช่วยดึงคนในชุมชน รวมพลังชุมชนออกมาร่วมด้วยช่วยกันได้ ภายใต้การสนับสนุนที่ดีของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ต้องออกหน้ามากนัก และไม่ต้องลงไปรบกวนเวลาทำงานเขาบ่อยเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครจะว่าผมโลกสวยก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่า เราจะชนะสงครามโรครอดไปด้วยกันครับ...&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61136</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.พิเชฐ บัญญัติ, มีสติ, สธ., หมอ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dac50468dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
