<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>23737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เผยไม่เคยอนุญาตเครื่องสำอางมีส่วนผสมหนังหุ้มปลายองคชาติทารก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ธ.ค.61-เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของหนังหุ้มปลายองคชาตเด็กทารกจัดเป็นเครื่องสำอางที่มีวัตถุที่ห้ามใช้ อย. ไม่เคยอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้า หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับเทคนิคการเสริมความงามจากต่างประเทศที่เรียกว่า พีนีสเฟเชียล (Penis Facial) หรือ Hollywood EGF Facial ซึ่งเป็นการนำหนังหุ้มปลายองคชาตเด็กทารก มาผสมทำเป็นทรีตเม้นท์ และโฆษณาระบุว่า สามารถเยียวยา ชะลอวัย และบำรุงผิว โดยมีความเชื่อในต่างประเทศว่าบริเวณปลายองคชาตของทารกนั้นมีเซลล์ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างคอลลาเจน และ อีลาสตินเชื่อว่าเมื่อนำเซลล์มาผสมฉีดใบหน้าจะลดริ้วรอยได้แต่ไม่ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอแจ้งว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของหนังหุ้มปลายองคชาตเด็กทารก จัดเป็นเครื่องสำอางที่มีวัตถุที่ห้ามใช้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชื่อวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง พ.ศ.2559 ที่กำหนดให้เซลล์ เนื้อเยื่อ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์ เป็นวัตถุที่ห้ามใช้ เนื่องจากมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อโรค เข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้ารับจ้างผลิตหรือขายเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมเหล่านี้เด็ดขาด นอกจากนี้ การโฆษณาสรรพคุณว่าสามารถเยียวยา ชะลอวัย เป็นการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินกว่าการเป็นเครื่องสำอาง หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า อย. ขอเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ &amp;nbsp;ต่าง ๆ การซื้อเครื่องสำอางต้องดูฉลากผลิตภัณฑ์และสูตรส่วนประกอบ อย่าหลงเชื่อโฆษณาเครื่องสำอาง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โอ้อวดสรรพคุณ หรือมีส่วนผสมของวัตถุห้ามใช้ เพราะเป็นเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีของหนังหุ้มปลายองคชาต มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย หากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ E-mail:1556@fda.moph.go.th หรือตู้ ปณ. 1556 &amp;nbsp;ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11000 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23737</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, อย., เครื่องสำอางผสมหนังหุ้มปลายองคชาติทารก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181207/image_mid_5c0a5e357f892.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 23:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 23:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ยกระดับ&#039;ไซบูทรามีน&#039;เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท1โทษรุนแรงคุก20ปีปรับ2ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.61- นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามักพบว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอวดอ้างลดน้ำหนัก มีการใส่ไซบูทรามีน ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้บริโภคบางรายถึงขั้นเสียชีวิต โดยไซบูทรามีน (Sibutramine) ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้รู้สึกไม่อยากอาหารและส่งผลข้างเคียงกับคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ ในปี 2553 ประเทศในยุโรปจึงประกาศยกเลิกไม่ให้ใช้ยานี้ รวมทั้งในประเทศไทยได้มีการเรียกเก็บยาที่มีสารไซบูทรามีนออกจากท้องตลาดและยกเลิกทะเบียนยาไซบูทรามีน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการลักลอบใส่ไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ยังคง พบอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศฯ กำหนดให้ไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 &amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ผู้ใดผลิตนำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสมจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท - 2 ล้านบาท ผู้ใดขายจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4 แสนบาท - 2 ล้านบาท ผู้ใดครอบครองจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท - 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พูนพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามักพบว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอวดอ้างลดน้ำหนัก มีการใส่ไซบูทรามีน ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้บริโภคบางรายถึงขั้นเสียชีวิต โดยไซบูทรามีน (Sibutramine) ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้รู้สึกไม่อยากอาหารและส่งผลข้างเคียงกับคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ ในปี 2553 ประเทศในยุโรปจึงประกาศยกเลิกไม่ให้ใช้ยานี้ รวมทั้งในประเทศไทยได้มีการเรียกเก็บยาที่มีสารไซบูทรามีนออกจากท้องตลาดและยกเลิกทะเบียนยาไซบูทรามีน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการลักลอบใส่ไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ยังคง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พบอยู่ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศฯ กำหนดให้ไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ผู้ใดผลิตนำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสมจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท - 2 ล้านบาท ผู้ใดขายจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4 แสนบาท - 2 ล้านบาท ผู้ใดครอบครองจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท - 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พูลลาภ &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยรักษาโรค ลดความอ้วนหรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาจมีส่วนผสมของยา ซึ่งผู้ใช้อาจได้รับผลข้างเคียงจากยานั้น จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หากผู้บริโภคต้องการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและควบคุมอาหาร รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วนจะต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพและชีวิต การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้วจะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO &amp;ndash; YO Effect หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ ร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไปกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยรักษาโรค ลดความอ้วนหรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาจมีส่วนผสมของยา ซึ่งผู้ใช้อาจได้รับผลข้างเคียงจากยานั้น จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หากผู้บริโภคต้องการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและควบคุมอาหาร รวมทั้งออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากผู้บริโภคต้องการใช้ยาลดความอ้วนจะต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพและชีวิต การใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ เมื่อหยุดยาไประยะหนึ่งแล้วจะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO &amp;ndash; YO Effect หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ ร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18201</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, อย., ไซบูทรามีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba672b3445c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. ปฏิบัติภารกิจเพื่อคนไทยสุขภาพดีสัมฤทธิ์ผล จากโครงการ บวร.ร ปี 2561</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:center&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย. 4.0 ปฏิบัติการรูปแบบใหม่ให้คนไทยมีสุขภาพดี &amp;nbsp;สนับสนุนแนวทางประชารัฐ &amp;nbsp;พัฒนาแบบมีส่วนร่วมจากฐานรากในชุมชน &amp;nbsp;ผ่านโครงการชุมชนสุขภาพดี Health For All ปี 2561 ลงพื้นที่เข้าถึงกลุ่มชุมชนใน 4 ภาคของประเทศ จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติ หวาน มัน เค็ม ในปริมาณที่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดกระแสการดูแลสุขภาพด้วยการใช้ประโยชน์จากการเลือกบริโภคอาหารที่มีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ การอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม และฉลากโภชนาการ โดย อย. ได้ร่วมกับ ม.มหิดล ในการติดตามประเมินผลโครงการ &amp;nbsp;พบว่า กลไก บวร.ร. (บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล) ที่ใช้ในโครงการฯ เป็นแนวทางการดำเนินงานที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานในชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของการดำเนินโครงการภายในชุมชนในแบบของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ แถลงข่าวการดำเนินงานโครงการชุมชนสุขภาพดี Health For All ปี 2561 หรือ บวร.ร (บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล) ว่า จากสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม มากเกินความต้องการของร่างกายเป็นระยะเวลานาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องการเห็นคนไทยทุกชุมชนมีสุขภาพดี จึงจัดทำโครงการชุมชนสุขภาพดี (Health For All) ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคแบบเชิงรุกให้เข้าถึงชุมชน ซึ่งมีชุมชนนำร่องเข้าร่วมทั้งสิ้น 4 ชุมชน ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ชุมชนบ้านทุ่ม จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; ชุมชนนาก่วมเหนือ จ.ลำปาง ชุมชนโพหวาย&amp;nbsp; จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; และชุมชนเปรมประชาคม หมู่ 2 ต.พระพุทธบาท จ.สระบุรี โดยมีแกนนำของชุมชน (บวร.ร. - บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล) เป็นหลักในการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติ หวาน มัน เค็ม ในปริมาณที่เหมาะสม เน้นการอ่านและใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนฉลาก เช่น สัญลักษณ์โภชนาการ &amp;ldquo;ทางเลือกสุขภาพ&amp;rdquo; หรือ Healthier Choice ในรูปแบบสื่อความรู้และวิดีโอตัวอย่างเกี่ยวกับการปรุงอาหารเมนูสุขภาพลด หวาน มัน เค็ม รวมทั้งอุปกรณ์เกมความรู้การบริโภคอาหารปลอดภัยมอบให้แก่ชุมชน จากนั้นแกนนำ บวร.ร.ของชุมชนก็ได้นำความรู้ไปปรับใช้ให้มีความเหมาะสมต่อบริบทชุมชนของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการฯ &amp;nbsp;อย. กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การดำเนินโครงการสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อย.จึงได้ร่วมมือกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการติดตามและประเมินผล 4 ชุมชนในจังหวัดนำร่องดังกล่าว และพบว่า ประชาชนในชุมชนตระหนักถึงสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความดัน ไขมัน เบาหวาน ฯลฯ และใส่ใจการบริโภคของตนเองมากขึ้น ลดอาหารรสจัด ลดการปรุงผงชูรส หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและขนมกรุบกรอบ เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าบริโภค รวมทั้งเลือกซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) มากกว่าสินค้าทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ ยังพบว่ากลไก บวร.ร. เป็นแนวทางการดำเนินงานที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานในชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของการดำเนินโครงการภายในชุมชนในแบบของตนเอง ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ที่ต่างกัน &amp;nbsp;โดยแต่ละจังหวัดมีกลยุทธ์การดำเนินงานในลักษณะต่าง ๆ ทั้งแทรกซึม พุ่งเป้า ดาวกระจาย แตกต่างกันไปตามบริบทชุมชน&amp;nbsp; โดย บวร.ร. เปรมประชาคม จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก วางกลยุทธ์แทรกซึม ให้ความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมพฤติกรรมเป็นรายบุคคลทุกคนเป็นกลไกหลัก มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันในสภาชุมชนที่ประชุมหมู่บ้าน ร้านชำจัดแสดงสินค้า Healthier Choice และส่งเสริมให้ผู้ขายอาหารตระหนักถึงการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp; ส่วน บวร.ร. นาก่วมเหนือ จังหวัดลำปาง และบ้านทุ่ม จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ขนาดกลาง จึงพุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs ให้เป็นประเด็นหลัก จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย มีกลไกหลักคือการเยี่ยมบ้านของกลุ่มเป้าหมายหมายเพื่อให้ความรู้และติดตามพฤติกรรมเป็นระยะ และยังพบความร่วมมือของร้านทั้งภายในและนอกชุมชน ทั้งร้านชำ ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ร่วมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการเข้าถึงสินค้า Healthier Choice และสำหรับ บวร.ร. โพหวาย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีความหลากหลายสูง เล็งเห็นโอกาสในการวางยุทธศาสตร์พื้นที่ประเด็นอาหารและการบริโภค จึงดำเนินการกลยุทธ์ดาวกระจายการเผยแพร่ความรู้ ประชาสัมพันธ์ไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งชุมชน ให้ความสำคัญกับชมรม กลุ่มคน ชาติพันธุ์ ศาสนาที่แตกต่างกันในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้อย่างถึงทั้งวัด มัสยิด ชาวไทย ชาวพม่าในชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม เครือข่าย บวร.ร. ทุกจังหวัด มีกลไกสำคัญของความสำเร็จ คือ นักเรียน อย.น้อย ที่จะลงพื้นที่ชุมชนเพื่อสนับสนุนการทำงานของ บวร.ร. แต่ละชุมชน กิจกรรมการให้ความรู้ เยี่ยมบ้านติดตามกลุ่มเป้าหมาย และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมาตลอดทั้งโครงการล้วนแล้วแต่มีเยาวชน อย. น้อย ในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการรอบด้าน ครอบคลุมปัจจัยนำ เอื้อ เสริม โดยมีการจัดสภาพแวดล้อมด้านอาหารให้เอื้อและเสริมต่อพฤติกรรมการบริโภค สร้างบรรยากาศให้เกิดการเล็งเห็นถึงความสำคัญ การให้รางวัล การกระตุ้นเตือนกันเองภายในครอบครัว การสนับสนุนของร้านขายสินค้า ร้านขายอาหารที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งกระแสการพูดถึง บรรยากาศในชุมชน และการสินค้าที่มีพร้อมจำหน่าย ประชาชนมีความเข้าใจ มีทัศนคติพร้อมซื้อสินค้า เอื้อต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ที่สำคัญ ยังพบการให้ความร่วมมือของผู้ขายอาหาร ร้านขายของชำในชุมชน ในการประชาสัมพันธ์เรื่องการอ่านฉลากบริโภค และสินค้าที่มีสัญลักษณ์ Healthier Choice ด้วยการจัดบูธพิเศษแสดงสินค้า Healthier Choice ที่มีจำหน่ายในร้าน ให้ลูกค้าในชุมชนที่เข้ามาในร้านเห็นเด่นชัด เลือกพิจารณา เลือกซื้อ เลือกเปรียบเทียบได้โดยสะดวก นอกจากยอดขายเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีแก่ร้านค้าในชุมชนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:6.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt&quot;&gt;นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ การดำเนินงานโครงการชุมชนสุขภาพดีในปีนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากห้างค้าปลีก หรือ Modern Trade ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง 4 แห่ง ได้แก่ บิ๊กซี&amp;nbsp; ท็อปส์&amp;nbsp; เทสโก้ โลตัส และแม็คโคร ที่ช่วยประชาสัมพันธ์สื่อของโครงการ เช่น ติดโปสเตอร์ เผยแพร่สปอต/สารคดี ในห้างของตน&amp;nbsp; ดังนั้น อย. จึงได้มีการมอบโล่เกียรติคุณเพื่อแสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อย. จะเดินหน้าพัฒนารูปแบบ วิธีการที่ทันสมัย นำนวัตกรรมมาใช้ และที่สำคัญคือ จะพิจารณานำรูปแบบ บวร.ร.นี้ไปใช้ต่อ โดยให้ชุมชนรณรงค์ในรูปแบบที่เหมาะสมของแต่ละชุมชน และ อย.เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนสื่อและองค์ความรู้ต่าง ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือว่าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ให้ผู้นำทางธรรมชาติ อันได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน และโรงพยาบาล เป็นผู้นำในการรณรงค์ โดย อย.จะยังคงดำเนินโครงการชุมชนสุขภาพดีนี้ ในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเหมาะสม ส่งผลให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศในการรักษาพยาบาลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs ในระยะยาวได้อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14494</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลไก บวร.ร., นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, บวร.ร. เปรมประชาคม จังหวัดสระบุรี, ประชารัฐ, อย., โครงการชุมชนสุขภาพดี Health For All ปี 2561</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61342f3ef71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เตือนอย่าหลงเชื่ออาหารเสริม&quot; ดีคอนแทค&quot;รักษาโรคทางตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ก.ค.61-อย. เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;ldquo;ดีคอนแทค&amp;rdquo; โฆษณารักษาโรคทางตาผ่านทางสื่อต่าง ๆ และใช้บุคคลมีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พบเป็นการโฆษณาอวดสรรพคุณเกินจริง&amp;nbsp;&amp;nbsp;และ อย. ได้ดำเนินคดีทางกฎหมายแล้ว โดยจักษุแพทย์ยืนยันไม่มีหลักฐานทางวิชาการใด ๆ ที่รับรองว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวสามารถรักษาโรคทางตาได้&amp;nbsp;ขอให้ผู้บริโภคตระหนัก ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ หากต้องการรักษาโรคที่เกิดกับดวงตาควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;ldquo;ดีคอนแทค&amp;rdquo; อวดอ้างสรรพคุณช่วยรักษาโรคที่เกิดกับดวงตาทางสื่อต่าง ๆ โดยมีการระบุสรรพคุณสามารถป้องกันรักษาโรคทางตา เช่น ต้อกระจก , ต้อหิน , ต้อเนื้อ , วุ้นตาเสื่อม และเบาหวานขึ้นตา นั้น อย. ห่วงใยผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางตา เกรงหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าว ทำให้ขาดการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เกิดความเสี่ยงได้ ทั้งนี้ อย. ขอชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;ดีคอนแทค&amp;rdquo; ได้รับอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลขสารบบอาหาร 10-1-15456-0001 จึงไม่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคตามที่กล่าวอ้าง ส่วนการขออนุญาตโฆษณามีเนื้อหาเพียง ดีคอนแทค เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และระบุคำเตือนว่า อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองเลขาธิการฯ อย.&amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนอกจากจะต้องขอ เลขสารบบอาหาร หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เลข อย. ของตัวผลิตภัณฑ์แล้ว หากประสงค์จะโฆษณาจะต้องขออนุญาตโฆษณาด้วย อย่างไรก็ตาม อย. จะไม่อนุญาตให้โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะในทางรักษาโรคเด็ดขาด ทั้งนี้&amp;nbsp;ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ ซึ่งเป็นองค์กรทางการแพทย์ ได้ทำการค้นหาหลักฐานทางวิชาการแล้วพบว่า ไม่มีหลักฐานทางวิชาการใด ๆ ที่รับรองว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;ldquo;ดีคอนแทค&amp;rdquo; สามารถรักษาโรคทางตาได้ และขอยืนยันว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวใดมีสรรพคุณรักษาโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา&amp;nbsp;ดังนั้น ขอให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางตา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อย่าหลงเชื่อไปใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว ซึ่งไม่มีสรรพคุณในการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ อาจทำให้โรคตาที่เป็นอยู่มีความรุนแรงขึ้น สูญเสียการมองเห็นก็เป็นได้ วิธีการที่ดีที่สุด คือผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพราะดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ อย. ได้แจ้งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป ซึ่งการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดทางกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาท หรือถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี หรือปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่เกิน&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย.&amp;nbsp;1556&amp;nbsp;หรือ ผ่านทาง&amp;nbsp;Oryor Smart Application&amp;nbsp;หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14147</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค”, ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์, อย., เตือนอาหารเสริมรักษาโรคทางตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b5945bee67e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.รับไม่มีกฎหมายควบคุม &quot;ชาเขียว-น้ำอัดลม&quot; ห้ามทำการตลาดชิงโชค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย.เผยไม่มีกฎหมายควบคุม &amp;quot;ชาเขียว-น้ำอัดลม&amp;quot; ห้ามทำการตลาดชิงโชค มีแต่ประกาศคุม &amp;quot;เครื่องดื่มกาเฟอีน&amp;quot; ที่ห้ามโฆษณาชักจูง โน้มน้าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.61-นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการควบคุมการชิงโชคเครื่องดื่มประเภทชาเขียวหรือน้ำอัดลม ว่า ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 แล้ว เราไม่มีการควบคุมเรื่องของการชิงโชค ซึ่งเรื่องของการชิงโชคจะเป็น พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ต้องยื่นขออนุญาตกับกระทรวงมหาดไทย และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยส่วนของ อย.จะมีเพียงประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน พ.ศ. 2555 เท่านั้น ซึ่งห้ามเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ทีห้ามโฆษณาโน้มน้าวชักจูงให้บริโภค
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พูลลาภ กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า การโฆษณาดังต่อไปนี้ ถือว่าเข้าข่ายเชิญชวนให้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณของเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน โดยทางตรงหรือทางอ้อม คือ 1.โฆษณาทำให้เกิดทัศนคติว่า การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนจะทำให้เพิ่มกำลังงาน มีพลังทำงานได้มากขึ้น หรือทำให้ประสบความสำเร็จทางสังคมและทางเพศ&amp;nbsp; 2.โฆษณาที่ใช้นักกีฬา ผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้แสดงแบบโฆษณา&amp;nbsp; 3.โฆษณาที่ใช้ดารา นักร้อง นักแสดง ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้แสดงแบบโษณา และ 4.โฆษณาที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภค เพื่อนำรายได้ไปบริจาคเป็นสาธารณกุศล ทั้งนี้ การโฆษณาต้องแสดงคำเตือนคือ ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ขวด เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม ซึ่งหากผิดจากนี้จะมีโทษโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนชาเขียวและน้ำอัดลมแม้บางส่วนจะมีกาเฟอีน แต่ส่วนผสมน้อยมาก และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องดื่มประเภทกาเฟอีน&amp;nbsp; ซึ่งหากจะควบคุมเรื่องของการชิงโชค จึงควรเป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือมหาดไทยมากกว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องควบคุมเรื่องของกาเฟอีน เพราะมีเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนออกมามากขึ้น มีการผสมกาเฟอีนที่มากไปกว่าปกติ และโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดื่ม&amp;nbsp; แต่ชาเขียว น้ำอัดลม มีกาเฟอีนโดยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการเติมเข้าไป&amp;quot; นพ.พูลลาภ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการควบคุมโฆษณาน้ำอัดลมหรือชาเขียว แบบเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะมีปริมาณน้ำตาลมาก ส่งผลต่อสุขภาพ&amp;nbsp; นพ.พูลลาภ กล่าวว่า ตอนนี้ หากจะควบคุมก็ต้องผ่านคณะกรรมการอาหารในการพิจารณา ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าสถานการณ์มีมากน้อยแค่ไหน จำเป็นที่ต้องมีการหรือไม่ แต่เราพยายามเน้นในเชิงบวกมากกว่า ในการให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมีน้ำตาลน้อยลง ซึ่งให้มีการผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยๆ ออกมาจำนวนมากจะดีกว่า ซึ่งก็ยอมรับว่ามีเยอะขึ้น โดยขณะนี้ก็มีเครื่องดื่มที่มาขอและได้สัญลักษณ์โภชนาการ &amp;quot;ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)&amp;quot; ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์ โดยมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยกว่า 6 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือ 6% ก็มีมากกว่า 400 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแล้ว และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชาเขียวก็มีจำนวนมากที่ได้ฉลากทางเลือกสุขภาพ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงราวปี 2546 ที่ อย.มีการออกประกาศควบคุมไม่ให้เครื่องดื่มชูกำลังมีการชิงโชค แจกของรางวัลต่างๆ เป็นการขอความร่วมมือและออกประกาศโดยที่ อย.ไม่มีฐานอำนาจ ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่า อย.ก็ไม่มีอำนาจที่จะไปควบคุมเรื่องของการชิงโชค ส่วนที่ว่าการโฆษณาชิงโชคเข้าข่ายเป็นการโฆษณาโน้มน้าวชักจูงตามประกาศ อย.หลักเกณฑ์การโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน พ.ศ. 2555 ที่ควบคุมเรื่องกาเฟอีนหรือไม่นั้น ก็เคยมีการตีความแล้วว่า ค่อนข้างก้ำกึ่งและไม่ได้อยู่ในฐานอำนาจของ อย. จึงทำให้ปัจจุบันยังคงมีการโฆษณาชิงโชคกันได้ เพราะผู้ที่สามารถอนุมัติเป็นส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาเขียว, นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, น้ำอัดลม, ฝาชิงโชค, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af53e6496f09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มะปรางพบปคบ. แจงโฆษณาเว่อร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;มะปราง&amp;quot; หุ้นส่วน &amp;quot;เบลล่า&amp;quot; เข้าชี้แจงตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ยันโฆษณา &amp;quot;บีเคิร์ฟ&amp;quot; เกินจริง ส่อแชร์ลูกโซ่ มาจากความผิดพลาดของตัวแทนรายหนึ่ง ได้ส่งหนังสือเตือนไปแล้ว ด้าน อย.แจ้งตำรวจดำเนินคดีผลิตภัณฑ์ &amp;quot;หอยหวาน&amp;quot; โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต หลอกลวงผ่านเฟซบุ๊ก อ้างเป็นสมุนไพรบำรุงภายในสตรี เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบริโภคเด็ดขาด อาจเป็นอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม น.ส.วิรากานต์ เสณีตันติกุล หรือมะปราง อายุ 29 ปี นักแสดงสาวสังกัดสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ชนันนัทธ์&amp;nbsp;สารถวัลย์แพศย์ ผกก.4&amp;nbsp;บก.ปคบ. และ ร.ต.อ.กิตติพศ&amp;nbsp;คงสูงเนิน&amp;nbsp;รอง&amp;nbsp;สว.(สอบสวน)&amp;nbsp;กก.4&amp;nbsp;ปคบ. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังมีกระแสข่าวกรณีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม&amp;nbsp;Be Curve (บีเคิร์ฟ)&amp;nbsp;เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วิรากานต์กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของบริษัท&amp;nbsp;99&amp;nbsp;นิว วัน&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารเสริมยี่ห้อดังกล่าว&amp;nbsp;ได้นำเอกสารการจดและขึ้นทะเบียนบริษัทกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา&amp;nbsp;(อย.)&amp;nbsp;อย่างถูกต้อง&amp;nbsp;มามอบให้ตำรวจ บก.ปคบ.&amp;nbsp;ส่วนประเด็นแชร์ลูกโซ่ ได้ยื่นเอกสารให้&amp;nbsp;สคบ.ตรวจสอบการทำงานของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;ซึ่งบริษัทเพิ่งเปิดจำหน่ายสินค้าเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;มีตัวแทน&amp;nbsp;18&amp;nbsp;รายทั่วประเทศ พูดคุยกันตลอด&amp;nbsp;และบริษัทมี&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เพจ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;&amp;quot;99newone CO.,LTD.&amp;quot;&amp;nbsp;กับ&amp;nbsp;&amp;quot;Be Curve Thailand&amp;quot;&amp;nbsp;สามารถนำรูปไปใช้ได้ แต่ตัวแทนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำภาพในเพจบริษัทไปตัดต่อใช้สโลแกนใหม่&amp;nbsp;อาทิ&amp;nbsp;&amp;quot;ชงผอม&amp;quot;, &amp;quot;ฉีกชงผอม&amp;quot;, &amp;quot;จองสิทธิ์รวย&amp;quot;&amp;nbsp;ทำให้เกิดความเสียหาย จึงได้ส่งหนังสือเตือนไปยังตัวแทน แจ้งว่าหากละเมิดอีกก็จะตัดสิทธิ์ตัวแทนรายนั้นทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วิรากานต์กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของแบรนด์บีเคิร์ฟ หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด จะขอรับผิดชอบแทนทั้งหมด นอกจากนี้ได้ส่งส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ให้บริษัทเอกชนตรวจหาสารเคมี&amp;nbsp;เพื่อความสบายใจของผู้บริโภค โดยยืนยันว่าปลอดภัย 100&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสารต้องห้ามเจือปน&amp;nbsp;อีกทั้งส่งให้&amp;nbsp;อย.และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจหาสารด้วยเช่นกัน ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า อย.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ หอยหวาน Hxy-Hwan&amp;nbsp;ทางเฟซบุ๊กชื่อ&amp;nbsp;Chantima Pinyo&amp;nbsp;โดยมีข้อความระบุในโฆษณาว่า 108 ปัญหากวนใจ ให้ต้นแต้ว ช่วยดูแล อ้างเป็นสมุนไพรบำรุงภายในสำหรับสตรี อย. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบโฆษณาดังกล่าว&amp;nbsp;พบข้อความโอ้อวดสรรพคุณ&amp;nbsp;แก้อาการปวดท้องประจำเดือน ช่วยแก้อาการตกขาว ปวดหน่วงในช่องท้อง ช่วยให้มดลูกฟิต กระชับ แก้อาการวัยทอง ช่วยลดไขมัน หน้าท้อง&amp;nbsp;และอื่นๆ ซึ่งข้อความเหล่านี้เป็นการโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต หลอกลวงโอ้อวดเกินจริง&amp;nbsp;และจากการสืบค้นข้อมูลในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไม่พบข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยาในชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งผลิตภัณฑ์มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง เช่น ไม่แสดงวันเดือนปีที่ผลิต วันหมดอายุ สถานที่ผลิต พร้อมกันนี้ อย.ได้ส่งหลักฐานให้ สสจ. ดำเนินคดีกับผู้กระทำการโฆษณาขายยา และลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ณ สถานที่จำหน่าย และให้เก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์การปลอมปนของสารออกฤทธิ์ทางยาในผลิตภัณฑ์ เพื่อประกอบการดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องการโฆษณาขายยาและการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบหาต้นตอแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์หอยหวานต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า&amp;nbsp;อย.มีความห่วงใยผู้บริโภค อย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาบริโภคอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายโดยคาดไม่ถึง ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เท่านั้น เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง และต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจที่จะรับประทานผลิตภัณฑ์ใดๆ นอกจากนี้ ขอให้ผู้ประกอบการอย่าโฆษณาด้วยวิธีการต่างๆ ในลักษณะที่เกินความเป็นจริง ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างโฆษณาหรือขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านทางช่องทางสื่อต่างๆ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556&amp;nbsp;หรืออีเมล์&amp;nbsp;1556@fda.moph.go.th&amp;nbsp;หรือผ่าน&amp;nbsp;Oryor Smart Application&amp;nbsp;หรือตู้ ปณ.1556&amp;nbsp;ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี&amp;nbsp;11004&amp;nbsp;หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8784</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.วิรากานต์, น.ส.วิรากานต์ เสณีตันติกุล, นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, บริษัท 99 นิว วัน จำกัด, บีเคิร์ฟ, พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์, ส่อแชร์ลูกโซ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลอกลวงผ่านเฟซบุ๊ก, หอยหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1a5ea2630b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
