<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนดวดเหล้าเร็วๆอันตรายถึงเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอเตือนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในเวลาสั้นๆ อันตรายถึงตาย เริ่มจากเกิดอาการสับสน พูดไม่ชัด อาเจียน หายใจผิดปกติหรือช้าลง ตัวเย็น ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติหรือรู้สึกตัวแต่ไม่อาจตอบสนอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2561 พบผู้เข้ารับการบำบัดรักษาอาการติดสุราของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) มากเป็นอันดับที่ 2 ของประเภทยาเสพติดที่ใช้เสพ โดยมีจำนวน 1,050 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.94 ของผู้ป่วยทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 937 คน คิดเป็นร้อยละ 89.24 และเพศหญิง 113 คน คิดเป็นร้อยละ 10.76 ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40-44 ปี รองลงมา ได้แก่ ช่วงอายุระหว่าง 45-49 ปี และช่วงอายุระหว่าง 35-39 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกายภายในเวลา 5 นาที จะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์ช่วงแรกจะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ประมาณ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้ผู้ดื่มเกิดอาการสับสน มากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดอาการง่วง สับสน ซึม มึนงง และถ้ามากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจทำให้สลบ และทำให้เสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งอาจมีสัญญาณบ่งบอกและอาการเตือนภาวะสุราเป็นพิษ เช่น เกิดอาการสับสน พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่องอย่างหนัก อาเจียน จังหวะการหายใจผิดปกติหรือหายใจช้าลง ตัวเย็นผิดปกติ ผิวหนังซีดหรือกลายเป็นสีม่วง หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถตอบสนองการรับรู้ได้ ในกรณีที่ภาวะสุราเป็นพิษรุนแรงอาจส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการโคม่า สมองถูกทำลาย และอาจเสียชีวิตได้ในที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากพบเพื่อนหรือบุคคลอื่นๆ มีอาการอาการดังกล่าว ให้รีบโทร.แจ้ง 191 หรือ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์อย่างเร่งด่วน และสามารถให้การดูแลเบื้องต้นโดยการพยายามปลุกให้ตื่นและพยุงให้อยู่ในท่านั่ง ให้ดื่มน้ำเปล่าในกรณีที่สามารถดื่มได้ พยายามทำให้ร่างกายอบอุ่น หากผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ให้จัดนอนในท่านอนตะแคง คอยสังเกตอาการจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ&amp;quot; นพ.สรายุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า การใช้สารกดประสาทร่วมกันและเกินขนาด ทำให้ส่วนของสมองที่คุมการปั๊มหายใจถูกกดจนทำให้สั่งงานไม่ได้ ดังมีสัญญาณอันตรายของภาวะกดทางเดินหายใจดังต่อไปนี้ คือ มึนงง สับสน, เพลียหมดแรง, คลื่นไส้-อาเจียน, มีเสียงเฮือกหรือถอนหายใจ, ซีดหรือเห็นสีม่วงที่ริมฝีปาก-นิ้วมือหรือนิ้วเท้า, หายใจตื้น, หายใจช้าลง, หยุดหายใจ ภาวะหายใจล้มเหลว ดังนั้นสิ่งที่พึงระวังคือการใช้สารต่อไปนี้ที่มีสิทธิเสี่ยงทำให้หยุดหายใจ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ยานอนหลับ-ยาระงับอาการวิตกกังวล เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะเซพีนส์ หรือยากลุ่มบาร์บิทูเรตส์ (Barbiturates) ที่ใช้คลายกังวล (sedative hypnotic) หรือใช้เป็นยากันชัก แต่มีผลข้างเคียงได้ 2.ยาที่ใช้ทางวิสัญญีวิทยา 3.ยากันชัก อย่างฟีโนบาร์บิทัล 4.เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ ก็คือเมรัยในแก้วดื่มทั้งหลาย หากเอามาผสมกับยานอนหลับ หรือยาที่มีฤทธิ์ให้หลับอื่นๆ เช่น ยากลุ่มบาร์บิทูเรต หรือคลอรัลไฮเดรต (Chloral hydrate) 5.ยาแก้ปวด ฝิ่น, อนุพันธ์ฝิ่น, มอร์ฟีน, ทรามาดอล, เฟนตานิล, เฮโรอีน 6.สารเสพติด เช่น ยาบ้า, โคเคน, ยาเสียสาว (Gamma Hydroxy Butyrate, GHB).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46528</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กฤษดา ศิรามพุช, นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a1d2774f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 โรคตาพึงระวังในผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุที่มากขึ้น ทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมตามสภาพ แต่ถ้าหากผู้สูงวัยเรียนรู้เตรียมพร้อมป้องกันหรือรับมือความเสื่อม และรู้จักซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อาการต่างๆ ก็จะชะลอหรือเราสามารถใช้งานได้ยาวกว่าปกติ ที่สำคัญมีคุณภาพด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีการดำเนินงาน ตลอดจนแผนงาน โครงการที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขและมีคุณค่า โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70 ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนรางหรืออาจตาบอดถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ คือ โรคต้อกระจก โรคต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และภาวะสายตายาวสูงอายุ นอกจากนี้ยังมีโรคตาอีกหลายโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ระวัง ดังนั้นผู้สูงอายุควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบความผิดปกติในระยะแรกจะสามารถรักษาและป้องกันหรือชะลอความเสื่อมได้ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพของตนเอง สวมแว่นกันแดดเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น ผัก ผลไม้ สีเขียว สีเหลือง และไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุที่มารับการรักษาโรคตาที่โรงพยาบาลเมตตาฯ มากเป็นอันดับต้นๆ คือ 1.โรคต้อกระจก 2.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา 3.โรคต้อหิน ซึ่งโรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุที่พบบ่อยที่สุดและเป็นเมื่ออายุมากขึ้น คือ 1.ต้อกระจก เกิดจากความขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาธรรมชาติ จากสาเหตุส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น ทำให้แสงผ่านเข้าไปที่จอตาประสาทด้านในลูกตาได้น้อยลง ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจตาบอดได้ วิธีการรักษาคือการผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา สาเหตุจากโรคเบาหวานทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดฝอย ส่งผลให้ขาดเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงจอตา และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่อย่างผิดปกติที่จอประสาทตา ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นสภาพปกติได้ การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันมุ่งหวังให้โรคไม่ลุกลามไปจากระยะที่เป็นอยู่ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต ไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ต้อหิน เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร โดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัวเกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวที่เป็นต้อหิน อายุที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดที่มีการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น โรคนี้มักไม่มีอาการ จะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือการมองเห็นจำกัดวงแคบลงเรื่อยๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก ตามัวลงและตาแดง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนมาก ต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องมาตรวจติดตามอาการและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จุดภาพชัดจอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้ปกติ ปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย แสงรังสี UV สูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ เมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้นจะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะอ่านหรือเขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ไม่ชัดเจน แต่มองไกลได้ปกติ บางคนมีอาการตาพร่า หรือปวดตา มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและระยะในการเพ่งปรับสายตาลดลง เลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้น และการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นสายตา แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23488</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จุดภาพชัดจอตาเสื่อม, ต้อกระจก, ต้อหิน, นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ, ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ, ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา, แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c06716de4565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
