<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;เผยกระตุ้นเข็ม3 ด้วยAZแอนติบอดีพุ่งเกือบ100% ชี้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เด็ก3ขวบขึ้นไป ต้องฉีดด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ส.ค.64- &amp;nbsp;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงงานวิจัยแอนติบอดีและวัคซีนป้องกันโควิด19 ภายในงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 29 ว่า จากผลศึกษาในงานวิจัยแอนติบอดีต่อการตรวจหาเชื้อโควิด19 นั้นไม่สามารถในการตรวจหาเชื้อให้เจอในทันที แต่หลังจากติดเชื้อไปแล้ว 2-3 สัปดาห์จะสามารถตรวจหาเชื้อในแอนติบอดีได้ และคนที่ติดเชื้อรุนแรงจะทำให้มีแอนติบอดีสูงกว่าคนที่ติดเชื้อไม่รุนแรง ดังนั้นโควิด19 จึงเป็นโรคที่สามารถเป็นแล้วเป็นอีกได้ เนื่องจาก ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งมีแอนติบอดีที่ต่ำมาก จากการตรวจพลาสมาของผู้ที่เคยเป็นโควิดแล้วหาย &amp;nbsp;พบว่ามีค่าไตเตอร์จะสูงมากในคนไข้โควิดที่มีอาการปอดบวม &amp;nbsp;ซึ่งในการเก็บพลาสมาของคนไข้ที่มีค่าไตเตอร์สูง 1/320 ขึ้นไป จำนวน 10 คน &amp;nbsp;อาจจะสามารถบริจาคพลาสมาได้แค่ 2 คน และจากการติดตามผู้ป่วยโควิดที่ติดเชื้อธรรมชาติที่หายป่วยเป็นระยะยาว 1 ปี &amp;nbsp;จำนวน 250 คน โดยมีการเจาะเลือดทุก 3 เดือน พบว่าแอนติบอดีลดลงอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ยง &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ในส่วนของวัคซีนโควิด19 มีเพียง 3 แพลตฟอร์มเท่านั้น ที่ได้อนุมัติให้ใช้ฉุกเฉินได้ในโลก คือ เชื้อตาย ซึ่งฉีดเป็นตัวแรกดี แต่ไม่ใช่ตัวบูสเตอร์ที่ดี ส่วนไวรัสเวกเตอร์ และmRNA &amp;nbsp;นับว่าเป็นตัวบูสเตอร์ที่ดี &amp;nbsp; อย่างที่ทราบว่า ขณะนี้ วัคซีนแพลตฟอร์มซับยูนิต ที่มีการพูดถึงกันมากคือ โนวาแวกซ์, อันฮุย(Anhui)ของจีน และ GSK ของบริษัท ซาโนฟี่ &amp;nbsp;ที่กำลังพยายามผลิตออกมา &amp;nbsp; เพราะวัคซีนชนิดซับยูนิตนั้นทำไม่ง่าย เนื่องจากโปรตีนรีคอมบิแนนท์มีขนาดใหญ่ ทำให้โอกาสกระตุ้นการสร้างภูมิได้สูง ทำได้ลำบากและต้องขึ้นอยู่กับการหาแอดจูแวนต์ ( Adjuvent)หรือสารเสริมฤทธิ์ภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;ที่จะส่ลงไปในวัคซีนด้วย อย่าง โนวาแวกซ์ ได้ทำการวิจัยแอดจูแวนต์มานาน จากการใช้สารซาโปนิน ที่ได้มาจากเปลือกไม้ต้นโมลิน่า ซึ่งทำการศึกษาเสร็จแล้วตั้งแต่ต้นปี แต่จนปัจจุบัน อย.ของสหรัฐอเมริกายังไม่รับรอง แต่หากมีการรับรองแล้วจะสามารถอนุมัติให้ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน (EUA) จากนั้นองค์การอนามัยโลก จะรับรองทำให้เกิดการผลิตจำนวนมาก ขณะเดียววัคซีนอังกุยของจีน ต้องมีการฉีดถึง 3 เข็ม ซึ่งจะใช้ระยะเวลารอให้ภูมิคุ้มกันค่อนข้างนานถึง 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ยง กล่าวถึง การศึกษาความปลอดภัยและภูมิต้านของวัคซีนซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ที่นำมาปรับเป็นสูตรไขว้ โดยผลการติดตามในคนไข้ที่ฉีดสลับวัคซีน 70-80 คน พบว่าค่าไตเตอร์หรือภูมิคุ้มกันสูงเท่ากับฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม และขณะเดียวกันแอนติบอดี้ก็เพิ่มขึ้นหลังฉีดห่างกันเพียง 3 สัปดาห์ ต่างจากแอสตร้าฯที่ต้องฉีดห่างจากเข็มแรกกัน 8-10 สัปดาห์ แต่ย้ำว่าการฉีดสลับต้องเริ่มต้นด้วยเชื้อตายถึงจะดี หากฉีดด้วยแอสตร้าฯเข็มแรกตามด้วยซิโนแวคค่าไตเตอร์จะขึ้นต่ำมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการกระตุ้นเข็ม3 ในบุคลากรทางการแพทย์ ศ. นพ.ยง กล่าวว่า จากข้อมูลผู้ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม บูสด้วยแอสตร้าฯ 1 เข็ม จำนวน 500 คน ในจำนวนนี้ 190 คนพบว่า แอนติบอดี้ขึ้นสูงมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับซิโนแวค 2 เข็ม และค่าการตรวจภูมิคุ้มกัน หรือ The surrogate Virus Neutralization Test(sVNT) พบว่า sVNT ต่อสายพันธุ์ปกติ (Wild type) หรือต่อสายพันธุ์อัลฟ่า ก็จะมีภูมิขึ้น 100% ส่วน sVNT ต่อสายพันธุ์เดลตานั้นแอนติบอดี้ดีมากเกือบ 100% &amp;nbsp;แต่ภูมิจะลดลงมาในสายพันธุ์เบตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; ทั้งนี้ตามกาลเวลา แอนติบอดี้ย่อมลดลง ซึ่งสิ่งที่จะต้องหาคำตอบให้ได้ คือ คนที่ติดเชื้อธรรมชาติ ไม่เคยฉีดวัคซีน จะพบแอนติบอดี้ไม่สูง แต่หากคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติดเชื้อ แอนติบอดี้จะต่างกัน 100 เท่า ซึ่งยังไม่ทราบคำตอบว่าเพราะเหตุใด ดังนั้นผู้ติดเชื้อ แต่ไม่เคยฉีดวัคซีนเลย ควรได้รับวัคซีนหรือไม่นั้น จากการศึกษากลุ่มคนไข้ที่ติดเชื้อแล้ว 120 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อ 1 ปี และกลุ่มที่ติดเชื้อไม่ถึง 6 เดือน พบว่าเมื่อฉีดแอสตร้าฯที่เป็นไวรัสเวกเตอร์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าซิโนแวคที่เป็นเชื้อตาย&amp;rdquo; ศ.นพ.ยง ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. นพ.ยง กล่าวเพิ่มอีกว่า จากการศึกษาภูมิต้านทานการให้วัคซีนแต่ละชนิดในประเทศไทย พบว่า แอนติบอดี้ในไฟเซอร์และโมเดอร์นาชนิด mRNA สูงกว่าซิโนแวคเชื้อตายถึง 17 เท่า และแอสตร้าฯ ชนิดไวรัสเวกเตอร์สูงกว่าซิโนแวค 9 เท่า แต่ขณะเดียวกัน แอนติบอดี้ที่พบในซิโนฟาร์ม และจอห์นสันแอนด์จอห์นสันไม่สูงเท่า mRNA ดังนั้น &amp;nbsp;การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่รวมถึงประชากรเด็ก โดยเด็กตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป &amp;nbsp;จะต้องได้รับวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูง แม้ว่าเด็กจะเป็นโควิด19 อาการจะไม่รุนแรง แต่ต้องไม่ให้เป็นพาหะในการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114498</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, ฉีดเข็ม 3, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ภูมิคุ้มกันหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125e99149268.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;ยกเคสอาสาสมัครติดเชื้อโควิด หลังได้รับวัคซีนครบแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; เรื่อง โควิด 19 วัคซีน การติดเชื้อหลังได้รับวัคซีนครบแล้ว มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;จากการศึกษาติดตามอาสาสมัครในโครงการวิจัย ในระยะยาวหลังได้รับวัคซีน ทั้งชนิดเชื้อตายและไวรัสเวกเตอร์ในประเทศไทย เป็นจำนวนกว่า 100 รายในแต่ละกลุ่ม
พบการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาสาสมัครรายที่ 1&amp;nbsp; ฉีดวัคซีนไวรัส vectors (AZ)&amp;nbsp; ห่างกัน 10 สัปดาห์ หลังเข็มหนึ่งจะเห็นว่าภูมิต้านทานขึ้นสูง ถึง 450 ยูนิต และเมื่อมาที่ 10 สัปดาห์ภูมิต้านทานก็ลดลงมาเหลือ 203 ยูนิต ได้ให้วัคซีนเข็มที่ 2&amp;nbsp; อีก 1 เดือนต่อมา ภูมิต้านทานขึ้นไปเป็น 514 ยูนิต และหลังจากนั้นอีกไม่นาน อาสาสมัครรู้สึกเจ็บคอเวียนศีรษะไม่มีไข้ มีน้ำมูกและไอ จึงไปซื้อชุดตรวจมาตรวจ ผลปรากฏว่าได้ผลบวก จึงได้แจ้งมา และได้ทำการตรวจ rt-pcr&amp;nbsp; ยืนยันการติดเชื้อ ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีไข้เลย ให้รักษาตัวแบบเก็บตัวอยู่บ้าน จนถึงวันนี้ไม่มีอาการอะไรนอกจากจมูกไม่ได้กลิ่น (ตามรูปที่ 1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาสาสมัครรายที่ 2 รับวัคซีนเชื้อตาย (Sinovac) ครบ 2 เข็ม และติดตามภูมิต้านทานมาตลอดจนอาสาสมัครจะเข้าโครงการวิจัยมาตลอดและ จะทำการศึกษาการกระตุ้นเข็มสาม จากการติดตามภูมิต้านทานจะเห็นว่า(ตามรูปที่ 2)&amp;nbsp; ภูมิต้านทานของอาสาสมัครกระโดดขึ้นไปสูงมาก&amp;nbsp; จึงได้ย้อนถามประวัติว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ก็พบว่า เมื่อถามไปก็ตอบว่ามีอาการแต่ไม่คิดว่าเป็น เมื่อซักในรายละเอียดจึงรู้ว่า อาสาสมัครมีอาการแต่น้อยมากๆ และไม่ได้ไปหาหมอ รับการตรวจอย่างไร ในขณะที่อยู่กันสามคน กับพ่อแม่ที่อายุมากแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อแต่อย่างใด แสดงว่าวัคซีน ช่วยลดอาการและป้องกันไม่ให้ไปติด พ่อแม่ที่มีอายุมาก ในรายนี้เห็นได้ชัดว่า มีการติดเชื้อเพราะมีภูมิต้านทานต่อ nucleocapsid ขึ้นไปสูงมากถึง 8.89 และภูมิต้านทานกระโดดไปสูงแบบผิดปกติเป็นหมื่น&amp;nbsp; แสดงถึงการติดเชื้อแน่นอน ถ้าเป็นคนทั่วไปไม่ได้ตรวจเลือดจะไม่รู้เลยว่าติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากตัวอย่างทั้ง 2 รายแสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน ก็ยังสามารถติดเชื้อได้ แต่แทบจะไม่มีอาการอะไร และเป็นที่น่าสังเกตว่าในอาสาสมัครคนที่สอง อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่สูงอายุ แบบปกติก็ไม่ได้มีการติดโรคไปถึงท่าน เพราะไม่รู้ตัวด้วยว่าเป็น
#หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111596</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ผู้ติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed5979f028d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอยง&quot;ระบุไทยต้องปรับกลยุทธ์ ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 สกัดสายพันธุ์เดลต้า พบทำให้ภูมิเพิ่มสูงขึ้น  10 เท่า  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 มิ.ย.64- ศ.นพ.ยง ภูาวรรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการแถลงข่าว Update สายพันธุ์Deltaและจะมีผลกระทบต่อการได้รับวัคซีนหรือไม่ ว่า ในความกังวลแพร่ระบาดโควิด สายพันธุ์ เดลต้า พบว่าหากฉีดวัคซีน ทั้งไฟเซอร์ หรือแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;ฉีดเข็มเดียว ภูมิคุ้มกันจะสูงไม่พอ ได้แค่ 20-30% &amp;nbsp;สายพันธุ์เดลต้า จะต้องใช้ภูมิคุ้มกันที่สูงถึงจะป้องกันโรคได้ &amp;nbsp;ดังนั้น ขณะนี้เราต้องชะลอการระบาดสายพันธุ์เดลต้าให้มากที่สุด &amp;nbsp;ซึ่งถ้าลดการระบาดลงได้ อาทิตย์ละ 1% ต้องใช้เวลานานกว่าจะ ให้โควิดลงไประดับหนึ่ง พอถึงตอนนี้นถ้าเดลตค้าอาจจะมากขึ้น &amp;nbsp; ดังนั้น จึงต้องทำให้คนมีภูมิคุ้มกันสูงมากพอ และจากการศึกษาพบว่า การฉีดวัคซีนเข็ม 2 ของ แอสตร้า ฯและซิโนฟาร์ม ที่ ภูมิคุ้มกันยังต่ำ จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 &amp;nbsp; ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ได้จะสูงน้องๆไฟเซอร์ &amp;nbsp;และการฉีดเข็มที่ 3 &amp;nbsp; ถ้าฉีดในเวลาที่เหมาะสม จะกระตุ้นภูมิเพิ่มขึ้น 10 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำหรับการฉีดเข็มที่ 3 อาจข้ามวัคซีน หรือใช้วัคซีนตัวเดิมก็ได้ &amp;nbsp;เช่นฉีดซิโนแวค &amp;nbsp;2เข็ม เข็มที่ 3 อาจเป็นแอสตร้าฯ โดยขณะนี้กำลังศึกษาการให้เข็มที่ 3 &amp;nbsp;ที่เหมาะสมว่า หลังจากให้ 2เข็มแล้ว ควรให้ 3เดือน หรือ 6เดือน ถัดไป และคาดว่าข้อมูลจะออกมาเร็วๆนี้ นี้ และคิดว่าน่าจะทันเดลต้าที่กำลังเพิ่มขึ้น
เมื่อถามว่า จะสามารถฃะลอสายพันธุ์เดลต้า &amp;nbsp;ทันก่อนเปิดดประเทศ.120 วันได้หรือไม่ ศ.นพ.ยง กล่าวว่า &amp;nbsp;ตอนนี้ คงตอบไม่ได้ &amp;nbsp;ขึ้นกับเราทุกคนต้องช่วยกัน &amp;nbsp;ต้องลดการระบาด คุมให้ได้วันละหลักสิบ หรือหลักหน่วย และเสียชีวิตแค่วันละ คน สองคน ถึงเวลานั้นอาจเปิดประเทศได้ &amp;nbsp; แต่ถ้าเปิดประเทศในช่วงที่ยังมีคนติดเชื้อหลักพันคน &amp;nbsp;ถึงเปิดไปก็คงไม่มีใครมา &amp;nbsp;ดังนั้นเราต้องช่วยกัน ลดตัวเลข ประชาชนต้องช่วย และฉีดวัคซีน สองอย่างต้องช่วยกัน&amp;nbsp;
&amp;quot;ตอนนี้ ที่ระบาดยังเป็นสายพันธุ์อังกฤษ 90% &amp;nbsp;การฉีดวัคซีน เราศึกษาเยอะ &amp;nbsp;เช่น ถ้าฉีดซิโนแวค 4อาทิตย์ แล้วตามด้วยแอสคร้าเซนเนก้า &amp;nbsp; &amp;nbsp;เรากำลังศึกษาให้เร็วที่สุด เพื่อปรับกลยุทธิ์ให้ดีที่สุด สำหรับประเทศของเรา &amp;nbsp;ทั่วโลก ทำกันเยอะเรื่องสลับวัคซีน ในยุโรป สลับวัคซีนเชื้อตาย กับ mRNA ที่ผ่านมาเราให้ซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าฯเพื่อดูผลข้างเคียง และพบว่าภูมสูงชึ้นพอสมควร &amp;nbsp;แต่เราต้องเฝ้าระวังเดลต้า และการศึกษาข้อมูลเรื่องเข็ม 3 น่าจะออกมาทันกับการแพร่ระบาดสายพันธุ์เดลต้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เในอีก 120 วัน &amp;nbsp;หรือ 4เดือน คาดว่าจะมีการว่าฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายไปได้จำนวนมาก กว่าครึ่งของคนที่ต้องฉีด &amp;nbsp; ถ้าลดการระบาดได้อย่าง ที่ อ.ยงพูด ปัจจัยทั้งหมดต้องประมวลออกมา &amp;nbsp; ถ้าคนไทยช่วยกัน เพื่อคุมตัวเลขลดการระบาด และฉีดวัคซีนมากขึ้น การระบาดก็น่าจะลดลง &amp;nbsp;อีกทั้งเราต้องเคร่งครัดในมาตรการ &amp;nbsp; ถ้าไม่ทำ ก็จะเปิดไม่ได้ เช่น บางประเทศที่แพลนปลดล็อกดาวน์ ก็เลื่อนไป &amp;nbsp; สำหรับสายพันธุ์เดลต้าทื่แพร่ทางภาคใต้ ถ้าคุมโรคได้เร็วก็จะควบคุมแพร่ระบาดได้ และ ล่าสุดเดลต้าที่เจอ มาจากยะลา ส่วนจะมาจากนราธิวาสอีกทีหรือเปล่า ต้องขอเฃวลาสอบสวนโรค เพื่อดูพันธุกรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็น หลังฉีดวัคซีนแล้วควรต้องตรวจดูภูมิคุ้มกันว่าขึ้นสูงหรือไม่ &amp;nbsp;ศ.นพ.ยง กล่าวว่า เราไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิหลังรับวัคซีน &amp;nbsp;เพราะแต่ละโรงพบาลจะมีวิธีตรวจที่แตกต่างกัน &amp;nbsp; ตัวเลขวัดก็ไม่เหมือนกันและผลไม่มีค่าอ้างอิง และไมรู้ว่าตัวเลขนั้นแปลความอย่างไร &amp;nbsp;เรื่องการตรจภูมิคุ้มกันว่าขึ้นหรือไม่ ขณะนี้ เรากำลังวิจัย ที่เปรียบเทียบแต่ละวิธี &amp;nbsp;ของการวัดภูมิ &amp;nbsp;โดยนำโควิดละสายพันธุ์ มาตรวจซีรัมในเลือด เพื่อหาภูมิคุ้มกัน ถ้าตรวจจะเสียเงินเปล่าๆ &amp;nbsp;อย่าเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ เช่น ค่าตรวจ 350 บาท จะเสียเงินเปล่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107208</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนเข็มที่่ 3, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, สายพันธุ์เดลต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d17658cb7c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;แนะหลังฉีดวัคซีนไม่ต้องตรวจหาภูมิต้านทาน ชี้ไม่มีความจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย. 2564 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า โควิด 19 &amp;nbsp;วัคซีน การตรวจหาภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีน ไม่มีความจำเป็น&amp;nbsp;
มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตรวจหาภูมิต้านทานหลังฉีดวัคซีน กันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจหาภูมิต้านทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการตรวจหาภูมิต้านทานกันมาก แต่ละห้องปฏิบัติการ น้ำยาที่ใช้ตรวจ หลากหลายชนิดกันมาก ยังไม่มีมาตรฐานกลาง เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยที่ใช้วัดก็แตกต่างกัน เช่นเป็น &amp;nbsp;AU (Arbitrary Unit) ตามพจนานุกรม Arbitrary แปลว่า โดยพลการ หรือตามอำเภอใจ หน่วยเป็นยูนิตก็มี ยังไม่มีมาตรฐานกลางขององค์การอนามัยโลกที่เข้ามาปรับ หน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ก็มี เป็นตัวเลขการทำให้เจือจางก็มี เช่น 1:20, 1:40, 1:80&amp;hellip;. &amp;nbsp;และยังมีการใช้วิธีการตรวจแบบรวดเร็วอีก โดยการหยดเลือดแล้วดูแถบสี ซึ่งความถูกต้องต่ำมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแปรผลจะมีการสับสนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าถือแค่ว่าตรวจพบหรือไม่พบ จะพบว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตรวจพบ ถ้าทำวิธีที่ไว แล้วเมื่อพบก็บอกไม่ได้ว่าระดับเท่าไหร่ที่จะป้องกันโรคได้ และยิ่งเปรียบเทียบต่างห้องปฏิบัติการ ต่างวิธีจะเห็นว่าตัวเลขแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดการสับสนมากในขณะนี้ จึงเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ ในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเทศไทยจะต้องสูญเสียเงินทอง ออกต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตรวจแล้ว ก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม ไม่ได้ใช้ตัวเลขดังกล่าวมาตัดสินใจ ในการป้องกันหรือการให้วัคซีนเพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่สร้างความสบายใจหรือไม่สบายใจเกิดขึ้น และเสียเงินทองโดยใช่เหตุ ยิ่งในยามขณะนี้ เราจะต้องประหยัดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อต่อสู้กับโรคร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจดังกล่าวขอให้อยู่ในงานวิจัยเท่านั้น เพราะผู้ที่ทำวิจัยจะมีความรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และมีวัตถุประสงค์ที่จะตรวจวัดเพื่ออะไร ให้ได้ภาพรวมออกมา สู่สังคมจะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจหาภูมิต้านทานแต่อย่างใด
#หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106180</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจหาภูมิต้านทาน, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, หมอยง, หลังฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f3e3a02f5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯเผยเฝ้าระวังเข้มข้น ไม่ให้เกิดโควิด&#039;สายพันธุ์ไทย&#039; ห่วงมีไวรัสลูกผสม&#039;ไฮบริด&#039; ติดเขื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7มิ.ย.64- นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อโรค ได้สร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินงานเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ที่มีห้องปฏิบัติการของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลเฝ้าระวังสายพันธุ์ ได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) และสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และตรวจพบในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 &amp;nbsp;โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 กลายพันธุ์ 3 วิธี ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. การตรวจเฉพาะตำแหน่งกลายพันธุ์ ที่มีความจำเพาะต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลด้วยเทคนิค Real-time PCR สามารถทำได้ในระดับเขตภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. Target sequencing ตรวจการกลายพันธุ์ในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งที่ทราบข้อมูลการกลายพันธุ์อยู่แล้ว หรือค้นหาตำแหน่งการกลายพันธุ์ใหม่บนยีนสำคัญ เช่น ยีนหนามแหลม (spike) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. Whole genome sequencing ตรวจข้อมูลทั้งจีโนมของเชื้อไวรัส เป็นวิธีหลักในการเฝ้าระวังสายพันธุ์เป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อไวรัสSAR-CoV-2 เริ่มต้นที่ 9,000 ตัวอย่าง &amp;nbsp; เพื่อให้มีข้อมูลพอเพียงต่อการควบคุมโรค และการบริหารวัคซีนโควิด 19 โดยจะดำเนินการต่อเนื่องไปอย่างน้อย 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานการพบเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ที่น่ากังวลในประเทศไทยจากการระบาดระลอกเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 2564 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เฝ้าระวังสายพันธุ์ที่น่ากังวล 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์แอลฟ่า (อังกฤษ) จำนวน 3,595 ตัวอย่าง สายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) จำนวน 26 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย)จำนวน 235 ตัวอย่าง พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.สายพันธุ์แอลฟ่า เป็นต้นเหตุของการระบาดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2564 พบเกือบ &amp;nbsp;ทุกจังหวัด และเข้ามาแทนสายพันธุ์ที่เคยระบาดอยู่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.สายพันธุ์เดลต้า พบรายงานครั้งแรกในเขตกรุงเทพมหานคร และมีการระบาดออกไปในภาคเหนือและภาคอีสานตามกลุ่มแรงงานที่เดินทางกลับบ้านจากกรุงเทพมหานครในช่วงระบาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3.สายพันธุ์เบต้า พบรายงานครั้งแรกในจังหวัดชายแดนภาตใต้ เนื่องจากสายพันธุ์นี้ระบาดในรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย พบได้จากกลุ่มบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนไทยและมาเลเซีย ซึ่งต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยในจังหวัด ปัตตานี สงขลา และนราธิวาส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ มีการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมไวรัสก่อโรคโควิด19 ใน 3 รูปแบบ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.ตรวจสอบรหัสพันธุกรรม 40 ตำแหน่งอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน เพื่อแยกแยะไวรัสสายพันธุ์ที่เป็นปัญหาในประเทศ ด้วยเทคโนโลยี &amp;ldquo;MassArray&amp;rdquo; สามารถตรวจตัวอย่างส่งตรวจได้ 1,000 ตัวอย่างต่อสัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัส &amp;ldquo;สายยาว&amp;rdquo; Long-Read Sequencing ด้วย Oxford-Nanopore Technologies (ONT) sequencing เวลาดำเนินการ 2 วัน เหมาะสำหรับการตรวจไวรัสลูกผสม (hybrid of COVID-19 variants) หรือการติดเชื้อสองสายพันธุ์ในคนเดียวกันในเวลาเดียวกัน (co-infection)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3.ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัส &amp;ldquo;สายสั้น&amp;rdquo; Short-Read Sequencing ด้วย Next-generation DNA sequencing (NGS) เวลาดำเนินการ 4-5 วัน เพื่อติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;(COVID-19 variants)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากการวิเคราะห์ Phylogenetic analysis หรือการสืบสายพันธุกรรม พบว่าประเทศไทยตรวจพบสายพันธุ์เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ได้หลากหลาย และเมื่อวิเคราะห์สายพันธุ์เปรียบเทียบกับที่พบระบาดทั่วโลก พบว่าเชื้อกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่นำเข้ามาจากประเทศอื่น ในปัจจุบันประเทศไทยไม่พบการกลายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในประเทศ ซึ่งการระบาดครั้งนี้มีการติดเชื้อใหม่เป็นจำนวนมากต้องเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ในประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ (new variant) ไวรัสลูกผสม (hybrid of COVID-19 variants) และการติดเชื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียวกัน (co-infection) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ว่า จากข้อมูลที่มีรายงานทั่วโลก การกลายพันธุ์เป็นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ไวรัสโควิด-19 ก็มีการกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอดของไวรัส &amp;nbsp;ไวรัสที่กลายพันธุ์และแพร่กระจายได้ง่ายก็จะแพร่ขยาย และกลบสายพันธุ์เดิมที่มีการแพร่กระจายได้น้อยกว่า แต่เดิม สายพันธุ์อู่ฮั่น เรียกง่าย ๆ เป็นสายพันธุ์ S และ L สายพันธุ์ L แพร่ได้มากกว่า จึงกระจายมากในยุโรปและการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ G และ V ต่อมาสายพันธุ์ G &amp;nbsp;แพร่ได้ง่ายจึงกระจายทั่วโลกและแทนที่ &amp;nbsp;สายพันธุ์อู่ฮั่น หลังจากนั้นสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) แพร่กระจายได้ง่ายจึงกลบสายพันธุ์ G เดิม ตอนนี้มีสายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) ที่แพร่กระจายง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาเข้ามา &amp;nbsp;ทำให้เกรงกันว่าสายพันธุ์เดลตาจะทำให้ระบาดเพิ่มขึ้น และมาแทนสายพันธุ์อัลฟาในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) เป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่หลบหลีกภูมิต้านทานได้ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง &amp;nbsp;จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สายพันธุ์ดังกล่าวคือ เบตา และ แกมมา ทั้งสองสายพันธุ์แพร่กระจายได้น้อยกว่าสายพันธุ์แอลฟ่า และเดลตา การศึกษาของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาฯ ในคนไทยที่กลับจากต่างประเทศตรวจพบเชื้อSAR-CoV-2 ได้เกือบทุกสายพันธุ์ ทำให้สามารถพัฒนาวิธีตรวจเฝ้าระวังการกลายพันนธุ์ที่แม่นยำและทำได้รวดเร็ว ในขณะนี้ยังติดตามเฝ้าระวังสายพันธุ์ใน State Quarantine และ Alternative state quarantine อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เข้ามาทางสนามบิน จะมีโอกาสน้อยมากที่จะแพร่กระจายโรค ที่ผ่านมาการระบาดเกิดจากการลักลอบผ่านชายแดนเข้ามา ขอฝากประชาชนที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบผ่านชายแดนเข้ามาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์น่ากังวล เพราะเชื้อเหล่านี้จะทำให้เกิดการระบาดรุนแรงในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105562</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, กลายพันธุ์, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์, โควิดสายพันธุ์ลูกผสม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bdd424bfaac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 07:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 07:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;วิเคราะห์โควิด-19 วัคซีน กับอาการไม่พึงประสงค์ ยันต้องใช้เหตุและผลตัดสินใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

4 มิ.ย.64 -ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง โควิด 19 วัคซีน กับอาการไม่พึงประสงค์ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19&amp;nbsp; ไปแล้วไม่น้อยกว่า 2 พันล้านโดส ไม่เคยมีวัคซีนใดที่ฉีดได้รวดเร็วและมากเท่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการไม่พึงประสงค์ ต้องแยกจากอาการข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้น หลังการให้วัคซีน เป็นเหตุการณ์อะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นหลังการให้วัคซีนใน 2 สัปดาห์ เราจะรวบรวมเป็นอาการไม่พึงประสงค์ แล้วสรุป ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ เป็นความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน น่าจะเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้อง จึงต้องอาศัยการช่วยวิเคราะห์อย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต ใน 2 วันต่อมา ก็ถือว่าเป็นอาการไม่พึงประสงค์อย่างร้ายแรง แต่เมื่อไปศึกษารายละเอียด พบว่าการเสียชีวิตถูกยิงตาย ก็ต้องศึกษาต่อไปอีกว่า วัคซีนมีผลทำให้พฤติกรรมก้าวร้าว หรือไม่ ถ้าก้าวร้าวแล้วถูกยิงตาย วัคซีนก็อาจจะเป็นสาเหตุได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยู่ในการศึกษาวัคซีนมาม่าก แม้กระทั่งฉีดวัคซีนไปแล้ว เดินออกจากโรงพยาบาล เดินตกท่อ ก็ยังต้องหาสาเหตุว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ เพราะวัคซีนอาจทำให้เวียนศีรษะ แล้วเดินตกท่อก็ได้ แต่ถ้าไปเดินสะดุดแล้วตกท่อ ก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปถึง 3.8 ล้านโดส ถ้าเฝ้าระวังอาการ เอาแค่ 7 วันก็พอ ก็เท่ากับ ไม่น้อยกว่า&amp;nbsp; 25 ล้านวัน ชีวิตคน หรือเท่ากับ 65 หมื่นปี หรือเรียกง่ายๆคนเรามีอายุ 80 ปี ก็อย่างน้อย 800 คนที่เมื่อนับรวมวันกัน ตั้งแต่เกิดจนตายก็จะเท่ากับ 25 ล้านวัน ฟังดูแล้วเข้าใจยากไปหน่อย ถ้าพูดง่ายๆชีวิต 25 ล้านวัน เท่ากับชีวิตของคน 800 คน ที่มีอายุอยู่ถึง 80 ปี เมื่อวันเวลาดังกล่าวดังที่ยกตัวอย่างก็ต้องมีการเสียชีวิต ตามโลกแห่งความเป็นจริง แต่การให้วัคซีนส่วนใหญ่แล้วให้กับคนแข็งแรง เหตุการณ์จึงไม่ได้เกิดถึงขนาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอาการใหม่ จะต้องมีการรายงาน ว่าโรคนั้นเกี่ยวข้องกับหรือเป็นอาการข้างเคียงกับวัคซีนหรือไม่ เช่นการให้วัคซีนไวรัส Vector&amp;nbsp; เกิดการมีลิ่มเลือดและมีเกล็ดเลือดต่ำ (คนละโรคกับเส้นเลือดดำอุดตัน) โรคนี้ก็พบได้อยู่แล้ว แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับอุบัติการณ์ของคนปกติที่พบในชีวิตจริง แล้วพบว่าเกิดจากวัคซีนได้มากกว่า ก็เป็นที่ยอมรับว่า การเกิดลิ่มเลือดชนิดที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนชนิด virus Vector&amp;nbsp; แต่อุบัติการณ์จะเกิดในคนอายุน้อย และมีอุบัติการณ์ทั้งสิ้นประมาณ 1 ในแสน เมื่อเทียบประโยชน์แล้วมีมากกว่าก็เดินหน้าให้วัคซีน และโรคดังกล่าวก็รักษาได้ ถ้ารู้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกันการฉีดวัคซีน mRNA&amp;nbsp; เช่นของ Pfizer&amp;nbsp; ขณะนี้มีรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยเฉพาะในคนอายุน้อย ข้อมูลนี้กำลังเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในอเมริกาและอิสราเอล เริ่มให้ความสำคัญ ก็จะต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า อุบัติการณ์ในการฉีดวัคซีนในคนอายุน้อยของ Pfizer&amp;nbsp; มีโอกาสเกิดมากกว่าคนที่ไม่ได้ฉีด แล้วเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเท่าใด จะต้องคำนึงถึงผลได้ของวัคซีนเปรียบเทียบกับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และ ผลระยะยาวของหัวใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงจำเป็นต้องบันทึกอาการไม่พึงประสงค์ ลงอย่างละเอียด และจำเป็นต้องใช้นักวิชาการมาวิเคราะห์ และคำนึงถึง ประโยชน์ที่ได้ กลับผลเสียที่จะเกิดจากการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจำเป็นจะต้องใช้ทั้งเหตุและผล เข้ามาร่วมการตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวในเชิงลบ จะออกมาเร็วและผู้คนสนใจ แต่เมื่อความจริงปรากฏ ว่าเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ก็มักจะ ไม่เป็นข่าวออกมาเลย เช่นในรายการเสียชีวิต จะเป็นข่าวอย่างรวดเร็ว แต่ผลของการสอบสวนต้องใช้เวลา และเมื่อผลสอบสวนออกมาแล้ว ก็มักจะไม่ได้เป็นข่าวแล้ว
#หมอยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105213</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, อาการไม่พึงประสงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e6584b3b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; ชี้หากไม่ฉีดวัคซีนสร้างภูมิต้านทานโควิด อาจมีคนเสียชีวิตถึง 7 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด 19 &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่สเปน และ อหิวาตกโรคในรัชกาลที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยมีโรคระบาดใหญ่ เป็นรอบๆ 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พศ 2363 โรคอหิวาตกโรคได้เกิดการระบาดใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 2 &amp;nbsp;ที่มีการบันทึก (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ไว้ว่า ห่าลงปีมะโรง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 30,000 คน ซึ่งขณะนั้นประชากรประเทศไทยก็ไม่น่าจะมาก น่าจะอยู่ที่ 3 - 4 ล้านคน (คาดการณ์เอง) อัตราการเสียชีวิตก็น่าจะอยู่ที่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีก 100 ปีต่อมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี พศ. 2461 ไข้หวัดใหญ่สเปน เข้าสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ในเดือนตุลาคมปีพศ 2461 &amp;nbsp;ในสมัยรัชกาลที่ 6 ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 &amp;nbsp;เราได้ส่งทหารไปร่วมรบกับกองกำลังฝรั่งเศสและอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนั้นประเทศไทยปกครองแบบมี &amp;nbsp;17 มณฑล ( 73 จังหวัด) &amp;nbsp;มีประชากรทั้งสิ้น 8.4 ล้านคน ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ทั้งสิ้น 2.3 ล้านคน เสียชีวิต 80,000 คน หรือคิดราว 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร นับเป็นการเสียชีวิตที่ไม่น้อยจากโรคระบาด &amp;nbsp;โรคสงบในเดือนมีนาคม &amp;nbsp;2462 (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 136 &amp;nbsp;27 กรกฎาคม พ. ศ. 2462)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;100 ปีต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี พศ 2563 &amp;nbsp;เราก็ต้องเผชิญกับโรคระบาดอีก คือโรค โควิด 19 &amp;nbsp;เข้าสู่ประเทศไทยในเดือนมกราคม จากหญิงท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากนั้นเราก็พบการระบาดมาจนถึงปัจจุบันเป็น 3 รอบ และเหตุการณ์ยาวมาถึง 1 ปีครึ่งแล้ว ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ เราได้พยายาม ยื้อให้มีการเสียชีวิตน้อยที่สุด และรอ วัคซีนมาทดแทนการติดเชื้อ เพื่อให้เปรียบเสมือนเป็นการติดเชื้อแบบไม่มีอาการ หรือมีอาการให้น้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ มีภูมิต้านทาน เพื่อให้พ้นจากการเจ็บป่วยของโรคดังกล่าว ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติอย่างเมื่อ 100 หรือ 200 ปีที่แล้วที่ผ่านมา และถ้ามีการเสียชีวิตประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ครั้งนี้ก็จะมีการสูญเสียถึง 7 แสนคน และโรคน่าจะสงบใน 1 ปี คือคนส่วนใหญ่ จะติดเชื้อ และมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ สภาพดังกล่าวเราคงยอมรับไม่ได้ เราจึงมีแนวทางปฏิบัติทุกวิถีทางที่จะลดความรุนแรงของโรคลงให้ได้ เหตุการณ์จึงได้ยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้ ทางออกในวันนี้มีอยู่ทางเดียวคือต้องทำให้ทุกคนมีภูมิต้านทานคล้ายการติดเชื้อ ด้วยวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงเวลาแล้วที่ประชากรไทยทุกคน ควรจะได้รับวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานเป็นส่วนใหญ่เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อลดความรุนแรงของโรค และอัตราตาย ในที่สุด โรคก็จะสงบ ถ้าคนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105118</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ยง ภู่วรวรรณ, วัคซีนโควิด19, โควิด19วันนี้, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60a9f2aa8621f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
