<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครียดนอนไม่หลับเพราะการเมืองฟังทางนี้!จิตแพทย์ชี้ความเห็นต่างรุนแรงเป็นประชาธิปไตยอ่อนหัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.62- นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการสื่อสาร และการรับข่าวสารทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน ว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง และขัดแย้งมักจะกระตุ้นอารมณ์สูง ชวนให้คนติดตามไปเรื่อยๆ และเริ่มเสพติดข่าวสารที่มีลักษณะทางอารมณ์มากเกินไป และเกิดความเครียด ที่แสดงออกผ่านการติดตามข่าวสารการเมืองหลายชั่วโมง เริ่มนอนไม่หลับ เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากโดยเฉพาะเมื่อเจอความเห็นที่ต่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยิ่งปัจจุบันการสื่อสารง่าย มีส่วนร่วมได้ง่ายโดยการเข้าไปออกความเห็นผ่านโซเซียลมีเดีย รวมถึงการส่งต่อข้อมูลต่างๆ ล้วนเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเสพข่าวสารทางการเมืองมากเกินไป ซึ่งกรมสุขภาพจิตเองค่อนข้างเป็นห่วงในช่วงนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต เผยว่า หลักของการจัดการกับเรื่องนี้ จึงเน้นเรื่องการจำกัดเวลาการรับ และการสื่อสาร แค่ 1-2 ชั่วโมง ก็ควรพัก หันไปทำกิจกรรมที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ทั้งการงาน การเรียน เรื่องครอบครัว หากจัดการเรื่องเวลาได้ดีก็ไม่ค่อยมีปัญหา และเป็นวิธีการจัดการความเครียดที่ดีที่สุด แต่ที่มีปัญหาเพราะไม่ค่อยได้จัดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เราต้องรู้ว่าตัวที่ทำให้เกิดความเครียดมากคือ อารมณ์ ดังนั้นสื่อประเภทไหนที่มีอารมณ์รุนแรงก็อย่าไปเสพ อย่าส่งต่อ เพราะคิดว่าการเมืองสร้างสรรค์คงไม่ต้องใช้สื่ออารมณ์ที่รุนแรงต่อกัน การสื่อสารควรเน้นที่การไม่ใช้อารมณ์ ซึ่งมีหลักฐานจากการทำแล็ปทางสังคมพบว่าการที่ผู้รับสารสะท้อนถึงคนที่ใช้สื่อแบบใช้อารมณ์มากเกินไป โดยการชี้แจงด้วยเหตุผลไม่ต่อว่ารุนแรง ทำให้ความรุนแรงลดลง ดังนั้นคนรับสารต้องช่วยกันสะท้อนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนแต่ต้องสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;การแสดงความเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองรุนแรง แม้จะอยู่ในบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแบบอ่อนหัดที่เริ่มต้นก็แสดงความเห็นรุนแรงต่อกัน แต่พอประชาธิปไตยสุกงอม มีวุฒิภาวะมากขึ้นก็จะเริ่มมองความเห็นต่างเป็นโอกาสมากกว่าศัตรู&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ยงยุทธ กล่าวว่าสังคมไทยเผชิญความขัดแย้งกันมานาน เรามีการเรียนรู้แน่นอน คนเริ่มลดความรุนแรงในการแบ่งขาว กับดำ มองเป็นเรื่องของความแตกต่างมากกว่าความถูกผิด แต่แน่นอนว่าทุกประเทศที่เพิ่งผ่านวิกฤติมาก็ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าแม้ว่าเราจะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ฝ่ายไหน ก็ต้องการให้เกิดการสื่อสารอย่างสร้างสรรคเพื่อให้สังคมไทยมีทางออก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะทรวงสาธารณสุข, การเมือง, ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, ประชาธิปไตยอ่อนหัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c7ff2014bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับสาวฆ่าแมว ตร.ขอหาหลักฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่แจ้งข้อหาดีเจสาวถูกแจ้งจับฆ่าแมวชำแหละเครื่องใน ตำรวจเผยยังไม่พบหลักฐานมัดตัว นอกจากซากแมวที่กลุ่มวอชท์ด็อกเก็บไว้ เตรียมส่งผ่าชันสูตรก่อนพิจารณาออกหมายเรียก องค์กรสวัสดิภาพสัตว์เผยผู้เสียหายอีกรายเตรียมแจ้งความที่ สน.ยานนาวา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.สุนทร มาลาเวช รอง ผกก.สส.สน.เพชรเกษม เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า กรณีมีผู้แจ้งดำเนินคดี น.ส.วรารัตน์ ระบุว่ารับลูกแมวไปเลี้ยงแล้วทำร้ายแมวจนตาย ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าแมวเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และเสียชีวิตที่ใด โดยขณะนี้หลักฐานที่มีอยู่คือซากแมวที่ทางสัตวแพทย์ของกลุ่มวอชท์ด็อก ไทยแลนด์ เก็บรักษาเอาไว้ แต่เบื้องต้นจะต้องนำซากแมวส่งผู้เชี่ยวชาญผ่าชันสูตรอีกครั้ง ซึ่งกำลังปรึกษาว่าจะส่งที่ รพ.สัตว์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ รพ.สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คาดต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะทราบผล จากนั้นจะนำมาเป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี และพิจารณาออกหมายเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาให้ปากคำต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ น.ส.อิศราภรณ์ สมุทรกลิน อายุ 29 ปี แจ้งความที่ สน.เพชรเกษม ให้เอาผิดกับ น.ส.วรารัตน์ หรือซัน อายุ 30 ปี ดีเจเปิดแผ่นตามสถานบันเทิง ระบุว่ามีพฤติกรรมขอรับลูกแมวไปเลี้ยงดูตามเฟซบุ๊กจากกลุ่มหาบ้านให้สุนัขและแมว แต่กลับทำร้ายแมวจนตาย และนำศพแมวมาให้ในสภาพถูกคว้านท้องนำอวัยวะภายในออกจนหมด เมื่อสมาชิกองค์กรพิทักษ์สัตว์ช่วยกันค้นหาข้อมูล พบว่าที่ผ่านมาเคยขอรับลูกแมวจากผู้เสียหายไปเลี้ยงดูมากกว่า 27 ตัว ซึ่งต่อมาดีเจสาวผู้นี้ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม พร้อมกับหอบซากแมวมาด้วย อ้างว่าไปตามหาจนเจอ ตำรวจสอบปากคำก่อนปล่อยตัวไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ น.ส.นพรัตน์ คำบูรณวิทย์ ผู้เสียหายอีกราย ได้เข้าให้ข้อมูลตำรวจ สน.เพชรเกษม บอกว่าดีเจสาวขอรับแมวไปเลี้ยง 2 ตัว ต่อมาตนเห็นโพสต์ของ น.ส.อิศราภรณ์ ที่ถูกดีเจสาวเอาแมวไปแล้วตาย จึงพยายามติดต่อไปที่ดีเจคนนี้ ได้แมวคืนมา 1 ตัว ส่วนอีกตัว น.ส.วรารัตน์อ้างว่าวิ่งหลุดหนีไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันสาร์ ตำรวจพร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล ผู้อํานวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และรองโฆษกกรมปศุสัตว์ และกลุ่มวอทช์ด็อก ไทยแลนด์ เดินทางไปที่บ้านพักของพ่อแม่ น.ส.วรารัตน์ ย่านทวีวัฒนา พบตัวดีเจสาวอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ขณะที่พ่อแม่แสดงความบริสุทธิ์ใจให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในบ้าน &amp;nbsp;เบื้องต้นไม่พบหลักฐานหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทารุณกรรมสัตว์ ก่อนจะเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมย่านวงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นที่พักของ น.ส.วรารัตน์อีกแห่ง พบเพียงกระบะทราย อาหารแมว ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีการทารุณกรรมหรือฆ่าแมว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระบุญ เจริญวัย ประธานองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า กรณีนี้นับเป็นคดีที่มีความซับซ้อนด้านการหาพยานหลักฐานพอสมควร ขณะที่มีผู้เสียหายหญิงอีก 1 ราย เคยมอบแมวให้ดีเจสาวนำไปอุปการะแล้วแมวเกิดสูญหาย ไม่สามารถตามกลับมาได้ กำลังเตรียมตัวรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเช้าวันที่&amp;nbsp;22 ต.ค.นี้ ทางองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ และวอชท์ด็อก ไทยแลนด์ จะส่งตัวแทนเข้าพบ พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รรท.ผบช.น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อหารือถึงแนวทางดำเนินการตามกฎหมายกรณีช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมในคดีต่อๆไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ถ้าใช่ ผู้กระทำถือว่ามีความผิดปกติในพฤติกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำตัวตรวจสอบ ว่าการกระทำนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร เกิดจากแรงจูงใจ หรือจิตใต้สำนึก แต่เนื่องจากในข่าวระบุว่า การฆ่าแมวชำแหละเครื่องใน ก็เพื่อแลกกับบิตคอยน์ หรือเงินสกุลดิจิทัล ในดาร์กเว็บ ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พฤติกรรมการทารุณสัตว์มีได้ตั้งแต่เกิดจากอารมณ์ หรือการต่อต้านสังคม ซึ่งตำรวจอาจต้องนำตัวมาตรวจสอบวิเคราะห์ อีกทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์อย่างชัดเจน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20391</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, นพรัตน์ คำบูรณวิทย์, นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล, พ.ต.ท.สุนทร มาลาเวช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิศราภรณ์ สมุทรกลิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcc7ed96e05a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 23:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ล่าชื่อทบทวนรับรอง “อี-สปอร์ต” เป็นกีฬา&quot;หมอยงยุทธ&quot;ระบุส่งเสริมให้เด็กเล่นวีดีโอเกมากกว่าอย่างอื่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18ก.ย.61-&amp;nbsp;&amp;quot;หมอยงยุทธ &amp;quot;ล่ารายชื่อ ขอให้กกท.ทบทวน &amp;quot;อี-สปอร์ต&amp;quot;ว่าเป็นกีฬา ชี้คกก.โอลิมปิกไม่รับรองว่าเป็นกีฬา แต่กลับเป็นการส่งเสริมให้เด็กเล่นวีดีโอเกมมากกว่า ขณะที่ WTO วินิจฉัย เป็นโรคกลุ่มใหม่ กำลังเป็นปัญหาใหญ่สุขภาพจิตในปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ได้ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่องอีสปอร์ต (E-Sport) ส่งถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว &amp;ldquo;นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์&amp;rdquo; โดยระบุตอนหนึ่งว่า สืบเนื่องจากการที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ให้การรับรองสมาคม E-Sportเท่ากับรับรองว่าเป็นกีฬาด้วย ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยเด็ก เยาวชน และครอบครัวเป็นวงกว้าง เพราะมีการโฆษณาและส่งเสริมให้เกิดการเล่นวิดีโอเกม เมื่ออ้างเป็นกีฬาก็ยิ่งทำให้ขยายตัวรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่วงวิชาการทั่วโลกยังไม่ได้ยอมรับการแข่งขันวิดีโอเกมว่าเป็นกีฬา และองค์การอนามัยโลกประกาศชัดเจนว่าการเล่นมากเกินไปจะนำไปสู่โรคติดเกมได้ โดยจัดเป็นการวินิจฉัยโรคกลุ่มใหม่ และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ทางสุขภาพจิตในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในจดหมายระบุว่า 1.อีสปอร์ตเป็นวาทกรรมของบริษัท ที่จริงคือการแข่งขันวิดีโอเกม คณะกรรมการโอลิมปิกสากลไม่รับรองว่าเป็นกีฬา เพราะ เนื้อหารุนแรง ไม่มีระบบคอยควบคุม ไม่เป็นสาธารณะ แต่เป็นลิขสิทธิ์เอกชน 2. ผลทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ของนักแข่งหรือรายได้จากการโฆษณานั้นเทียบไม่ได้กับผลร้ายที่เกิดขึ้น ในสหรัฐอเมริกามีคนเล่นอาร์โอวี 60 ล้านคน มีผู้เล่นอาชีพที่มีรายได้ประจำแค่ 57 คน หรือทุกผู้เล่น 1 ล้านคนจะมีมืออาชีพ 1 คน แต่มีผู้ติดเกม 2 - 8 หมื่นคน ส่งผลเสียต่อครอบครัว สมรรถนะการประกอบอาชีพมากมายมหาศาล 3. คนที่ติดเกมจะมีปัญหาสุขภาพ สมาธิสั้น เสียพัฒนาการทางสังคม ภาษาล่าช้า องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นโรคทางจิตเวช 4.การรับรองให้เป็นสมาคมไปแข่งขันระหว่างประเทศ เป็นการรับรองว่าเป็นสมาคมตัวแทน ไม่ใช่รับรองว่าเป็นการกีฬา แต่กรณี กกท.รับรองว่าเป็นกีฬาเท่ากับรับรอง 2 ต่อ ทำให้บริษัทและสมาคมใช้เป็นโอกาสขยายการโฆษณาว่าเป็นกีฬาอย่างรุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ผลก็คืออัตราเด็กติดเกมเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว รวมทั้งปัญหาที่ตามมาเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ละทิ้งการเรียน การพูดปด ลักขโมย ภาวะซึมเศร้า โดยแค่ 6 เดือนแรก ระหว่างต.ค. 2560 &amp;ndash; มี.ค. 2561หลังกกท.ประกาศรับรองสมาคมอีสปอร์ต มีการเกิดค่ายอี สปอร์ตทำให้มีจำนวนเด็กติดเกมเพิ่มขึ้นเท่าตัว 6.ประเทศต่างๆ ที่มีกลไกการดูแลดีกว่าเมื่อเทียบกับประเทศไทยก็ยังไม่ยอมรับว่าเป็นกีฬา แต่ไทยกลับไปสนับสนุนให้เป็นกีฬา ทั้งที่ยังมีจุดอ่อน 3 ประการ คือเด็กและพ่อแม่ไม่เข้าใจผลเสียและโอกาสที่เกิดการติด ต้องป้องกันด้วยหลัก 3 ต้อง 3 ไม่ คือ ต้องกำหนดเวลา ต้องกำหนดโปรแกรม ต้องเล่นกับลูก พ่อ แม่ไม่เป็นแบบอย่างที่ผิด ไม่เล่นในเวลาครอบครัว ไม่มีในห้องนอน จุดอ่อนที่บริษัทขาดจรรยาบรรณในการโฆษณาและการตลาด และจุดอ่อนจากการที่กกท.และสมาคมฯ ขาดความสามารถในการควบคุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีผู้ที่ห่วงใยได้ทำให้กระบวนการต่างๆ ผ่านผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เช่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง สภา รวมทั้งสมัชชาสุขภาพก็รับไว้เป็นวาระสำคัญ จึงขอให้ผู้บริหารได้ศึกษาและทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยไม่อคติและไม่เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นเฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว ต้องมีการจัดการแบบหลายประเทศที่ดำเนินการอยู่ อาทิ ออกกฎหมายห้ามนำมาในโรงเรียน , ลงทะเบียนบัตรประชาชนเพื่อควบคุมอายุ , เกมต้องหยุดเมื่อครบ 2 ชั่วโมง เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อธุรกิจ แต่ธุรกิจก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ได้ห้ามการเล่นเกม แต่คนไทยเด็กและพ่อแม่จะต้องเท่าทัน และองค์กรควบคุมที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ต้องทำหน้าที่อ่างเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า จดหมายเปิดผนึกเพื่อกระตุ้นให้สังคมได้เห็นผลกระทบจากการสนับสนุนอีสปอร์เป็นกีฬานั้นส่งผลกระทบต่อเยาวชนของชาติให้กลายเป็นเด็กติดเกมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่วมลงชื่อเพื่อนำไปยื่นให้ผู้มีอำนานทบทวน โดยการลงชื่อนั้นผู้ที่เห็นด้วยสามารถลงชื่อต่อท้ายจดหมายเปิดผนึกที่ตนเผยแพร่ในเฟสบุ๊คส่วนตัวได้เลยซึ่งขณะนี้มีจำนวนมากขึ้นแล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17804</URL_LINK>
                <HASHTAG>E-Sport, ทบทวนE-Sportว่าเป็นกีฬาหรือไม่, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b9773bf85b30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่ 6 เดือน&quot;E-Sport &quot;ทำให้เด็กต้องเข้ารับการบำบัดแล้ว60คน จิตแพทย์ห่วงเตรียมนำประเด็นถกสมัชชาสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
10 ก.ย.61- นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกระแสการสนับสนุนการเล่นอีสปอร์ต(E- Sport ) ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้หน่วยงานที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนต่างมีความเป็นห่วงว่าจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาเด็กติดเกมในประเทศไทย เพราะถ้าพูดตามหลักวิชาการทั่วโลกยังไม่นับว่าเป็นกีฬา เพราะยังมีเนื้อหาที่หลากหลาย รุนแรง และยังไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ แม้ว่าล่าสุดเพิ่งจะมีการจัดแข็งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียที่ผ่านมาก็เป็นเพียงกีฬาทดลอง ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะมีอำนาจในการเจรจาบรรจุเป็นกีฬาทดลอง โดยจะหมุนเวียนไปบางอย่างก็ไม่ได้รับการบรรจุเป็นกีฬา ในขณะที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากลมองว่ายังต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าจะสามารถบรรจุเป็นกีฬาได้ ต้องมีการพัฒนาตัวเองว่าเป็นสิ่งสร้างสรรค์ มีการควบคุมจริยธรรม ต่างๆ และต้องปลอดจากการแทรกแซงเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า มีการศึกษาในอเมริกาพบว่าคนเล่นเกม 1 ล้านคนจะมีเพียง 1 คนที่มีความสามารถเป็นเกมเมอร์ได้ แต่มีคนเป็นหมื่นๆ คนที่ต้องกลายเป็นคนติดเกม เพราะฉะนั้นคิดว่าไม่คุ้มกัน ในขณะที่ประเทศไทยจากข้อมูลสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นก็พบว่าในช่วง 6 เดือนหลังประกาศสนับสนุนอีสปอร์ต และตั้งสมาคมขึ้นมามีเด็กที่ต้องเข้ารับการบำบัดภาวะติดเกมแล้วถึง 60 คน เทียบเท่ากับการรักษาทั้งปีในช่วงก่อนหน้านั้น โดยคนทำงานด้านเด็กเป็นห่วงมากว่าจะทำให้ปัญหาเด็กติดเกมในเมืองไทยหนักมากขึ้น เพราะกลายเป็นเรื่องที่แอบอ้างว่าไปเล่นเพื่อจะเป็นนักกีฬาอาชีพ ซึ่งพบว่าในโรงเรียนต่างๆ ก็มีฝั่งธุรกิจเข้ามาขอจัดการแข่งขันโดยอ้างว่าเป็นการแข่งกีฬา ซึ่งประเทศไทยกำลังเจอปัญหาว่าเกมจะเข้ามาในโรงเรียนเต็มรูปแบบโดยอ้างว่าเป็นอีสปอร์ตซึ่งถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส จะห้ามนักเรียนเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือเกมมือถือในโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้ตนและหน่วยงานที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันและผลักดันเรื่องอีสปอร์ตเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการหารือในวงสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ เป็นวาระที่ต้องขอให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงฝ่ายการเมืองกลับเข้ามาทบทวน ดูแลขอให้รัฐสภาเข้ามาทำการสอบสวนเรื่องเหล่านี้ เหตุที่ต้องให้รัฐบาล และฝ่ายการเมืองเข้ามาแก้ไขก็เพราะว่าคนที่อนุมัติเรื่องนี้คือการกีฬาแห่งประเทศไทยที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17222</URL_LINK>
                <HASHTAG>E-Sport, กรมสุขภาพจิต, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe1a2f31ed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนสติสังคม!  จิตแพทย์ชี้ไม่ต้องไปต่อว่า ยกย่องสรรเสริญ&quot;ทีมหมูป่า&quot;  หรือตั้งคำถามโค้ช </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
4ก.ค.61-นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกระแสสังคมที่มีต่อกรณีเด็กนักฟุตบอลและ โค้ช อายุ25 ปี ทั้ง 13 ชีวิต ที่ติดในถ้ำหลวงตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. จนพบตัวเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า เด็กทั้ง 13 คน อยู่ในฐานะผู้รอดชีวิต สิ่งที่ควรทำคือไม่ใช่การเข้าไปซ้ำเติม แต่สิ่งที่ควรทำคือการส่งเสริมการเป็นกลุ่มเป็นก้อนของเขา เช่น การสนับสนุนให้เล่นฟุตบอลตามที่เขาถนัด ส่งเสริมในเรื่องความเข้มแข็งจนผ่านวิกฤตได้ เพื่อให้เด็กมีชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี เพราะเด็กที่รอดชีวิตออกมาการที่ติดในถ้ำเป็นระยะเวลานานเช่นนั้น คิดว่าเขารู้อยู่แล้วถึงผลกระทบและปัญหาต่างๆที่ตามมา และสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็ไม่ได้ตั้งใจเชื่อว่าคงไม่กลับไปทำเช่นนั้นอีก นอกจากนี้ก็ไม่ต้องไปยกย่องสรรเสริญว่าเป็นวีรบุรุษ สังคมต้องเข้าใจบทบาทของแต่ละฝ่าย เพราะเขาคือผู้รอดชีวิต ไม่ใช่วีรบุรุษ วีรบุรุษคือทีมช่วยเหลือทุกทีมที่มีการจัดการที่ดีทั้งทีมที่ได้เปิดเผยตัวต่อสาธารณชน หรือที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอีกมากที่ร่วมมือกันจนเจอเด็ก คนพวกนี้คือวีระบุรุษที่ต้องได้รับการยกย่อง ให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องในการช่วยเหลือจนเด็กรอดชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่คิดว่ายังเป็นปัญหาของสังคมไทย คือการสร้างระบบป้องกันของสังคมไทยที่ยังมีช่องว่างและยังมีจุดอ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่พื้นที่ถ้ำหลวง แต่ยังมีอีกหลายที่ ซึ่งในการสร้างระบบป้องกัน ก็ต้องช่วยกันทั้ง 3 ฝ่าย ทั้ง 1.ทีมควบคุมกำกับดูแล จากส่วนราชการ ควรมีความเข้มงวดในการเข้าออก หากมีฝนหรือภัยธรรมชาติ 2. ในส่วนของประชาชนเจ้าของพื้นที่ ก็ต้องร่วมมือเป็นหูเป็นตาด้วยไม่ใช่รอแค่ส่วนราชการเพียงอย่างเดียว และ3. ส่วนประชาชนผู้เข้าใช้บริการก็ควรปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่เด็กได้ร่วมกันวาดภาพร่วมกับหน่วยซีลบนก้อนหินภายในถ้ำ สะท้อนถึงอะไร นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เขายังอยู่ข้างใน ใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทรมานมาหลายวัน ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างก็อาจจะเป็นการใช้เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย ชะลอการรอคอย ระหว่างที่รอเวลาออกมา ดังนั้นก็ต้องยอมรับในการแสดงออกนั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง กล่าวถึงกรณีโซเซียลมีเดียมีการแชร์กันว่าโค๊ซค่อนข้างมีสีหน้าที่เป็นกังวล ซึ่งอาจจะมีการโทษตัวเองว่าเป็นคนพาเด็กเข้าไปหรือไม่ ว่า เนื่องจากโค้ชเป็นผู้ใหญ่คนเดียว และเป็นผู้ฝึกสอน การที่เด็กติดอยู่ในถ้ำหลายวันเช่นนี้เป็นไปได้ที่จะเกิดความเครียด ซึ่งก็ขึ้นกับเหตุการณ์ คือ 1.โค้ชเป็นคนนำเด็กเข้าไป และ2. มีกระแสข่าวว่าโค้ชตามเข้าไปทีหลังเพื่อตามหาเด็กที่หายตัวไป ซึ่งเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์จริงๆเป็นเช่นไร ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในหลักจิตวิทยาเหตุการณ์มันผ่านไปแล้วมันแก้ไขไม่ได้ สังคมก็ไม่ควรไปตอกย้ำว่า ทำไม โค้ชไม่ห้าม เพราะการที่คนๆหนึ่งจะรู้สึกผิดมากน้อยขึ้นอยู่กับมุมมองของคนรอบข้างหากสังคมยอมรับว่านี่คืออุบัติเหตุ คือเหตุสุดวิสัยไม่มีใครอยากให้เกิดก็จะทำให้ความรู้สึกผิดลดน้อยลง ไม่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นอันตราย นอกจากนี้การที่จะเป็นความผิดฝังใจในอนาคตหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกดั้งเดิมแต่ละคนด้วย ซึ่งทราบว่า โค้ชเคยบวชเรียน เป็นหัวหน้าเด็กและมีสติในการดูแลเด็กขณะอยู่ในถ้ำ คิดว่าความเข้มแข็งก็น่าจะมีมากกว่าคนอื่น ไม่น่าจะมีปัญหาหากสังคมไม่ไปตอกย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12724</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตแพทย์เตือนสติสังคมเรื่องเด็กติดถ้ำ, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, อย่าต่อว่าโค้ช, เด็กติดถ้ำเขาหลวง, เตือนอย่าตำหนิ-ยกย่องเด็กติดถ้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c80130acad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดเทอม!!ชวนลูกนั่งสมาธิ ผลวิจัยหนุน..วิถีพุทธเจริญสติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(เด็กที่ชอบนั่งสมาธิจะทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถูกตั้งคำถามว่า &amp;ldquo;เด็กที่นั่งสมาธิ&amp;rdquo; จะช่วยสร้างความอดทน ไม่ยุกยิกได้แค่ไหน?? ขณะที่หลายคนมองว่าวิถีปฏิบัติของชาวพุทธดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากสติเป็นเสียงเตือนชั้นเยี่ยมในการทำสิ่งต่างๆ และหากครอบครัวไหนที่สามารถทำให้ลูกๆ นั่งสมาธิได้ นั่นเป็นเรื่องดีที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากคำพูดของ &amp;ldquo;องค์ทะไล ลามะ&amp;rdquo; ได้เคยกล่าวไว้ว่า&amp;quot; ถ้าโลกนี้สอนให้เด็ก 8 ขวบรู้จักนั่งสมาธิ จะช่วยหยุดการทำไม่ดี ให้กับเด็กคนนั้นได้ตลอดชีวิต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องนานาจิตตัง เนื่องจากหลายคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า การนั่งสมาธิหรือการทำจิตใจให้สงบ ด้วยวิธีเล็กน้อยๆ ดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยให้เด็กๆเป็นคนดี แต่การที่น้องๆ หนูๆ จะเป็นคนดีได้ ก็ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เพื่อช่วยหล่อหลอม&amp;nbsp;
ผลวิจัยสนับสนุนวิถีสงบสร้างสติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุว่า จากการทบทวนผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวน 22 ฉบับ ที่มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นรวม 1,685 ราย พบว่า &amp;ldquo;การทำสมาธินั้นไม่สามารถลดความก้าวร้าว หรือลดความมีอคติลงได้&amp;rdquo; ขณะที่การศึกษาบางชิ้นที่นำเสนอเนื้อหาว่า การให้เด็กนั่งสมาธิจะช่วยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งที่กล่าวมานั้นได้รับการบอกต่อจากผู้ที่ต้องการสื่อสารอะไรบางอย่าง ทฤษฎีดังกล่าวอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องจริง &amp;nbsp;
ขณะที่อาจารย์ Miguel Farias จากมหาวิทยาลัย &amp;ldquo;Coventry University&amp;rdquo; ในประเทศอังกฤษกล่าวว่า &amp;ldquo;สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การอ้างเรื่องศาสนาพุทธ หรือศาสนาอื่น เพื่อให้คนเห็นถึงความมีคุณธรรมและศีลธรรม ในการช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิต และนำไปใช้เป็นเข็มทิศชีวิตในช่วงวัยสูงอายุ เพราะการที่เรานั่งสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบ นั่นจะทำให้เรารู้สึกทรมาน จากความอ่อนแอที่มันถูกฝังลึกอยู่ในใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ด้านผู้ที่ชอบฝึกสมาธิได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทำสมาธิ ประกอบกับนักวิจัยเกี่ยวกับการนั่งปฏิบัติภาวนา โดยบอกว่าช่วยทำให้ความจำดีขึ้น พูดง่ายๆ ว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความจำเสื่อมในคนวัยทอง อีกทั้งวิถีพุทธถือได้ว่าเป็นแบตเตอรี่ที่จะช่วยปรับพฤติกรรมทางสังคม ช่วยให้มนุษย์รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในสังคมและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว อีกทั้งจากการศึกษาส่วนใหญ่ยังพบว่า นักจิตวิทยาคลินิกได้ใช้การฝึกสมาธิเพื่อสร้างสติ ที่ฝึกมาตลอดระยะเวลา 20 ปี เพื่อต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและอาการปวดเรื้อรัง&amp;nbsp;
ทั้งนี้ นักจิตวิทยาคลินิกที่ฝึกสมาธิคนดังกล่าวได้แนะนำให้นำรูปแบบต่างๆ ของการทำสมาธิ เพื่อลดความขัดแย้งในโรงเรียนและในเรือนจำ นอกจากนี้การฝึกสมาธิยังถูกนำไปใช้ในค่ายทหารฝึกรบ&amp;nbsp;
แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการทบทวนข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าว เนื่องจากอาจมีข้อบกพร่องที่ยังไม่สามารถสรุปยืนยันได้เกี่ยวกับการนั่งสมาธิ เพราะส่วนมากข้อมูลที่วิเคราะห์ เกี่ยวกับประโยชน์การทำสมาธิ ก็ยอมรับว่ายังมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติ แต่ทั้งนี้จากผลการวิจัยก็ยังชี้ให้เห็นว่าการนั่งปฏิบัติภาวนา สามารถสร้างพลังใจและยังเป็นความหวังให้กับผู้ที่ถือศีล&amp;nbsp;
กล่าวโดยสรุปแล้วจากผลการวิจัยของอาจารย์ Miguel Farias อาจารย์จากมหาวิทยาลัย &amp;ldquo;Coventry University&amp;rdquo; ในประเทศอังกฤษให้ข้อมูลว่า การทำสมาธิในเด็กเล็กอาจไม่ใช่วิธีเดียวที่จะทำให้เด็กโตมาเป็นคนดีได้ เพราะอาจยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การที่ผู้ปกครองประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก และใช้การนั่งสมาธิเพื่อช่วยเด็กๆ รู้สึกผ่อนคลาย โดยไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่านั้น หรือเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ร่วมกันทำโดยมีทั้งพ่อแม่และลูกจะดีที่สุด&amp;rdquo;
พ่อแม่ &amp;quot;เข็มทิศ&amp;quot; นำชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(พระครูปลัดมังกร ปัญญาวุฒโฑ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พระครูปลัดมังกร ปัญญาวุฒโฑ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนาคปรก ให้ข้อมูลว่า การฝึกสมาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก ทางที่ดีก็ควรจะหาวิธีสอนให้ลูกหลานทำสมาธิ เห็นได้จากพระพุทธเจ้าที่ทรงนั่งสมาธิตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ยุคนี้ เนื่องจากสมาธิที่ดีจะทำให้เด็กมีอารมณ์ หรือมีพัฒนาด้านอีคิวที่ดีนั่นเอง เพราะปัจจุบันผู้ปกครองที่เลี้ยงลูก มักจะให้ความสำคัญเรื่องอาหาร มากกว่าการพาลูกนั่งปฏิบัติธรรม
&amp;ldquo;การที่เด็กจะมีอารมณ์ที่ดีจากการทำสมาธินั้น สามารถเรียนรู้ได้จากพ่อแม่โดยตรง นอกจากนี้การฝึกสมาธิก็มีด้วยกันหลายวิธี แต่พ่อแม่ในยุคปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยๆ ที่พ่อมักสนใจเรื่องอาหาร พัฒนาการ กระทั่งเรื่องเรียนของลูกน้อยเป็นหลัก ในทางกลับกัน พระครูมองว่า พ่อแม่ที่อาศัยอยู่โซนยุโรปจำนวนไม่น้อย ที่ฝึกสมาธิให้กับลูกน้อย ด้วยการรู้จักรอบางสิ่งบางอย่าง ตรงนี้ก็เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่ ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีการโปรโมตการฝึกสมาธิให้กับลูกน้อย โดยการออกโฆษณาที่เกี่ยวกับการฝึกสมาธิให้กับเด็กๆ เช่นการเล่นจ๊ะเอ๋กับลูก เพื่อให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นการฝึกสมาธิอย่างง่ายๆ หรือแม้ในปัจจุบันการฝึกสมาธิสามารถนำไปบำบัดเด็กที่ป่วยเป็นโรคออทิสติก ซึ่งมีอารมณ์แปรปรวน ดังนั้น ถ้าพ่อแม่ยิ่งสอนให้ลูกเรียนรู้การทำสมาธิได้เร็วเท่าไหร่ ก็ถือเป็นเรื่องดีกับเด็ก
ยกตัวอย่างว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่พาหลานเล็กๆ มาทำบุญที่วัด ไม่เพียงแต่เป็นการปลูกฝังเรื่องวัฒนธรรมในแบบวิถีชาวพุทธให้ลูกน้อย แต่การที่เด็กได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะทำช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้ระลึกถึงความดีงาม และทำให้มีจิตใจอ่อนโยน อีกทั้งการที่น้องๆ หนูๆ ได้ทำบุญ ก็เป็นการสอนให้รู้จักความเสียสละ กล่าวโดยสรุปว่าเด็กที่เข้าวัดและนั่งสมาธิไม่ได้เป็นเรื่องเชยอีกต่อไป แต่นั่นเป็นการที่ผู้ปกครองสามารถปลูกฝังคุณธรรมและความดี ตลอดจนความเสียสละตั้งแต่ยังเล็กๆ นั่นจะทำให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ที่รู้จักให้ และอยู่ในสังคมด้วยความเอื้อเฟื้อ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษาสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การที่ผู้ปกครองให้เด็กเล็กตั้งแต่วัยอนุบาลและวัยประถมศึกษาได้รับการนั่งสมาธิ จะทำให้เด็กเกิดความสงบและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียน หรือการเล่นกีฬา แต่ส่วนการนั่งสมาธิจะทำให้เด็กเติบโตเป็นคนดีของสังคม หรือเป็นผู้ที่มีจิตเมตตาได้หรือไม่นั้น ประเด็นนี้จะขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนรู้ที่อยู่รอบตัวเด็กมากกว่า ทั้งครอบครัวและโรงเรียน ซึ่งหมายความว่า ถ้าในโรงเรียนที่เด็กเรียนนั้น คุณครูเป็นคนดี และหมั่นถือศีลปฏิบัติธรรมกระทั่งชอบนั่งสมาธิ ตรงนี้ก็อาจจะทำให้เด็กโตขึ้นมีเมตตา เพราะได้รับการปลูกฝังที่ดีจากแม่พิมพ์ของชาติ กระทั่งการที่เด็กเติบโตในครอบครัวที่ชอบเข้าวัดทำบุญ ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้จึงถือมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็กแต่ละคน เพราะอันที่จริงแล้วการนั่งสมาธิในเด็กวัยอนุบาล อาจจะทำได้ประมาณ 2-3 นาที ซึ่งมีข้อดีอย่างที่บอกไปว่า เป็นจุดเริ่มต้นของความสงบ ที่นำไปสู่การทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มากกว่าประเด็นอื่น&amp;rdquo;.

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่ายสมาธิสำหรับเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันค่ายปิดเทอมสำหรับเด็กๆ และเยาวชนมีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ แม้กระทั่งการเปิดคอร์สสำหรับนั่งสมาธิ เจริญสติ ก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ...อาทิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;0 ค่ายปิดเทอม 2561 ขอเชิญน้องๆ หนูๆ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ บริหารจิต เจริญปัญญา พัฒนา (EO) ไปกับค่ายรักลูกให้ถูกธรรม ค่ายธรรมะที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ เป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีตามวิถีพุทธ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกอย่างมีคุณธรรม ไปกับกิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ทีมพระวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการเด็ก รับสมัครเด็กและผู้ปกครอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;0 ค่ายธรรมะเด็กและเยาวชน &amp;quot;จิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา&amp;quot; ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ราชนครินทร์ (เขาดินหนองแสง) อ.แก่งหางแมง จ.จันทบุรี โทร.08-9754-9020 และ 08-1741-8141 หรือเข้าไปที่ www.jitsodsai.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;0 หลักสูตรพัฒนาจิตยุวพุทธ ที่ยุวพุทธาสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูถัมภ์ กทม. โทร.0-2455-2525 หรือเข้าไปที่ www.ybat.org
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;0 คอร์สธรรมะสำหรับเด็กและเยาวชนที่โรงเรียนแห่งชีวิตใน ซ.สุขุมวิท 67 โทร.0-2634-7461-3 หรือเข้าไปที่ www.schooloflifethailand.org&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายสมาธิ, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, นักจิตวิทยา, นั่งสมาธิ, พระครูปลัดมังกร ปัญญาวุฒโฑ, สร้างความอดทน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe1a6d58b20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
