<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ &quot;ดับเบิลเซฟ&quot; ช่วงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความวิตกกังวลต่อคนทั่วโลก รวมถึงประชาชนยังขาดการรับรู้ และขาดความเข้าใจในเชิงป้องกันในโรคที่มีอาการที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีโรคระบาดทั้งสองโรคพร้อมกัน นอกจากความเสี่ยงที่จะติดโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ประชาชนยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อร่วมกัน (co-infection)&amp;nbsp;จากทั้งไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรง เกิดอาการแทรกซ้อน และยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่&amp;rdquo; จึงได้จัดระดมแนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ความสำคัญของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เผยว่า &amp;ldquo;สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย กรมควบคุมโรค ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ท่ามกลางการระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ 1&amp;nbsp;ม.ค.-28&amp;nbsp;พ.ย.2563&amp;nbsp;มีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp;119,300&amp;nbsp;ราย คิดเป็นอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่ 179.44 ต่อประชากรแสนคน โดยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคยังคงพบในเด็กเล็กกลุ่มอายุ&amp;nbsp;0-4&amp;nbsp;ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ&amp;nbsp;5-14&amp;nbsp;ปี สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ระบาดในทุกๆ ปี และตลอดปีจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีความน่ากังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะอาการของทั้งสองโรคนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูง&amp;nbsp;38-40&amp;nbsp;องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ&amp;nbsp;ซึ่งจะมีอาการที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;จะมีน้ำมูกไม่เยอะ และยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นจากการสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยเมื่อมีการไอและจามเหมือนกันอีกด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน พบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19&amp;nbsp;จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ&amp;nbsp;20-80&amp;nbsp;และการติดเชื้อร่วมกันกับโควิด-19&amp;nbsp;พบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์&amp;nbsp;A&amp;nbsp;มีโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการติดเชื้อร่วมกันนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึงร้อยละ&amp;nbsp;29-55 จึงแนะให้ประชาชนควรใส่ใจป้องกันตนเองและคนใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ หมั่นล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด รวมถึงควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับการติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp;ที่กำลังระบาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย&amp;nbsp;เผยถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของคนไทยในช่วงการระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ว่า ตอนที่อยู่ในช่วงที่มีการ&amp;nbsp;lockdown&amp;nbsp;พบว่าการให้วัคซีนในเวชปฏิบัติลดลงคล้ายกับในประเทศอื่น อย่างไรก็ตามภายหลังการปลด&amp;nbsp;lockdown&amp;nbsp;ดูเหมือนมีความสนใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือปอดบวมมากขึ้น และทำให้การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มากขึ้นยิ่งในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ยิ่งต้องเกิดภาวะพึ่งพาด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการเจ็บป่วย&amp;nbsp;ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจ หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อทั่วไป อาการมักไม่รุนแรง แต่หากเกิดในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ หรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานครสูง หัวหน้าเขตตรวจราชการ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;ldquo;กรุงเทพมหานครมีมาตรการดูแลป้องกันอย่างเข้มข้น โดยมีการเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีแนวทางตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;ที่ผ่านมา และได้จัดตั้งคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในทุกศูนย์บริการสาธารณสุข (ARI Clinic)&amp;nbsp;คัดกรองผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทั้งหมดไม่ให้เข้าไปในตัวอาคารของสถานพยาบาล เพื่อลดการแพร่เชื้อทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19&amp;nbsp;และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน จำแนกได้&amp;nbsp;7&amp;nbsp;กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนขึ้นไป เด็กอายุ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนถึง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุตั้งแต่&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp;HIV&amp;nbsp;ที่มีอาการ) และโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า&amp;nbsp;100&amp;nbsp;กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกายมากกว่า&amp;nbsp;35&amp;nbsp;กิโลกรัม/ตารางเมตร) ซึ่งได้รับการจัดสรรวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อขอรับการฉีดวัคซีนผ่าน&amp;nbsp;Line: @ucbkk&amp;nbsp;สร้างสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89606</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์, มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่, รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffd8d29dcaf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย1ใน14ประเทศมีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงเสียชีวิตปีละ1.2หมื่นราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยติดอันดับ 1ใน 14ประเทศ &amp;nbsp;มีผู้ติดเชื้อวัณโรคสูงอัตรา 1.2แสนคนต่อปี &amp;nbsp;เข้าถึงการรักษาแค่ 60%เสียชีวิตปีละ &amp;nbsp;1.2หมื่นราย สมาคมปราบวัณโรคฯ รณรงค์เปิดตัว &amp;ldquo;โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค&amp;rdquo; เน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อก้าวสู่เป้าหมายการยุติวัณโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;10 มิ.ย. ณ โรงแรมเดอะสุโกศล มีการเสวนา &amp;quot;โครงการประเทศ&amp;ldquo;ไทยปลอดวัณโรค&amp;rdquo; โดย สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในโครงการมีกิจกรรมหลัก คือ ทุนสนับสนุนโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับการดูแลและควบคุมวัณโรค ปี 2561 (TB Grant 2018) เพื่อกระตุ้นให้โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตื่นตัวและคิดหานวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีทุนสนับสนุนรวม 3แสนบาทโดยจะมอบให้ปีละ3โครงการ โครงการละ 1 แสนบาท โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถส่งรายละเอียดโครงการขอรับทุน รวมทั้งหลักฐาน เอกสารสนับสนุน ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่ไม่เคยได้รับรางวัลมาก่อน และสามารถขยายผลและปฏิบัติลงสู่พื้นที่อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศ. เกียรติคุณ นพ. อรรถ นานา นายกกรรมการบริหาร สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค ซึ่งรวมถึงการให้ทุน TB Grant 2018 จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชน เสนอนวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนวัตกรรมนั้นควรสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาโมเดลความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่ร่วมกับเครือข่ายงานวัณโรคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุน TB Grant เมื่อพ.ศ. 2553 และได้ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน สามารถขยายเครือข่ายให้ความรู้และเข้าถึงชุมชนได้ถึง 469 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 2,066 หมู่บ้าน นับเป็นอีกโมเดลตัวอย่างที่ดำเนินงานได้โดยประชาชนมีส่วนร่วม หากได้นำแนวคิดและวิธีการไปปรับใช้และขยายผลในจังหวัดอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยได้ และมุ่งสู่เป้าหมายในการยุติวัณโรคใน พ.ศ. 2578 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณ สุข กล่าวว่า องค์การณ์อนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศที่พบผู้ป่วยวัณโรคสูงโดยพบอัตรา 1.2 แสนคน/ปี มีผู้เข้าถึงระบบการรักษาเพียงร้อยละ 60 และเสียชีวิตสูงถึงปีละ 12,000 ราย ทั้งวัณโรคที่ติดเชื่อ HIV สูง และมีวัณโรคดื้อยารุนแรงเนื่องจากไม่มียารักษาประมาณปีละ 4,500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ดังนั้น สธ.ก็ได้มีมาตรการเร่งรัดค้นหาเพื่อเอาผู้ป่วยที่ติดเชื้อมารักษาให้ เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อเพราะการแพร่เชื้อง่ายมาก มีการติดต่อในระบบทางเดินหายใจ เพราะฉะนั้นการที่ใช้บริการรถไฟฟ้า การเดินในห้างสรรพสินค้า มีโอกาสรับเชื้อสูงมาก ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่นผู้ที่อยู่ในที่แออัดเช่นกลุ่มนักโทษ กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค HIV และกลุ่มที่สัมผัสผู้ป่วย เช่นพ่อแม่พี่น้อง กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีการเคลื่อนย้ายไปมา เพราะในประเทศเพื่อนบ้านมีวัณโรคสูงมากกว่าบ้านเรา และกลุ่มบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ต้องมีการนำมาคัดกรองว่ามีการติดเชื้อในระยะแฝงหรือไม่ ซึ่งต้องรีบคัดกรองเพราะวัณโรคมีระยะฟักตัวที่นาน อย่างในปี 2560 แล้วสำนักวัณโรคกรมควบคุมโรค ก็ได้มีการนำรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ ไปเอ็กซเรย์นักโทษทั้งหมด 3 แสนคน เพื่อวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ หากพบว่าติดเชื้อก็ต้องรีบนำมาให้ยาป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคในอนาคต ซึ่งทั้งสองส่วนต้องมีการดำเนินการค้นหาควบคู่กันเพื่อให้การควบคุมในอนาคตมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมวัณโรค ได้มีการนำเรื่องเข้า ครม.เป็นที่เรียบร้อย โดยในระยะเวลา 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2560-2564ต้องลดอัตราผู้ติดเชื้อ 172 คน/1 แสนประชากร ให้เหลือ 88 คน/1แสนประชากรซึ่งเราก็พยายามเดินไปตามเป้าขององค์การอนามัยโลกว่าภายใน20 ปีข้างหน้า หรือ 2578 ต้องลดให้น้อยกว่า10 คน/1 แสนประชากร ซึ่งการดำเนินงานนั้นเนื่องจากมติได้ผ่าน ครม.แล้ว เพราะฉะนั้นก้มีการทำงานร่วมกับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักการเฝ้าระวังตัวเองรู้จักว่าวัณโรคเป้นอย่างไร นอกจากนี้ก็มีกระทรวงแรงงาน พม. กระทรวงยุติธรรม ที่อนุญาตให้เราเข้าดูลนักโทษในเรือนจำ ซึงทุกกระทรวงได้รับการรับรองว่าจะให้ความร่วมมือในการป้องกันวัณโรคจึงจะผ่านมติ ครม.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำหรับกรุงเทพมหานคร นอกจากจะมีการเร่งรัดการดำเนินงานวัณโรคแล้ว ยังได้มีมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา โดยมีการลงทุนงบประมาณในการจัดตั้ง &amp;lsquo;TB Referral Center&amp;rsquo; ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขาดยา รวมถึงเพื่อกำกับการกินยาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน โดยศูนย์ฯ จะมีการส่งต่อผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้วจากสถานที่หนึ่ง แต่สมัครใจจะไปรักษาที่อื่น หรือส่งต่อผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังแห่งอื่นทั้งในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยติดต่อสถานที่ทำ DOT (การกินยาโดยมีพี่เลี้ยงกำกับ) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย มีการติดตามผลเมื่อรักษาครบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยประสานและติดตามผลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้บริการศูนย์ &amp;lsquo;TB Referral Center&amp;rsquo; จำนวน 488 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยเป็นวัณโรคจำเป็นต้องรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่องทุกเม็ด ทุกมื้อตลอด 6 เดือนจนหายขาด ซึ่งจะใช้ค่ายารักษาประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อราย ทั้งนี้รัฐบาลให้บริการการรักษาฟรี ทั้งค่ารักษาค่ายา แต่หากผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ และหรือหยุดยาเองจะทำให้เป็นวัณโรคดื้อยา ทำให้ต้องเปลี่ยนกลุ่มยาซึ่งจะมีราคาแพงขึ้นเป็นหลักแสนบาท และต้องกินยาไม่น้อยกว่า 18 เดือน และถ้าเป็นวัณโรคเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 1.2 ล้านบาทต่อราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13149</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์, พญ.ผลิน กมลวัทน์, ศ. เกียรติคุณ นพ. อรรถ นานา, สถานการณ์วัณโรคในไทย, สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โ, โครงการประเทศ“ไทยปลอดวัณโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180710/image_big_5b44a1c2d6d3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
