<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เผยเป้าหมายแก้พรบ.ยา เปิดทางให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้ อยู่ที่พยาบาลรพ.สต.ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
30ส.ค.61-&amp;quot;หมอวันชัย&amp;quot;เปิดใจ แก้ให้อาชีพอื่นจ่ายยา เป้าหมายอยู่ที่พยาบาลรพ.สต .ไม่ได้หวังเอื้อประโยชน์ร้านสะดวกซื้อ &amp;nbsp;ส่วน90%เป็นความเห็นชอบ &amp;quot;เนื้อหา&amp;quot;ในพรบ.ไม่ได้หมายถึงความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการแถลงข่าว ในโอกาสครบรอบ 1 ปี อย.ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ &amp;nbsp;นพ.วันชัย &amp;nbsp;สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย.ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามว่า &amp;nbsp;เกี่ยวกับ การใช้ ม.44 ปลดล็อคการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งจะต้องแก้กฎหมาย จะเกี่ยวข้องในร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ หรือไม่ นพ.วันชัย กล่าวว่า จากคำสั่ง คสช กำชับว่า ต้องดำเนินการ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับอาหารและยาซึ่งมีทั้งหมด 7 ฉบับ ซึ่งขณะนี้เหลือ พ.ร.บ.ยาที่กำลังยกร่างอยู่ ซึ่งต้องนำ คำสั่ง 77/ 2559 เข้าไปด้วย กลับไม่มีการพูดถึง แต่ไปมุ่งเน้นที่ประเด็นอื่น โดยในการแก้ไขนั้นก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น พ.ร.บ.เดิมในการขึ้นทะเบียนยาไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งน่าจะเป็นประเทศเดียวที่ยังมีแบบนี้ ซึ่งเราอยากให้มีวันหมดอายุ การจำแนกยาเป็นกลุ่ม หากเป็นยากลุ่มเสี่ยงให้สั่งได้โดยแพทย์เท่านั้น และในการปรับแก้ตามคำสั่ง คสช 77/59 นั้นจะช่วยในการประหยัดงบประมาณ เพราะ พ.ร.บ.เดิม ไม่อนุญาตให้เก็บเงินจากผู้ประกอบการ แต่คำสั่งให้เก็บเงินได้ตามความเหมาะสม ซึ่งเห็นประโยชน์ชัดเจนในการคุ้มครองผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ตามที่ตนได้บอกว่าจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องพบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเนื้อหา 90 % ตามมาตราทั้งหมดของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ &amp;nbsp; และยังมีเนื้อหาอีก 10 % ที่ยังเห็นต่าง ไม่ได้บอกว่าคนส่วนใหญ่ 90 % เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ฉบับใหม่ &amp;nbsp; ก็ให้มีการเสนอทางออกเข้ามา อย.จะเป็นตัวกลางในการพูดคุย ซึ่งข้อสรุปเป็นอย่างไรก็จะออกมาตามนั้น ซึ่งต้องยืนตามหลักการที่ประชาชนได้ประโยชน์&amp;quot;นพ.วันชัย กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวสอบถามความคิดเห็น พล.อ.ฉัตรชัย ว่า ในมุมมองรัฐบาลการแก้ไขพ.ร.บ.ยาฯ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานแถลงข่าว กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนทั้งหมด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;ได้ให้นโยบาย ว่าต้องมุ่งประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ การทำงานทุกเรื่องประชาชนต้องได้ประโยชน์ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า แนวคิดและวิธีการของกระทรวงสาธารณสุข และอย. ได้เดินตามนโยบายอย่างชัดเจน เพียงแต่วันนี้การสร้างการรับรู้ให้แก่พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปอาจไม่ครอบคลุม ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่าเมื่อได้สร้างความเข้าใจกันแล้ว โดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่ากรณีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การกแก้พ.ร.บ.ยาฯ ฉบับนี้จะเอื้อต่อนายทุน หรือร้านสะดวกซื้อหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จริง อย่างที่เรียนไปก่อนหน้านี้ ว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลจะมุ่งไปสู่พี่น้องประชาชนเป็นหลัก นี่พูดเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ดังนั้น สิ่งที่พูดแบบนั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องเลย ตนได้ย้ำกับท่านเลขาฯอย.แล้วว่า การสร้างการรับรู้ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่มีข้อไหนที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าจะไปเอื้อร้านสะดวกซื้อ หรือนายทุนหรือไม่ นพ.วันชัย กล่าวว่า ในพ.ร.บ.ยาฯ ฉบับปัจจุบัน รวมถึงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ระบุชัดเจนว่า การเปิดร้านขายยา ไม่ว่าจะเป็นร้านเฉพาะ หรือเป็นชั้นวาง เขียนไว้ชัดว่า ต้องมีเภสัชกร และในการแก้ไขพ.ร.บ.ยาฯฉบับใหม่ไม่ได้ไปแตะ ร้านขายยาต้องมีเภสัชกรเหมือนเดิม ไม่ได้เอื้อให้เกิดช่องในการเปิดร้านขายยาใหม่โดยไม่มีเภสัชกร &amp;nbsp;โดยประเด็นที่เป็นปัญหาเป็นเรื่องระหว่างวิชาชีพตามที่เห็นในข่าว เพราะพยาบาลที่ทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ต้องจ่ายยาตามแพทย์สั่ง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเภสัชกรในรพ.สต. อยู่เลย ซึ่งฎหมายยังไม่รองรับ จึงต้องการให้อย.มีกฎหมายรองรับการจ่ายยาของพวกเขาในรพ.สต. ประเด็นมีแค่นี้ แต่กลับมีการขยายความว่า จะไปเปิดช่องให้ร้านขายยา เอาคนที่ไม่ใช่เภสัชกรมาขาย ไปกันใหญ่ และในร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ ร้านเดิมๆที่ไม่มีเภสัชกร ก็มีการควบคุม โดยหากเปลี่ยนเจ้าของร้านขายยาเมื่อไหร่ ก็ต้องมีเภสัชกร หากหาไม่ได้ก็ต้องปิดร้าน ดังนั้น ในอนาคตหมายความว่า ร้านขายยาเดิมที่ยังคงเปิดโดยไม่มีเภสัชกร ซึ่งอาจเปิดตั้งแต่พ.ศ.2510 ร้านพวกนี้จะค่อยๆหมดไป เพราะกฎหมายจะควบคุมหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า แง่การจ่ายยาของพยาบาลในรพ.สต. มีกฎหมายอื่นๆเอื้ออยู่แล้วหรือไม่ นพ.วันชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับเดิมไม่ได้เขียนไว้ ที่ผ่านมาก็อาศัยว่า รพ.สต.อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลในเขตนั้นๆ การจ่ายยาจึงอยู่ภายใต้แพทย์ที่สั่งจ่ายอยู่ดี แต่กลุ่มพยาบาลอยากให้เขียนเป็นตัวหนังสืออยู่ในพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ซึ่งก็ต้องมาคุยกัน ตนเชื่อว่าประเด็นนี้มีทางออก ซึ่งเราก็เสนอทางออกว่าให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพูดคุยกัน โดย อย.ยินดีเป็นตัวกลาง ในการนำความเห็นที่ต่างกันมาค่อยๆ แกะทีละประเด็น ซึ่งเชื่อว่ามีทางออก เพราะแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทำงานเป็นทีมกันอยู่แล้ว ขอเพียงสื่อมวลชนช่วยกัน อย่าให้ประเด็นนี้ไปสู่ประเด็นไม่เป็นความจริง อย่าไปพูดกันว่าเปิดช่องให้บริษัทใหญ่ๆ ซึ่งไม่ใช่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ระบบสุขภาพต้องทำงานร่วมกันทุกวิชาชีพ &amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นต้องเอื้อประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง พ.ร.บ..ยามีมา 51 ปีแล้ว แต่แก้ไขไม่ได้ประเทศอื่นไม่มี แต่พอจะออกก็มีปัญหาหากมองข้ามผลประโยชน์บางส่วนก็จะเห็นประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งประเด็นที่เป็นปัญหา ไม่ได้บรรจุไว้ในร่างว่าใครจะจ่าย ไม่จ่าย ซึ่งการที่ใครจะจ่าย ไม่จ่ายต้องออกกฏกระทรวงตามมา แต่กฎกระทรวงยังไม่ออกมาเลย อย่าตีตนไปก่อนไข้ รวมทั้งคนที่ไปออกในโซเชียลมิเดีย แล้วไม่รับผิดชอบ แต่กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เราออกมาเป็นกฎหมาย โดยทั้งหมดขอย้ำว่าเราต้องถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่าเอาเรื่องบางอย่างมาทำให้หมองใจกันดีกว่า มาคุยกันเรามีกรรมการตัดสิน อีกทั้ง ร่างพ.ร.บ.นี้เมื่อส่งไปที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา หากเห็นชอบก็ไม่ได้สิ้นสุด ยังต้องผ่านไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งก็จะมีเวทีในการพูดคุยอีก และก็ต้องไปสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อีก ซึ่งก็จะมีการให้ความคิดเห็นได้อีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16487</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, พยาบาลรพ.สต, อย., แก้พรบ.ยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87b87f4b756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.แนบความคิดเห็น พ.ร.บ.ยา เสนอครม.แต่ไม่ระบุเวลาแน่ชัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.61- นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวถึงขั้นตอนของการดำเนินการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ...ว่า ก่อนหน้านี้ร่างพ.ร.บ.ฯ ได้มีการเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว โดยสำนักเลขาธิการ ครม.ได้นำขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งมีข้อห่วงใยประเด็นการจ่ายยาของวิชาชีพอื่นๆ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงได้มีการระดมความคิดเห็น โดยหลังจากนี้ อย.ก็จะนำความคิดเห็นต่างๆ&amp;nbsp; แนบเพิ่มเข้าไปกับร่างพ.ร.บ.ฯที่เสนอไปแล้ว เสนอต่อ ครม. อีกครั้งหลังจากนั้นก็เป็นไปตามขั้นตอน เมื่อครม.พิจารณาเห็นชอบในหลักการก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรนั้น อย.ไม่สามารถกำหนดได้แน่ชัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16432</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, พรบ.ยาฉบับใหม่พ.ศ....., อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b49adc675154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องเปลี่ยน! อย.โอด พรบ.ยาของเดิมใช้มา 50ปีแล้ว  ยันทุกฝ่าย90%เห็นด้วยของใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันนี้ (27 ส.ค.) ณ ห้องประชุมหลวงวิเชียรแพทยสภา ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.... ว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับเดิม ใช้มาตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งเป็นระยะเวลา 50 ปี โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ซึ่งมีความพยามจะแก้ไขมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังติดขัดในประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้การแก้ไขจึงยังไม่สำเร็จ จึงใช้ คำสั่ง คสช.77/2559 เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อแก้ไขสาระสำคัญ ซึ่งมี 2 ทางเลือก คือ 1.คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ. พ.ศ.2510 และมีการแก้ไขเพิ่มเติม 2.การเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยในเรื่องนี้มีการหารือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นเวลา 7-8 เดือนแล้ว และมีการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ และได้มีการตัดสินใจเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายซึ่งในวันนี้ มีผู้เข้าหารือ ประมาณ 300 คน จากหน่วยงานราชการ สภาวิชาชีพ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมยา สมาคม/ชมรมด้านยาและตัวแทนภาคประชาชน เพื่อประมวลความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วันชัย &amp;nbsp;กล่าวว่า โดยภาพรวมจากการประมวลผลการหารือกันมาตลอดพบว่าส่วนใหญ่ประมาณ 90 %มีความเห็นร่วมตรงกัน และมีความเห็นต่างประมาณ 10 % ซึ่งก็เป็นประเด็นเดิมที่เคยเป็นปัญหาจนทำให้แก้ไขไม่ได้ เช่น การปรุงยา การจ่ายยา &amp;nbsp;โครงสร้างราคายา และสิทธิบัตรยา ดังนั้นเห็นว่าจะรอไม่ได้ ตามหลักการมาตราที่เป็นประโยชน์ ตกลงกันได้ เช่น การขึ้นทะเบียนยา ที่แต่เดิมไม่มีวันหมดอายุ ก็ต้องแก้เพราะไม่มีประเทศไหนทำ ต้องมีวันหมดอายุเพื่อคุ้มครองประชาชน นิยามยาม ในเรื่องร้านขายยาที่ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 อนุญาตให้เปิดร้านได้โดยไม่ต้องมีเภสัชกร พ.ร.บ ฉบับใหม่ก็คงไว้เช่นนั้น แต่หากมีการปิดกิจการห้ามมีการเปิดอีก เป็นต้นควรออกมาก่อน และมาตราที่ยังเป็นปัญหาค่อยหากระบวนการพูดคุยต่อไป โดยการกำหนดในร่างว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เพื่อพิจารณาในแต่ละประเด็น ซึ่งหากพิจารณาลงตัวแล้วค่อยเสนอเพิ่มเติม หรือ อาจออกเป็นกฎหมายรอง ในกฎหมายฉบับใหม่ที่มีการบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้นก็สามารถเสนอความคิดเห็นมาได้เรื่อยๆเพราะไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนเวลา โดย อย. จะเป็นตัวกลางประมวลความคิดเห็นที่ยังไม่ลงตัว เป็นการรับฟังในชั้นต้น เพื่อเสนอไปยัง ครม. คณะกรรมการกฤษฏีกา และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้พิจารณาต่อไป โดยการดำเนินการก็อยากให้มีการเดินหน้าต่อไปไม่ใช่กลายเป็นความขัดแย้งของวิชาชีพต่างๆเพราะการทำงานของสหวิชาชีพมีการทำงานตามบทบาทของตนเองเพื่อช่วยประชาชน โดยยืนบนคำถามว่าทำไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรดังนั้น หากมีข้อเสนอก็เสนอเข้ามาได้เรื่อยๆ เพราะกว่าจะเข้าสภาฯ ก็อีกหลายเดือน ซึ่งก็ยืนตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ ได้มีการส่งเสนอร่างไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เสนอไปยัง ครม. แล้ว ซึ่ง ครม.ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยมี 2 ทาง คือ 1.อาจส่งกลับมาที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้พิจารณาเพิ่มใหม่ หรือ 2. ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาเพื่อให้พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงความคิดเห็นที่ยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะและเรื่องการปรุงยาและการจ่ายยา ที่ต้องการให้วิชาชีพอื่นสามารถดำเนินการได้ นพ.วันชัย กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.2510 มี 3 วิชาชีพที่สามารถดำเนินการได้ คือ แพทย์ สัตวแพทย์ และทันตแพทย์ ซึ่งความเห็นในปัจจุบันมีแบ่งออกเป็น 2 ทาง แต่คนส่วนใหญ่มักรับเพียงด้านเดียว คือการเพิ่มจำนวนวิชาชีพที่สามารถดำเนินการได้ แต่จริงๆคือ อาจมีการลดจำนวนให้เหลือเพียง1 หรือเพิ่มเป็น 4 เป็น5 ก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมาคุยกันในชั้น กฎหมาย อย.เป็นตัวกลางไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด มันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง ลดได้ เพิ่มได้ แต่อย่างที่บอกคือต้องยืนบนคำถามว่าประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร ซึ่งในการพิจารณาในเรื่องนี้ยังไม่ลงรายละเอียดว่าคณะกรรมการพิจารณาจะมีจากไหนบ้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16255</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, พรบ.ยาฉบับใหม่พ.ศ....., อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b49adc675154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.ยันนผงดูเม็กซ์ Mamil Gold Infant Formula 1 ในสิงคโปร์ ไม่มีการนำเข้ามาขายในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวการเรียกคืนผลิตภัณฑ์นมผงดูเม็กซ์ Mamil Gold Infant Formula 1 โดยหน่วยงาน Agri-Food &amp;amp; Veternary Authority (AVA) ในประเทศสิงคโปร์ เนื่องจาก ตรวจพบเชื้อครอโนแบคเตอร์ ซากาซากิ (Cronobacter sakazakii) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มิได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; นิ่งนอนใจ ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ไม่พบการอนุญาตผลิตภัณฑ์นมผงดูเม็กซ์ Mamil Gold Infant Formula 1 รวมทั้ง อย. ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพ พบว่า &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผลิตในประเทศมาเลเซีย และไม่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในประเทศไทยแต่อย่างใด จึงขอให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง อย่าวิตกกังวล เนื่องจาก อย. มีการตรวจเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์นมและอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กอย่างเข้มงวด เพราะจัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ผลการเฝ้าระวังตั้งแต่ปี 2556 &amp;ndash; 2561 จำนวน 395 ตัวอย่าง แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ 194 ตัวอย่าง และผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ 106 ตัวอย่าง ซึ่งตรวจไม่พบการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียครอโนแบคเตอร์ ซากาซากิ แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงหรืออาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กเพื่อจำหน่ายในประเทศ ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อน อีกทั้ง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 364) พ.ศ. 2556 เรื่อง มาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค กำหนดให้ผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงสำหรับทารกและอาหารทารกต้องไม่พบเชื้อแบคทีเรียครอโนแบคเตอร์ ซากาซากิ กรณีตรวจพบเชื้อดังกล่าว จัดเป็นอาหารไม่บริสุทธ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอให้ผู้บริโภคอย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว โดย อย. มีมาตรการกำกับดูแลทั้งในประเทศ และได้มีการประสานไปยังสำนักงานอาหารและยาของประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556&amp;quot;เลขาธิการอย.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16015</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mamil Gold Infant Formula 1, นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, นมผงดูเม็กซ์สิงคโปร์, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b49adc675154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.แจงเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็นร่างพ.ร.บ.ยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.61-อย. เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นและข้อกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่มุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์และปลอดภัยจากการใช้ยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่มีข้อกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จะใช้แทนพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า อย. ได้รับฟังความคิดเห็นจากองค์กรและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและเปิดเผย โดยร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ. .... &amp;nbsp;เริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกทางเว็บไซต์สำนักยาระหว่างวันที่ 11-26 ม.ค. 61 และเมื่อปรับปรุงร่างกฎหมายแล้วก็ได้มีการจัดการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 26 ก.พ. 61 ทั้งยังดำเนินการรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักยาระหว่าง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 26 ก.พ.-31 มี.ค.61 ภายหลังจากนั้นยังเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมจนถึงวันที่ 10 พ.ค. 61 ทั้งในรูปแบบจดหมายและอีเมล ต่อมา อย.ได้นำร่างดังกล่าวรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th ระหว่างวันที่ 17-31 ก.ค. 61 โดยหน่วยงาน สมาคม ชมรม สภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องได้ร่วมให้ความเห็นในทุกครั้ง &amp;nbsp;จากกระบวนการรับฟังความเห็นทั้งหมดมีความคิดเห็นเข้ามาราว 2,000 ความเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาต และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดความมั่นคงด้านยาของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ. .... ประกอบด้วย การกำหนดให้มีคณะกรรมการยาแห่งชาติ &amp;nbsp;เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องความมั่นคงด้านยาของประเทศ กำหนดนิยามยาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ และยาสามัญประจำบ้าน ตามความเข้มงวดในการกระจายยา การเข้าถึงยาและบริบทของประเทศ ในการขออนุญาตเกี่ยวกับยาแพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตผลิตยา แบ่งจ่ายยาและจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยเฉพาะรายของตน แต่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงยาของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการขออนุญาตผลิต ขาย นำเข้าและจดแจ้งวัตถุดิบในการผลิตยาเพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณภาพและสอบกลับได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การไม่กำหนดให้เภสัชกรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการเพียงแห่งเดียวเพื่อให้ การปฏิบัติหน้าที่ของวิชาชีพทำได้ครอบคลุมทั่วถึง และเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนเภสัชกร &amp;nbsp;ในส่วนการควบคุมโฆษณาและการส่งเสริมการขายยาได้กำหนดให้มีทั้งการขออนุญาตและการจดแจ้ง ทั้งนี้ ยังปรับปรุงบทกำหนดโทษและอัตราค่าธรรมเนียมให้มีความเหมาะสมกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขาย และสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการอย.กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการดำเนินงานของ อย. ที่มีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการคุ้มครองประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยา และมิให้เกิดความเสียหายต่อระบบยาของประเทศไทย โดย อย.จะดำเนินการชี้แจงความคืบหน้าของร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ. .... แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 27 สิงหาคม 2561 เวลา 10.30- 12.00 น. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณ ห้องประชุมไพจิตร ปวะบุตร อาคาร 7 ชั้น 9 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15910</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, ร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ......., สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae68d74b875.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชื้อดื้อยาคร่าชีวิตคนไทยนับหมื่นใน 5 ปี เร่งหามาตรแก้ปัญหา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร &amp;nbsp;รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพครั้งที่ 1 ว่า ปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากคร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 5-10 ปี หากไม่มีมาตรการควบคุมทั่วโลกจะมีคนสังเวยชีวิตกว่า 10 ล้านคน โดยเป็นคนไทย10,000 คน ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าในมาตรการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างครบวงจร ทั้งในคน สัตว์ ผักและผลไม้ ภายใต้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ สธ. เป็นต้น จากการดำเนินการมาระยะหนึ่ง พบว่า ขณะนี้การใช้ยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ภายในปี 2564 ไทยต้องลดการใช้ยาปฏิชีวนะให้ได้ร้อยละ 50&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.กำลังจะดำเนินการควบคุมการจ่ายยาในร้านขายยามากขึ้น โดยเบื้องต้นต้องให้เภสัชกรเป็นผู้จ่ายยาเท่านั้น รวมทั้งจะมีการยกระดับยาปฏิชีวนะบางกลุ่มให้เป็นยาอันตราย และจะมีการถอดยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงที่ยังมีขายในร้านขายยา ให้ใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น โดยคาดว่าจะสามารถถอดได้ในเร็วๆนี้&amp;nbsp;
อย.จ่อถอดยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจากร้านยา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14522</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ, นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, หมอปิยะสกล, อย., เชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61a76e50674.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ม.ค.62ดีเดย์ ประกาศใช้อาหารปลอด&quot;ไขมันทรานส์&quot;อย.ลั่นหลังจากนั้นตรวจเข้มผู้ผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ม.ค.62 ดีเดย์ห้ามอาหารมี&amp;quot;ไขมันทราส์&amp;quot;มีผลบังคับใช้ &amp;nbsp;อย.เผยติดตามศึกษาปัญหาไขมันทรานส์อย่างใกล้ชิดมานาน &amp;nbsp;&amp;quot;ก่อนผลักดันให้ออกเป็นประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน &amp;nbsp;ย้ำหลังจากนั้นจะตรวจเข้ม อย่างเคร่งครัด หวังลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.61- นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึง การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially hydrogenated oils, PHOs) ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันทรานส์ และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ว่า ในเรื่องอันตรายจากไขมันทรานส์นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยองค์การอนามัยโลกได้ถือเป็นวาระร่วมกันของทุกประเทศในการหาแนวทางแก้ไข ซึ่งไขมันทรานส์เป็นไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง นม เนย ชีส และ เนื้อสัตว์ และจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งจะพบไขมันทรานส์ได้ในอาหารสำเร็จรูปที่มีเนยเทียม หรือเนยขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น โดนัททอด พัพ พาย เพสตรี เค้ก คุกกี้ เวเฟอร์ เป็นต้น อันตรายจากไขมันทรานส์คือ ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวน โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วันชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ในปี 2559 อย. ได้ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้งบประมาณของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์&amp;rdquo; สำรวจข้อมูลปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp;น้ำมันและไขมัน และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งจัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการไขมันและน้ำมัน และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อหาแนวทางในการลดหรือพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งผู้ผลิตน้ำมันและไขมันยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการปรับสูตรและกระบวนการผลิตน้ำมันและไขมัน โดยใช้กระบวนการผสมน้ำมัน (Oil blending) แทน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการศึกษา อย. จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยออกเป็น &amp;ldquo;ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย&amp;rdquo; ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการตรวจพบไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ และภายหลังจากที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ อย. จะดำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่จำหน่ายอย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว&amp;rdquo; เลขาธิการฯ อย. กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13647</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, อย., ไขมันทรานส์มีผลบังคับใช้9ม.ค.62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e793c42f8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
