<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ. เตรียมทดสอบวัคซีนโควิดในมนุษย์ ระยะที่ 1 กับอาสามัคร 210 คน ช่วงเดือนมี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;10 ก.พ. 64- องค์การเภสัชกรรม (จีพีโอ) กระทรวงศาธารณสุข และมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวผลวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 &amp;nbsp;&amp;quot;NDV LaSota-S Hexapro COVID-19 vaccine( NDV-HXP-S )&amp;quot; ชนิดเชื้อตาย ด้วยเทคโนโลยีฟักในไข่ไก่ ที่เตรียมศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 1 เดือนมีนาคม 2564 &amp;nbsp;หากเสร็จสิ้นกระบวนทุกอย่าง และขึ้นทะเบียนตำรับกับทาง อย. คาดจะสามารถผลิตวัคซีนได้ถึงปีละประมาณ 25-30 ล้านโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า &amp;nbsp;ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในการวิจัยพัฒนาวัคซีนขึ้นมาใช้เองในประเทศ เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน และพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด โดยความคืบหน้าในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนจากเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก โดยองค์การเภสัชกรรม &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตวัคซีนหลายชนิด รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกแสดงให้เห็นว่าปริมาณวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ทั่วโลกในปี 2019 จำนวนกว่า 1.48 พันล้านโดส กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟัก ซึ่งมีความปลอดภัยสูง มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพที่ดีเช่นเดียวกับการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น และเป็นไปตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งต้นทุนการผลิตต่ำและมีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนมากนัก และยังพบว่ามีบริษัทอื่นในต่างประเทศใช้เทคโนโลยีนี้สำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ด้วยเช่นกัน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพัฒนาวัคซีนทั้ง 3 ระยะ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนตำรับ (Rolling Submissions) กับทางคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และคาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในประเทศได้ประมาณ 25-30 ล้านโดสต่อปี รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยใช้เทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟักนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางของการสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากในอนาคตวัคซีนได้ผลดี เป็นที่ต้องการมาก เชื่อว่าจะสามารถขยายกำลังการผลิตได้ โดยอาจจะมีภาคีเครือข่ายมาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งความก้าวหน้านี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้ขี่ม้าตัวเดียว แต่มีการพัฒนาถึงขั้นเป็นเจ้าของคอกม้าร่วมกับคนไทยทุกคน โดยมีเป้าหมายจะผลิตวัคซีนเพื่อให้ประเทศปลอดภัย รวมทั้งยังสามารถดูแลประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่นๆ ที่ต้องการวัคซีนอีกด้วย&amp;quot;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การฯ ได้ส่งวัคซีน NDV-HXP-S ไปทำการทดสอบความเป็นพิษในหนู ที่ประเทศอินเดีย พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย และทดสอบประสิทธิภาพ (Challenge study) ในหนูแฮมสเตอร์ (Hamsters) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผลเบื้องต้นพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ &amp;nbsp;2019 สอดคล้องกับผลการศึกษาความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ที่พบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนหนามของไวรัสโคโรนาได้ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าศูนย์วัคซีน และหัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 NDV-HXP-S ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยมี ข้อดี คือ เป็นการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟักที่ จีพีโอ มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจัดเก็บได้ในอุณหภูมิ 2-8 องศา ซึ่งเป็นองศาที่มีความเสถียรค่อนข้างสูง ที่สำคัญคือการผลิตวัคซีนนี้ ใช้เชื้อไวรัสที่ไม่ก่อโรคในคน และก่อโรคน้อยมากในนก เรียกว่าไวรัสนิวคาสเซิล พร้อมกับใส่ชิ้นส่วนโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) และใส่สารโปรตีนอะมิโนแอซิด เพื่อให้มีความคงที่ เสถียร และมีภูมิคุ้มกันที่กว้างขึ้น ต่อสายพันธุ์ที่จะมีการกลายพันธุ์ในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หัวหน้าโครงการฯ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;สำหรับการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 จะเริ่มมีการทดสอบในเดือนมีนาคม จำนวนอาสาสมัคร 210 คนและระยะที่ 2 ประมาณเดือนเมษายน-พฤศภาคม ในอาสาสมัครอีก 250 คน โดยในการศึกษาระยะที่ 1 และ 2 จะเป็นการประเมินความปลอดภัยความทนทานและความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีน ทั้งนี้ในช่วงของระดับ S-antigen ที่หลากหลายบางตัวมีการใช้ CpG 1018 เป็นตัวเสริมในการวิจัยทางคลินิกระยะแรก และในการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 มีจุดมุ่งหมายในการคัดเลือกวัคซีนเพียงตัวเดียวเพื่อให้เข้าสู่การวิจัยระยะที่ 3 และคาดว่าในปี 2565 จะสามารถเริ่มการยื่นขอรับทะเบียนตำรับ และจะทำการผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่โรงงานผลิต(วัคซีน) ชีววัตถุ ขององค์การฯ ที่ จ.สระบุรี ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีเทคโนโลยีไข่ไก่ฟักที่ใช้ผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว พร้อมปรับมาใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายแพทย์วีรพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ กล่าวเสริมว่า การทดสอบวัคซีน &amp;nbsp;NDV-HXP-S ในระยะที่ 1 และ 2 จะทดสอบในอาสาสมัครที่เป็นคนไทย เพื่อผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการแบ่งการทดสอบในกลุ่มอาสาสมัคร 3 ระยะ ในระยะที่ 1 &amp;nbsp;กลุ่มอาสาสมัครจะได้รับวัคซีน ในกลุ่มวัคซีนหลอก และวัคซีนจริง และในบางกลุ่มที่จะการฉีดสารเสริมเร่งวัคซีน เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และคัดเลือกกลุ่มที่ดีที่สุดเข้าสู่การทดลองระยะที่ 2 &amp;nbsp;ในส่วนระยะที่ 3 หากในประเทศมีจำนวนผู้ป่วยน้อย ก็อาจต้องมีการทดสอบในต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92612</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีน, การทดลองในมนุษย์, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., นายอนุทิน ชาญวีรกูล, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239ca2d7f1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ประกาศผลิตเองหน้ากากอนามัย และ N95 คาดวางจำหน่ายม.ค.64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; 25ส.ค.63-&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ( อภ.) ให้สัมภาษณ์ว่า อภ.ได้มีโครงการผลิตหน้ากากอนามัย และหน้ากาก N95 สำหรับใช้งานด้านการแพทย์ทั่วไปในหน่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันตกรรม การรักษาแผลขนาดเล็กหรือการรักษาที่อาจมีการสัมผัสเลือดเล็กน้อย และใช้ป้องกันอนุภาคปนเปื้อนชนิดต่างๆ ที่อยู่ในอากาศ อย่างละ 1 สายการผลิต โดยจัดตั้งขึ้นบนพื้นที่ ขนาด 375 ตารางเมตร อาคารฝ่ายเภสัชเคมีภัณฑ์ &amp;nbsp;องค์การเภสัชกรรม คลอง 10 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี สามารถผลิตหน้ากากอนามัยออกสู่ตลาดได้ภายในเดือนตุลาคม 2563 และแผนผลิตหน้ากาก N95 ได้ประมาณเดือนมกราคม 2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งเป้าผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ จำนวนประมาณ 15 ล้านชิ้นต่อปี หน้ากาก N95 ทางการแพทย์ จำนวนประมาณ 3 ล้านชิ้นต่อปี โดยหน้ากากอนามัยทั้ง 2 ชนิด ผลิตตามมาตรฐานที่ มอก.กำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อภ. กล่าวอีกว่า โครงการผลิตหน้ากากอนามัยนี้จัดตั้งขึ้นจากนโนยายเร่งด่วนของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองของประเทศจากสถานการณ์การระบาดโรคโควิด 19 ทั่วโลก รองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดการระบาดในระลอก 2 ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการใช้หน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 สูงขึ้นมาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจเกิดการขาดแคลน และจะเป็นกลไกในการรักษาระดับราคาหน้ากากอนามัยหลังจากมีการปลดล็อค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การควบคุมราคาแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีผลิตภัณฑ์ใช้อย่างเพียงพอ สามารถเข้าถึงได้ ในราคายุติธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75518</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, N95, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200308/image_big_5e64a035b0fb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นซูเปอร์สเปรดเดอร์ชุดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศบค.เผยพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 33 ราย &amp;nbsp; ไม่มีผู้เสียชีวิต ภาพรวมหายป่วยแล้ว 1,787 คน &amp;quot;นพ.ทวีศิลป์&amp;quot; &amp;nbsp;ยอมรับตกใจ! เห็นประชาชนจำนวนมากไปต่อแถวรับของยังชีพที่บริเวณหน้าวัดดอนเมือง เตือนมีความเสี่ยงกลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ นับจากนี้ไป 14 วันต้องเฝ้าระวังตัวเองอย่างดี เตือนผู้มีใจกุศลใจบุญต้องมีระบบที่ดีด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 เม.ย. เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 33 ราย หายป่วยแล้ว 1,787 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,733 ราย ผู้ป่วยรักษาอยู่ 899 ราย และเสียชีวิตวันนี้ศูนย์ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 47 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบสูงสุด 20-29 ปี และช่วงอายุ 30-39 ปี ซึ่ง 2 ช่วงอายุสลับกันขึ้น ขอให้คนในครอบครัวช่วยกันดูแลคนกลุ่มนี้ให้ดี เพราะเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อสูงสุด และเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมยังพบว่ากรุงเทพฯ และนนทบุรียังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันบำราศนราดูรอยู่ใน จ.นนทบุรี ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดในจังหวัดมีตัวเลขสูงขึ้น จะว่าเขาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไม่ว่ากัน เพราะตัวเลขดังกล่าวเป็นสถิติที่เอาไว้สอนใจ เตือนใจว่าเราจะหาทางแก้ไขอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะที่จังหวัดไม่พบผู้ป่วยเพิ่มใน 14 วันที่ผ่านมา โดยมีระยองและตากเพิ่มเข้ามาด้วย รวมแล้ว 29 จังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อัตราการเสียชีวิตของประเทศไทยจำนวน 47 ราย ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.-17 เม.ย. อัตราการป่วยและเสียชีวิตอยู่ที่ 1.7% ถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นๆ แสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์สาธารณสุขของเรา ทั้งนี้ กลุ่มอายุที่เสียชีวิตมากที่สุดคือ อายุ 50-59 ปี จำนวน 14 ราย จากผู้ป่วย 367 ราย นับเป็น 29.8 % ถือว่าหนักที่สุด ขณะที่โรคประจำตัวที่พบร่วมในผู้เสียชีวิตนั้น อันดับ 1 คือ โรคเบาหวาน รองลงมาโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งคนที่ไม่มีโรคประจำตัวก็เสียชีวิตได้ จึงประมาทไม่ได้ จะบอกว่าแข็งแรงดีก็เสียชีวิตได้ แม้จะอายุน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์เผยว่า ในส่วนสถานการณ์ต่างประเทศ ขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อ 2,250,751 ราย เสียชีวิต 154,261 ราย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งอยู่ๆ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มภายในวันเดียว 1,290 ราย ทั้งที่ประเทศเขากำลังจะเปิดเมือง จึงเป็นเรื่องเตือนใจถึงมาตรการของเราที่จะออกต้องดูสถานการณ์โลก เรื่องนี้ต้องวิเคราะห์ดูสถานการณ์ข่าวสารกันต่อไป อัตราการเสียชีวิตเป็นตัววัดการป้องกันโรคและรักษา เรื่องการเสียชีวิตก็เป็นเรื่องใหญ่ของทุกประเทศในโลกนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถิติการรณรงค์ในช่วง 7 วันอันตรายช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปีนี้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ยอดบาดเจ็บทางถนนลดลง โดยในปี 63 ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 9,764 ราย ลดลงจากปี 61 ที่มี 28,993 ราย และปี 62 ที่มี 30,212 ราย ลดลง 67.68% &amp;nbsp;ส่วนสถิติผู้เสียชีวิตทางถนน ปี 63 อยู่ที่ 150 ราย ลดลงจากปี 61 ที่มีจำนวน 487 ราย และปี 62 ที่มีจำนวน 517 ราย ถือว่าลดลงถึง 71% ซึ่งหลายคนบอกว่าอยากให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี แต่คนก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น&amp;nbsp;
ยังฝ่าเคอร์ฟิวมั่วสุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ส่วนผลการปฏิบัติงานของฝ่ายมั่นคงช่วงเคอร์ฟิวคืนวันที่ 17 เม.ย. ต่อเนื่องเช้าวันที่ 18 เม.ย. ออกนอกเคหสถาน 691 ราย ลดลงจากเมื่อวาน 129 ราย ชุมนุมมั่วสุม เสี่ยงต่อการติดเชื้อ 113 ราย เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 ราย ซึ่งสาเหตุของการมั่วสุมยังคงเป็นการดื่มสุรา เล่นพนัน และยาเสพติด โดยจังหวัดที่มีผู้ฝ่าฝืนมากที่สุด 10 อันดับแรก อันดับ 1 คือ นนทบุรี &amp;nbsp;กรุงเทพฯ ปทุมธานี สมุทรปราการ สงขลา สมุทรสาคร ภูเก็ต กระบี่ พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี ส่วน 10 จังหวัดที่ไม่มีผู้กระทำผิด คือ ยโสธร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี แม่ฮ่องสอน อ่างทอง ฉะเชิงเทรา ตราด สุโขทัย และสมุทรสงคราม
&amp;nbsp;เตือนซูเปอร์สเปรดเดอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากไปต่อแถวรับของยังชีพที่บริเวณหน้าวัดดอนเมือง จะมีโอกาสติดเชื้อหรือไม่ และภาครัฐจะเข้าไปจัดการและแก้ปัญหาอย่างไร &amp;nbsp;โฆษก ศบค.ระบุว่า เห็นข่าวก็ตกใจมากว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่เราสื่อสารกันทุกวันว่าการอยู่พื้นที่ชุมนุมหรือชุมชนกันมากๆ มีความเสี่ยง ยิ่งคนจำนวนมากไปยืนแออัดรอคอยใช้เวลากันพอสมควร อย่างกรณีไปร้านเหล้าเป็นกลุ่มเพียง 5-10 คนก็ยังติดกันทั้งร้าน แม้บอกว่าจะอยู่ในพื้นที่เปิด ริมถนน ไม่เป็นอะไร แต่ตนเห็นจำนวนคนที่ยืนแออัดแบบนี้มันมีความเสี่ยงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอร้องท่านผู้มีใจกุศลใจบุญอยากบริจาคให้ประชาชน ท่านต้องมีระบบที่ดีด้วย เพราะถือว่าการทำแบบนี้ด้านหนึ่งท่านก็ไม่ได้ทำตามข้อกำหนดกฎหมาย เพราะการชุมนุมมากกว่ากี่คนก็เป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับกฎหมายอยู่แล้ว แถมยังใช้เวลานานอย่างนี้ เดี๋ยวจะบอกว่าหมอพูดขู่อีกแล้ว แต่นับจากนี้ไปอีก 7-14 วันข้างหน้า คนที่มีภาพอยู่ในนี้ต้องเฝ้าระวังตัวเองอย่างดี หากมีอาการไข้ ไอแห้ง และเจ็บคอ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะท่านเป็นกลุ่มเสี่ยงแล้ว มันเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องเตือนให้ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี ผมในฐานะตัวแทนพี่น้องสาธารณสุขก็พร้อมดูแล ซึ่งญาติใครที่ไปตรงนี้มาต้องให้ใส่หน้ากากอนามัย 100% ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่เรากำลังภูมิใจในตัวเลขแต่ละวัน เราอยากจะภูมิใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ภาพที่ปรากฏเมื่อวานนี้มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น อย่างไรก็ตาม แนะนำผู้ใจบุญ และผู้ที่จะบริจาคต่อไปจากนี้ ทาง กทม.และเจ้าหน้าที่ของภาครัฐพร้อมให้คำแนะนำ ในส่วนผู้รับของบริจาคมา ของจะมีค่าเมื่อกินตอนสุขภาพแข็งแรงดี ดีกว่ามันจะมีค่าน้อยลงไป เพราะหากของที่รับมาต้องไปวางไว้เฉยๆ แล้วท่านต้องกินอาหารทางสายยางแทน ต้องฝากประชาชนช่วยกันดูแล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.​โอภาส เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงมาตรการในการลงพื้นที่ตรวจหาโควิด-19 ตามแหล่งชุมชนว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตรวจได้ทุกหลังคาเรือนได้ เพราะยังไม่จำเป็น เนื่องจากโควิด-19 ไม่ได้มีการแพร่กระจายทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ ดังนั้นต้องมุ่งไปที่พื้นที่ที่มีปัญหาก่อน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำในการค้นหาผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยได้ดำเนินการไปหลา​ยแห่ง ทั้ง กทม. ภูเก็ต ชายแดนภาคใต้ และชลบุรี จากข้อมูลระบาดวิทยาพบว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงการติดเชื้อ โอกาสพบเชื้อมีแค่ 4% กลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อยโอกาสพบเชื้อมีไม่ถึง 1% ดังนั้นจึงต้องเน้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยการดำเนินการขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายพื้นที่ทั้ง กทม. ในชุมชนคลองเตย และรณรงค์ให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้ามาตรวจ จึงต้องเน้นมาตรการป้องกันในทุกพื้นที่จะมีความคุ้มค่ากว่า ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะห่าง การใช้หน้ากากอนามัย
ห้ามหญิงท้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงการกระจายทรัพยากรทางการแพทย์ว่า หน้ากากอนามัยตอนนี้มีอยู่ในคงคลังที่หน่วยบริการปัจจุบันกว่า 11 ล้านชิ้น อัตราการใช้ประมาณ 443,042 ชิ้น ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ประมาณ 27 วัน ในส่วนของการกระจายหน้ากากอนามัยตั้งแต่วันที่ 2-​15 เม.ย. มีจำนวนเข้า 21 ล้านชิ้น เฉลี่ยนต่อวัน 1.5 ล้านชิ้น จัดส่งไปแล้ว 18 ล้านชิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนหน้ากาก N95 ซึ่งมีความต้องการอีกมาก โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดความต้องการไว้อยู่ที่ 5 ล้านชิ้น โดยในช่วงเดือนนี้สามารถจัดสรรหาได้กว่า 5.8 แสนชิ้น ทั้งนี้ ยอดคงคลังของหน้ากาก N95 ในองค์การเภสัชฯ อยู่ที่ 8 หมื่นชิ้น อย่างไรก็ตามสถิติการใช้อยู่ที่วันละ 1.3 หมื่นชิ้น เฉลี่ยความต้องการต่อเดือนอยู่ที่ 6 แสนชิ้น เนื่องด้วยความต้องการที่ไม่สามารถหาทรัพยากรได้ที่เพียงพอต่อความต้องการ เราจึงพยายามหลายจากภาคส่วน ทั้งหน้ากาก N99 ผลิตโดยคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผลิตส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ กว่า 3 ,000 ชิ้น ตั้งเป้าอีก 5,000 ชิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนชุดป้องกัน PPE มีต้องการ 5 ล้านชุด ชุดโคฟเวอร์ออล มีอยู่ในคลัง 11,000 ชุด นอกเหนือจากการสั่งนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ยังได้มีการพัฒนาผู้ประกอบการในประเทศ โดยร่วมกับสภาพัฒนาสิ่งทอ และสภาอุตสาหกรรมของประเทศในการผลิตชุดกาวน์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ประมาณ 20 ครั้ง รวมทั้งพัฒนาชุดป้องกัน PPE โดยผลิตในประเทศไทย โดยสถิติการใช้ชุดป้องกันอยู่ที่ 18,411 ชุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า ในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์ มีการนำเข้ามากว่า 1.8 แสนเม็ด อยู่ระหว่างการนำเข้าจากญี่ปุ่นกว่า 1.3 แสนเม็ด ที่จะเข้ามาภายในเดือนนี้ อีกทั้งได้สั่งจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนเม็ด มีการใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วย 682 ราย อยู่ในหน่วยบริการที่ 3 หมื่นเม็ด ใช้ไปแล้ว 5.4 หมื่นเม็ด ดังนั้นยาคงคลังที่อยู่ในองค์การเภสัชกรรม 9.4 หมื่นเม็ด ซึ่งขณะนี้เราต้องการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าประเภทนี้มีความต้องการทั้งโลก ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรมมีประกาศประสงค์ที่จะจัดหาทรัพยากรเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยเปิดให้เอกชนที่มีความพร้อมร่วมเสนอราคา และจัดหาทรัพยากรเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ยาที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 มีผลข้างเคียงอย่างไร และสามารถซื้อทานเองได้หรือไม่ นพ.วิฑูรย์กล่าวว่า ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยานำเข้า ไม่มีการจำหน่ายตรง เป็นยาที่กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนไปที่โรงพยาบาลเท่านั้น โดยประชาชนจะรับยาได้ก็ต่อเมื่อแพทย์ได้มีการสั่งจ่ายยาแล้ว ส่วนผลข้างเคียงไม่สามารถใช้กับหญิงตั้งครรภ์ได้ เพราะมีผลต่อตัวอ่อน และสตรีที่ให้นมบุตร ผู้ชายต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากจะมีผลต่อทารกในครรภ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63560</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., นพ.​โอภาส เอี่ยมศิริถาวร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200418/image_big_5e9ad97427eab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ลั่นพร้อมผลิตเอง ยาต้านไวรัสโควิด-19 สูตรประเทศญี่ปุ่น มีประสิทธิภาพการรักษาดีมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5มี.ค.63- อภ. ลั่นมีความพร้อมผลิตยาต้านไวรัส T-705 หรือฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;เป็นยาต้านไวรัสที่พัฒนาจากประเทศญี่ปุ่น มีประสิทธิภาพมากในการรักษาโรคติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp; พร้อมสำรองยาฟาวิพิราเวียร์ไว้แล้ว 40,000 เม็ด รองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 800 คน
&amp;nbsp; นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า องค์การเภสัชกรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(อภ.) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้จัดหายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยได้มีจัดหาและสำรองยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) หรือที่รู้จักกันในชื่อ T-705 หรือ Avigan &amp;nbsp;เป็นยาต้านไวรัสที่พัฒนาโดยบริษัทฟูจิฟิล์ม โตยามะเคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ยาดังกล่าวมีฤทธิ์ในการยับยั้ง RNA-dependent RNA polymerase ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวน และกระจายไปทั่วร่างกายได้ ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ได้มีการศึกษาแบบสุ่มในประเทศจีนเพื่อทำการทดลองรักษาโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 สำนักงานบริหารผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ประเทศจีน ได้ให้การรับรองว่ายาดังกล่าวเป็นยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพต่อต้านโรคนี้ได้ ปัจจุบันประเทศจีนเริ่มมีการผลิตยาชื่อสามัญฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;ขณะนี้ได้ร่วมกับกรมควบคุมโรคสำรองยาดังกล่าวไว้แล้วจำนวน 40,000 เม็ด สามารถรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 800 คน รวมทั้งได้ประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบในต่างประเทศ &amp;nbsp;เพื่อนำเข้าวัตถุดิบมาวิจัยพัฒนาและผลิตยาดังกล่าวด้วย และองค์การฯ มีศักยภาพ และพื้นที่การผลิตสามารถที่จะผลิตยาดังกล่าวตามมาตรฐานการผลิตที่ดี GMP หากมีการจัดหาวัตถุดิบเข้ามาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ องค์การ ฯ ได้เร่งกำลังการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ Lopinavir/ritonavir และไข้หวัดใหญ่ Oseltamivir ซึ่งเป็นยาที่โรงพยาบาลราชวิถีใช้รักษาผู้ป่วยโควิด &amp;ndash; 19 ได้ผล สามารถรองรับผู้ป่วยได้ถึง 2 แสนคน รวมถึงมีการผลิตยา Chloroquine ซึ่งใช้เป็นยารักษามาลาเรีย ผลิตขึ้นคลังได้ในเดือนเมษายนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;องค์การฯ ในฐานะเป็นองค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยา และเวชภัณฑ์ของประเทศที่ทันสมัย ภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือการวิจัย พัฒนา ผลิต และจัดหายาและเวชภัณฑ์ให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อรองรับผู้ป่วยไวรัสโควิด-19&amp;rdquo; ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58965</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., ฟาวิพิราเวียร์, ยาต้านไวรัส T-705, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e60d38c0145e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ยันหน้ากากอนามัยผลิตของใหม่ ราคาชิ้นละ1บาท ราคาทุนตามนโยบาย สธ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11ก.พ.63-นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.)กล่าวว่าหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อโรค ชนิดใยสังเคราะห์สีเขียวขาว ที่จำหน่ายและกระจายให้กับพี่น้องประชาชนและสถานพยาบาลต่างๆ นั้นเป็นของผลิตใหม่ ทยอยส่งมอบทุกวัน ไม่ใช่ของเก่าค้างสต็อก &amp;nbsp;และขายในราคาทุนตามนโยบายท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยขายขิ้นละ 1 บาท จำนวนที่สั่งผลิตไว้จำหน่ายราคาทุน ในเบื้องต้นนี้มีทั้งสิ้น 5 ล้านชิ้น และ จะสั่งผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่องอีก หากมีความต้องการเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงนี้ร้านขายยาขององค์การฯทั้ง 8 ทุกสาขาจะมีการแบ่งการจำหน่ายเป็น 2 รอบ รอบที่ 1 เวลา ประมาณ 08.00 น. รอบที่ 2 เวลาประมาณ 12.00 น. โดยในเบื้องต้น 1 คน จะได้รับหน้ากากอนามัยชนิดเขียวขาว 10 ชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้หน้ากากอนามัยได้กระจายให้ประชาชนได้ใช้กว้างขวางมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56875</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4255d029de7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.เตรียมนำวัคซีนไช้หวัดใหญ่ทดลองในคนปีนี้ พร้อมโชว์ผลกำไรปี61จำนวน1.5พันล.ประหยัดงบชาติกว่า 7.5พันล. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.62- &amp;nbsp;ที่องค์การเภสัชกรรม นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ)เป็นประธานการแถลงข่าว &amp;ldquo;ผลการดำเนินงาน ปี 2561 ความคืบหน้าโครงการสำคัญ ทิศทางในอนาคตองค์การเภสัชกรรม&amp;rdquo; โดยมีคณะผู้บริหารองค์การเภสัชกรรมร่วมแถลงข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานขององค์การฯ ในปี 2561 องค์การฯ มีผลประกอบการ 16,651 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำให้ช่วยรัฐประหยัดได้มากกว่า 7,500 ล้านบาท หรือมีกำไร 1,500 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะเดียวกันโครงการต่างๆได้ดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย &amp;nbsp; ที่ประสบผลสำเร็จล่าสุดคือการได้รับการรับรองมาตรฐาน WHO PQ จากการผลิตของยาต้านไวรัสเอดส์เอฟฟาไว-เรนท์ที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 &amp;nbsp;การได้รับรางวัล FOYA Award จากสมาคม ISPE ( International Society for Pharmaceutical Engineering) ที่มีสมาชิกกว่า 18,000 ราย &amp;nbsp;ใน 90 ประเทศ ในฐานะโรงงานผลิตยารังสิต 1 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการออกแบบด้านคุณภาพ และมีมาตรฐานระดับสากล มุ่งหวังผลิตยาที่มีคุณภาพให้ผู้ป่วยเอดส์ได้เข้าถึงยาดีมีคุณภาพ ส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาว&amp;nbsp;
นอกจากนั้นได้กระจายผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ใหม่ 2 รายการ ที่มุ่งเน้นลดปัญหาการดื้อยาและรัฐประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยา ประกอบด้วย ยาเม็ด Abacavir 300 mg. เป็นยาต้านไวรัสเอดส์ สูตรทางเลือกร่วมกับยาต้านไวรัสฯกลุ่มอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการดื้อยา ลดผลข้างเคียงที่เกิดจากยาจำเป็นพื้นฐาน (first line regimen) ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย และยาเม็ด Ritonavir 100 mg. เป็นยาต้านไวรัสฯในกลุ่ม Protease Inhibitors (PIs) ถูกนำมาใช้คู่กับยาในกลุ่ม PIs อื่นๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มระดับยา PIs ตัวอื่นในกระแสเลือด &amp;nbsp;พร้อมกันนั้นได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มในส่วนของการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Plant) ในอาคารโรงงานผลิตยารังสิต 1 ที่ได้เปิดทำการผลิตไปแล้วจำนวน 4 สายการผลิต &amp;nbsp;เมื่อปี 2559 เพื่อใช้สำหรับผลิตยาที่ยกระดับจากงานวิจัยที่ผลิตในระดับห้องปฏิบัติการ เป็นผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรมและยังสามารถนำมาใช้สำหรับการผลิตยาจำเป็นอื่นๆได้อีก ซึ่งทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกปีละ 38 ล้านเม็ด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับในปี 2562 ตั้งเป้าผลประกอบการไว้ที่ 16,720 ล้านบาท &amp;nbsp;เร่งดำเนินการในปีนี้ คือ 1.กัญชาทางการแพทย์ ซึ่งการปลูกในระยะเร่งด่วนจำนวน 100 ตารางเมตร ภายใต้งบประมาณ 10 ล้านบาท อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่และให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบ คาดว่า จะสามารถปลูกได้ในช่วงกลางเดือน ก.พ. 2562 และสามารถทำสารสกัดออกมาได้ภายใน พ.ค. 2562 ในการทดลองวิจัยในผู้ป่วย &amp;nbsp;ส่วนระยะกึ่งอุตสาหกรรม ที่จะใช้พื้นที่ปลูก 1,000 ตารางเมตร งบประมาณ 120 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมการด้านทีโออาร์ คาดว่าจะสามารถปลูกได้ในต้นปี 2563 &amp;nbsp;2.การพัฒนาสมุนไพร จะดำเนินการให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับเทคโนโลยี การวิจัยพัฒนา การผลิตสารสกัด และรูปแบบผลิตภัณฑ์ไปสู่สากลมากขึ้น โดยเฉพาะ &amp;quot;ขมิ้นชัน&amp;quot; ที่ตั้งเป้าจะนำร่องตลาดสากลก่อน ตามด้วยสมุนไพรอื่น คือ เถาวัลย์เปรียง ไพล และขิง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า 3.โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จะได้วัคซีนใช้ทำการทดสอบอาสาสมัครใน พ.ค.2562 และใช้เวลาติดตามผล 1 ปี เพื่อนำข้อมูลไปยื่นขอทะเบียนวัคซีนต่อไป &amp;nbsp;4.โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่ 2 จะผลิตยาน้ำ ยาครีม ยาขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ ยาน้ำใช้ทาภายนอก ยาฉีด และยาเม็ด งบประมาณ 5,607 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดเลือกบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้าง คาดว่าสามารถลดการผลิตในส่วนของโรงงานพระราม 6 ได้กว่า 80% &amp;nbsp;และ 5.เพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็น ได้แก่ ยาละลายลิ่มเลือดโคลพิโดเกล ซึ่ง อภ.สามารถผลิตได้โดยไม่ต้องนำเข้าแล้ว &amp;nbsp;ยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดเม็ดสูตรผสม 3 ชนิด เอฟฟาไวเรนซ์/เอมทริซิตาบีน/ทีโนโฟเวียร์ ขนาด 600/200/300 มิลลิกรัม &amp;nbsp;ยาเม็ดดารุนาเวียร์ 3 ขนาด คือ 150 400 และ 600 มิลลิกรัม สำหรับผู้ป่วยดื้อยา รวมถึงการแสวงหาพันธมิตร โดยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงยาผ่านร้ายเพรียวในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีกว่า 140 สาขาทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;quot;ในส่วนโรงงานวัคซีนที่จะปรับเปลี่ยนเป็นโรงงานชีววัตถุ &amp;nbsp;จะเริ่มต้นจากการทำโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่จาก พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านวัคซีนจำเป็นที่จะต้องรองรับการผลิตวัคซีนและชีววัตถุอื่นๆ ได้ด้วย การจะสร้างไลน์ผลิตเพิ่มเติมก็อาจต้องรายงานไปยังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ซึ่งจะทำให้ อภ.สามารถรับผลิตวัคซีนได้ โดยเฉพาะส่วนของการผสมและการบรรจุ &amp;quot;ผอ.อภ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปลูกและการผลิตกัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า ระยะเร่งด่วน จะนำเข้าสายพันธุ์กัญชาจากแคนาดา โดยตลอดปีจะปลูกได้ 4 รอบ คาดว่าจะได้กัญชาแห้งปริมาณ 100 กิโลกรัมต่อปี นำมาผลิตเป็นน้ำมันกัญชา ขนาด 5 มิลลิลิตร ได้จำนวน 1-2 หมื่นขวด &amp;nbsp;ผลิตล็อตแรกปี 62 &amp;nbsp;ขณะที่ระยะกึ่งอุตสาหกรรม คาดว่าจะได้กัญชาแห้งประมาณ 800 กิโลกรัมต่อปี โดยจะพัฒนาสายพันธุ์เองด้วย สำหรับประเด็นเรื่องคำขอสิทธิบัตรกัญชา ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ อภ.จะดำเนินการอย่างรอบคอบ และพยายามทำอยู่ภายใต้กรอบกติกามากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการทำโรงงานผลิตยามะเร็งร่วมกับ ปตท. &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า โครงการนี้ยังคงเดินหน้าต่อ อยู่ระหว่างการว่าจ้างบริษัทเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าผลน่าจะออกมาในช่วง พ.ค. 2562 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการออกแบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27218</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, ความคืบหน้าวัคซีนไข้หวัดใหญ่, นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ., ผลกำไรอภ.ปี61, ยาเดอส์, อภ., แผนการดำเนินงานปี62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c46ca8702555.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
