<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.เปิดโรงงาน โชว์ศักยภาพผลิตหน้ากากอนามัย มาตรฐานอเมริกา ลั่นจะผลิตชนิดพรีเมี่ยมกรองอนุภาค 0.1 ไมครอน ได้ 98 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ธ.ค.63 - &amp;nbsp; ที่องค์การเภสัชกรรม (คลอง 10) อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ. วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเปิด &amp;ldquo;สายการผลิตหน้ากากอนามัย เพื่อความมั่นคงทางการแพทย์&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลกยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่าหรือประมาณ 200 ล้านชิ้นต่อเดือน จากภาวะปกติอยู่ที่ 30 - 40 ล้านชิ้นต่อเดือน และที่ผ่านมามีการขาดแคลนหน้ากากอนามัยและหาซื้อได้ยาก จึงให้ อภ. ดำเนินการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หน้ากากใช้ครั้งเดียว ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานASTM F2100-11 ของประเทศอเมริกา &amp;nbsp;เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้มีหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพใช้อย่างเพียงพอ โดยกระจายให้กับโรงพยาบาลภาครัฐ และบางส่วนจำหน่ายให้แก่ประชาชนผ่านร้านขายยาทั้ง 8 สาขา และร้านค้าออนไลน์ขององค์การเภสัชกรรม เพื่อให้คนไทยได้ใช้หน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน เนื่องจากการสวมหน้ากากอนามัยจะช่วยป้องกันการรับและแพร่กระจายเชื้อ พิสูจน์ได้ว่าการสวมหน้ากากเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคโควิด 19 และโรคระบบทางเดินหายใจอีกหลายโรค จนทำให้ไทยสามารถควบคุมสถานการณ์โรคโควิด 19 อยู่ในระดับต่ำ จนเป็นที่ยอมรับขององค์การอนามัยโลก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมาจากความร่วมมือของประชาชน รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สายการผลิตหน้ากากอนามัยของ อภ. &amp;nbsp;เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำลังการผลิตในประเทศ แต่จะเป็นสายการผลิตหน้ากากอนามัยที่มีมาตรฐาน เพื่อเป็นตัวอย่างของหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตหน้ากากอนามัยของประเทศไทยอีกด้วย&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนพ. วิฑูรย์ กล่าวว่า สายการผลิตหน้ากากอนามัยขององค์การเภสัชกรรม ได้รับการอนุญาตจากกองเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ ประเภทหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียว ชนิดมาตรฐานการป้องกันระดับที่ 1 สำหรับใช้ในสถานพยาบาลทั่วไป คุณสมบัติป้องกันอนุภาคปนเปื้อนชนิดต่างๆ ที่อยู่ในอากาศ โดยในระยะแรกมีกำลังการผลิตประมาณ 8 แสน -1 ล้านชิ้นต่อเดือน หรือ 9 - 11 ล้านชิ้นต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนในระยะถัดไปจะผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ชนิดมาตรฐานการป้องกันระดับที่ 2 เพื่อใช้งานในหน่วยฉุกเฉิน ทันตกรรม การรักษาแผลขนาดเล็ก หรือการรักษาที่อาจมีการสัมผัสเลือดเล็กน้อย มีความสามารถในการกรองแบคทีเรียและกรองอนุภาคขนาดเล็ก (0.1 micron) ได้ถึง 98 % และสามารถต้านของเหลวซึมผ่านได้ที่ความดันน้อยที่สุด 120 มิลลิเมตรปรอท เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้งานให้เหมาะสม นอกจากนี้ได้มีการเตรียมการสำหรับขยายกำลังการผลิต โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในประเทศ เพื่อผลิตหน้ากากอนามัย ภายใต้มาตรฐานคุณภาพคุณสมบัติเดียวกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความมั่นใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนว่าจะมีหน้ากากอนามัยสำหรับใช้งานอย่างเพียงพอ ในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เหมาะสมกับมาตรฐานคุณภาพทางการแพทย์ที่ประชาชนจะได้รับ
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87046</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, นายอนุทิน- ชาญวีรกูล, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201216/image_big_5fd9c7d28d895.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.-อภ.ทุ่ม2.5พันล้าน สร้างโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทย คาดวางจำหน่ายปี 2570 ตั้งเป้าป้อนพลเมืองอาเซียน 500ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
25ก.ย.63- องค์การเภสัชกรรม (อภ.)และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ได้ลงนามสัญญา &amp;nbsp;การก่อสร้างโรงงานผลิตยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยคนไทย เข้าถึงยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงมากขึ้น &amp;nbsp;คาดว่า ลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าปีละกว่า 21,000 ล้านบาท ลงมากกว่า 50% เพิ่มจีดความสามารถในการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมยาของประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และนายสุพัฒนพงษ์ &amp;nbsp;พันธ์มีเชาว์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ. )นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุทิน &amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุข และเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องนาน 20 ปี คนไทยต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกว่า 80,000 คนต่อปี &amp;nbsp;และมีค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงมาก ความร่วมมือในการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งในครั้งนี้ &amp;nbsp;จะทำให้ประเทศไทยมีโรงงานที่สามารถผลิตยารักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุมการรักษาทุกกลุ่มโรคมะเร็งในปัจจุบัน และในทุกกลุ่มการผลิต ทั้งรูปแบบยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และกลุ่มยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง เมื่อผลิตได้สำเร็จคาดว่าจะช่วยลดราคายาลงได้มากกว่า 50% &amp;nbsp; ลดภาระการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าปีละมากกว่า 21,000 ล้านบาท &amp;nbsp;และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น &amp;nbsp;เป็นการพึ่งพาตนเอง และยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมยาของไทยให้ทัดเทียมสากล สร้างความมั่นคงทางยา ถือเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;quot;ความร่วมมือครั้งนี้ ยังมีสถาบันการแพทย์ สถาบันวิจัยต่างๆ ที่จะมาร่วมมือด้วย ถ้าเรามีโรงงานที่ดี เชื่อว่า ต่อไป จะมีคนอยากเข้ามาร่วมด้วยไม่ได้มีแต่ปตท.เท่านั้น เพราะตอนนี้ วงการแพทย์ทั่วโลกเขาก็สนใจประเทศไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนนายสุพัฒนพงษ์ &amp;nbsp; กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ยาต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ทำให้การเข้าถึงยาที่มีคุณภาพทำได้ยากและมีราคาแพง ดังนั้น การส่งเสริมการวิจัยและการผลิตยาที่ทันสมัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ในการมุ่งเน้น เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ซึ่งเป็น New S-Curve ของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Comprehensive Medical Industry) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (Life Science) ซึ่งเป็นยอดปิรามิดสูงสุดในอุตสาหกรรมชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย งานสาธารณสุขเราไม่เป็นรองใคร ทั้งในส่วน อภ.และปตท.ที่จะมาเติมเต็มความพร้อมให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และดีใจที่อภ.มีเป้าหมายผลิตยารักษามะเร็ง ที่มีระดับสูง ไม่ใช่แค่ยารักษามะเร็งระดับพื้นๆ &amp;nbsp;เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าทั้งอภ.และปตท.มีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น ต่อไปไม่แน่ว่า การพัฒนายารักษามะเร็ง เราอาจทำใได้ เหมือนการให้ยาโรคไม่ติดเต่อเรื้อรัง คือ สามารถให้กินยาและดูแลต่อไปได้เรื่อยๆ&amp;quot; นายสุพัฒนพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ &amp;nbsp;.ผู้อำนวยการ อภ. &amp;nbsp;กล่าวว่า การผลิตยารักษามะเร็ง อภ. &amp;nbsp;มุ่งเน้นการผลิตยารักษา ทั้งยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) และกลุ่มยารักษาแบบจำเพาะเจาะจง (Targeted Therapy) ประกอบด้วย ยาชนิดเม็ดประเภท Tyrosine Kinase Inhibitors (TKIs) ซึ่งเป็นยาชนิด small molecule สามารถแพร่เข้าเซลล์และจับกับเป้าหมายภายในเซลล์ได้โดยตรง และยาฉีดชีววัตถุคล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่จะไปจับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.อภ.กล่าวอีกว่า สำหรับ &amp;nbsp;โรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง &amp;nbsp;จะมีคุณภาพมาตรฐานสากล ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ซึ่งอภ. กับ ปตท. ร่วมกันศึกษาและออกแบบ &amp;nbsp;ส่วนเทคโนโลยีการผลิต จะนำจากต่างประเทศ ขณะนี้ กำลังพิจารณามี 2แห่ง คือ ประเทศจีน กับอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศ ถือว่ามีเทคโนโลยีและมีความเชี่ยวชาญ ในระดับมาตรฐานสากล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้ คาดว่าเราจะสามารถผลิตยาออกมาวางจำหน่ายได้ในปี2570 &amp;nbsp;ซึ่งเป้าหมายการผลิตเราไม่ได้มองเฉพาะประเทศไทย แต่มองพลเมืองอาเซียนทั้งหมด 500 ล้านคน เราน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ซึ่งเบื้องต้นตัวที่เป็นเคมีบำบัด จะผลิตได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;30 ล้านยูนิตต่อปี &amp;nbsp;และในสวนที่เป็นยาเฉพาะเจาะจง ประมาณ 31 ล้านยูนิตต่อปี &amp;nbsp;เพียงพอรองรับคนไทย &amp;nbsp;แต่โรงงานยังมีศักยภาพมากกว่านั้น&amp;nbsp; สามารถขยายกำลังการผลิตส่งออกประเทศไปในภูมิภาคอาเซียนได้ทั้งหมด&amp;nbsp; ด้านราคายา แน่นอนว่าจะต้องถูกกว่าปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 50% &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าในอนาคตอาจถูกลงได้มากกว่านี้อีก ถ้าเรามีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตวัตถุดิบ &amp;nbsp; แต่เราก็เล็งที่จะเพิ่มศักยภาพผลิตวัตถุดิบเองด้วย ซึ่งตอนนี้ เราสามารถผลิตวัตถุดิบที่นำมาผลิตยารักษาธาลัสซีเมียได้เอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งนี้ &amp;nbsp;ปตท.ลงทุนสนับสนุนโครงการเป็นวงเงิน 2,500 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวโรงงานจะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ของ ปตท. หรือ PTT WEcoZi อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนต่อไปในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงา และ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 14 เดือนในการก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; นอกจากการนำความชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาสนับสนุนการก่อสร้างโรงงาน เพื่อให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถผลิตยาวางจำหน่ายได้ในภายในปี 2570 &amp;nbsp;หลังจากนั้น ปตท.จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ และความสามารถด้านการตลาด มาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานอีกทีหนึ่ง&amp;nbsp; ซึ่งการทำการตลาดไม่ได้มีเฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดในภูมิภาคนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เป็นเจตนามณ์ของ ปตท. ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย&amp;nbsp; และช่วยการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายมุ่งสู่การเป็นเมดิคัลฮีบ &amp;nbsp;และการร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น รวมทั้งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ&amp;nbsp; ตลอดจนเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้มีโอกาสเข้าถึงยาได้มากขึ้น รวมถึง ประหยัดงบประมาณ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพิงการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางยา&amp;nbsp;&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78595</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, นายอนุทิน- ชาญวีรกูล, บริษัท ปตท., สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, อภ., อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6d8ec6ef36a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ทดสอบวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในคนพบกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ผลดี  คาดผลิตล็อตแรก 1 แสนโด๊ส กลางปี 64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
29พ.ค.63-นพ. วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย 3 สายพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก ที่โรงงานผลิต (วัคซีน) ชีววัตถุ ที่ จ.สระบุรี ว่า &amp;nbsp;ได้นำวัคซีนไปทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2562 โดยร่วมกับโรงพยาบาลนครพนม ศึกษาวิจัยในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 4,284 ราย อายุระหว่าง 18-64 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม คณะทำงานด้านกำกับดูแลข้อมูลและความปลอดภัยของการศึกษาวิจัยทางคลินิกของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้รายงานสรุปความคืบหน้าว่า จากการติดตามความปลอดภัยของอาสาสมัครหลังการให้วัคซีนเป็นเวลา 28 วันนั้น พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ผลเป็นที่น่าพอใจ &amp;nbsp;โดยจะติดตามความปลอดภัยและความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนในอาสาสมัครต่อไปอีกจนครบ 1 ปี ตามที่กำหนดในโครงร่างการวิจัย ซึ่งถ้าผลออกมาเป็นที่พอใจ จะขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนได้ประมาณปลายปี &amp;nbsp;2563 &amp;nbsp;จากนั้นจะเริ่มผลิตตั้งแต่ปลายปี 2563 ภายหลังองค์การอนามัยโลกประกาศสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่คาดว่าจะระบาดในฤดูกาลหน้า เพื่อใช้ในปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผอ.อภ.กล่าวต่อไปว่า &amp;nbsp;ในทุกๆปีประเทศไทยจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามสิทธิหลักประกันสุขแห่งชาติและประกันสังคม รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ปีละประมาณ 4 ล้านโด๊ส ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้อจากต่างประเทศปีละประมาณ 400 ล้านบาท &amp;nbsp;ในอนาคตเมื่อองค์การฯสามารถผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าจากต่างประเทศลงได้ &amp;nbsp;และยังเป็นการสร้างความมั่นคงยั่งยืนทางด้านวัคซีนให้กับประเทศ โดยโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การฯ นี้ เป็นโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตในไข่ไก่ฟักจนเป็นวัคซีนสำเร็จรูปแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย มีกำลังการผลิตสูงสุด 10 ล้านโด๊สต่อปี การดำเนินการผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน GMP-PICS พร้อมทั้งมีแผนดำเนินการขอการรับรองมาตรฐาน WHO Prequalification จากองค์การอนามัยโลกสำหรับการผลิตวัคซีนสายพันธุ์ระบาดรองรับการระบาดใหญ่ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;องค์การฯ ได้เตรียมการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ &amp;nbsp;คู่ขนานไปกับการผลิตวัคซีนชนิด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3 สายพันธุ์ตามฤดูกาลที่องค์การอนามัยโลกประกาศ เพื่อรองรับแนวโน้มในอนาคตที่จะเปลี่ยนมาใช้เป็นชนิด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4 สายพันธุ์ และมีแผนจะขยายขนาดการผลิตวัคซีนไข้หวัดนกรองรับการระบาดชนิดเชื้อเป็นที่ผลิตโดยใช้ไข่ไก่ฟัก (Egg-based Technology) จากระดับต้นแบบมาสู่ระดับอุตสาหกรรม ในส่วนของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนั้น &amp;nbsp;ปัจจุบันองค์การฯ ได้เริ่มการวิจัยและพัฒนาวัคซีนไข้หวัดนกรองรับการระบาดชนิดเชื้อตายที่ผลิตโดยใช้เซลล์เพาะเลี้ยง (Cell-based Technology) ซึ่งได้รับการสนับสนุนผลักดันจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติในการสร้างศักยภาพการใช้เซลล์เพาะเลี้ยงเพื่อการผลิตวัคซีนและชีววัตถุ นอกจากนี้ ยังมีแผนการนำวัคซีนตัวอื่น ๆ มาบรรจุ อาทิ &amp;nbsp;วัคซีน DTP-HB-Hib (วัคซีนโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮีโมฟิลุสอินฟลูเอ็นเซ่ ชนิดบี) อีกด้วย&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฯกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67298</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไข้หวัดใหญ่, นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed1012bc99b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2020 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.หยุดขายหน้าการอนามัย ห่วงคนแออัดเข้าคิวกลัวติดเชื้อ และต้องจัดสรรให้บุคคลากรทางการแพทย์ก่อน ปชช.หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อที่ก.พาณิขย์จัดให้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8มี.ค.63-นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่อภ. ได้รับแจ้งจากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม &amp;nbsp;ว่า ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตหน้ากากอนามัยชนิด Surgical Mask ในประเทศสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น/วัน โดยได้จัดสรรกระจายให้กับบุคลากรสาธารณสุขในสถานพยาบาลต่างๆ จำนวน 7 แสนชิ้น/วัน และจัดสรรให้กับกรมการค้าภายใน จำนวน 5 แสนชิ้นวัน เพื่อกระจายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการภาคเอกชนต่าง ๆ โดยอภ. ได้รับการจัดสรรหน้ากากอนามัย จำนวน 410,700 ชิ้น/วัน &amp;nbsp;ซึ่งกระจายให้กับโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คือโรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ 360,000 ชิ้น/วัน สถานพยาบาลในสังกัดของกรมการแพทย์ กรมอนามัย กรมสุขภาพจิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 20,700 ชิ้น/วัน และกระจายให้กับสถานพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 30,000 ชิ้น/วัน ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมได้เริ่มทยอยจัดส่งให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ อย่างเร่งด่วนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.อภ. กล่าวอีกว่า ส่วนการจำหน่ายหน้ากากอนามัยที่ร้านขายยา อภ. &amp;nbsp;8 สาขา ในช่วงนี้จะงดการจำหน่ายออกไปก่อน เพื่อลดความแออัดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ &amp;nbsp;เพราะมีประชาชนมาเข้าคิวรอซื้อจำนวนมาก และจะเพิ่มสัดส่วนการกระจายหน้ากากอนามัยให้แก่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความจำเป็น ได้มีใช้อย่างเพียงพอ โดยกรมการค้าภายในจะเป็นผู้จำหน่ายให้กับประชาชนทางร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านธงฟ้า ห้างสรรพสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ อภ. ได้ปรับรูปแบบการจำหน่ายเป็นผ่านร้านค้าออนไลน์ที่ http://landing.gpoplanet.com เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันพุธที่ 11 มีนาคม 2563 นี้เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook : gpoplanet &amp;nbsp;line official account : @gpoplanet และเว็บไซต์ www.gpo.or.th &amp;nbsp;ในช่วงแรกนี้จะจำหน่ายเฉพาะแอลกอฮอล์เจลชนิดหลอดและขวดปั๊มแบบจำกัดจำนวนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านกำลังการผลิตแอลกอฮอล์เจลล้างมือนั้น ได้เพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าเดิม 2 เท่า โดยสามารถผลิตได้ถึงเดือนละ 2 แสนหลอด และบริษัทในเครือผลิตได้อีกเดือนละ 2 แสนหลอด รวมเป็น 4 แสนหลอดต่อเดือน และยังมีของบริษัทเอกชนรายอื่น ๆ ที่ผลิตและจำหน่ายอีกหลายบริษัท ในส่วนขององค์การสุราสามารถผลิตแอลกอฮอล์ชนิดล้างแผลฆ่าเชื้อโรคได้วันละ 60 ตัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าแอลกอฮอล์เจลไม่ขาดแคลนแน่นอน &amp;nbsp;นอกจากนั้นประชาชนยังสามารถใช้แอลกอฮอล์ชนิดล้างแผลฆ่าเชื้อโรคเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;แอลกอฮอล์เจลล้างมือ องค์การฯ ขายอยู่ที่ราคาหลอด 24 บาท แต่พบถูกนำไปขายในราคา 50 บาท ซึ่งได้มีการแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีแล้ว แต่อีกประเด็นที่ควรระวังคือ เจลแอลกอฮอล์ล้างมืออาจเป็นของปลอม&amp;rdquo; นพ.วิฑูรย์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59156</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200308/image_big_5e649df8ebb8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพระศรีสวางควัฒน ฯลงนามกับ อภ.-ปตท.ร่วมมือผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็งเต้านม  ช่วยคนเข้าถึงยาราคาถูก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ส.ค.62- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงลงพระนามร่วมมือผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็งเต้านม กับ อภ.-ปตท. สานพระปณิธานสร้างโรงงานนำยาออกสู่ตลาด ลดสูญเสียทางเศรษฐกิจ ช่วยคนเข้าถึงยาราคาถูกลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 15.00 &amp;nbsp;น. วันที่ 9 ส.ค. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เสด็จในพิธีลงพระนามและลงนามข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และองค์การเภสัชกรรม ณ ตำหนักจักรีบงกช จ.ปทุมธานี โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นสักขีพยานในพิธี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่า 30 ปีที่ ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ขึ้นเพื่อนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลต่อปัญหาสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งขณะนี้มีอัตราในการตายจากโรคมะเร็งเป็นอันดับหนึ่งทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านยาชีววัตถุซึ่งเป็นยาที่ทันสมัยและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบมุ่งเป้า แต่มีราคาสูงมากจนยากที่ประชาชนจะเข้าถึง เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางยาและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศจึงทรงริเริ่มโครงการพัฒนายาชีววัตถุขึ้นเพื่อประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานแรกและแห่งเดียวของประเทศในขณะนี้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุยาตัวแรกคือ ทราสทูซูแมบ &amp;ldquo;Trastuzumab&amp;rdquo; เป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึงที่มีบทบาทสำคัญในการบำบัดรักษาโรคมะเร็งเต้านมเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกที่ดำเนินการโดยนักวิจัยไทยในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่ต้องอาศัยการซื้อหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งจะสามารถนำไปศึกษาทางคลินิกเพื่อความปลอดภัยในคนได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งงบประมาณจากรัฐบาลอย่างเพียงพอรวมทั้งในเชิงนโยบายในการให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยของยาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันเพื่อนำวิทยาการและเทคโนโลยีแบบใหม่ในด้านRegulatory science มาพัฒนาการประเมินความปลอดภัยในคนอย่างถูกต้องแม่นยำกว่าการใช้หลักการทางสถิติและการแสดงออกในคนไข้เป็นหลักจะทำให้สามารถนำยาออกสู่การใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรส กล่าวว่า สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานสนองพระปณิธานซึ่งมุ่งเน้นและสนับสนุนการพัฒนาประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทย ได้แก่ บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ซึ่งสนใจที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจยาโดยต่อยอดธุรกิจจากความชำนาญในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีอยู่และองค์การเภสัชกรรมซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์และการผลิตยาในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ทั้งสองรัฐวิสาหกิจพร้อมร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีประสิทธิภาพเหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ของประเทศในทุกกระบวนการและผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้นตลอดจนนำออกสู่การตลาดอย่างเต็มรูปแบบ &amp;ldquo; ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรสกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรสกล่าวว่าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จะรับผิดชอบการดำเนินการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุที่เป็นต้นแบบและยาชีววัตถุคล้ายคลึงประกอบด้วยการสร้างพัฒนาหรือจัดหาเซลล์ต้นแบบเพื่อใช้ในการผลิตชีววัตถุพัฒนากระบวนการผลิตจนถึงระดับอุตสาหกรรมตลอดจนค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพการตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ส่วน ปตท. จะผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุจนสามารถนำออกสู่ประชาชนการดำเนินการเชิงพาณิชย์และการตลาดในต่างประเทศและใช้ความชำนาญทางวิศวกรรมและการบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนเพื่อสนับสนุนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม องค์การเภสัชกรรมจะประสานงานวิจัยทางคลินิกการขึ้นทะเบียนตำรับยาการผลิตระดับอุตสาหกรรมให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบสาธารณสุขไทยและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชีววัตถุทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นมิติใหม่ความมั่นคงทางยาของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม&amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข (ซ้าย) และนายชาญศิลป์ตรีนุชกร&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.&amp;nbsp;จำกัด(มหาชน) (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า นักวิจัยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุ เมื่อมีข่าวดีนี้องค์การเภสัชกรรมร่วมกับ ปตท. จะสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง ในอนาคตหากยาตัวนี้เกิดขึ้นมาจะทำให้คนไทยผลิตยารักษาโรคมะเร็งได้ด้วยตัวเอง100% ตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำปลายน้ำนอกจากนี้คนไทยจะสามารถต่อยอดเทคโนโลยีนี้เพื่อพัฒนาผลิตยาตัวอื่นๆตามมาซึ่งเป็นตำรับยาของไทยและเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีกับคนไทยเท่านั้นแต่เกิดประโยชน์กับมวลมนุษยชาติยาที่ผลิตได้นี้จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาของคนไทยและราคาไม่แพงองค์การเภสัชกรรมเชี่ยวชาญด้านการผลิตยาแต่มีจุดอ่อนด้านวิศวกรรมขณะที่ปตท.มีจุดแข็งด้านนี้จึงเป็นพันธมิตรกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้ายาจากต่างประเทศปีละกว่าหมื่นล้านบาทหากผลิตยาได้จะลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ50 แต่คุณภาพยาจะไม่ลดลงสำหรับยาชีววัตถุนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่ใช่ยาเคมีแต่เป็นยาชีววัตถุต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง &amp;nbsp;พัฒนาจากเซลล์ซึ่งนักวิจัยไทยทำได้ยาชีววัตถุสร้างจากสิ่งมีชีวิตเช่นยาชีววัตถุคล้ายคลึงชนิดโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมชื่อทราสทูซูแมบจะออกฤทธิ์มุ่งเป้าเฉพาะจุดที่มีการเสื่อมสภาพถ้ายาเคมีที่รับประทานหรือฉีดเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ทั่วร่างกายการรักษาด้วยยาตัวนี้จะแม่นยำมากขึ้นการพัฒนานี้จะทำให้ประเทศไทยทัดเทียมสากล&amp;ldquo; นพ.วิฑูรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่าสำหรับการผลิตยาปกติใช้เวลา10 ปีแต่จากความร่วมมือครั้งนี้ตั้งเป้าจะสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จปี &amp;nbsp;2567 &amp;nbsp; หลังจากนั้นจะทดสอบยานี้กับสัตว์และคนก่อนจะขึ้นทะเบียนตำรับยาและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ &amp;nbsp;เป็นขั้นตอนมาตรฐานการผลิตยา &amp;nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวแรกนำไปสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยซึ่งมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดติดหนึ่งในห้าของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ผลิตต้นน้ำมาให้เป็นนักวิจัยที่ทรงสร้างขึ้นมาเพราะสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์มีนักวิจัยที่มีศักยภาพทัดเทียมนานาประเทศซึ่งองค์การเภสัชกรรมได้มาสืบสานต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดคุณค่าที่แท้จริงต่อสังคมไทยขณะนี้ทีมนักวิจัยจาก3 หน่วยงานเข้าทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ก้าวสำคัญนี้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมส่วนพื้นที่ในการก่อสร้างโรงงานขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เหมาะสมโปร่งใสและตอบคำถามสังคมได้ &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬากภรณ์​ ทรงเล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มปตท.ที่จะสามารถนำความเชี่ยวชาญทางด้านเคมีวิศวกรรมและประสบการณ์การบริหารจัดการโรงงานขนาดใหญ่มาสนับสนุนกับองค์กรของรัฐโดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันวิจัยทางด้านยาชั้นนำของประเทศและของโลกความร่วมมือครั้งนี้จะเริ่มจากการนำสารตั้งต้นมาผลิตยาในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในเรื่องของการผลิตยาพบว่าประชาชนคนไทยยังเข้าถึงยายากยาส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะยามะเร็งซึ่งมีราคาสูงและประชาชนระดับกลางถึงล่างยังเข้าไม่ถึงยาปตท.จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่สามารถวิจัยต้นน้ำของยามะเร็งได้และร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อสร้างโรงงานผลิตยามะเร็งเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศถ้าทำได้ดีก็สามารถจำหน่ายต่างประเทศได้ช่วยลดการนำเข้าได้เป็นอย่างดีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการร่วมมือกันผลิตยามะเร็ง&amp;ldquo;นายชาญศิลป์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญศิลป์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันที่วิจัยสารตั้งต้นยามะเร็งในเชิงลึกองค์การเภสัชกรรมทำหน้าที่ในการผลิตยาส่วนปตท.มีหน้าที่ในการสร้างโรงงานโดยเข้ามาเติมเต็มเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆรวมถึงการบริหารจัดการ ขณะนี้กำลังสำรวจที่ตั้งโรงงานและรูปแบบของโรงงานโดยจะเป็นรูปเป็นร่างในอีก 3-4 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จพิธีลงพระนามศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารีทรงมีรับสั่งกับผู้เฝ้าฯรับเสด็จว่า &amp;quot; 30 ปีที่ก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน รู้สึกดีใจที่ความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จจะเป็นการนำยามาใช้ให้เป็นรูปธรรม คนไทยได้ใช้ยาในลักษณะที่เข้าถึงได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43091</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, นายชาญศิลป์  ตรีนุชกร, บริษัท ปตท., มธุรส รุจิรวัฒน์, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d5cce30a4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
