<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล &quot;สู้โควิด เข้าไทยแล้ววันนี้(30ก.ค.) เริ่มใช้ที่สถาบันบำราศนราดูรแห่งแรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.64- บริษัท &amp;nbsp;โรช ไทยแลนด์ ได้แถลงข่าวออนไลน์ ในหัวข้อ &amp;lsquo;เจาะลึก ตัวเลือกการรักษาผู้ป่วย COVID-19 กับแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail)&amp;rsquo; จากโรช (Roche) และ รีเจนเนอรอน &amp;nbsp;(Regeneron) ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน[1] โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทย &amp;nbsp;อนุมัติให้ใช้ เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล &amp;nbsp;โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ คำนี้อาจเป็นคำใหม่ของทุกคน แต่ในมุมมองการรักษาโควิด &amp;nbsp;จะถือเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น &amp;nbsp; เชื้อไวรัสโควิด 19 มีผิวเป็นปรตีนเหมือนหนาม ซึ่งโปรตีนนี้จะทำให้ไวรัสเข้าไปจับกับผิวของเซลล์มนุษย์ หรือเรียกว่าโปรตีน ACE2 บนผิวของเซลล์คน &amp;nbsp;ซึ่งตัว ACE2 มีความจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ในคน และพบได้ในหลากหลายอวัยวะ &amp;nbsp;โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการป้องกันระบบทำงานของปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp; ทั้งนี้ คนที่ติดโควิด แล้วหายป่วยแล้ว จะมีตัวแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในรางกาย &amp;nbsp;ซึ่งการทำยาแอนติบอดี ค็อกเทลนี้ &amp;nbsp;คือารสกัดภูมิคุ้มกันนี้ออกมาเพื่อให้ยายับยั้งเชื้อโควิดได้โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนกลไกของการทำงานยาแอนติบอดิ ก็คือ การทำให้ภูมิคุ้มกันไปลบล้างฤทธิ์ &amp;nbsp;ทำให้ไวรัสอ่อนกำลังลง และตรงเข้าจับกับตัวรับบนโปรตีนรูปแบบเดือย ซึ่งอยู่บนผิวของไวรัสโควิด &amp;nbsp;สามารถยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างกายคนได้ &amp;nbsp;จากการทดลองในห้องปฎิบัติการพบว่า ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์มีความไว ต่อไวรัสโควิด 19 ในสายพันธุ์ต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ผลการศึกษาแอนติบอดี จะเป็นการศึกษาผู้ป่วยโควิด 19 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตยาตัวดังกล่าว &amp;nbsp;โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพของแอนติบอดี ค็อกเทล ซึ่งใช้รักษา ผู้ป่วยโควิด ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ซึ่งถ้าเทียบในประเทศไทยก็จะเป็นการใช้ใน ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และกลุ่มสีเหลืองเท่านั้นที่มีอาการไม่เกิน 7 วัน ไม่เคยได้รับ ยารักษาโควิด 19 มาก่อน &amp;nbsp;และมีความเสี่ยงที่มีอาการโควิดจะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรง เป็นผู้ป่วยโรคอ้วน 58% โรคหัวใจและหลอดเลือด 36% และผู้ป่วยที่มีอายุ 51 ปีขึ้นไป 51 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าวต่อว่าจากการศึกษาประสิทธิภาพของ ยา ซึ่งเป็นการทดลองเฟส 3 ในผู้ป่วยกลุ่มโควิดอาการน้อยหรือปานกลาง &amp;nbsp;ที่มีการทดลองแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ จะมีกลุ่มที่ได้รับยา 1,200 มก. กลุ่มที่ได้ยา 2,400 มก. และกลุ่มที่ได้ยาหลอก ผลการศึกษา พบว่า &amp;nbsp;กลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 1,200 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 70% และกลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 2,400 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 71 % และระยะเวลาที่โรคแสดงอาการลดลง จาก 14 วันแล้วหาย ลดลงเหลือ 10 วัน ก็หายป่วย &amp;nbsp;ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ยาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดภาระเตียง &amp;nbsp;และห้องไอซียู ของโรงพยาบาลได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาด้วย จากผลการศึกษาเรื่องความปลอดภัย พบว่าผู้ป่วยโควิด ที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ไม่มีการแสดงอาการข้างเคียง จากยา แต่อาจพบอาการข้างเคียงทั่วไปที่เจอได้ในยาฉีด เช่น ปฎิกิริยาแพ้แบบรุนแรงและเฉียบพลัน หรือภาวะภูมิไวเกิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ในการทดลองยังได้มีการนำยากลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ ไปใช้ทดลองในห้องทดลอง กับโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งอัลฟา เบตา แกมมา และ สายพันธุ์เดลตา พบว่า ยาในกลุ่ม Cas&amp;amp;Im ของกลุ่มบริษัทโรช มีผลในการยับยั้งเชื่อได้ทั้งหมดทุกสายพันธุ์ แต่ทั้งนี้ต้องมีการทดลองในมนุษย์ ว่าผลจะเป็นไปตามในห้องทดลองหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ยาแอนติบดดิ ค็อกเทลนี้ ถือว่าเป็นยาตัวแรกที่ใช้รักษาโควิด 19 &amp;nbsp;โดยตรง ส่วนยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างเช่น ฟาวิพิราเวียร์ ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโควิดโดยตรง แต่เป็นยาที่ใช้รักษาอาการอื่นๆ และชณะนี้ มีการวิจัยยา ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโควิดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริษัทวิจัยในอินเดีย มีการวิจัยยาฟาวิพิราเวียร์ เฟส 3 &amp;nbsp;และมีอีกหลายบริษัท &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปยาที่ใช้ &amp;nbsp;จะเป็นการกิน ไม่ใช่การฉีด&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร &amp;nbsp;กล่าวว่า สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ได้มีข้อแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย ถึงปานกลาง และเป็นผู้ป่วยเสี่ยงสูงที่มีโรคประจำตัว ทั้งความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;และใช้ในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่มาก หรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย ไม่ถึงกับอ๊อกซิเจนตก ขณะนี้ มีหลายประเทศทั้งในสหรัฐ มาประมาณ 6เดือนแล้ว ในผู้ป่วยจริง &amp;nbsp; 4,805 คน &amp;nbsp;และมีการใช้ในยุโรป ล่าสุดประเทศญี่ปุ่น ได้มีการนำ ยาแอนติบอดีแบบผสม ไปใช้ &amp;nbsp; ส่วนไทยทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ &amp;nbsp;15ก.ค.ที่ผ่านมา และมีการนำเข้าประเทศไทยเมื่อเช้ามืดวันนี้ ( 30ก.ค.) โดยเป็นการนำเข้าของกรมควบคุมโรค หรือจะมี 5หน่วยงานที่นำเข้ายานี้ได้คือ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสภากาชาดไทย&amp;nbsp;
&amp;quot;การศึกษาพบว่าใน &amp;nbsp;4 คน ยาสามารถช่วยลดการนอนรพ.และลดการเข้าห้องฉุกเฉิน ได้ 1 คน หรือในการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้ยา มีอัตราการเสียชีวิต 0 -0.6 % &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ยาจะมีอัตราเสียชีวิต 1.4-3.5% &amp;nbsp;ส่วนการนอนไอซียู กลุ่มได้รับยามีอัตรา 0.66-0.77 % &amp;nbsp;กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตรา 7.6 &amp;nbsp; %&amp;quot;นพ.วีรวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการให้ยาเบื้องต้น จะให้ในปริมาณ 1,200 มก. เป็นยาฉีดผ่านทางเส้นเลือด ใช้เวลาให้ยาประมาณ ครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้สังเกตุอาการ 2ชั่วโมง &amp;nbsp;ผู้ป่วยจึงกลับบ้านได้ และจะมีการติดตามอาการต่อไป &amp;nbsp; ซึ่งเมื่อยานำเข้ามาในไทยแล้ว จะเริ่มใช้กับผู้ป่วยที่สถาบันบำราศนราดูร เป็นที่แรก
&amp;quot;ในเรื่องของราคา ตามมาตรฐาน การกำหนดราคายา มักจะขึ้นกับรายได้ต่อหัวของประชากรประเทศนั้นๆ &amp;nbsp;&amp;quot;นพ.วัรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111663</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รีเจนเนอรอน  (Regeneron), ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร, ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล, โรช ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103dab4e05c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65819</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์สถาบันบำราศนราดูร เตือนหน้าฝนนี้ ต้องระวังไข้หวัดใหญ่ พร้อมกับโควิด หากเป็นซ้ำซ้อนสองโรค จะมีความรุนแรงมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ค. 63- นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร เสวนา &amp;nbsp;ในหัวข้อ &amp;ldquo;ความร้ายแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ในภาวะการระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นความรู้และแนวในการดูแลรักษาป้องกันจากไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า โรคไข้หวัดใหญ่ที่มักระบาดในหน้าฝน &amp;nbsp;ซึ่งมีความน่ากังวลเพราะมาในช่วงที่มีการการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันมาก &amp;nbsp;คือมีอาการไข้ 38-40 องศา &amp;nbsp;ไอ ปวดศีรษะเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ร่างกายอ่อนเพลีย ในทางการแพทย์ที่วินิจฉัยในการแยกโรคนั้นค่อนข้างยาก แต่ก็มีอาการที่แตกต่างกันเล็กน้อยคือ น้ำมูก เพราะโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ ซึ่งยังต้องอาศัยการเช็คประวัติและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นเมื่อมีการไอหรือจาม การสัมผัสทางตรงหรือทางอ้อม &amp;nbsp;ทำให้มีความสามารถในแพร่การเชื้อจาก 1 คนไปสู่ 2 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่ในทั่วโลกอยู่ที่ 1-2% โดยสถิติย้อนหลังไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยย้อนหลัง 5 ปี พบว่าทั้งในปี 2561-2562 จะพบว่าช่วงที่เป็นไข้หวัดใหญ่มากสุดในฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน และในปี 2563 ที่มีการสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงในเดือนมกราคม และลดลงมาโดยหลังจากเดือนเมษายน(ยังไม่ครบเดือน) มีตัวเลขที่ลดลงมา จะเห็นว่าในไทยที่มีผู้เป็นไข้หวัดใหญ่สูงกว่าโควิด-19 ถึง 33 เท่า เพราะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนมีความใส่ใจในการดูแลป้องกัน และให้ความสนใจในเฝ้าระวัง การคัดกรองโรค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ดังนั้นโควิด-19 อาจจะระบาดขึ้นอีกในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่ควรต้องระวังคือการติดเชื้อร่วมกันทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่ติดโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสอื่นได้ถึง 20% ส่วนข้อมูลจากประเทศจีน พบว่าประมาณ 80% มีโอกาสติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ โดยสามารถติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ได้ถึง 60% ซึ่งการติดเชื้อซ้ำ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึง 29-55% ซึ่งทางสถาบันฯ ก็เจอเคสที่มีอาการใกล้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่มาตรวจโควิด-19 และตรวจเจอเคสที่เป็นการติดเชื้อร่วม คือเป็นทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีการรักษาและใช้ยาทั้ง 2 โรคพร้อมกัน ให้เร็วที่สุด เพราะคนไข้อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นไข้หวัดใหญ่ อาทิ หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ที่จะมีความรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ และกลุ่มบุคคากรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่างกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นถึง 26 เท่า โดยวิธีจัดการกับไข้หวัดใหญ่ แบ่งเป็น 1.การป้องกันก่อนเกิดเหตุ คือการการรักษาสุขอนามัยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ที่เหมือนกับการป้องกันโควิด-19 &amp;nbsp;และฉีควัคซีนประจำปีที่มี 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ &amp;nbsp;แต่การฉีดวัคซีนอาจจะป้องกันได้ประมาณ 40-60% &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ก็มีให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน 2.การรับยาต้านไวรัส เพราะสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกาย บรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่ และลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ในประเทศไทย นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ บาลอกซาเวียร์ ที่ช่วยลดเชื้อไวรัสใน 24 ชั่วโมง รับประทานครั้งเดียว( 2-4 เม็ด ตามน้ำหนักตัว) อาจจะมีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หลอดลมอักเสบ ฯลฯ , โอเซลทามิเวียร์ จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 72 ชั่วโมง รับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน มีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียประสาทหลอน และซานามิเวียร์(ชนิดสูดพ่น) จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 96 &amp;nbsp;ชั่วโมง ต้องพ่นวันละ 2 ครั้ง 5 วัน อาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ ไซนัสอักเสบ มึนงง มีไข้ หนาวสั่น ฯลฯ ทั้งนี้การทานยาจะดีที่สุดเมื่อรับประทานใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และหากจะซื้อยาทานเองควรมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ทางที่ดีคือการเข้าพบแพทย์ เพื่อป้องกันการภาวะแทรกซ้อน ส่วนโอเซลทามิเวียร์และบาลอกซาเวียร์ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาวิจัยว่าจะมีผลต่อการรักษาโควิด-19 หรือไม่ แต่ในปัจจุบันยาทั้ง 2 ตัวนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้รักษาโควิด-19 แต่ในประเทศญี่ปุ่นได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ และใช้รักษาโควิด-19 เป็นประเทศแรก ซึ่งก็ใช้รักษาโควิด-19 ในไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับสถาณการณ์โควิด-19 ของทางสถาบันฯดีขึ้น จากการที่มีผู้ป่วยเข้ามารักษาจำนวน &amp;nbsp;214 &amp;nbsp;ราย ซึ่งมีการรักษาหายหมดแล้ว &amp;nbsp;เหลือเพียง 1 ราย ที่อยู่ในระยะพักฟื้น ซึ่งในภาพรวมของประเทศสถานการณ์ของคนไข้โควิด-19 ก็เป็นในทิศทางที่ดีขึ้นในผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในเฟสแรก แต่ทั้งนี้ก็ต้องคอยจับตาดูในเฟสที่ 2 เพราะไทยเข้าสู่ฤดูฝนพอดี ซึ่งจะมีการคลายล็อคในส่วนต่างๆ ทั้งการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ทั้งการทำงาน สัมนา ท่องเที่ยว แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัดของทรัพยากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ ทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65819</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, สถาบันบำราศนราดูร, หน้าฝน, โรคไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebba010e6cb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
